Thursday, 6 August 2026
Hard News Team

‘SME D Bank’ เปิดตัว ‘จักรยานยนต์ไฟฟ้า’ พร้อมสถานีแบตเตอรี่ ใช้รับ-ส่งเอกสาร หนุนขับเคลื่อนองค์กรสีเขียวสู่ ‘Net Zero 2065

เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 67 ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ ‘SME D Bank’ ขับเคลื่อนองค์กรตามแนวทางแห่งความยั่งยืน คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ด้วยการเปิดตัว ‘โครงการจักรยานยนต์ไฟฟ้า ธพว. EV.BCG’ โดยรถจักรยานยนต์ทั้งหมด ที่ใช้รับและส่งเอกสารของธนาคารทุกคันจะเป็น ‘รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า’

โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ธรรมชาติ ลดมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยดูแลสุขภาพของประชาชน สนับสนุน ‘เป้าหมาย Net Zero 2065’ สู่การเติบโตที่ยั่งยืนของประเทศไทยในเวทีโลก 

ไม่เพียงเท่านี้ SME D Bank ยังดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอื่นๆ  ต่อเนื่อง เช่น ติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้แสงสว่างในพื้นที่จอดรถอาคารสำนักงานใหญ่, ลดการใช้กระดาษ รณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจ และความร่วมมือด้านความยั่งยืนของบุคลากรทั้งองค์กร

‘CIB’ บุกค้น 4 จุด ทลายเว็บหนังเถื่อน เปิดนานเกือบ 20 ปี เช็กเส้นทางการเงิน พบมูลค่าความเสียหายกว่าพันล้าน!!

เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 67 พล.ต.ต.พุฒิเดช บุญกระพือ ผู้บังคับบัญชา กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) สั่งการ พ.ต.อ.วีระพงษ์ หอมหวล ผกก.1 บก.ปอศ. นำกำลังพร้อมหมายค้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เข้าทำการตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 4 จุด แบ่งเป็นในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร 2 จุด จังหวัดสุรินทร์ 1 จุด และ จังหวัดสุราษฎร์ธานี 1 จุด เพื่อกวาดล้างจับกุมเครือข่ายลักลอบเผยแพร่หนังเถื่อน ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่

เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้รับเรื่องร้องเรียนจากบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจเกี่ยวอุตสาหกรรมด้านภาพยนตร์ จากหลายบริษัทว่ามีการลักลอบเผยแพร่หนังเถื่อนเครือข่ายผ่านเว็บไซต์ siambit.com ซึ่งเป็นเว็บดูหนังเถื่อนออนไลน์ จึงจัดกำลังลงพื้นที่สืบหาเบาะแส จนทราบว่ามีการทำกันเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่การทำงานกันอย่างชัดเจน

โดยช่วงแรกจะเปิดให้ชมฟรี ต่อมาเริ่มเก็บค่าบริการสมาชิกจากประชาชนทั่วไป มีการเปลี่ยนชื่อเว็บไซต์เพื่อปกปิดและหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ลักลอบเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2549 หรือราวๆ 18 ปี ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่าแสนราย เผยแพร่ภาพยนตร์ที่เป็นลิขสิทธิ์ของผู้อื่นกว่า 50,000 เรื่อง รวมถึงมีเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 60 ล้านบาท ซึ่งจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบยังพบว่า เป็นเครือข่ายเว็บหนังเถื่อนเดียวกันกับที่เคยถูกตำรวจ บช.สอท.จับกุมไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แต่ในขณะนั้นเป็นการจับกุมตามความผิดฐาน ‘เผยแพร่สื่อลามกอนาจารและแฝงการโฆษณาเว็บไซต์การพนันออนไลน์’ เจ้าหน้าที่จึงเร่งรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายค้นจนนำมาสู่การเปิดปฏิบัติการดังกล่าว

ทั้งนี้ จากการเปิดปฏิบัติการเข้าตรวจสอบครั้งนี้พบสมุดบัญชีธนาคาร 9 เล่ม, บัตร ATM จำนวน 2 ใบ, ฮาร์ดดิสก์ จำนวน 29 ตัว, คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและโน้ตบุ๊ก 3 เครื่อง, แท็บเล็ต 1 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง, เมมโมรี่การ์ดและแฟลชไดรฟ์ จำนวน 33 อัน เบื้องต้นจึงตรวจอายัดทั้งหมดไว้เป็นของกลาง ก่อนเตรียมขยายผลเอาผิดผู้อยู่เบื้องหลัง มาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

‘สรรพากร’ แจง ปมยื่นภาษีออนไลน์แล้วมีรายได้ปริศนาโผล่ ยัน!! เกิดจากปรับปรุงระบบ ตอนนี้ใช้งานได้ตามปกติแล้ว

(17 ก.พ. 67) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ รองอธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร ชี้แจงถึงกรณีมีกระแสการยื่นภาษีทางออนไลน์ แล้วมีช่องแสดงรายได้แปลก ๆ โผล่ขึ้นมา ซึ่งมีการตั้งคำถามกันอย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์

โดยโฆษกกรมสรรพากร ระบุว่า เนื่องจากกรมสรรพากรมีการปรับปรุงระบบใหม่ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 ตั้งแต่ 18.00 น. ทำให้มีข้อมูลบางรายการคลาดเคลื่อนบนระบบ myTax Account ขณะนี้กรมสรรพากรแก้ไขเรียบร้อยแล้ว และผู้เสียภาษีสามารถยื่นแบบได้ตามปกติ กรมสรรพากรจึงต้องขออภัยมา ณ ที่นี้

‘อดิศร เพียงเกษ’ ประธานวิปรัฐบาล โพสต์กลอนต้อนรับ ‘ทักษิณ’ กลับบ้าน

(17 ก.พ. 67) นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ได้โพสต์กลอนต้อนรับ กรณี ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี จะได้รับการปล่อยตัวตามกำหนดการพักโทษ หลังรับโทษครบ 180 วัน ในวันที่ 18 ก.พ.นี้ โดยระบุว่า…

“กลับสู่บ้านจันทร์ส่องหล้า มองท้องนภาดูแจ่มใส ดอกไม้บานกลางดวงใจ รักกันไว้ตลอดกาล… ยินดีต้อนรับ ท่าน ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศไทย”

เผยข้อความไลน์หลุด!! ถ้ายุบ 'ก้าวไกล' สมรภูมิต่อสู้จะแรงกว่าเดิม เจอตอกกลับ 'ก็ดี จะได้จบๆ' รอดูจะอยู่สู้หรือหลบไปต่างประเทศ

(16 ก.พ. 67) กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมาทันที หลัง ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ออกมาเปิดเผยเผยภาพแคปชั่นจากกลุ่มไลน์ โดยระบุข้อความว่า “อ่านไลน์หลุดเก่าจะเข้าใจนะครับว่าใครบงการ”

ทั้งนี้ ภาพข้อความดังกล่าว ระบุว่า “วัตถุประสงค์ของแคมเปญนี้ คือ ทำให้คนที่ ignorant ทางการเมือง หรือคนที่เกิดเติบโตไม่ทัน ได้รู้จักการสังหารหมู่ทางการเมือง แล้วไม่ต้องรับผิด ตั้งแต่ 16 19 35 53 ซึ่งผลตอบรับดีมาก คนยิ่งติดตาม

ผม คุณช่อ ที่รับผิดชอบโครงการนี้ พร้อมเสี่ยงกับการถูกดำเนินคดีทั้งหมด เพื่อยกระดับการต่อสู้ ขยับเพดานของเสรีภาพขึ้นเรื่อย ๆ หากเราไม่ทำ ทุกอย่างก็จะเงียบหมด ขอบคุณเพื่อน สส. ที่ทวิตให้กำลังใจครับ”

ขณะที่ผู้ใช้ชื่อ ‘อ.ปิยบุตร’ ได้แท็กข้อความของผู้ใช้ชื่อ ‘ณัฐวุฒิ ส.ส.กก.’ ซึ่งระบุว่า “@กาย สส.กก. @อ๋อง สส.กก. เอาไงเอากัน ไปถามพี่แมวหน่อย แกมีพรรคในมือ…” 

โดยผู้ใช้ ‘อ.ปิยบุตร’ เขียนตอบว่า “ไม่ต้องกังวลครับ มีอีกหลายพรรค แต่ถ้ามันบ้ายุบก้าวไกลอีกรอบ มันจะไม่ใช่แค่เรื่องยุบพรรคแล้วครับ สมรภูมิการต่อสู้จะเปลี่ยนไปแรง ไกล ก้าวหน้ากว่าเดิมแบบที่พวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน”

จากนั้นเป็นข้อความของผู้ใช้ ‘เติร์ด ส.ส.ก.ก.’ ซึ่งระบุว่า “ยินดีครับอาจารย์ เราแค่สอบถามหาความจริงเรื่องที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้นครับ ส่วนตัวผมยังเห็น… ” และปรากฏข้อความต่ออีกว่า “องค์การสส.กก. หลวงพ่อท่านบอกว่า…สติมาปัญญาเกิด…”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อความไลน์หลุดดังกล่าว ได้ถูกนำไปเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง โดยหนึ่งในนั้นคือ ผู้ใช้ชื่อว่า Thepmontri Limpaphayorm ระบุว่า “ไลน์หลุดที่อาจารย์มาโพสต์ผมชอบนะครับ โดยเฉพาะคนที่ใช้ชื่อว่าปิยบุตร ซึ่งมันคงไม่เคยเห็น สงครามกลางเมือง บางทีถ้าเกิดขึ้นจริงก็ดี จะได้ทำให้มันจบ ๆ ปล่อยแบบนี้มานานมากแล้ว”

ขณะที่มีคนเข้าไปคอมเมนต์ตอบว่า “แต่เวลาเกิดจริง ๆ คนพวกนี้ก็ไม่อยู่สู้ แต่หลบไปต่างประเทศครับ แล้วก็กลับมาโกยตอนจบ”

เอ็นดู!! ‘นร.ต่างชาติ’ วอนชาวเน็ตช่วยแปลคำศัพท์นาฏศิลป์ หลังครูสอนรำไทยเล่นใช้ศัพท์ยากจนมึน!! อย่าง ‘โจ๊ะพรึม’

(16 ก.พ.67) กลายเป็นกระทู้ไวรัลในเว็บไซต์ reddit เมื่อมีผู้ใช้บัญชีชาวต่างชาติรายหนึ่งเข้ามาตั้งกระทู้ ขอความช่วยเหลือชาวไทย หลังได้การบ้านจากคุณครูที่ทำเอาเจ้าตัวถึงกับกุมขมับ

โดยเจ้าของโพสต์ระบุว่า “สวัสดีทุกคน ฉันเป็นชาวต่างชาติในประเทศไทย และที่โรงเรียนฉันตอนนี้กำลังจะมีกิจกรรม ‘รำไทย’ ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย ซึ่งครูสอนรำไทยของฉันส่งสิ่งนี้มาให้” พร้อมแนบภาพแช็ตการสอนท่ารำยาวพรืด

งานนี้เจ้าตัวถึงกับบอกว่า “แช็ตที่ครูส่งมามันเข้าใจยากมาก ใครสามารถช่วยฉันแปลสิ่งนี้ได้ โปรดช่วยฉัน ฉันขอร้อง ฉันลองแปลภาษาในกูเกิ้ลแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าใจ”

โดยในภาพแชทดังกล่าว เป็นการอธิบายท่าเต้นรำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำศัพท์ทางนาฏศิลป์ไทย อาจทำให้ชาวต่างชาติเข้าใจยาก ตัวอย่างท่ารำ เช่น

- ท่า 2 จีบ ยืนคว่ำหน้า ขวา บัวบาน เท้า แตะ
- ท่า 3 จีบส่งท้าย มือขวาบัวบาน เท้า ย่ำยกขา หน้า
- ท่า 4 คำว่า โจ๊ะพรึม มือซ้าย แตะแก้มขวา ตีสะโพก สลัดเอว

งานนี้ก็มีคอมเมนต์เข้ามาช่วยเหลือเจ้าของโพสต์ มีทั้งผู้ใช้บัญชีที่ใจดี เข้ามาช่วยแปลท่ารำเป็นภาษาอังกฤษที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น

บางคอมเมนต์เผยว่า “ดูเหมือนจะเป็นขั้นตอนการรำนาฏศิลป์ไทย แต่มีการพิมพ์ผิดมากมายในนั้น ฉันไม่คิดว่าเว็บแปลภาษาจะเข้าใจเรื่องนี้ได้”

รวมทั้งมีคอมเมนต์จำนวนมากแนะนำว่า “นี่คือการสอนรำแบบทีละขั้นตอน การแปลคงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากคำบางคำที่ใช้ในที่นี้เป็นชื่อของการเคลื่อนไหวที่เฉพาะเจาะจงมาก ฉันแนะนำให้คุณขอตัวอย่างวิดีโอการเต้นรำจากครูของคุณ จะง่ายกว่า”

ทั้งยังมีคอมเมนต์เดาว่า “เพราะผมเห็นคำว่า โจ๊ะพรึม คุณอาจได้เต้นเพลง สาวกันตรึม ลองทักไปถามครูของคุณดู”

กลายเป็นไวรัลที่ทั้งน่าเอ็นดูและเรียกรอยยิ้มจากโลกโซเชียล ท่ามกลางชาวเน็ตที่เข้ามาแนะนำและร่วมส่งกำลังใจ ขอให้เจ้าของโพสต์สามารถรำไทยตามโจทย์ที่ครูนาฏศิลป์ให้ได้อย่างสวยงาม

'ก้าวไกล' กับพื้นที่ ที่เริ่มไม่ปลอดภัย ส่วน 'ทักษิณ' พักโทษ แต่ 'คปท.' รุกต่อ

ต้องบอกว่าสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์เดือดของเหตุบ้านการเมือง โดยเฉพาะวันที่ 14 ก.พ. 67 กลายเป็นวาเลนไทน์เดือด หวุดหวิดจะได้เลือด...หากสถานที่ดังกล่าวไม่ใช่สภาฯ...ขณะเดียวกันมีเหตุการณ์หลายอย่างที่ควรแก่การ 'สรุป-บันทึก' หมายเหตุให้แฟนรายการคอลัมน์ 'เลียบการเมือง' ได้รับทราบ ติดตามดังนี้...

1) กรณีญัตติด่วนเรื่อง การทบทวนมาตราการ การรักษาความปลอดภัยขบวนเสด็จ ที่พรรครวมไทยสร้างชาติเสนอ และประชาธิปัตย์ขอพ่วงท้าย และอภิปรายกันจนเป็นวาเลนไทน์เดือด

บทสรุปก็คือ ส่งผลการพิจารณาญัตติด่วนให้รัฐบาลและ กมธ.วิสามัญ พิจารณากฎหมายนิรโทษกรรม  ส่วนที่ กมธ.ความมั่นฯ ที่รังสิมันต์ โรม ขอกลางสภาฯ ด้วยนั้น ประธานสภาฯ จะจัดส่งให้เป็นกรณีต่างหาก ซึ่งดูเหมือนจะสร้างความผิดหวังให้กับพรรคก้าวไกลพอประมาณ เพราะพรรคก้าวไกลถูก 'ชาดา ไทยเศรษฐ์' รมช.มหาดไทย ที่อภิปรายตอบโต้รังสิมันต์ โรม แฉกลับว่ามีผู้ช่วย สส.ของบางพรรคให้เงินสนับสนุนเยาวชนเคลื่อนไหวด้อยค่าสถาบัน

จากญัตติด่วนฯ ครั้งนี้ แม้พรรคก้าวไกลจะพยายามอภิปรายประเด็นสิทธิเสรีภาพ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยของสังคม ฯลฯ โดยไม่มีน้ำเสียงตำหนิ 'ตะวัน' ที่ก่อเหตุ หนำซ้ำยังอภิปรายเชิงปกป้องด้วยวาทกรรมร้อยแปด...นักสังเกตการณ์ทางการเมืองต่างเชื่อว่าจะทำให้กลุ่มกลาง ๆ ที่สนับสนุนพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ถอยห่างออกมาไม่น้อย

2) กรณีทักษิณ ชินวัตร ได้รับการพักโทษโดยไม่ต้องติดกำไลอีเอ็ม คาดว่าทักษิณจะยังไม่เปิดตัวในมิติที่มีความสุขสดชื่นอย่างแน่นอน เพราะจะย้อนแย้งกับข่าวอาการป่วย เป็นไปได้ที่จะมีการปล่อยภาพการนอนพักรักษาตัวหลุดออกมาโชว์ให้เห็น

ทั้งหลายทั้งปวง ใช่หรือไม่ว่า...ขณะที่ครอบครัวชินวัตรมีความสุขที่ได้ต้อนรับทักษิณกลับบ้าน พร้อมบริการราชทัณฑ์จันทร์ส่องหล้า แต่ประเด็นทางสังคม...ผลทางอ้อมเชิงลบที่ 'อุ๊งอิ๊ง' แพทองธาร ชินวัตร จะได้รับอันเนื่องจากกรณี 'นักโทษเทวดา' ก็จะเป็นมลทินที่ยากจะลบล้าง...

อนึ่งสำหรับ กลุ่มผู้ชุมนุมที่นำโดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) คาดว่าจะมีการชุมนุมไปอีกระยะ เพราะล่าสุดมีการเติมเสบียงและเสริมทัพจากกองทัพธรรม ทั้งนี้เพื่อรอสถานการณ์สะเด็ดน้ำ

3) รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของเศรษฐา ทวีสิน ดูเหมือนจะออกอาการบ้านหมุน ประคับประคองตัวตั้งหลัก...โดยเฉพาะกรณีดิจิทัล วอลเล็ต...คณะกรรมการมีมติยืดเวลาออกไป 30 วันเพื่อศึกษาข้อเสนอ และหาแนวทางป้องกันการทุจริต ซึ่งไป ๆ มา ๆ รวมเวลาทางธุรการกว่าจะกลับมาประชุมกันอีกครั้งก็ร่วมสองเดือน ซึ่งก็ไม่มีหลักประกันที่แข็งแรงใด ๆ ว่าจะจบ...

4) ขณะที่พรรคเพื่อไทย...ฝ่ายกฎหมายก็ออกอาการเสียรังวัด เมื่อจู่ๆ เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 67 นายชูศักดิ์ ศิรินิล ก็ทำหนังสือขอถอนร่างแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ...ที่กำลังจะเข้าที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 16 ก.พ. จนต้องมีการแจ้งยกเลิกประชุมกะทันหัน

สาระหลักของร่างกฎหมายดังกล่าวเปิดโอกาสให้ 'ผู้เสียหาย' สามารถฟ้องร้องได้เองหาก ป.ป.ช.หรืออัยการสูงสุดสั่งยุติเรื่อง เท่ากับเปิดโอกาสให้มีการรื้อคดีสำคัญๆ ในอดีตขึ้นมา กลายเป็นดาบสองคม  เพราะฝ่ายตัวเองก็มีสิทธิ์โดนด้วย...นี่น่าจะเหตุผลหนึ่งที่ถูกสั่งให้ถอนร่างออกมา...

เมื่อ 'อว.' ให้ทุน 'นศ.ต่างชาติ' เรียนต่อ 'ตรี-โท-เอก' ในรั้ว 'ม.ไทย' สะท้อน!! Soft Power ด้านการศึกษาที่พบได้บ่อยจาก 'สยาม'

เมื่อไม่นานมานี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยไทย เชิญชวนนักศึกษาต่างชาติสมัครรับทุนในปีการศึกษา 2567 โดยผู้สมัครที่สนใจสามารถส่งใบสมัครโดยตรงกับสถาบันเจ้าภาพภายในระยะเวลาการสมัครของแต่ละโปรแกรม 

ทั้งนี้ ดาวน์โหลดข้อมูลเกี่ยวกับโครงการทุนการศึกษา มหาวิทยาลัยเจ้าภาพ และขั้นตอนการสมัครได้ที่: https://mhesi.e-office.cloud/d/ffeb26cc

ทั้งนี้ ‘การมอบทุนการศึกษา’ ถือเป็นเรื่องปกติและเห็นได้บ่อยครั้งในสังคมไทย เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาและเป็นการส่งเสริม สนับสนุน และให้กำลังใจแก่เยาวชนที่มุ่งมั่น ใฝ่เรียนรู้ การมอบทุนให้แก่นักศึกษาต่างชาติ ก็ถือเป็นการสะท้อน Soft Power ของไทย สื่อถึงการมอบความปรารถนาดี ความเมตตา และโอบอ้อมอารี ที่เป็นนิสัยพื้นฐานของคนไทย

‘โรม’ โต้!! ‘เต้ อาชีวะ’ ปมภาพบู๊ตำรวจปี 57 ยัน!! ปกป้องร่างกายตามสิทธิ - กฎหมาย

(16 ก.พ. 67) ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกลุ่มภาคีราชภักดียื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สอบจริยธรรม กรณีนำภาพขึ้นมาอภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฏรพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับการทบทวนมาตรการอารักขาขบวนเสด็จ เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา อาจมีการตัดแปะ บิดเบือนว่า ตนยินดีเลย แต่ผู้ร้องต้องไม่ลืมว่ามีสิทธิ์แค่ร้องคนอื่น แต่ต้องรับผิดชอบในการร้องเช่นกัน ยืนยันว่าไม่มีการตัดต่อภาพ การที่ตนนำภาพประกอบขึ้นสภาฯ ในวันนั้น ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการในสภาฯ แล้ว แล้วมีการอนุมัติจากนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุมขณะนั้น รวมถึงกฎหมาย PDPA หรือพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ได้บังคับใช้ครอบคลุมมาถึงการทำหน้าที่ในสภาฯ

“ผมไม่ได้เป็นห่วงอะไรเลย ถ้าจะร้องก็ร้องได้ ยินดี แต่อย่าลืมว่าผู้ร้องมีภาระหน้าที่ทางกฎหมาย ผมยืนยันว่าทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นปรากฎตามข้อมูลที่ถูกต้อง ผมไม่ได้ไปตัดต่อ ปลอมแปลง” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ ยังกล่าวชี้แจงกรณีที่นายอัครวุธ ไกรศรีสมบัติ หรือ เต้ อาชีวะ ประธานกลุ่มภาคีราชภักดี เปิดเผยข้อมูลในช่วงที่ยังที่ทำกิจกรรมชุมนุมทางการเมืองปี 2557 หลังมีการรัฐประหาร และมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมย้อนว่าจะมาสอนให้รักสงบได้อย่างไรว่า ในช่วงนั้นตนชุมนุมที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ยืนยันว่าการชุมนุมขณะนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบหรือขัดขวางการจราจร ต่อมามีการสลายการชุมนุม จับกุมผู้ที่มาร่วมชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากนั้นทหารได้ใช้วอดำทุบไปที่มือของผู้ชุมนุมเพื่อให้เขาปล่อยไม้ที่ถือไว้ โดยปกติถ้าเราเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกกฎหมาย เราสามารถป้องกันตัวเองได้ และตนพยายามเดินคล้องแขนกับกลุ่มเพื่อนไปหาเพื่อนเราที่ถูกจับกุม ตนแทบไม่ได้ทำอะไรเลย และไม่คิดจะทำอะไรด้วย แต่ตนจำเป็นต้องปกป้องตัวเองตามสิทธิ์ที่จะต้องปกป้องร่างกาย และตนไม่ได้มีการตัดสินถึงขนาดจำคุกในคดีเลย คนที่รัฐประหารต่างหากที่ผิด เพราะทำไมต้องนิรโทษกรรมตัวเอง

เมื่อถามว่า กลุ่มภาคีราชภักดี ยังเปิดรูปที่ถ่ายร่วมกับแกนนำกลุ่มทะลุวัง อย่างน.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ อาจถูกมองว่าเป็นการอยู่เบื้องหลังหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในขณะนั้นตนอยู่ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมายการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาฯ ถ้า กมธ. ไม่ลงพื้นที่ไปติดตามข้อมูล เราจะทำหน้าที่ปกป้องสิทธิมนุษยชนได้อย่างไร ยืนยันว่าตนทำหน้าที่ โดยไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งใด ๆ หากมีประเด็นอะไร ตนก็สามารถนำเข้าที่ประชุม กมธ. ได้ ต่อให้ตนไปร่วมชุมนุม มันก็ไม่ได้หมายความว่าตนเป็นท่อน้ำเลี้ยง ไม่ได้หมายความว่าม็อบนี้จะเกิดขึ้นได้เพราะตน เท่าที่ทราบกลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าวไม่เคยได้รับสิทธิพิเศษทางกฎหมายใด ๆ ทุกวันนี้นิสิตนักศึกษาที่ออกมาชุมนุมยังต่อสู้คดีอยู่เลย

“ยืนยันว่าไม่ได้เป็นเบื้องหลังแน่นอน ในวันที่ผมเป็นผู้ชุมนุมทางการเมือง ก็ยืนยันว่าไม่มีใครอยู่เบื้องหลังผม ในวันที่ผมมาเป็นการนักการเมืองก็ไม่ได้ไปอยู่เบื้องหลังใคร เยาวชนคนรุ่นใหม่ยุคนี้เขาไม่ยอมให้ใครมาอยู่เบื้องหลัง ตรงกันข้ามผม ผมไม่แน่ใจว่ากลุ่ม ศปปส. ที่ไปทำร้ายร่างกายประชาชนใจกลางเมืองหลวง ผมไม่แน่ใจว่ามีการแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีใด ๆ ไปแล้วบ้าง ผมไม่ทราบ” นายรังสิมันต์ กล่าว

ประชุมเตรียมความพร้อมการรักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวกการจราจร และการบริการประชาชน การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์ 2567) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมาย พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการรักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวกการจราจร และการบริการประชาชน การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ ของพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ จากสาธารณรัฐอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 19 มีนาคม 2567 ณ ห้องประชุม ศปก.ตร. ชั้น 20 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม 

ภายหลังการประชุม เวลา 15.00 น. พล.ต.อ.ไกรบุญ ฯ มอบหมายให้ พล.ต.ท.อุดร ยอมเจริญ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง โฆษก ตร. พร้อมผู้แทนจาก สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ,กระทรวงสาธารณสุข , กระทรวงมหาดไทย,กระทรวงวัฒนธรรม,กรมการศาสนา , กรมเจ้าท่า และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) แถลงเรื่องการรักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวกการจราจร และการบริการประชาชน ในโอกาสดังกล่าว

เนื่องจากในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ หรือ 72 พรรษา รัฐบาลจึงเห็นสมควรดำเนินการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้งนี้ รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับรัฐบาลสาธารณรัฐอินเดีย โดยสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินเดีย ณ กรุงนิวเดลี พระอรหันตธาตุของพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ จากสถูปโบราณปิปราห์วา เมืองสาญจี สาธารณรัฐอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 19 มีนาคม 2567 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
และส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทย
และสาธารณรัฐอินเดีย รวมทั้งให้ประชาชนได้เข้าสักการะพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุฯ โดยมีกำหนดการ สรุปได้ดังนี้

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 15.00 น. อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุฯ จากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 มาประดิษฐาน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และในช่วงเย็นวันเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรม กำหนดให้มีการซักซ้อมขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุฯ จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ไปยังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 17.00 น. อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุฯ จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ไปประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 07.00 น. พิธีตักบาตร ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ -  3 มีนาคม 2567 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะ เวลา 09.00 – 20.00 น. ในช่วงเวลา 17.00 – 18.00 น. มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์

วันที่ 5 - 8 มีนาคม 2567 ณ หอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ และเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะ เวลา 09.00 – 20.00 น.

วันที่ 10 - 13 มีนาคม 2567 ณ วัดมหาวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี และเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะ เวลา 09.00 – 20.00 น. 

วันที่ 15 - 18 มีนาคม 2567 ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล จังหวัดกระบี่ และเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะ เวลา 09.00 – 20.00 น.

สำหรับ พระสงฆ์ ประชาชนชาวไทย รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่เป็นพุทธศาสนิกชน ที่จะเข้าไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุฯ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ขอความร่วมมือให้เดินผ่านจุดคัดกรอง จำนวน 2 จุด ซึ่งอยู่รอบสนามหลวงบริเวณถนนผ่ากลาง ฝั่งตรงข้ามศาลฎีกา และฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล เป็นหน่วยรับผิดชอบการรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกการจราจร มีการตั้งกองอำนวยการร่วม ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 

สำหรับบริหารจัดการ จัดเตรียมสถานที่จอดรถ ณ ท้องสนามหลวงด้านทิศเหนือ กองสลากเก่า และถนนราชินีด้านหลังศาลฎีกา สำหรับประชาชนที่นำรถยนต์มา เตรียมสถานที่จอดรถสำรอง ณ หอประชุมกองทัพเรือ , กรมเจ้าท่าจัดเรือข้ามฟาก รับ-ส่งประชาชนจากหอประชุมกองทัพเรือไปยังท่าช้าง ส่วนประชาชน นักเรียน นักศึกษาที่เดินทางเป็นหมู่คณะจากในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด ให้นำรถบัสไปจอดที่ร้านตำรับไท บริเวณแยกอรุณอมรินทร์ และใต้สะพานพระราม 8 จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกับเจ้าหน้าที่เทศกิจ กรุงเทพมหานคร ดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินให้แก่ประชาชน สำหรับสถานบันการศึกษา หรือจังหวัดใกล้เคียงประสงค์ขอให้ส่วนราชการจัดรถบัสให้บริการรับ-ส่งประชาชน นักเรียน นักศึกษา ขอให้ประสานมายังกองอำนวยการร่วม หรือผ่านสำนักงานจังหวัดได้ 

กรณีประชาชนเดินทางรถโดยสารสาธารณะ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) อำนวยความสะดวกจัดรถโดยสารให้บริการรับ-ส่งประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมสารีริกธาตุฯ ณ ท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ถึง 3 มีนาคม 2567 โดยจัดเดินรถโดยสารให้บริการประชาชน 2 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางที่ 1 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ - สนามหลวง (ใต้สะพานพระปิ่นเกล้า) และเส้นทางที่ 2 วงเวียนใหญ่ - สนามหลวง (ตรงข้ามศาลฎีกา) ได้จัดเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ทั้งจุดต้นทางและปลายทาง 

ส่วนกรมเจ้าท่า ได้ร่วมกับบริษัทเอกชนต่าง ๆ จัดเรือบริการฟรี โดยให้บริการ (1) เรือข้ามฟาก จาก ท่าวัดระฆัง - ท่าวังหลัง - ท่าวัดอรุณ ระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ถึง 3 มีนาคม 2567 เวลา 08.30 – 18.00 น. , เรือจาก บริษัท ไทย สมายส์ โบ้ท จากท่าน้ำนนท์ ถึงท่าช้าง ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 3 มีนาคม 2567 ให้บริการวันละ 4 เที่ยว , เรือจากบริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา จากท่าน้ำนนท์ ถึงท่าช้าง ระหว่าง วันที่ 23-26 กุมภาพันธ์ 2567 จากท่าน้ำนนท์ เวลา 09.00 น. , 10.00 น. , 15.00 น. และ 16.00 น. 

การบริการทางการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร จัดชุดบริการทางการแพทย์ประจำเต็นท์บริการ และชุดพยาบาลเดินเท้า พร้อมรถพยาบาลกู้ชีพ สำหรับให้บริการประชาชนที่อาจเจ็บป่วยในขณะเข้าสักการะพระบรมสารีริกธาตุฯ การประปานครหลวง จัดรถน้ำดื่ม จำนวน 3 คัน ให้บริการประชาชน กรุงเทพมหานคร จัดรถสุขาเคลื่อนที่บริเวณรอบท้องสนามหลวง ทั้งฝั่งศาลฎีกา และฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบก จัดเจ้าหน้าที่บริการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนบริเวณจุดขึ้น-ลงรถรับจ้างสาธารณะรอบท้องสนามหลวง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top