Friday, 7 August 2026
Hard News Team

'หนุ่ย พงศ์สุข' อึ้ง!! คำค้นหายอดนิยมในไทยที่ทั่วโลกเห็น หลายคำเห็นแล้วควรกลับมาปรับปรุงศึกษาในเชิงพฤติกรรม

เมื่อวานนี้ (27 ก.พ. 67) จากกรณีที่มีการเปิดเผย Digital Trends ปี 2024 จาก We Are Social ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการจัดอันดับเว็บไซต์ที่คนไทยเข้ามากที่สุด 20 อันดับแรก พบว่ามีการค้นหาเว็บที่ไม่เหมาะสมกับเยาวชนเป็นอันดับต้น ๆ 

ล่าสุดพิธีกรด้านไอทีชื่อดังอย่าง ‘หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์’ ได้อัปเดตผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์’ พูดถึงประเด็นเรื่อง คีย์เวิร์ด หรือ คำค้นหา ยอดนิยมของคนไทย ระบุข้อความว่า 

"รายงานนี้ไปทั่วโลก … ‘รายงานการใช้อินเทอร์เน็ตของไทย’ ประเทศอื่นผมยังไม่ได้อ่านรายงาน แต่ประเทศไทยเรา มีผลค้นหาคำว่า ‘xี’ เป็น Top Google Searches อันดับ 15 เรามี ‘เว็บโป๊’ อยู่ใน Top10 และมีถึง 2 เว็บใน Top 20… ใครไม่อาย ผมอาย ! จะอ่านเพื่ออายไปด้วยกันหรือศึกษาในเชิงพฤติกรรม น่ารู้ทั้งนั้นครับ ปรับใช้กับการงานเราได้ เมื่อรู้รายละเอียดพฤติกรรมต่าง ๆ นี้ 

https://www.beartai.com/news/itnews/1363460 ภาพ Info ทุกช่องในบทความนี้สไลด์ขวาเพื่อซูมดูได้หมดทั้งรายงาน

ป.ล. ตั้งแต่ยุคแรกที่มีการเปิดเผยรายงานอินเทอร์เน็ตไทย ยุคนั้นเพื่อนผมผู้จัดทำรายงาน (โดยอีกบริษัทหนึ่ง) เพื่อนเปิดเผยว่าเขาต้อง ‘ตัดออกหลายคำค้น’ เพราะเผยแพร่ไปคงไม่ดี ยุคนี้กล้าเปิดเผยกันแล้ว… พฤติกรรมการค้นหาเรายังไม่ต่างจากการใช้อินเทอร์เน็ตยุคแรกนัก 

xี น่าอาย แต่ไม่น่าห่วงเท่า พนัน ครับ"

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขานรับนโยบายนายกรัฐมนตรี แก้ไขปัญหาใน จ.กาญจนบุรี ลงพื้นที่ติดตามมาตรการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน 

วันนี้ (27 ก.พ.67) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าพบนายเศรษฐา ทวีศิลป์ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามการทำงานของตำรวจภูธรภาค 7 โดยเฉพาะพื้นที่ จ.กาญจนบุรี กรณีการปราบปรามยาเสพติด ไฟป่า การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ และการลักลอบขนของเถื่อนบริเวณชายแดนจังหวัดกาญจนบุรี โดยกำชับให้เข้มงวดมากขึ้น พร้อมให้บูรณาการการทำงานเพื่อให้ปัญหาซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนหมดไปโดยเร็ว

เวลา 13.00 น. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางลงพื้นที่ตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อรับฟังการรายงานสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ โดยมี พล.ต.ท.​นัยวัฒน์​ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7 , พล.ต.ต.ปิติ นฤขัตรพิชัย รอง ผบช.ภ.7 , พล.ต.ต.นครินทร์  สุคนธวิท ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี , พล.ต.ต.พศวีร์  เรืองภู่
ผบก.อก.ภ.7 และ พล.ต.ต.ประสพชัย  มัตสยะวนิชกูล ผบก.สส.ภ.7 , พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. ร่วมประชุม

จากนั้น ผบ.ตร.และคณะ ได้เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อร่วมประชุมการบูรณาการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี โดยมี ร้อยโท ทศพล ไชยโกมินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี , และผู้แทนหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

ผบ.ตร. กล่าวว่า ในการประชุมหารือวันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีได้รายงานแผนการปฏิบัติในการป้องกันแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ตามสั่งการนายกรัฐมนตรี ได้แก่ การปราบปรามยาเสพติด ไฟป่า การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ และการลักลอบขนของเถื่อน โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันของตำรวจ ภ.7 , ภ.จว.กาญจนบุรี , ตำรวจพื้นที่ , ตำรวจตระเวนชายแดน , ตำรวจตรวจตนเข้าเมือง , ทหาร และฝ่ายปกครอง ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

โดยการแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่พบว่าปัจจุบันยาเสพติดในประเทศเพื่อนบ้านทะลักเข้ามาทางชายแดน จ.กาญจนบุรี มากขึ้น ได้กำชับทุกจุดตรวจให้เข้มงวดในการตรวจสอบจับกุมมากขึ้น 

ส่วนปัญหาไฟป่า ได้กำชับให้เตรียมการป้องกันแก้ไข ตั้งแต่การประเมินก่อนเกิดสถานการณ์เพื่อป้องกัน การเข้าระงับเหตุมีไฟป่า และการแก้ไขปัญหาฟื้นฟูหลังเกิดไฟป่า พร้อมเน้นย้ำให้กวดขันการเผาหาของป่าของชาวบ้านในเขตพื้นที่อุทยาน ทำให้เกิดเหตุไฟไหม้ป่า ส่งผลให้เกิดควันและมลพิษ pm 2.5 โดยใช้มาตรการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประขาชนทราบถึงโทษทางกฎหมายและผลที่จะเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม

ปัญหาหนี้นอกระบบ ได้มีการเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่เดือดร้อนไปลงทะเบียนขอรับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ได้ตามช่องทางที่กำหนด ภายในวันที่ 29 กุมภาพันธ์นี้ โดยตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือ และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดโดยเร็ว

สำหรับปัญหาการลักลอบขนของเถื่อนโดยเฉพาะยางเถื่อนนั้น ได้กำชับไปยังจุดตรวจต่างๆ ซึ่งจะเคร่งครัดในการตรวจสอบอย่างเข้มงวดต่อไป

หลังการประชุมหารือ ผบ.ตร. และคณะ ได้ไปตรวจเยี่ยมจุดตรวจร่วมสามแยกทองผาภูมิ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ซึ่งถือเป็นจุดหลักในการตรวจตรา ป้องกันการกระทำผิดกฎหมายและสิ่งของผิดกฎหมายต่างๆไม่ให้เข้ามาในประเทศ

28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ’ในหลวง ร.10‘ ทรงมีพระราชดำริให้ ‘จัดฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน’ หวังส่งมอบความรู้เบื้องต้นแก่ ‘ข้าราชการ-ประชาชน-จิตอาสา’

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยสุขภาพและพลานามัยของประชาชน จึงทรงมีพระราชดำริให้หน่วยราชการในพระองค์ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคเอกชน จัดฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support) แก่ประชาชนทั่วไป ที่โรงละคร สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า โดยมีพลอากาศโท ภักดี แสง-ชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับมอบอุปกรณ์ฝึกสอนการช่วยเหลือชีวิตขั้นพื้นฐาน จำนวน 220 ชุด ซึ่งประกอบด้วย

- หุ่นจำลองช่วยฟื้นคืนชีพผู้ใหญ่ - แบบครึ่งตัวมีไฟแสดง จำนวน 100 ชุด
- หุ่นจำลองเด็ก จำนวน 100 ชุด
- ชุดฝึกสอนการสำลัก Anti Choking ( Choking Training Vest) จำนวน 20 ชุด

จากบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) โดยแพทย์หญิง ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ เป็นผู้ส่งมอบ ซึ่งอุปกรณ์ฝึกสอนฯ ดังกล่าว บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล สำหรับพระราชทานไปใช้ในกิจกรรมการฝึกอบรมการช่วยเหลือชีวิตขั้นพื้นฐานเบื้องต้นให้กับ ข้าราชการ ประชาชน และจิตอาสา โดยมีหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการฝึกอบรม อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กองบัญชาการกองทัพไทย บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์(CP) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น

แปลกใจ!! 'นทท.ต่างชาติ' วิจารณ์อาหารถุงของไทย บอก!! 'เสิร์ฟกันยังงี้หรือ?' คาด!! ไม่รู้ว่านี่คือ Take Away

เมื่อไม่นานมานี้ จากช่องติ๊กต็อก ‘David William’ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ครูเดวิด วิลเลียม’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอกรณีสาวจีนรายหนึ่งขณะกำลังวิจารณ์วิธีการกินที่มัดใส่ถุงของคนไทย โดยระบุว่า…

‘อยู่ที่ไทยสั่งอาหาร เกลียดที่สุดเลยก็คือ พวกเขาชอบใส่ถุงมาให้แบบนี้ ไม่มีถ้วยเลย (พร้อมถอนหายใจ) ใส่มาแบบนี้ดูสิอย่างกับอะไร อยากจะอ้วกจริง ๆ นะ รู้สึกกินไม่ลงเลยสั่งอาหารใส่ถุงหมดเลย…น่ากลัว’

ซึ่งด้าน ‘ครูเดวิด วิลเลียม’ ได้แสดงความคิดเห็นและมุมมองต่อคลิปนี้ว่า…

“ไม่เข้าใจจริง ๆ …ช่วงนี้เจอแต่คอนเทนต์แนวนี้เยอะมากที่มีชาวต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทยและชอบหาว่าคนไทยน่าเกลียด กินแปลก ๆ หรือมีการตําหนิไม่หยุด อย่างเคสเมื่อกี้ที่บ่นไปเรื่อยว่าทําไมคนไทยชอบเสิร์ฟอาหารในถุงแบบนี้ มันดูสกปรก นู้นนี่นั่น แต่ขออนุญาตเลยนะ ก็คุณสั่ง Take Away หรือเปล่า? แล้วคุณจะให้ส่งอาหารให้คุณยังไง? หรือคุณอยากได้ชามทองคําเหรอ แล้วอีกอันที่ทําให้รู้สึกงงมาก ซึ่งไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่เจ้าของร้านที่เขาให้ถุงกับคุณอย่างนั้นน่ะ เขาไม่ได้ต้องการให้กินจากถุง คือคุณต้องเอาถุงเทใส่ชามแทน”

จากนั้น ‘ครูเดวิด วิลเลียม’ ก็ได้สาธิตวิธีการกินและแกะจากถุงให้ดู พร้อมระบุต่อว่า “คุณอย่าเพิ่งไปกินจากถุงแบบนี้ ไม่มีคนไทยคนไหนกินจากถูกเลย ซึ่งสิ่งที่พวกเราจะทําคือจะเอาถุงแกงที่ได้มาเทใส่ชาม แล้วในเมื่อเทใส่ชามเสร็จปุ๊บ เราก็จะกินกันอย่างเอร็ดอร่อย”

‘ครูเดวิด วิลเลียม’ ได้กล่าวต่อว่า ดูเหมือนตนจะเล่นเยอะใช่ไหม แต่จริง ๆ แล้วรู้สึกทุกข์มากด้วยเนื้อหานั้น คือคุณเพิ่งมาประเทศไทยหรือเปล่า แล้วคุณยังไม่ทันศึกษาวัฒนธรรม อาหาร หรือว่าวิธีการกินของเรา แล้วคุณจะมาดูถูกและต่อว่าพวกเราขนาดนี้ได้ยังไง? และอีกอย่างที่ต้องพูดคือ จริง ๆ แล้วอาหารไทยและวิธีการกินของคนไทยเป็นสิ่งที่ขึ้นชื่อทั่วโลกเลยนะ ด้วยความงดงาม ความน่าสนใจ และด้วยความอร่อยของอาหารนั้น ที่คุณมาประเทศไทยก็คือเพราะคุณอยากเจอสิ่งใหม่ไม่ใช่เหรอ? คือถ้าบ้านเราเหมือนบ้านคุณเป๊ะ ๆ เนี่ย คุณจะขึ้นเครื่องบินมาหาพวกเราไปพร่ำเพื่ออะไร

เพราะฉะนั้นขอสรุปว่า ไม่รู้ว่าฝรั่งคนอื่นเขาว่ายังไง แต่สําหรับตนแล้วในฐานะชาวต่างชาติคนหนึ่งซึ่งเคยได้โอกาสไปเที่ยวหลายประเทศทั่วโลก วันนี้สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคําว่าอาหารไทยและวิธีการกินของคนไทยเป็นสิ่งที่ปังไม่หยุดจนมันหาที่เปรียบเทียบได้ยากมากทั่วโลก

'สว.สมชาย' กางประวัติศาสตร์ ชี้!! 'เกาะกูด' ไม่เคยเป็น 'พื้นที่ทับซ้อน' ยัน!! เป็นของไทยมาตั้งแต่สัญญาแบ่งปันดินแดน 'ไทย-ฝรั่งเศส' ปี 2450

(27 ก.พ. 67) นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีกระแส ดราม่าพื้นที่ทับซ้อน 'เกาะกูด' ระบุว่า...

หลักฐานสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส  ร.ศ.125 ที่สยามยอมยกพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณให้ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับเมืองด่านซ้ายและจังหวัดตราดนั้น เป็นหลักฐานระบุชัดเจนว่า...

'เกาะกูดเป็นดินแดนของประเทศไทย กัมพูชาไม่มีสิทธิอ้างสิทธิทางทะเลเหนือเกาะกูดได้'

ตามที่สนธิสัญญาที่รัฐบาลไทยทำกับฝรั่งเศสตกลงในการแบ่งปันพื้นที่กันใหม่ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม รศ 125 หรือ พ.ศ.2450 มีใจความสำคัญว่า...

ข้อ1) รัฐบาลสยามยอมยกดินแดนเมืองพระตระบอง เมืองเสียมราฐและเมืองศรีโสภณให้กับกรุงฝรั่งเศส...

ข้อ2) รัฐบาลฝรั่งเศสยอมยกดินแดนเมืองด่านซ้ายและเมืองตราดกับเกาะทั้งหลายซึ่งอยู่ภายใต้แหลมสิงลงไปจนถึงเกาะกูดนั้นให้แก่กรุงสยาม…

กัมพูชาจึงไม่มีสิทธิในพื้นที่ รวมถึงเส้นแบ่งเขตแดนทางทะเลที่เขียนขึ้นมาเองใหม่ในสมัยนายพล ลอนนอล ของกัมพูชาเมื่อ พ.ศ.2515 ก็ไม่มีสิทธินำมากล่าวอ้างได้

ผู้แทนใดๆ รัฐบาลของไทย จึงไม่มีสิทธิที่จะไปเจรจาทำความตกลงทั้งในทางเปิดเผยและในทางลับจัดแบ่งปันผลประโยชน์อันมิชอบในแหล่งพลังงานน้ำมันและก๊าซ ในพื้นที่ที่กัมพูชาอ้างเป็นพื้นที่ทับซ้อนใดๆ ได้ เพราะพื้นที่ดังกล่าวมิได้เป็นพื้นที่ทับซ้อนตามอ้าง หากแต่เป็นพื้นที่อาณาเขตประเทศไทยชัดเจนมากครับ

ดังนั้นหาก ผู้ใดแอบอ้างเป็นตัวแทนคนไทยหรือรัฐบาลไทยไปเจรจาแบ่งปันหรือยกประโยชน์แหล่งพลังงานในพื้นที่อ่าวไทยที่มีเกาะกูดเป็นเส้นแบ่งเขตแดนชัดเจนมาตั้งแต่การแบ่งปันใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงยอมเสียดินแดน 3 เมือง พระตะบอง, เสียมราฐ, ศรีโสภณ เพื่อแลกจังหวัดตราดกลับคืนมา และมีข้อตกลงหมุดหลักชัดเจนปลายสุดเขตแดนประเทศไทย ที่เกาะกูดตั้งแต่ พ.ศ.2450 แล้ว...ผู้นั้นย่อมถูกเรียกได้ว่า 'คนขายชาติ' ครับ

สำหรับ เกาะกูด เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของประเทศไทย รองจากเกาะภูเก็ต, เกาะสมุย, เกาะช้าง, เกาะตะรุเตา และเกาะพะงัน ตั้งอยู่ในอ่าวไทย เป็นเกาะสุดท้ายแห่งน่านน้ำตะวันออกไทย อยู่ในการบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะกูด ส่วนหนึ่งของอำเภอเกาะกูดในจังหวัดตราด 

เกาะกูดมีเนื้อที่ 105 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ 65,625 ไร่ ความยาวของเกาะ 25 กิโลเมตร ความกว้าง 12 กิโลเมตร เกาะยังมีสภาพความเป็นธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ โดยมีภูเขาและที่ราบสันเขาซึ่งเป็นต้นกำเนิดลำธาร ทำให้เกาะกูดมีน้ำตกที่ขึ้นชื่อคือ น้ำตกคลองเจ้า ที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี 

ทางฝั่งตะวันตกของเกาะ นับตั้งแต่อ่าวยายกี๋ หาดคลองเจ้า, หาดอ่าวพร้าว, อ่าวง่ามโข่, หาดอ่าวเบ้า หาดคลองหิน, อ่าวพร้าวจนสุดปลายแหลมเทียน ล้วนแต่เป็นหาดที่มีทรายสวยงามน้ำทะเลใส ประกอบกับธรรมชาติสงบเงียบ ร่มรื่นด้วยทิวมะพร้าวริมหาด 

นอกจากนี้บนเกาะกูดยังมีป่าชายเลนที่สมบูรณ์และแนวปะการังหลากชนิด รวมทั้งเกาะแรดและเกาะไม้ซี้ซึ่งอยู่ใกล้กับเกาะกูดอีกด้วย

‘ดร.เอ้’ เตือน ‘นายกฯ’ อย่าเร่งแก้ปัญหารถติด ‘ถ.พระราม 2’ ฉาบฉวย หวั่นเกิดอุบัติเหตุซ้ำ แนะ!! ให้ยึดมาตรฐานความปลอดภัยเป็นหลัก

(27 ก.พ.67) นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ‘ดร.เอ้’ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กทม.ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘เอ้ สุชัชวีร์’ แสดงความเป็นห่วงในการเร่งแก้ปัญหาก่อสร้างถนนพระรามสอง หลังนายกรัฐมนตรีระบุจะติดตามและเร่งรัดโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ล่าช้า ซึ่งสร้างปัญหาให้กับผู้สัญจรไปมาและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะถนนพระรามสองที่ก่อสร้างล่าช้า กลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวหัวหินน้อยลง ซึ่งจะเร่งแก้ปัญหาเพื่อให้สามารถเดินทางได้สะดวกขึ้นก่อนเทศกาลสงกรานต์นี้

โดย ดร.เอ้ ระบุว่า ผมห่วงประชาชนจริงๆ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่าท่านนายกฯ ไปเร่งงานพระรามสอง ตนเองเกรงว่าการที่ตาลีตาเหลือก ลุยจนไม่ระมัดระวัง มีการเร่งงาน อาจมีเหตุการณ์ของหล่น ทับคนตาย คนเจ็บ ซึ่งเป็นเรื่องที่เห็นได้บ่อยครั้ง และเกิดซ้ำซากในสังคมไทย การที่ทำให้เสร็จเร็ว คือ ดี แต่การที่มีคนบ่นที เร่งที คือ ‘ฉาบฉวย’ ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดี ‘การวางแผนงาน’ ล่วงหน้า ‘การติดตาม’ ใกล้ชิด และยึดหลัก ‘มีมาตรฐาน’ ความปลอดภัยต่างหากคือการแก้ปัญหา จบเร็ว และดี

“พระรามสอง สร้างไม่เคยเสร็จ รถติดหนัก เศรษฐกิจสะเทือน การที่นายกฯ แสดงความห่วงใยประเด็นผลกระทบเรื่องเศรษฐกิจการท่องเที่ยวถือเป็นเจตนาที่ดี แต่การเร่งงาน เร่งอันตราย ทำลวกๆ จะก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าได้ จึงอยากให้ยึดเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย และมองหาแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบอื่นควบคู่กันไปด้วย” ดร.เอ้ กล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ดร.เอ้ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และเป็นอดีตนายกสภาวิศวกร ได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงและเตือนถึงอันตรายและปัญหาในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานครหลายโครงการ โดยเฉพาะอุบัติเหตุบนถนนพระรามสอง ซึ่งถือเป็นการก่อสร้างที่ยาวนานส่งผลกระทบต่อชุมชน ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ทำให้ชีวิตคนกรุงเทพ ยังคงเสี่ยงตาย เสี่ยงบาดเจ็บได้ตลอดเวลา จากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ทั่วกรุงเทพที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย

พร้อมย้ำหากมีการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบ สอบสวนอุบัติเหตุขนาดใหญ่ต่างๆ รวมถึงรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน เพื่อที่หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีก ประชาชนสามารถร้องเรียนกับองค์กรนี้ได้ หรือเวลาเกิดเหตุการณ์ สามารถนำคนผิดมาลงโทษ และเยียวยาผู้ได้รับความสูญเสียอย่างเป็นธรรมได้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับประชาชนอย่างแท้จริง

‘ปชช.’ เข้าสักการะ ‘พระบรมสารีริกธาตุ’ ต่อเนื่อง ยอดรวมคนไทย-ต่างประเทศ 4 วัน ทะลุ 4 แสนคน

(27 ก.พ.67) นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า จากการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ จากสาธารณรัฐอินเดีย มาประดิษฐานชั่วคราว ณ ประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยได้ประดิษฐาน ณ มณฑป มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เป็นที่แรก และเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะ ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีการประเมินตัวเลขประชาชนที่เข้ากราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ระหว่าง วันที่ 24-27 กุมภาพันธ์ มีกว่า 4 แสนคน

นายชัยพล กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน จึงเห็นควรให้ขยายเวลาสักการะพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ จากเดิมที่เปิดให้เข้า 09.00-20.00 น.ขยายเป็น เวลา 08.00-21.00 น. จนถึงวันที่ 3 มีนาคมนี้

นาฬิกาข้อมือจากเหตุ ‘บอมบ์ฮิโรชิมา’ ถูกเคาะที่ 1.1 ลบ. ด้านสื่อญี่ปุ่น ติง!! ไม่ควรนำสิ่งมีคุณค่าเช่นนี้มาหากำไร

(27 ก.พ. 67) นาฬิกาข้อมือที่รอดจากอานุภาพทำลายล้างของระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ปี 1945 ถูกขายไปด้วยราคาสูงกว่า 31,000 ดอลลาร์ในการประมูลที่สหรัฐอเมริกา

เข็มของนาฬิกาข้อมือทองเหลืองเรือนนี้หยุดอยู่ที่เวลา 8.15 น. ซึ่งเป็นเวลาที่เครื่องบินทิ้งระเบิด B-29 Enola Gay ของสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณู ‘Little Boy’ ลงสู่เมืองฮิโรชิมา

นาฬิกาเรือนนี้ถูกประมูลซื้อไปในราคา 31,113 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.1 ล้านบาท เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว (22 ก.พ.) โดยผู้ที่ชนะการประมูลไม่ขอเปิดเผยตัวตน

ทั้งนี้ สถาบัน RR Auction ที่เมืองบอสตันซึ่งเป็นผู้จัดการประมูล ระบุว่า ผู้ที่ฝากขาย (consignor) นาฬิกาเรือนนี้อ้างว่ามันถูกพบโดยทหารอังกฤษที่เข้าไปตรวจสอบซากความเสียหายในเมืองฮิโรชิมา ก่อนจะถูกขายต่อให้ผู้ฝากขายผ่านเวทีประมูลสินค้าในอังกฤษเมื่อปี 2015

“เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นาฬิกาโบราณซึ่งมีคุณค่าสมควรถูกเก็บในพิพิธภัณฑ์เรือนนี้จะเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่เพียงแต่เตือนผู้คนให้ตระหนักถึงความสูญเสียจากสงครามเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการทำลายล้างที่มนุษยชาติจะต้องพยายามหลีกเลี่ยง” บ็อบบี ลิฟวิงสตัน รองประธานบริหาร RR Auction ให้สัมภาษณ์กับเอพี 

“เข็มนาฬิกาเรือนนี้บอกเวลาที่ประวัติศาสตร์ถูกเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล” เขาเอ่ยเสริม

อย่างไรก็ตาม ยังมีคนบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการนำนาฬิกาเรือนนี้ออกประมูลขาย

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า องค์กร International Campaign to Abolish Nuclear Weapons ได้ออกมาคัดค้านการประมูลนาฬิกาเรือนนี้ โดยให้เหตุผลว่าการนำสิ่งประดิษฐ์ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์สูงเช่นนี้มาประมูลเพื่อหากำไรเป็นเรื่องที่ไม่สมควร

‘มาครง’ ไม่ขัด!! บรรดาชาติตะวันตกส่งทหารไปยูเครน ฟากประเทศที่ 3 พร้อมหนุน ‘เงินทุน-อาวุธ’ บู๊หมีต่อ

ไม่นานมานี้ ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส แถลงหลังเสร็จสิ้นการหารือของผู้นำยุโรป 20 ประเทศว่าด้วยยูเครน ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่กรุงปารีส โดยสาระสำคัญอยู่ที่ ‘ฝรั่งเศส’ ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ว่า ประเทศตะวันตกอาจส่งทหารไปยูเครน แต่เขาจะยังคงใช้ ‘ยุทธศาสตร์ความคลุมเครือ’ ในประเด็นนี้ต่อไป

มาครงกล่าวต่อไปว่า ที่ประชุม 20 ผู้นำยุโรปครั้งนี้ ยังเห็นพ้องที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรประเทศต่าง ๆ ที่ช่วยรัสเซียให้เลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่ใช้อยู่

มาครง ยังกล่าวสนับสนุนโครงการจัดซื้อกระสุนหลายแสนนัดจากประเทศที่ 3 ให้แก่ยูเครน ซึ่งริเริ่มโดยสาธารณรัฐเช็ก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ มาครง เคยแสดงท่าทีคัดค้านการจัดซื้อกระสุนให้ยูเครน จากประเทศที่ 3 ที่ไม่ใช่ยุโรป เพราะหวังว่าจะสนับสนุนอุตสาหกรรมอาวุธของยุโรปก่อน

ด้าน นายกรัฐมนตรี มาร์ค รุทเทอ ของเนเธอร์แลนด์ เต็งหนึ่งที่อาจได้ขึ้นเป็นเลขาธิการนาโตคนใหม่ เปิดเผยหลังเข้าร่วมประชุมที่ปารีสดังกล่าวว่า เนเธอร์แลนด์จะให้เงิน 100 ล้านยูโร คิดเป็นเงินไทยราว 4,000 ล้านบาท ช่วยในโครงการจัดซื้อกระสุนให้ยูเครนที่ริเริ่มโดยสาธารณรัฐเช็ก โดยจัดซื้อจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

สำหรับปัญหาขาดแคลนกระสุนกำลังเป็นปัญหาวิกฤตของยูเครน หลังยุโรปกำลังจะล้มเหลวในเป้าหมายส่งกระสุนปืนใหญ่ 1 ล้านนัดให้แก่ยูเครนภายในเดือนมีนาคมนี้ ส่งผลให้ยูเครนกำลังเพลี่ยงพล้ำในสมรภูมิภาคตะวันออกของประเทศ เหล่านายพลของยูเครนที่กำลังทำศึกกับรัสเซีย ต่างบ่นถึงปัญหาขาดแคลนทั้งอาวุธและทหาร

'พีระพันธุ์' จี้!! แหล่งก๊าซเอราวัณให้ขุดได้ตามเป้า ตัวแปรสำคัญช่วยคงค่าไฟงวดหน้าไม่สูงกว่าเดิม 

(27 ก.พ.67) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้กล่าวถึงอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2567 ว่า ตนเองไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้เพราะเป็นห่วงพี่น้องประชาชนตลอดเวลา ทั้งนี้หลังจากที่ตนและผู้บริหารกระทรวงพลังงานโดยเฉพาะปลัดกระทรวง นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรี (นายณอคุณ สิทธิพงษ์) และประธานคณะกรรมการ กกพ., นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ รวมทั้งคณะกรรมการ กกพ. และผู้เกี่ยวข้องทุกท่านได้ร่วมกันพยายามหาทางให้อัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนมกราคมถึงเมษายน 2567 ไม่สูงถึงหน่วยละ 4.68 บาท อย่างที่เคยเป็นข่าว 

แม้จะมีปัจจัยลบจำนวนมาก โดยเฉพาะปัญหาการขุดก๊าซจากอ่าวไทยที่ขาดหายไปเป็นจำนวนมากพอสมควร ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซที่มีราคาแพงมาชดเชยในช่วงเวลาดังกล่าว แต่เมื่อทุกฝ่ายช่วยกันบริหารจัดการปัจจัยต่าง ๆ อย่างจริงจังแล้ว ก็สามารถทำให้อัตราค่าไฟฟ้าอยู่ที่หน่วยละ 4.18 บาท และยืนอัตราหน่วยละ 3.99 บาทสำหรับประชาชนกลุ่มเปราะบาง ทำให้ประชาชนไม่เดือดร้อนจากอัตราค่าไฟฟ้าในช่วงสี่เดือนแรกของปี 2567 มากนัก 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก กกพ. จะมีการปรับค่าเอฟทีสำหรับการกำหนดค่าไฟฟ้าทุก 4 เดือน ดังนั้นอัตราค่าไฟฟ้าหน่วยละ 4.18 บาท ซึ่งจะครบกำหนดในเดือนเมษายน 2567 นี้ ก็จะต้องมีการปรับอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดต่อไปคือ งวดเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2567 กันใหม่อีกในเร็ว ๆ นี้ 

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า จะพยายามคงอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2567 ไว้ในอัตราเดิม คือหน่วยละ 4.18 บาท ให้ได้มากที่สุด ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้เพราะทาง ปตท. สผ. ยืนยันว่าจะสามารถขุดก๊าซจากอ่าวไทยที่ขาดหายไปจำนวนมากกลับคืนมาได้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 เป็นต้นไป ซึ่งตนเองจะเดินทางไปดูการทำงานของ ปตท.สผ. ที่หลุมขุดเจาะเอราวัณกลางอ่าวไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อให้มั่นใจว่า ปตท.สผ. จะสามารถดำเนินการได้ตามที่รับปากไว้ และยังมีแนวโน้มว่าปัจจัยอื่นน่าจะเป็นบวกมากกว่าในงวดเดือนมกราคมถึงเมษายน 2567 อีกทั้งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับปากว่าจะพยายามยืนอัตราค่าไฟฟ้าไว้ในอัตราเดิม ตนจึงค่อนข้างมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนจะไม่เจอกับปัญหาการขึ้นค่าไฟฟ้าในงวดระยะเวลาดังกล่าว 

“เราเป็นห่วงประชาชน จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะลดภาระค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงานของประชาชนซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญลงให้ได้ โดยใช้มาตรการทุกอย่างที่ทำได้ภายใต้โครงสร้างปัจจุบันก่อนที่จะรื้อทั้งระบบภายในปีนี้” นายพีระพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top