Saturday, 8 August 2026
Hard News Team

'ดร.อานนท์' แฉ!! เหตุ 'กัมพูชา' กล้าลากเส้นพาดเกาะกูด รู้ดีว่าขัดสัญญาหลัก แต่เพราะมีนักการเมืองปั้น MOU ยืนยันให้

(6 มี.ค.67) ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล สาขาวิชาสถิติศาสตร์สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุเนื้อหาดังนี้...

ผมยังยืนยันตามคุณลุง ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง สุจริตกุล ว่าสัญญาประธานคือ สนธิสัญญาระหว่างสยาม-อินโดจีนฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 หรือ รัตนโกสินทร์ศก 125 เกาะกูดเป็นของไทยแน่นอนตามสัญญาประธานนี้

หลักคือ สัญญาอุปกรณ์จะขัดแย้งกับสัญญาประธานไม่ได้เลย ไม่ได้ต่างจากรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด กฎหมายใดๆ จะขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้

สัญญาใดๆ ที่ตามหลังมาจาก ‘สัญญาประธาน’ เรียกว่า ‘สัญญาอุปกรณ์’ ไม่ว่าจะ Term of reference (TOR) MOU (Memorandum of Understanding) PA (Provisional Arrangement) หรือ JC (Joint Communique) ต่างก็เป็นสัญญาอุปกรณ์ จะขัดแย้งกับสัญญาประธานไม่ได้โดยเด็ดขาด

นายพลลอนนอล ในปี 2515 ประกาศเส้นเขตแดน ล้ำเข้ามาในไหล่ทวีปของไทย ผ่ากลางเกาะกูดไปอย่างประหลาดเหลือเชื่อ ขัดกับสัญญาประธาน ระหว่างสยามกับอินโดจีนฝรั่งเศส ร.ศ. 125 อย่างแน่นอน และไม่เป็นไปตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 

ที่ประหลาดมากคือ ลากเส้นจากหลักเขตแดนบนบกหลักที่ 73 บ้านหาดเล็กพาดตรงไปบนยอดเขาที่สูงสุดบนเกาะกูด เฉือนเกาะกูดเป็นสองฝั่ง ได้ทะเลในอ่าวไทยไปมากมาย ที่เอาเคลมกันทีหลังว่าพื้นที่ทับซ้อนหรือพื้นที่พัฒนาร่วมกัน (JDA: Joint Development Area) อันไม่มีอยู่จริง

ที่ว่าขัดกฎหมายระหว่างประเทศคือ เอาขีดเส้นโดยใช้ equidistant line ตามหลักสากล ต้องไม่พาดผ่านเกาะกูด แล้วไทยต้องได้พื้นที่ทางทะเลรอบเกาะกูดไปกี่ไมล์ทะเล ก็อาจจะเจรจากันได้

จอมพลถนอม กิตติขจร กับ จอมพลประภาส จารุเสถียร ได้แก้ไขปัญหานี้ โดยพึ่งพระบารมีของในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ทรงมีประกาศพระบรมราชโองการเกี่ยวกับไหล่ทวีปของไทยในปี 2516 และจอมพลถนอมได้ให้กองทัพเรือไทยเข้าไปดูแลพื้นที่ในทะเลดังกล่าวไม่ให้กัมพูชามารุกรานอธิปไตยทางทะเลของไทย

MOU44 สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็เกิดขึ้น กลายเป็นไปยืนยันเส้นเขตแดนที่ผิดในปี 2515 ที่ลอนนอลประกาศ แต่ว่าก็รู้ดีว่า MOU44 เป็นสัญญาอุปกรณ์ ไม่ใช่สัญญาประธานจะขัดแย้งสัญญาประธานไม่ได้

กัมพูชาเลยเจรจาตาม MOU44 ในปี พ.ศ. 2545 ลากเส้นในแนวใกล้เคียงกับแนวเดิมที่นายพลลอนนอลเคยประกาศเอาไว้ในปี 2515 แต่ลากเส้นอ้อมเป็นวงกลมรอบเกาะกูด เพื่อให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนมากที่สุด แต่เลี่ยงบาลีไม่ให้ขัดกับสัญญาประธานเพราะเกาะกูดเป็นของไทย

ที่ตลกคือ ลากเส้นปักปันเขตแดนเป็นเส้นโค้งรอบเกาะกูด หลบสัญญาประธาน แต่จะกินที่เข้าไปในอ่าวไทยให้มากที่สุดไม่ได้ยึดถือ equidistant line ระหว่างสองประเทศตามหลักสากลของอนุสัญญาทะเล 1982 หรือกฎหมายสากล

ผมได้แนบภาพแผนที่แสดงผลการเจรจาปักปันเขตแดนทางทะเลของไทยกับกัมพูชาในพ.ศ. 2545 ภาพนี้มาจาก powerpoint ประกอบการบรรยายของ พลเรือโทศิริชัย เนยทอง ซึ่งปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว แต่เคยรับราชการที่กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ซึ่งมีภารกิจในการดูแลเขตแดนทางทะเลของไทยโดยตรงครับ

เห็นภาพแล้วผมก็ได้แต่หัวเราะว่า กัมพูชา พยายามเคลมมาก แต่เลี่ยงบาลีไม่ให้ขัดกับสัญญาประธาน ร.ศ. 125 

ยกเลิก MOU44. และ JC 44. เถิดครับ

อย่าให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดนไปแม้แต่ตารางนิ้วเดียว

ถ้าไอ้อีนักการเมืองไหนจะขายชาติทำ MOU67 หรือ JC67 มันจะไม่มีแผ่นดินอยู่และต้องถูกประหารชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 119

โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง!!!

'ไทยซัมมิทฯ' ชี้!! ทุนจีนที่ทำ EV ไม่ต่างจากทัวร์ศูนย์เหรียญ เข้ามาตั้งโรงงาน ดึง บ.ผลิตชิ้นส่วนเข้ามาเอง ไม่ซื้อของจาก บ.ไทย

(6 มี.ค.67) จากบทสัมภาษณ์ของ ดร.สาโรจน์ วสุวานิช รองประธานกิตติมศักดิ์ บมจ.ไทยซัมมิทกรุ๊ป และกรรมการและประธานกิตติมศักดิ์ บมจ.ไทยซัมมิท ฮาร์เนส ในฐานะประธานสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท) ได้เปิดเผยเกี่ยวกับทุนจีนที่เข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย โดยได้ให้มุมมองไว้ว่า...

“รถยนต์ไฟฟ้า EV จากจีนที่เข้ามาทุกวันนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับทัวร์ศูนย์เหรียญเพราะจีนที่มาตั้งโรงงานเอาเครือข่ายที่ผลิตชิ้นส่วนเข้ามาทั้งหมด ไม่ซื้อกับคนไทยเลย ต่างกับบริษัทญี่ปุ่นที่ยังแบ่งให้คนไทยบ้าง แต่ว่าจีนไม่แบ่งเลย รวมถึงธุรกิจอื่นที่จีนเข้ามาเช่นเดียวกัน”

โอกาสจะทำการค้ากับบริษัทจีนยาก ตอนนี้รัฐบาลไทยลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามาทั้งคัน และชิ้นส่วนไปอีก 1 ปี โดยจะสิ้นกำหนดในปี 2568 เท่ากับช่วงนี้รถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อต่าง ๆ ที่นำเข้ามาขายในประเทศไทยได้กี่แสนคันเท่ากับการกินส่วนแบ่งตลาดรถยนต์สันดาปค่ายญี่ปุ่นไป และตอนนี้ค่ายรถญี่ปุ่นปรับแผนลดการผลิตลงง ส่งผลกระทบให้ยอดขายชิ้นส่วนของคนไทยลดลงไปด้วย

ไม่เพียงแต่รถยนต์ EV แต่รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าแทบจะทุกประเภท เช่น ตู้เย็น ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยไทยได้รับผลกระทบจากสินค้าจีนมาดัมพ์ราคาขายถูกกว่าสินค้าไทย 35-50% ทำให้ SMEs ไทยสู้ไม่ไหว แต่สินค้าจีนคุณภาพไม่ค่อยดี เสียหายเคลมไม่ได้ ทำให้ผู้ใช้งานบางคนยังยอมใช้สินค้าไทยบ้าง

'ตะวัน' อาการทรุด เลือดกำเดาพุ่ง ภาวะหัวใจเข้าขั้นล้มเหลว  ฟาก 'แฟรงค์' หนักสุด ชีพจรเต้นอ่อนลงเรื่อยๆ

เมื่อวานนี้ (5 มี.ค. 67) เฟซบุ๊ก ‘Tawan Tantawan’ ของนางสาวทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ‘ตะวัน ทะลุวัง’ โพสต์ข้อความระบุว่า…

บันทึกเยี่ยมตะวัน ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ วันที่ 5 มีนาคม 2567 วันนี้ตะวันบอกว่า “เลือดกำเดาไหล” และหมอมาแจ้งว่า ค่าโพแทสเซียมอยู่ที่ 3.3 หมออยากให้กินยาโพเเทสเซียมเพื่อรักษาอาการโพเเทสเซียมใกล้จะต่ำ แต่ตะวันปฏิเสธไม่รับยาและปฏิเสธการรักษา การที่ระดับโพแทสเซียมเริ่มจะต่ำ อาจจะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดเกร็ง เหน็บชา หากระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำลงมาก อาจจะมีอาการรุนแรงถึงขั้นมีภาวะหัวใจล้มเหลวได้ อาจมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

วันนี้ตะวันอ้วกออกมาเยอะมาก มันทรมานตรงที่รู้สึกพะอืดพะอมตลอดเวลา ระหว่างเยี่ยมก็เหมือนจะอ้วก พะอืดพะอม จามออกมา 2-3 ครั้ง หน้าแดงน้ำตาไหลออกมา ปากแห้งแตก ผิวแห้ง ผมร่วงเยอะ ค่าน้ำตาลในเลือดสวิง อยู่ที่ 60/80 ขาแขนอ่อนแรง ตาเหลืองขุ่น มีอาการมึนงง เวียนหัว พูดช้า ตอบโต้ได้ช้า ส่วนมากตะวันจะนอนอยู่เฉย ๆ นั่งฟังเพื่อนเล่าเหตุการณ์ข้างนอกให้ฟัง วันนี้ดูเซื่องซึมกว่าเมื่อวาน ดูโทรมมาก แววตาอ่อนล้า “คิดถึงทุก ๆ คน” เพื่อนได้เล่าให้ตะวันฟังว่าวันนี้ไปเยี่ยมเก็ทที่ศาลอาญา เก็ทฝากความเป็นห่วงถึงตะวันและแฟรงค์

ฝากขอบคุณเก็ทมาก ๆ นะ ตะวันบอก ตะวันยืนยัน จะไม่พิจารณาคดีลับหลังที่ศาลเยาวชน วันที่ 11 มีนาคม 2567 ที่จะถึงนี้ ก่อนกลับ แม่ได้พาตะวันไปทำความสะอาดร่างกายในห้องน้ำ ก่อนจะลุกจากเตียงตะวันตัดสินใจอยู่ครู่นึง เนื่องจากตนไม่มีแรง แต่ก็ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง แม่พยุงตะวันให้จับวอล์คเกอร์เดินไปเข้าห้องน้ำ จากนั้นพากลับออกมาที่เตียงนอน เพื่อน ๆ ช่วยกันเช็ดตัวให้ตะวัน และหวีผมให้ จากนั้นแม่ก็หอมแก้มตะวันและกอดลา “เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่มาหานะ อดทนเข้าไว้” ตะวันดูซึม ๆ น้ำตาคลอเบ้า แม่รีบตัดสินใจเดินออกจากห้อง กลัวทำใจไม่ได้ เพราะสายตาลูกมันฟ้องว่าทรมานเหลือเกิน

เมื่อเดินออกมาจากห้องเยี่ยมมา แม่เล่าให้ฟังว่า “แม่ทำใจไม่ได้จริง ๆ แม่ตกใจมาก ตัวตะวันมันบุ๋มลงไปเลย” แม่เห็นแต่ซี่โครงมันโผล่ออกมา สะโพกมันผายออกมามีเหลือแต่โครงกระดูก เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกแล้ว

ขณะที่ บันทึกเยี่ยมแฟรงค์ ที่ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ วันที่ 5 มีนาคม 2567 แฟรงค์น้ำหนักเหลือ 37.9 เมื่อเช้าเจาะเลือดชุดใหญ่ไป ข้อพับบวมช้ำ หาเส้นเลือดไม่เจอ กว่าจะเจอต้องเจาะถึง 2 รอบ ปากแห้งแตก ผิวซีดเหลือง พะอืดพะอมคลื่นไส้นิดหน่อย เรื่องเบลอกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ขนาดนอนก็รู้สึกจะเป็นลม หายใจเหนื่อยหอบ เมื่อคืนนอนอยู่ดี ๆ ก็สะดุ้ง รู้สึกใจหวิว ๆ ฉี่แทบจะไม่ออก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก ๆ ระหว่างที่เพื่อน ๆ เล่าสถานการณ์ข้างนอกให้แฟรงค์ฟัง ระหว่างที่แฟรงค์นั่งฟังเพื่อนพูดแฟรงค์ก็หลับตาลง คิ้วขมวด ดมยาดมไปด้วย ดูเหนื่อย ๆ กว่าเมื่อวาน ตอบโต้ช้ามาก

เมื่อวานนี้สัญญาณชีพจรต่ำ และไม่ใส่เครื่องช่วยหายใจแล้ว วันนี้เพื่อนเล่าเรื่องเก็ทออกศาลอาญาให้ฟัง แฟรงค์ฝากขอบคุณเก็ท ที่เก็ทส่งของใช้และของกินเข้ามาให้ในวันแรก แต่แฟรงค์ เอาของให้กับคนอื่นจนหมด ฝากขอบคุณเก็ทอีกครั้งนะ “อยากกลับไปอุ้มหมาที่บ้านแล้ว”

จากนั้นเพื่อนให้แฟรงค์ไปพักผ่อน เพราะดูเหนื่อยมาก แฟรงค์โบกมือลา สายตาดูเศร้าเหลือเกิน..

‘อัครเดช รทสช.’ ซัด!! ‘รองอ๋อง’ ควรวางตัวเป็นกลาง หลังถูกเบรกอภิปรายยืดเยื้อ

ย้อนความเดือด!! ‘อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์’ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ฉะ!! ‘ปดิพัทธ์ สันติภาดา’ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ในการประชุมสภาฯ พิจารณากระทู้ถามทั่วไป เรื่องติดตามความคืบหน้าการจัดระเบียบสายไฟฟ้า สายสื่อสาร และการบริหารจัดการไฟฟ้าส่องสว่างอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 67 

นายอัครเดช ได้กล่าวถึงการจัดระเบียบสายไฟในจังหวัดราชบุรีสามารถจัดการได้จนได้ฉายาว่า ราชบุรีโมเดล แต่ในจังหวัดอื่นไม่สามารถจัดการได้ อภิปรายวนไปวนมากว่า 10 นาที แต่ยังไม่ได้ถามคำถาม นายปดิพัทธ์ ประธานในที่ประชุมทักท้วงว่า ใช้เวลาเกือบ 10 นาทีแล้วขอให้ถามคำถามได้แล้ว ทำให้นายอัครเดช กล่าวว่า กระทู้ถามทั่วไปไม่ได้ระบุเวลา ตนรู้ข้อบังคับดี ท่านประธานอย่าทำตัวเอียง ต้องวางตัวเป็นกลาง วินิจฉัยอะไรต้องรับผิดชอบ

นายปดิพัทธ์ จึงกล่าวว่า ตนให้โอกาสในการอภิปราย แต่นายอัครเดชพูดวนเวียนแล้ว และคิดว่าเราได้ประเด็นของเนื้อหาจึงอยากให้ช่วยบริหารเวลาเท่านั้น และไม่ได้ห้ามอภิปราย

ทำให้นายอัครเดช กล่าวว่า กระทู้ถามสดมีเวลาถาม และตอบ 15 นาที ตนเพิ่งถามไป 10 นาที ท่านมาเบรกตน ท่านมีอะไรกับตนไหม ตั้งแต่ครั้งที่แล้ว นายปดิพัทธ์จึงตอบกลับว่า ไม่มี แต่ตนต้องบริหารเวลา วันนี้ตนให้อภิปรายเกิน 10 นาทีได้ เพราะวันนี้มีกระทู้ของนายอัครเดชคนเดียวที่เหลือเป็นการเลื่อนกระทู้ และตนแค่บอกว่าตอนนี้ต้องถามได้แล้ว เพราะเป็นการอภิปรายที่มากพอแล้ว ตนไม่มีอะไรกับนายอัครเดช ขอให้เข้าสู่เนื้อหาเลย คิดว่ามันเสียเวลาของสภาฯ ขอเข้าสู่กระทู้ต่อ

นายอัครเดช กล่าวว่า เป็นสิทธิของส.ส. ตนยังอยู่ในเวลาที่ใช้สิทธิตามระยะเวลาที่มีอยู่คือ 15 นาที เพราะการอภิปรายของตนก็เป็นประโยชน์ต่อรัฐมนตรี ในการให้ข้อมูลรัฐมนตรีไปบริหารประเทศ เพื่อประหยัดงบประมาณเงินภาษีของพี่น้องประชาชน ตนจึงบอกว่า 70 ล้านกับ 10 ล้านมันต่างกัน สิ่งที่ตนอภิปรายดีกว่าที่จะอภิปรายที่ทะเลาะกันไปทะเลาะกันมา แล้วท่านวินิจฉัยกลายมาเป็นประเด็นที่ทะเลาะกัน ตนว่าแบบนั้นเสียเวลามากกว่า ขอให้ทำตามข้อบังคับและเคารพสิทธิของสภาฯ ด้วย

นายปดิพัทธ์ จึงชี้แจงว่า ข้อบังคับระบุว่าต้องไม่เป็นลักษณะการอภิปราย หากนายอัครเดชไม่ถามกระทู้ ขออนุญาตว่าจะไม่ถามก็ได้ แต่ตอนนี้นายอัครเดชใช้เวลามากเกินไปกับสิ่งที่ไม่อยู่ในกระทู้

นายอัครเดช สวนทันควันว่า อยากให้นายปดิพัทธ์ใช้ดุลพินิจอยู่ในข้อบังคับ และรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนด้วย ตนกำลังอภิปรายประเด็นนี้และตนถามกระทู้มาตั้งแต่สมัยที่นายชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานสภาฯ ตนไม่ได้ถามกระทู้นี้กระทู้แรก และตนไม่เคยมีปัญหาเช่นนี้เพราะตนรู้ข้อบังคับ ทำให้นายปดิพัทธ์ ทักท้วงขึ้นว่า ขอให้เข้าเรื่องได้แล้ว ไม่เช่นนั้นตนไม่อนุญาตให้พูดและคำวินิจฉัยของประธานเป็นที่สิ้นสุด

นายอัครเดช กล่าวว่า หากท่านประธานวินิจฉัยเช่นนี้ ตนขอให้สภาฯ แห่งนี้บันทึกไว้ว่าส.ส.ที่นำปัญหาของพี่น้องประชาชนมาอภิปรายตามข้อบังคับ แต่ท่านใช้ดุลพินิจให้ส.ส.หยุดอภิปราย จึงขอให้สภาฯ บันทึกไว้ว่าตนมีความตั้งใจที่จะถามกระทู้นี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ หากท่านวินิจฉัยเช่นนี้ ตนขอไม่ถามกระทู้ต่อ

นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ตนจำเป็นต้องบริหารเวลาและข้อบังคับให้ชัดเจน ไม่ได้มีเจตนาที่จะเบรกไม่ให้นายอัครเดชถาม ขอให้ท่านอภิปรายและเข้าสู่คำถามเพราะเห็นว่าอภิปรายได้ครบถ้วนแล้ว ซึ่งก็รอคำถามจากท่านอยู่ ตนเคารพท่านและสภาฯ ก็บันทึกไว้ได้ว่าตนวินิจฉัยเช่นนี้

นายอัครเดช ลุกขึ้นทักท้วงอีกรอบว่า ท่านประธานไม่จบ นายปดิพัทธ์ จึงกล่าวขึ้นว่า ตนจบแล้ว และไม่อนุญาตให้พูด ขอบคุณรัฐมนตรี ซึ่งผู้ถามไม่ได้ใช้สิทธิ์ถามแล้ว และเจ้าหน้าที่ที่บันทึกการประชุมว่า นายอัครเดชทำผิดข้อบังคับ ไม่เคารพคำวินิจฉัย ตนไม่สามารถให้อภิปรายตัวตนได้เพราะนี่ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ทำให้นายอัครเดช ลุกขึ้นประท้วงว่า ตนไม่ได้อภิปรายและขอประท้วงว่าประธานทำผิดข้อบังคับ ท่านเป็นประธานต้องวางตัวเป็นกลาง อย่าเอาอารมณ์ เมื่อครั้งที่แล้วมาทำเช่นนี้กับสมาชิก ไม่ถูกต้อง ท่านเป็นประธาน ตนและส.ส.เคารพท่านเพราะตำแหน่งท่านแต่การที่ท่านวินิจฉัยและมาขัดการอภิปรายเช่นนี้ ตนถือว่าเป็นสิ่งที่ประธานไม่ควรทำและไม่สร้างสรรค์อย่างยิ่ง

นายปดิพัทธ์ ได้ย้ำอีกครั้งถึงเรื่องข้อบังคับสภาฯ ในการถามกระทู้และไม่ได้มีเจตนาที่จะเบรกไม่ให้นายอัครเดชถามกระทู้แต่อย่างใด จากนั้นจึงเข้าสู่วาระถัดไป

รู้จัก ‘ภัณฑารักษ์’ ประจำพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินเดีย ผู้ถือ-ดูแล ‘พระบรมสารีริกธาตุ-พระอรหันตธาตุ’ ด้วยชีวิต

เมื่อวานนี้ (5 มี.ค.67) จากช่องติ๊กต็อก ‘โลก กะ ธรรม กับ ม่อน’ ได้โพสต์คลิปวิดีโออธิบายเกี่ยวกับประเด็นที่มี ‘หญิงสาวอินเดีย’ รายหนึ่งกำลังใกล้ชิดและถือ ‘พระบรมสารีริกธาตุ’ อยู่ ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าผู้หญิงสามารถใกล้ชิดได้หรือ? โดยระบุว่า….

ผู้หญิงท่านนี้เป็น ‘ภัณฑารักษ์’ ประจําพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินเดีย ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างไทยกับอินเดียว่าเขาจะเป็นคนถือพระบรมสารีริกธาตุ ดังนั้นจะจัดใครมาอารักขาพระบรมสารีริกธาตุก็เป็นสิทธิ์ของเขา และเราไม่มีสิทธิ์ ซึ่งพวกเราได้บูชาพระบรมสารีริกธาตุก็ดีแล้ว ฉะนั้น ‘ภัณฑารักษ์’ ก็คือผู้ดูแลวัตถุโบราณของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินเดียนั่นเอง ซึ่งก็มีหลายคนไม่ได้มีคนเดียว โดยเขาจะต้องดูแลวัตถุสิ่งของโบราณด้วยชีวิต ดังนั้นจะมาให้คนอื่นถือง่าย ๆ ไม่ได้ และจะต้องอยู่ในความดูแลของเขาเท่านั้น

ถัดมาก็จะมีคําถามว่าแล้วผู้หญิงควรจะใกล้ชิดพระบรมสารีริกธาตุ หรือพระพุทธเจ้าเหรอ…พระพุทธเจ้าจะมีพระชนม์ชีพหรือปรินิพพานแล้วก็ตาม ก็ไม่ควรที่จะใกล้พระองค์ขนาดนั้นถูกไหม? ซึ่งอย่างที่บอกว่าเป็นข้อตกลง มีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์ ก็คือทางอินเดียจะเป็นคนพิจารณาคนที่เหมาะสมมาปกป้องดูแลพระบรมสารีริกธาตุ และจริง ๆ แล้วผู้หญิงจะมีความละเอียดรอบคอบมากกว่าผู้ชาย โดยบางทีเขาก็มองว่าผู้หญิงมีความรอบคอบกว่าและละเอียดกว่า ยกตัวอย่างเช่น ‘นางมัลลิกา’...

ครั้งนั้น ‘พระเจ้าปเสนทิโกศล’ ทําทานแข่งกับชาวบ้านแล้วก็ไม่ชนะสักที จึงทรงกุ้มพระทัยและเสียพระทัยจนพระนางมัลลิกาทราบข่าว ก็ยิ้มแบบขํา ๆ ประมาณว่าเรื่องแค่นี้เองเหรอ คือเป็นเรื่องง่าย ๆ สําหรับเธอ โดยเธอก็บอกว่าแค่ทําทานแข่งกับชาวบ้านพระราชายังทําแข่งกับชาวบ้านไม่ชนะสักที ซึ่งจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องยากสําหรับนางมัลลิกา และไม่ใช่เรื่องยากสําหรับผู้หญิงที่มีปัญญา โดยเธอก็บอกว่าชาวบ้านไม่มีช้าง ไม่มีเจ้าหญิง ไม่มีเศวตฉัตร ไม่มีเครื่องทรงที่วิจิตรเหมือนพระราชา และเธอก็ให้นําสิ่งของเหล่านี้ที่ชาวบ้านไม่มีมาประกอบในพิธีอธิษฐานคือฐานที่หาประมาณไม่ได้ ฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าผู้หญิงนั้นมีความละเอียดรอบคอบ ขนาดพระองค์ยังสรรเสริญผู้หญิงเลย

ดังนั้น ผู้หญิงที่ถือพระบรมสารีริกธาตุก็เป็นที่ไว้ใจของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินเดีย ที่เขาเลือกคนที่เหมาะสมมาแล้วนั่นเอง….

‘ญี่ปุ่น’ ประกาศเก็บค่าผ่านทางเข้าชม ‘ภูเขาไฟฟูจิ’ เกือบ 500 บ. ผ่านเส้นทางยอดฮิต ‘โยชิดะ’ หวังคุมจำนวน นทท.ล้น เริ่ม!! 1 ก.ค.นี้

(6 มี.ค. 67) รัฐบาลท้องถิ่น ‘ญี่ปุ่น’ เตรียมเก็บค่าผ่านทางเข้าชม ‘ภูเขาไฟฟูจิ’ เกือบ 500 บาท เริ่มตั้งแต่ 1 ก.ค.67 นี้ เฉพาะเส้นทางโยชิดะ หวังลดจำนวนนักท่องเที่ยว หลังจากมีผู้คนเดินทางมาท่องเที่ยวมากเกินไป และทิ้งขยะเกลื่อนกลาด บางคนแต่งกายไม่เหมาะสมอีกด้วย

สำนักข่าว Japan Times รายงานว่า โคทาโร นางาซากิ ผู้ว่าการจังหวัดยามานาชิ ได้ออกประกาศเก็บค่าธรรมเนียมเข้าเส้นทางการเดินเขาโยชิดะ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้มากที่สุดในการขึ้นสู่ยอดภูเขาไฟฟูจิ ราคา 2,000 เยน หรือประมาณ 475 บาท โดยนักท่องเที่ยวจะต้องชำระเงินที่สถานีที่ห้าของเส้นทาง ซึ่งอยู่บนภูเขา ใกล้กับพื้นที่จังหวัดยามานาชิ จะเริ่มเก็บเงินตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.67 เป็นต้นไป

รัฐบาลท้องถิ่นหวังว่า การเก็บค่าเข้าในครั้งนี้จะช่วยควบคุมจำนวนผู้เข้าชมภูเขาไฟฟูจิ และใช้เป็นเงินทุนสำหรับมาตรการความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น การก่อสร้างที่พักพิงในกรณีที่เกิดการปะทุของภูเขาไฟ 

ในเดือนธ.ค.2566 มีประกาศการปิดเส้นทางขึ้นภูเขาไฟฟูจิตั้งแต่เวลา 16.00 - 02.00 น. ในช่วงฤดูปีนเขาปี 2024 (1 ก.ค.-10 ก.ย.67) เพื่อไม่ให้นักปีนเขาเดินทางลงมาในช่วงยามวิกาล และจะมีการจำกัดจำนวนนักเดินป่าที่ 4,000 คนต่อวัน

ภูเขาไฟฟูจิถือเป็นหนึ่งในเส้นทางที่นักปีนเขา และนักท่องเที่ยวจะรีบเดินทางอย่างรวดเร็ว ไม่มีการพักระหว่างทาง หรือ ‘Bullet Climbing’ โดยนักปีนเขามักจะพยายามปีนยอดเขาที่สูงที่สุด 3,776 เมตร แบบรวดเดียวจบ เพื่อจะได้ชมพระอาทิตย์ และกลับลงมาข้างล่างภายในวันเดียว ไม่ต้องนอนค้างคืนบนภูเขา ซึ่งถือว่าเป็นพฤติกรรมการปีนเขาที่ไม่ปลอดภัย โดยในแต่ละปีมักมีรายงานถึงนักท่องเที่ยวที่มาปีนเขาทั้งที่มีอุปกรณ์ไม่ครบ บางคนนอนบนเส้นทาง หรือจุดไฟเพื่อความร้อน ซึ่งอาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวป่วยหรือได้รับบาดเจ็บ

“นักท่องเที่ยวล้นเกิน และผลที่ตามมาทั้งหมด เช่น ขยะ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้น และนักเดินป่าที่ประมาท เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่ภูเขาไฟฟูจิกำลังเผชิญ” มาซาตาเกะ อิซุมิ เจ้าหน้าที่รัฐบาลจังหวัดยามานาชิ กล่าวกับสำนักข่าว CNN 

ช่วงฤดูปีนเขา มีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังภูเขาไฟฟูจิมากกว่า 220,000 คน โดยเส้นทางโยชิดะเป็นเส้นทางที่นักปีนเขาประมาณ 60% เลือกเส้นใช้ เพราะเดินทางได้สะดวกจากกรุงโตเกียว ส่วนอีก 3 เส้นทางที่เหลือ ได้แก่ ซูบาชิริ, โกเท็มบะ และฟูจิโนะมิยะ ยังเปิดให้เข้าฟรี

'อาจารย์อุ๋ย ปชป.' จี้รัฐลดพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ หนุนแพลตฟอร์มคนไทย สร้าง 'อธิปไตยทางไซเบอร์' เพื่อ 'อำนาจต่อรอง-ความมั่นคงทาง ศก.' ระยะยาว

'นักวิชาการด้านกฎหมาย' ชี้!! ประเทศไทยต้องเร่งสร้างอธิปไตยทางไซเบอร์ ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มของต่างประเทศ สนับสนุนแพลตฟอร์มของคนไทย เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว 

(6 มี.ค.67) จากเหตุการณ์เครือข่ายแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดังใช้การไม่ได้เป็นเวลานานนับชั่วโมง นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายดิจิทัลและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้ความเห็นว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้ใช้มากมายโดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้ระบบดังกล่าวในการหารายได้เพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ว่าจะเป็นผู้ค้าออนไลน์ หรืออินฟลูเอนเซอร์ต่าง ๆ ต้องประสบปัญหามากมาย ถูกระบบไล่ออกมาและไม่สามารถเข้าระบบได้ ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมากมาย ทั้งที่ได้จ่ายค่าบริการให้กับระบบดังกล่าวไปเป็นจำนวนไม่น้อย และตนก็เชื่อว่าเป็นการยากที่กลไกทางกฎหมายของประเทศไทยในปัจจุบันจะเอาผิด ลงโทษหรือแม้แต่เรียกร้องค่าเสียหายจากความผิดพลาดของแพลตฟอร์มดังกล่าวได้ เนื่องจากรัฐบาลไทยไม่เคยให้ความสำคัญกับ ‘อธิปไตยไซเบอร์’

ทั้งนี้ สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ได้ให้นิยามคำว่า อธิปไตยไซเบอร์ (Digital Sovereignty) ว่าหมายถึง 'การมีความสามารถในการกำหนดชะตากรรมด้านดิจิทัลด้วยตัวของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์ที่เราสร้างหรือใช้งานอยู่' ตนจึงอยากตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่าตอนนี้ประเทศไทยสามารถกำหนดชะตากรรมทางดิจิทัลอะไรได้บ้าง? เพราะแพลตฟอร์มที่คนไทยใช้ในปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่เป็นของต่างชาติ ที่กฎหมายไทยควบคุมได้น้อยมากหรือแทบไม่ได้เลย และกรณีที่แพลตฟอร์มล่มในลักษณะนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่สามารถลงโทษหรือเรียกร้องค่าเสียหายจากใครได้เลย 

ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย ทั้ง ๆ ที่ จากสถิติ คนไทยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ติดอันดับต้น ๆ ของโลกมาตลอด แต่ประเทศกลับไม่มีมีอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติได้มากเท่าที่ควร ไม่สามารถควบคุมและกำกับดูแลมาตรฐานของการให้บริการของแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้ และปล่อยให้แพลตฟอร์มเหล่านี้กอบโกยประโยชน์ที่ประชาชนชาวไทยควรจะได้กลับประเทศแม่ไปหมด 

ตนจึงเสนอให้รัฐบาลเร่งสร้างอธิปไตยทางไซเบอร์ ออกแบบมาตรการทางกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมมาตรฐานการให้บริการของแพลตฟอร์มต่างชาติเหล่านี้ รวมทั้งสนับสนุนแพลตฟอร์มที่สร้างและดำเนินการโดยคนไทย ให้เป็นแพลตฟอร์มใหญ่ที่สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ เพื่อที่ประโยชน์จากกิจกรรมทางไซเบอร์เหล่านี้จะตกอยู่กับพี่น้องคนไทย เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศต่อไป

"พิพัฒน์" รมว.แรงงาน หนุนเพิ่มโอกาสจ้างงานพาร์ทไทม์วัยเรียน วัยเกษียณ ผู้พิการ ถกเซ็นทรัลเรสตอรองส์ เพิ่มรายได้ครัวเรือนแรงงานทั่วประเทศ

วันที่ 6 มีนาคม 2567 เวลา 09.30 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับ นายปิยะพงศ์ จิตต์จำนงค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส OSR & Western Cuisine บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด และคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นการจ้างงานคนพิการ ผู้สูงอายุ จ้างงานรายชั่วโมง และทิศทางแนวโน้มการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ โดยมี นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน นายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายภุชงค์ วรศรี ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วม ณ ห้องจัตุมงคล ชั้น 6 อาคารกระทรวงแรงงาน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ผมพร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงานขอขอบคุณ ผู้บริหารบริษัทเซ็นทรัล 
เรสตอรองส์ฯ ที่มาเข้าพบเพื่อหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการจ้างงานแรงงานกลุ่มต่าง ๆ ของเซ็นทรัล 
ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงแรงงานที่ต้องการส่งเสริมการมีงานทำให้กับแรงงานทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้พ้นโทษ เพื่อให้มีอาชีพ มีทักษะ มีรายได้ มีหลักประกันความมั่นคงในชีวิต ในส่วนของการจ้างงานพาร์ทไทม์นั้น กระทรวงแรงงาน โดยคณะกรรมการค่าจ้างได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษารูปแบบการจ้างงานรายชั่วโมง เพื่อกำหนดค่าจ้างรายชั่วโมงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้ผมได้ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ไปตั้งคณะทำงานดูระเบียบข้อกฎหมายเพื่อขยายกลุ่มแรงงานกลุ่มอื่นนอกเหนือจากนักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ แม่บ้าน ไรเดอร์ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ให้สามารถมาทำงานพาร์ทไทม์ได้ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ เป็นการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน

“ในส่วนของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ยังได้ไปต่อยอด Up skill ฝึกอาชีพให้กับกลุ่มแรงงานต่างๆ 
อาทิ ผู้พ้นโทษ รวมถึงผู้สูงอายุ และกลุ่มแรงงานกลุ่มอื่น เพื่อเตรียมความพร้อมด้านทักษะฝีมือ ให้มีทักษะติดตัว ก่อนออกมาประกอบอาชีพ หรือมีงานทำรองรับในสถานประกอบการได้” นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า 

ด้าน คุณจารุวรรณ งามพิสุทธิ์ไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริหารเซ็นทรัลเรสตอรองส์ได้มาเข้าพบเพื่อหารือในประเด็นเกี่ยวกับการจ้างงานของกลุ่มแรงงานต่างๆ โดยเฉพาะการจ้างงานพาร์ทไทม์ผู้สูงอายุในวันนี้ ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ เด็กเกิดน้อย ผู้ประกอบการจึงประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน จึงต้องการเปิดโอกาสให้แรงงานกลุ่มอื่นๆ นอกเหนือจากนักเรียน นักศึกษาและกลุ่มคนพิการแล้ว เพื่อจะได้ให้ผู้สูงอายุ แม่บ้าน ไรเดอร์ อาชีพอิสระอื่นๆสามารถมาทำงานพาร์ทไทม์ได้ การที่ได้มาหารือกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในวันนี้ จึงเป็นโอกาสดีที่เซ็นทรัลและกระทรวงแรงงานจะได้ประสานการทำงานร่วมกัน เพื่อเปิดโอกาสส่งเสริมการจ้างงานให้แรงงานกลุ่มใหม่ได้มีงานทำพาร์ทไทม์มากขึ้น สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในยุคปัจุบัน รวมทั้งเป็นการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคธุรกิจอีกด้วย

เดินเครื่องเชิงพาณิชย์ 'โซลาร์เซลล์ลอยน้ำเขื่อนอุบลรัตน์' สะท้อนความร่วมมือ 'จีน-ไทย' ส่งเสริมพลังงานสะอาดลุล่วง

(6 มี.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า โครงการพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำแบบไฮบริด ซึ่งร่วมก่อสร้างโดยบริษัทของจีนและไทย ได้เริ่มต้นการดำเนินงานเชิงพาณิชย์เมื่อวันอังคาร (5 มี.ค.) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาดของไทย

ตงฟาง อิเล็กทริก อินเตอร์เนชันนัล คอร์เปอเรชัน หนึ่งในผู้ผลิตอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งร่วมก่อสร้างโครงการนี้กับหุ้นส่วนไทย ระบุว่าโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำแบบไฮบริด ณ เขื่อนอุบลรัตน์ในจังหวัดขอนแก่น บูรณาการแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ พลังงานน้ำสะอาด ระบบกักเก็บพลังงานประสิทธิภาพสูง และระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ

จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) กล่าวว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำแบบไฮบริด ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การผลิตพลังงานสะอาด และความมั่นคงทางพลังงานของไทย พร้อมชื่นชมบริษัทของจีนและไทยที่สามารถส่งมอบโครงการได้ก่อนกำหนด

จิราพร ซึ่งร่วมพิธีเปิดการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ กล่าวว่าสิ่งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นอันแรงกล้าในการส่งเสริมพลังงานสะอาดในไทย และหวังว่าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำจะช่วยส่งเสริมพลังงานสะอาดสำหรับเศรษฐกิจชุมชนและสังคมท้องถิ่น

หลิวหงเหมย กงสุลใหญ่จีนประจำจังหวัดขอนแก่น แสดงความเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ของโครงการนี้จะส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย และถือเป็นหมุดหมายใหม่สำหรับการลงทุนของผู้ประกอบการจีนในภูมิภาคดังกล่าว

การไฟฟ้าฯ ระบุว่าโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำแบบไฮบริด ณ เขื่อนอุบลรัตน์ เป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำแบบไฮบริดแห่งที่ 2 และการไฟฟ้าฯ มีเป้าหมายก่อสร้างโครงการลักษณะเดียวกันเพิ่มขึ้นทั่วประเทศเพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาด

KIA เจรจา 'ไทย' ลุยตั้งโรงงานผลิตรถอีวี คาด!! สเกลกำลังผลิต 2.5 แสนคันต่อปี

(6 มี.ค. 67) สำนักข่าว Reuters รายงานว่า บริษัท KIA Corp กำลังเจรจากับประเทศไทยเพื่อที่จะตั้งโรงงานรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศไทย โดยมีการเจรจากันอย่างจริงจังและมีการยื่นข้อเสนอให้กับรัฐบาลไทย หลังจากมีรายงานว่า KIA ไม่เห็นด้วยกับการลงทุนตั้งโรงงานในไทย 

อย่างไรก็ตาม ทาง BOI ได้ออกมาแสดงความเห็นในเดือน ม.ค. 2024 ว่า KIA กำลังพิจารณาการลงทุนในประเทศไทย 

ทั้งนี้ ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีมาตรการจูงใจ อย่าง EV 3.5 การลดหย่อนภาษี และมาตรการอื่น ๆ เพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคตามแผนของรัฐบาล โดยตั้งเป้าที่จะมี EV ในประเทศประมาณ 30% ของการผลิตต่อปีจำนวน 2.5 ล้านคัน ภายในปี 2030

ตลาดรถยนต์ไทย ซึ่งผูกขาดมายาวนานโดยผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นอย่าง Toyota และ Honda ได้ดึงข้อผูกพันด้านการลงทุนกว่า 1.44 พันล้านดอลลาร์ จากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของจีนเพื่อสร้างโรงงานผลิต

ด้านบางกอกโพสต์ รายงานว่า KIA มีแผนจะเปิดโรงงานที่มีกำลังผลิต 2.5 แสนคันต่อปี โดยขณะนี้ KIA มีศูนย์บริการในประเทศแล้วกว่า 19 แห่ง และจะเปิดเพิ่มในปี 2024 อีก 26-30 แห่ง พร้อมทั้งในปี 2024–2026 ก็เปิดรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกมา โดยล่าสุดเปิดตัว KIA EV9 รถ SUV ไฟฟ้า 100% และจะเปิดตัว EV5 อีกรุ่นในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ปีนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top