Sunday, 9 August 2026
Hard News Team

นราธิวาส-องคมนตรี ลงพื้นที่ติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

 

วันนี้ (27 มี.ค. 67)  เวลา 10.00 น. พลเอก กัมปนาถ รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมด้วย พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการฯ เดินทางมาติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ณ สำนักชลประทานที่ 17 ต.กะลุวอเหนือ อ.เมืองนราธิวาส โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมต้อนรับฯ

ต่อมา พลเอก กัมปนาถ รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมด้วย พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี  รองประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ เข้าร่วมประชุมติดตามการดำเนินงานโครงการฝายทดน้ำคลองตะโละบาลอ  พร้อมระบบส่งน้ำและโครงการฝายทดน้ำคลองบาโร๊ะยางอ พร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส พร้อมรับฟังรายงานสถานการณ์อุทกภัยและแนวทางการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นผู้รายงาน ต่อมา นายวิวัธน์ชัย คงลำธาร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำและการบริหารการจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2566/2567 และนายพีรพัฒน์ วรธรรม ผู้อำนวยการส่วนแผนงาน รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 17 รายงานสรุปโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งรายงานผลการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ ห้องประชุม SWOC 1-2 อาคารศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ สำนักงานชลประทานที่ 17 ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมืองนราธิวาส 

ในช่วงบ่าย ตั้งแต่เวลา 13.30 น. พลเอก กัมปนาถ รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมด้วย พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ได้ลงพื้นที่ ติดตามผลการดำเนินงาน โครงการฝายทดน้ำคลองตะโละบาลอ พร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านตะโละมาเนาะ หมู่ที่ 1 ตำบลลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส พร้อมรับฟังบรรยายสรุปภาพรวมและติตตามผลการดำเนินงานโครงการฯ และการบรรยายสรุปการบริหารจัดการน้ำของโครงการฯ หลังจากนั้นได้เยี่ยมชมสภาพพื้นที่โครงการฯ พร้อมพบปะราษฎรผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ ด้วย

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากนายมูฮัมหมัดรอซากี เจ๊ะอูเซ็ง ราษฎรบ้านตะโละมาเนาะ หมู่ที่ 1 ตำบลลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ ได้มีหนังสือขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานโครงการก่อสร้างฝายทดน้ำพร้อมระบบประปาภูเขา เพื่อช่วยเหลือราษฎร หมู่ที่ 1,4 และหมู่ที่ 5 ตำบลลุโบะสาวอ แก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการก่อสร้างฝายทดน้ำคลองตะโละบาลอฯ และโครงการก่อสร้างฝายทดน้ำคลองบาโร๊ะยางอฯ ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2562 เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่ราษฎร หมู่ที่ 1,4 และหมู่ที่ 5 ตำบลลุโบ๊ะสาวอ กว่า 475 ครัวเรือน ได้มีน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภค และการเกษตรได้ตลอดทั้งปี อันจะส่งผลให้ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นการวางรากฐานที่จะนำไปสู่การสร้างระบบสาธารณูปโภคให้กับชุมชนในอนาคตอีกด้วย

28 มีนาคม พ.ศ. 2451 วันคล้ายวันประสูติ ‘พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์’ ผู้ทรงสร้าง ‘ตึกจักรพงษ์’ สถานที่พบปะเรียนรู้-ทำกิจกรรม ในรั้วจุฬาฯ

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เป็นพระโอรสพระองค์เดียวในสมเด็จพระเชษฐาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ กับหม่อมคัทริน ณ พิศณุโลก (สกุลเดิม เดสนิตสกายา) พระชายาชาวรัสเซีย ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2451 เมื่อเวลา 23.58 น. ที่ห้องแดง ภายในวังปารุสกวัน ถือเป็นบุคคลเดียวที่ถือกำเนิดบนตำหนักวังปารุสกวัน

พระองค์ทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จนพระชันษาครบ 13 ปี ได้เสด็จไปทรงศึกษาที่ โรงเรียนแฮร์โรว์ ประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2466 - 2470 จากนั้นทรงศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่วิทยาลัยตรินิตี้ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ด้านประวัติศาสตร์ ทรงได้รับปริญญาตรี (ศศ.บ. เกียรตินิยม) เมื่อปี พ.ศ. 2473 และปริญญาโท (ศศ.ม. เกียรตินิยม) นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงสนพระทัยในงานประพันธ์และประวัติศาสตร์ ทรงพระนิพนธ์หนังสือไว้ 13 เล่ม โดยเล่มที่สำคัญคือ เกิดวังปารุสก์, เจ้าชีวิต, ดาราทอง, ไทยชนะ

ทั้งนี้ ในปีพุทธศักราช 2475 สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เสด็จพระราชดำเนินไปยัง สหราชอาณาจักร เพื่อทรงสำรวจว่า จะทรงศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยใด โดยครั้งนั้น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งตามเสด็จ ได้กราบทูลว่า ต้องการช่วยเหลืออาจารย์และนิสิตจุฬาฯ ให้มีสถานที่พบปะและทำกิจกรรมร่วมกัน 

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก จึงพระราชทานคำแนะนำว่า ควรสร้างสโมสรสถาน ให้อาจารย์และนิสิตใช้เป็นที่พบปะสังสรรค์ และเล่นกีฬาในร่ม เพราะช่วงเวลานั้นนิสิตไม่มีอาคารเพื่อทำกิจกรรมดังกล่าว พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ จึงประทานเงินจำนวน 20,000 บาท ให้สร้างขึ้นในปี 2475 และเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึง สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระบิดาของพระองค์ ไปในคราวเดียวกัน 

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ตึกจักรพงษ์ได้กลายเป็นสถานที่ให้นิสิตได้รวมตัวใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มีการจัดตั้งสโมสรต่าง ๆ ให้นิสิตได้เรียนรู้ในสิ่งที่ชอบ เรียนรู้การใช้ชีวิตและทำงานร่วมกับคนอื่น รวมถึงเป็นสถานที่เชื่อมการสมาคมในหมู่อาจารย์ นิสิตเก่า นิสิตใหม่ เข้าหากัน หรือแม้แต่เป็นสถานที่พักอาศัยของเหล่าเด็กกิจกรรม ที่ทำงานกันจนดึกดื่น ไม่ยอมกลับหอพัก 

ดังนั้น ตึกจักรพงษ์เป็นแหล่งรวมความทรงจำดี ๆ มากมาย และตึกจักรพงษ์ไม่เคยเงียบเหงา กลายเป็นสถานที่บ่มเพาะเหล่านักคิด นักทำอย่างแท้จริง และล้วนมีผู้คนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาอยู่เสมอ 

จวบจนเมื่อ พ.ศ. 2528 เมื่อสโมสรย้ายออกไปยังสถานที่แห่งใหม่ ตึกจักรพงษ์จึงได้เปลี่ยนหน้าที่มาเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงสิ่งของทรงคุณค่า และน่าสนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของจุฬาฯ ภายใต้ชื่อ หอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

‘บริษัทญี่ปุ่น’ รับ!! สังคมสูงวัย เลิกผลิตไลน์สินค้า ‘ผ้าอ้อมเด็ก’ พร้อมหันมาจับตลาด ‘ผ้าอ้อมผู้ใหญ่’ หลังอัตราการเกิดทรุดฮวบ

(27 มี.ค. 67) บีบีซีรายงานว่า บริษัทผลิตผ้าอ้อมในญี่ปุ่นประกาศยุติการผลิตผ้าอ้อมสำหรับเด็กทารกในประเทศ โดยหันไปจับตลาดผ้าอ้อมสำหรับผู้ใหญ่แทน

โดย โอจิ โฮลดิ้งส์ เป็นบริษัทล่าสุดที่ต้องปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงในยุคสังคมสูงวัยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในญี่ปุ่น ซึ่งมีอัตราการเกิดต่ำเป็นประวัติการณ์

ทั้งนี้ ยอดขายผ้าอ้อมผู้ใหญ่ในญี่ปุ่นแซงหน้าผ้าอ้อมเด็กมานานกว่าทศวรรษแล้ว โดยจำนวนทารกแรกเกิดในญี่ปุ่นในปี 2566 อยู่ที่ 758,631 คน หรือลดลง 5.1% จากปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ จำนวนการเกิดของเด็กในปี 2566 ยังถือว่าต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ในญี่ปุ่นนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 โดยในปี 1970 อัตราการเกิดของเด็กทารกในญี่ปุ่นอยู่ที่มากกว่า 2 ล้านคน

ซึ่ง โอจิ โฮลดิ้งส์ ระบุว่า บริษัทโอจิ เนเปีย ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ปัจจุบันผลิตผ้าอ้อมเด็กราว 400 ล้านชิ้นต่อปี แต่การผลิตลดลงเรื่อย ๆ นับตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งบริษัทเคยมียอดผลิตผ้าอ้อมเด็กสูงสุดที่ 700 ล้านชิ้นต่อปี

ย้อนไปในปี 2554 ยูนิชาร์ม บริษัทผู้ผลิตผ้าอ้อมรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นบอกว่า ยอดขายผ้าอ้อมสำหรับผู้ใหญ่ของบริษัทแซงหน้าผ้าอ้อมเด็กทารกแล้ว

ปัจจุบัน ตลาดผ้าอ้อมผู้ใหญ่ในญี่ปุ่นมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะมีมูลค่ามากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 72,800 ล้านบาท

ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีประชากรสูงวัยมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก โดยชาวญี่ปุ่นเกือบ 30% มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และในปีที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกที่สัดส่วนของผู้ที่มีอายุมากกว่า 80 ปีในญี่ปุ่น มีสัดส่วนเกิน 10%

โอจิ โฮลดิ้งส์ บอกด้วยว่า แม้บริษัทจะยุติการผลิตผ้าอ้อมเด็กในญี่ปุ่น แต่ก็จะยังคงผลิตผ้าอ้อมเด็กในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งคาดว่าความต้องการจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป

‘รัดเกล้า’ เผย ‘รทสช.’ ยินดี ร่าง กม.สมรสเท่าเทียม ฉลุย!! ดีใจที่ได้เป็นส่วนผลักดัน ความเท่าเทียมทางเพศในสังคม

(27 มี.ค. 67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ …) พ.ศ. … เปิดเผยว่า ที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ (27 มี.ค.) ได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ …) พ.ศ. … หรือร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมในวาระที่ 2 และ 3 ด้วย 400 เสียงต่อ 10 เสียง หลังจากนี้คือการนำเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งหากวุฒิสภาให้ความเห็นชอบแล้ว จึงจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป โดยจะมีผลบังคับใช้ 120 วันหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

สำหรับร่างกฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญในการให้สิทธิแก่ผู้มีความหลากหลายทางเพศ เช่น การให้บุคคลสองคนไม่ว่าเพศใดก็ตามสามารถสมรสกันได้ การเรียกค่าทดแทนและเหตุฟ้องหย่าระหว่างคู่สมรส การให้สิทธิคู่สมรสตามกฎหมายต่าง ๆ รวมทั้งการแก้ไขอายุของผู้มีสิทธิหมั้นหรือสมรสต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งจากเดิมกำหนดไว้ที่ 17 ปี 

พรรครวมไทยสร้างชาติมีความยินดีที่ได้เป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งเป็นกฎหมายที่สำคัญที่จะเป็นจุดเริ่มในการสร้างครอบครัวที่แข็งแรง สร้างความสมดุลระหว่างสิทธิและศักดิ์ศรี และยังเป็นการปกป้องค่านิยม ความเชื่อ ความศรัทธา และวัฒนธรรมของไทย และยังเป็นการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ของการสมรสของผู้มีความหลากหลายทางเพศที่จะได้รับสิทธิและสวัสดิการอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรครวมไทยสร้างชาติเห็นด้วยและผลักดันมาโดยตลอด

“จากที่ได้เจอตัวแทนทูตหลาย ๆ ประเทศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น ฝรั่งเศส และออสเตรเลีย จะเห็นได้เลยว่าทั่วโลกจับตาดูประเทศไทยอยู่ การผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียมด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีภาคประชาชนและภาคการเมืองเป็นกำลังขับเคลื่อนสำคัญ

ขอแสดงความยินดีกับ LGBTQIA+ ในประเทศไทยทุกคน ที่ใกล้ที่จะสามารถสมรสกันได้อย่างเท่าเทียมแล้ว การผ่านกฎหมายนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การผ่านกฎหมาย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์ว่าประเทศไทยพร้อมที่ให้ความสำคัญกับประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ และยอมรับความแตกต่างหลากหลายซึ่งเป็นเสน่ห์ของค่านิยมที่ถูกปลูกฝังในวัฒนธรรมของคนไทย นอกเหนือจากเป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านกฎหมายและสังคมแล้ว ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยนำไปสู่ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจได้ในอนาคต” นางรัดเกล้ากล่าว

ศาลฯ ยกฟ้อง 'คุณหญิงพรทิพย์' ปม GT 200 ไม่พบการทุจริต ด้าน ทนายซัด!! ปปช.เหมือนสั่งประหารชีวิต ทั้งที่รู้อยู่ว่าไม่ผิด

เมื่อวานนี้ (26 มี.ค. 67) ที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.เลียบทางรถไฟ ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำ อท 98/2566 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ฟ้อง แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะอดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม กับพวกรวม 10 คน เป็นจำเลย ฐานร่วมกันทุจริตและประพฤติมิชอบคดีจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดและสารเสพติด จีที 200 และอัลฟา เมื่อปี พ.ศ. 2551 ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์

ภายหลัง ดร.ณรงค์ พลมาตร์ ทนายความ เปิดเผยว่า ศาลพิเคราะห์หลักฐานหลังการไต่สวนพยานครบถ้วนแล้ว ไม่พบว่า คดีมีมูลความผิด หรือการทุจริต มีการแสวงหาประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นโดยมิชอบและไม่พบว่า คุณหญิงพรทิพย์ กับเจ้าหน้าที่ประพฤติมิชอบ มีเจตนาจงใจ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และไม่ปฏิบัติตามระเบียบพัสดุ ว่าด้วยการจัดซื้อ จัดจ้าง แต่อย่างใด

ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนะสุนันท์ และเจ้าหน้าที่ ทุกข้อกล่าวหา

​ดร.ณรงค์ กล่าวว่า การถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชันซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับราชการ โดยเฉพาะข้าราชการที่ลงไปทำงานในพื้นที่อันตรายที่มีความเสี่ยงตลอดเวลา เมื่อมีการกล่าวหาและให้ข่าวต่อสาธารณะ โดยเลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นเหมือนการประหารชีวิต ทั้งที่ ป.ป.ช.ทราบอยู่แล้วว่าไม่มีหลักฐานการทุจริตคอร์รัปชัน ตั้งแต่ในชั้นการสอบสวน และตลอดระยะเวลา 14 ปี มีบุคคลพยายามสื่อสาร สร้างข่าว สร้างกระแสในทางลบต่อคุณหญิงพรทิพย์ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ว่าเป็นต้นเหตุก่อให้เกิดการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดและสารเสพติด จีที 200 และอัลฟา ทำให้เกิดความเสียหาย​โดยข้อเท็จจริง หน่วยงานความมั่นคงได้ดำเนินการจัดซื้อ GT 200 ดังนี้ 

1.กองทัพอากาศ จัดซื้อครั้งแรกปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 รวมจัดซื้อ 26 เครื่อง 
2.กองทัพบก จัดซื้อครั้งแรกปีงบประมาณพ.ศ. 2550 รวมจัดซื้อ 757 เครื่อง 
3.กองทัพเรือ จัดซื้อครั้งแรกปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 รวมจัดซื้อ 38 เครื่อง 
4.กรมราชองครักษ์ จัดซื้อครั้งแรกปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 รวมจัดซื้อ 8 เครื่อง 
5.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จัดซื้อครั้งแรกปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 รวมจัดซื้อ 6 เครื่อง

​“การที่ ป.ป.ช. ตั้งข้อหาทุจริต ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก และการกล่าวหาว่าประพฤติมิชอบ ซึ่งหมายถึงการกล่าวหาว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญ และ กรมบัญชีกลางให้ความเห็น และตรวจสอบความชอบแล้ว ดังนั้น การที่ ป.ป.ช. ได้กล่าวหาโดยไร้พยานหลักฐาน แต่อ้างเป็นความเห็นส่วนตัว สร้างตราบาปให้ข้าราชการ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์และคุณหญิงพรทิพย์ มาตลอดระยะเวลา 14 ปี (กล่าวหาปี 2553 พิพากษา 2567) และมีเจ้าหน้าที่บางหน่วยเครียดจนต้องจบชีวิตตัวเอง” ดร.ณรงค์ กล่าว

ดร.ณรงค์ กล่าวย้ำว่า ป.ป.ช. ใช้เวลาในการสอบสวนเป็นเวลานานโดยผู้ที่ถูกกล่าวหาไม่เคยได้มีโอกาสชี้แจงทั้งก่อนและหลังการชี้มูล ทั้งนี้ เมื่อร้องขอความเป็นธรรมตามมาตรา 99 อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ และกรรมการจัดซื้อจัดจ้างเนื่องจากเห็นว่าไม่ได้กระทำความผิด แต่ ป.ป.ช.นำคดีมายื่น ฟ้องเอง ซึ่งศาลได้ไต่สวนโดยละเอียดและตรวจสอบพยานบุคคล เอกสาร ผู้เชี่ยวชาญ ยืนยัน ไม่พบการทำผิดใด ๆ ในข้อกล่าวหาว่า ทุจริต ประพฤติมิชอบ ดังนั้น ข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. ทั้งหมดจึงไม่เป็นความจริง

‘สิงคโปร์’ ส่งทัพเจ้าหน้าที่สู่เมืองบัลติมอร์ หวังช่วยสอบสวนสาเหตุ ‘สะพานถล่ม’

(27 มี.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สำนักสอบสวนความปลอดภัยทางการขนส่ง และองค์การท่าเรือแห่งสิงคโปร์ จัดส่งคณะเจ้าหน้าที่สู่เมืองบัลติมอร์ของสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการสืบสวนสอบสวนเหตุเรือตู้คอนเทนเนอร์ติดธงชาติสิงคโปร์ ชนกับสะพานฟรานซิส สก๊อต คีย์ บริดจ์ เมื่อวันอังคาร (26 มี.ค.) จนพังถล่มลงมา

บริษัท ซินเนอร์จี มารีน จำกัด (Synergy Marine) ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการการเดินเรือ ระบุว่า เรือลำดังกล่าวสูญเสียแรงขับเคลื่อนก่อนเกิดเหตุ จึงล้มเหลวจะประคับประคองทิศทางหัวเรือตามต้องการจนกระทั่งชนกับสะพานในท้ายที่สุด

องค์การท่าเรือฯ เสริมว่าเรือลำดังกล่าวได้ทิ้งสมอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามขั้นตอนรับมือเหตุฉุกเฉินก่อนพุ่งชนสะพาน โดยเรืออยู่ภายใต้การนำร่อง ณ ตอนเกิดเหตุ ด้านทางการสหรัฐฯ เป็นผู้นำปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือในปัจจุบัน

กกพ. เคาะ ‘ค่าไฟ’ งวดใหม่ 4.18 บาท  เท่ากับค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในงวดปัจจุบัน

(27 มี.ค. 67) นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ. มีมติเห็นชอบค่าเอฟทีเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2567 คงเดิมที่ 39.72 สตางค์ต่อหน่วย 

ทั้งนี้ เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.7833 บาทต่อหน่วยแล้ว ทำให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เป็น 4.1805 บาทต่อหน่วย เท่ากับค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในงวดปัจจุบัน

สำนักงาน กกพ. ได้เปิดรับฟังความเห็นผลการคำนวณค่าเอฟทีสำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2567 ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 8 - 22 มีนาคม 2567 

โดยมีผู้เข้าร่วมแสดงความเห็นจำนวนทั้งสิ้น 147 ความเห็น แบ่งเป็นการแสดงความเห็นต่อค่าเอฟทีตามกรณีศึกษาที่ กกพ. เสนอรวมทั้งสิ้น 61 ความเห็น แสดงความเห็นโดยเสนอค่าเอฟทีอื่น ๆ นอกเหนือจากกรณีศึกษารวม 50 ความเห็น และความเห็นในลักษณะข้อซักถามหรือคำถามอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับค่าเอฟทีจำนวน 36 ความเห็น

นายคมกฤช กล่าวอีกว่า การใช้ไฟฟ้าในระบบของ กฟผ. มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงจำเป็นต้องนำเข้า LNG เพื่อเป็นเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นในการผลิตไฟฟ้า ดังนั้น ในช่วงฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง สำนักงาน กกพ. จึงขอให้ผู้ใช้ไฟฟ้าร่วมกันตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ให้มีสภาพการใช้งานที่ดี เพื่อประหยัดการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีสภาพอากาศร้อน

รวมทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าได้ง่าย ๆ 5 ป. ได้แก่ ปลด หรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าลดการใช้ไฟฟ้าเมื่อใช้งานเสร็จ ปิด หรือดับไฟเมื่อเลิกใช้งาน ปรับ อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 26 องศา เปลี่ยน มาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นเพื่อลดอุณหภูมิภายในบ้าน 

ซึ่งทั้ง 5 ป. จะช่วยลดการนำเข้า LNG ลดการเกิดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดรอบใหม่ (New Peak Demand) ในระบบไฟฟ้าและยังช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้า

'โซเชียล' เชิดชู!! 'หนุ่มเมืองเพชรฯ' เข้ากรุงเทพฯ ตอนตี 3  เก็บขยะสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ เผย!! แค่อยากทำให้มันสะอาด

(27 มี.ค.67) จากผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'Vorasil Thaweethong' โพสต์ภาพพร้อมข้อความลงในกลุ่ม ART & CRAFT Lovers Market ถึงเป้าหมายที่อยากจะทำความสะอาดทางรถไฟสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ ซึ่งเป็นสถานีต้นทางไปตลาดร่มหุบ ที่มีนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติมาเที่ยวแต่ละปีเยอะมาก ซึ่งทำให้มีขยะเยอะมากด้วยเช่นกัน โดยได้ระบุข้อความว่า...

"ผมยืนคิดและจินตนาการจะเก็บอะไรก่อนดีนะ"

เดินหาแก้วเพื่อจะใส่หลอดดูดน้ำ ใส่ฝาขวดน้ำอัดลมและไม้เสียบลูกชิ้น

ตามด้วยถ้วยเพื่อจะใส่ก้นบุหรี่

ผมนั่งและใช้สมาธิในการเก็บมันเป็นขยะชิ้นเล็ก ๆ ในซอกหิน

ขอบคุณน้องกนกกับเพื่อนที่มาช่วยเก็บและถ่ายรูปให้

ขอบคุณน้องผู้หญิงที่เอาเงินมาให้ 100 บอกมีคนฝากมา ขอบคุณน้ำดื่ม น้ำเก็กฮวยจากพี่ผู้หญิงที่มีน้ำใจมาก

มาเก็บที่สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่เป็นครั้งที่ 2 มาเช้าเย็นกลับ ผมตื่นตี 3 ขับรถเข้าเมืองเพชรบุรี รอขึ้นรถตู้เที่ยวแรกตี 4 กว่า มาถึงหมอชิตต่อด้วยแท็กซี่ ใช้งบไป 600 กว่า

"ผมเพิ่งรู้ว่าสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่คือ ต้นทางที่จะไปตลาดร่มหุบที่มีนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติมาเที่ยวแต่ละปีเยอะมากจริง ๆ มันคือ เป้าหมายที่อยากจะทำให้มันสะอาด"

และหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีชาวโซเชียลให้ความสนใจ กดไลก์ กดแชร์ และร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก บ้างก็ว่า ควรเป็นข่าว, ตั้งแต่เจอมา พี่เป็นคนที่เก็บได้มีระเบียบที่สุด, นับถือพวกคุณมาก ๆ เลยค่ะ ชื่นชมจากใจ, ขอชื่นชมครับ, โปรดช่วยรักษาคนดี เชิดชูคนที่เสียสละ, ขอบคุณที่ทำให้โลกนี้สดใสขึ้น, อิ่มบุญ อิ่มใจครับ, ขอบคุณในความเสียสละจริง ๆ ครับ

AIT ชี้!! ทุกการวิจัยทั้งหมด ต้องดำเนินการด้วยความซื่อสัตย์-ถูกต้อง ห้าม 'ปลอมแปลง-บิดเบือน' เมื่อเงยหน้าจะได้ไม่อายฟ้า ก้มหน้าจะได้ไม่อายดิน

(27 มี.ค. 67) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'LVanicha Liz' ได้โพสต์เนื้อหาในหัวข้อ 'AIT #เงยหน้าไม่อายฟ้าก้มหน้าไม่อายดิน' ระบุว่า...

เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2567 อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ได้ส่งอีเมลเตือนความจำไปยังผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายภายในสถาบันเรื่อง 'การผดุงไว้ซึ่งจริยธรรมและความซื่อสัตย์สุจริตในการวิจัย' มีใจความโดยย่อว่า AIT มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานสูงสุดในการ #กำกับดูแลกิจกรรมการวิจัยทั้งหมด...

การวิจัยทั้งหมดจะต้องดำเนินการด้วยความซื่อสัตย์ ถูกต้อง และเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณสูงสุด นี่เป็นสิ่งสำคัญในการรับประกันการมีคุณภาพสูงของงานวิจัย และรักษาไว้ซึ่งความไว้วางใจและความเชื่อมั่นในนักวิจัย ตัวสถาบันเอง และประชาคมวิจัยโดยรวม...

โดยเราจะต้องทำให้แน่ใจได้ว่างานของเราได้ดำเนินไปด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และเคารพในทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น ประกอบด้วย...

การตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลและสิ่งที่ค้นพบทั้งหมดถูกนำเสนออย่างถูกต้องและตรงไปตรงมา #โดยไม่มีการปลอมแปลงหรือบิดเบือน (#WithoutFabricationOrManipulation)

หากพบเห็นหรือสงสัยว่ามีการทุจริตทางวิชาการ ให้รายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบสวน...

ฯลฯ

ในฐานะประชาคมวิจัย เราต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และความเคารพต่อการมีส่วนร่วมทางปัญญาของบุคคลทุกคน

ป่านนี้มหาวิทยาลัยไทยบางแห่งจัดการงานวิจัยปลอมแปลงไปถึงไหนแล้ว มีการผดุงไว้ซึ่งจริยธรรมและความซื่อสัตย์สุจริตในการวิจัย รวมทั้งส่งเสริมความรับผิดชอบกันหรือยัง

AIT #เงยหน้าไม่อายฟ้าก้มหน้าไม่อายดิน

กุมตัว 'ไอ้เด่น' มือขวา 'ไอ้ยักษ์' ลิงเกเรจ่าฝูงแห่งเมืองลพบุรี เตรียมดัดนิสัยลดความห้าว ก่อนส่งกลับสวนลิงลพบุรีอีกครั้ง

(27 มี.ค.67) เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เจ้าหน้าที่สำนักอนุรักษ์ที่ 1 พร้อมทีมงาน รวม 10 คน ลงพื้นที่จับลิงลพบุรี ที่เกเร ก้าวร้าว ดุร้าย แย่งของกินประชาชนต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 

วันนี้ได้ใช้กรงดักจับลิงเกเร เอาข้าวโพดมาล่อเหมือนเดิม บริเวณตึกหน้าสำนักงานเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ถนนราชดำเนิน ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี โดยจุดนี้เป็นจุดที่มีลิงเกเร กระโดดแย่งของชาวบ้านติดต่อกันหลายครั้ง สร้างความเดือดร้อน และได้รับบาดเจ็บ ในรอบเดือนเดียวกันที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าจุดนี้ถือเป็นจุดสำคัญมีลิงอันธพาลหลายตัว ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านร้านค้า ซึ่งเป็นจุดใกล้เคียง กับที่ได้มีการวางกรงดักจับลิง ไปเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ซึ่งจับลิงไปได้จำนวน 9 ตัว

ซึ่งลิงตัวที่ถูกเจ้าหน้าที่ใช้กรงดักได้ที่บริเวณหน้าหลังโรงจอดรถภายในสหกรณ์การเกษตรที่ชาวบ้านในบริเวณนั้น ตั้งฉายา ‘ไอ้เด่น’ ลูกสมุนจ่าฝูงอย่าง ‘ไอ้ยักษ์’ ที่เป็นหัวหน้าฝูงในย่านนี้ มีลักษณะดุร้าย เกเร มีลูกสมุนหลายตัวได้ถูกจับกุมตัวไปได้แล้วตั้งแต่วันแรก และในวันนี้เจ้าหน้าที่ก็สามารถจับตัวไอ้เด่นได้แล้วด้วยการใช้กรงดัก ซึ่งไอ้เด่นถือเป็นลูกสมุนมือขวาที่เกเรมากซึ่งวันนี้เจ้าหน้าที่สามารถจับลิงได้ประมาณ 5-6 ตัว หลังถูกจับไอ้เด่นยังพยายามส่งเสียงร้องเรียกพวก ลักษณะคล้ายจะให้เข้ามาช่วยตัวเองออกจากกรง เสมือนให้มาชิงตัวของมันและเพื่อนลิงด้วยกันที่ถูกจับอยู่ในกรง

เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะดำเนินการจับลิงเกเรตัวใหญ่ไปตลอดทั้งวัน ซึ่งไม่ได้กำหนดยอดว่ากี่ตัว ก่อนจะนำลิงกลับไปพักฟื้นตัว ที่ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า เพื่อดัดนิสัยลดความเกเรลงและเพื่อรอความพร้อมของสวนลิงของทางเทศบาลเมืองลพบุรีแล้วจะส่งกลับมาที่สวนลิงลพบุรีอีกครั้ง

คุณลุงบุญธรรม รัตนโสม ผู้ประกอบการร้านค้า เปิดเผยว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่มาจับกลุ่มลิงเกเรและสามารถจับหัวโจกและลูกสมุนไปหลายตัวก็จะทำให้ช่วงนี้อาจจะเงียบสักหน่อยของฝูงลิง เนื่องจากมันกลัวเจ้าหน้าที่ แต่หลังจากเจ้าหน้าที่ไปแล้วสักวันสองวันมันก็คงจะกลับมารบกวนชาวบ้านอีกอย่างแน่นอน 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top