Monday, 10 August 2026
Hard News Team

นักวิทย์ค้นพบ 'วัสดุที่มีรูพรุน' กักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ จากอากาศได้ คาดหวังให้เป็นทางออกของปัญหาโลกร้อนในอนาคต

นักวิทยาศาสตร์ต่างยกย่องการค้นพบ ‘วัสดุที่มีรูพรุน’ ซึ่งสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศได้ หวังให้เป็นทางออกปัญหาโลกร้อน

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Synthetic พบว่าทีมนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเเฮเรียต-วัตต์ ในเอดินเบอระ ของสก็อตแลนด์ ได้สร้างโมเลกุลที่มีลักษณะกลวงเป็นรูพรุน เปรียบเสมือนกรงที่สามารถใช้กักเก็บก๊าซเรือนกระจก เช่น 'คาร์บอนไดออกไซด์' และ 'ซัลเฟอร์เฮกซาฟลูออไรด์' ได้

โดย 'ซัลเฟอร์เฮกซาฟลูออไรด์' นับเป็นก๊าซเรือนกระจกที่สลายตัวได้ยากมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสามารถอยู่ในชั้นบรรยากาศของโลกได้เป็นเวลาหลายพันปี

ดร.มาร์ค ลิตเติ้ล หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยระบุว่า นี่เป็นการค้นพบที่น่าตื่นเต้น พวกเขาต้องการวัสดุที่มีรูพรุนชนิดใหม่ ๆ เพื่อช่วยแก้ปัญหาที่ท้าทายที่สุดของโลกอย่างวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดร.ลิตเติ้ลยังบอกด้วยว่า การดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศโดยตรงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะแม้ในอนาคตเราอาจจะหยุดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ แต่ก๊าซเรือนกระจกที่อยู่ในชั้นบรรยากาศของเราจนถึงตอนนี้ก็ยังคงสร้างปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงอยู่ดี

และแม้การปลูกต้นไม้เป็นวิธีดูดซับคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพมาก แต่ใช้เวลานานมากกว่าจะเห็นผล จึงจำเป็นต้องมีการแทรกแซงของมนุษย์ในการสร้างวัสดุบางอย่างขึ้นมาเพื่อดักจับก๊าซเรือนกระจกจากสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพเร็วขึ้น และการค้นพบครั้งนี้ก็นำไปสู่การค้นพบหนทางใหม่ ๆ ของการแก้ปัญหาโลกร้อนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยดังกล่าวยังคงต้องได้รับการพัฒนาเพื่อให้ได้วิธีการดักจับก๊าซเรือนกระจกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พวกเขามีแผนจะใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาช่วยจำลองสถานการณ์เพื่อสร้างการรวมตัวของโมเลกุลให้เป็นวัสดุรูพรุนชนิดใหม่ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้นด้วย

‘เมียนมา’ ระอุ!! เดือนเมษาสภาพอากาศ ‘ร้อนสุดขั้ว’ หลังอุณหภูมิแตะ 48 องศา ทุบสถิติในรอบ 56 ปี

(30 เม.ย.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สำนักอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาของเมียนมา รายงานว่า เมือง 7 แห่งของเมียนมาเผชิญสภาพอากาศเดือนเมษายนที่ร้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อวันอาทิตย์ (28 เม.ย.) ที่ผ่านมา

โดย เมืองเชาะ ในภูมิภาคมะกเวทางตอนกลาง มีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 48.2 องศาเซลเซียส เมื่อวันอาทิตย์ (28 เม.ย.) นับเป็นอุณหภูมิเดือนเมษายนที่สูงสุดในรอบ 56 ปี ตั้งแต่เริ่มมีการบันทึก ขณะที่เมืองญองอู สะกาย ตะดาอู ตองวิงยี มัณฑะเลย์ และซวงตู เผชิญกับวันที่ร้อนที่สุดในเดือนเมษายนในวันอาทิตย์เช่นกัน

ทั้งนี้ หลายภูมิภาคของเมียนมามีรายงานอุณหภูมิสูงมากกว่า 40 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่ โดยอู ลา ตุน ผู้อำนวยการสำนักฯ ได้คาดการณ์ไว้แล้วว่าอุณหภูมิวันที่ 28-29 เม.ย. มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่ทางตอนกลางของเมียนมาและบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ

อนึ่ง ปกติแล้วเดือนเมษายน-พฤษภาคมจะเป็นเดือนที่อากาศร้อนที่สุดในเมียนมา เนื่องจากอุณหภูมิจะพุ่งสูงขึ้นก่อนเข้าสู่ฤดูมรสุม

‘รัสเซีย’ เตรียมโชว์ ‘รถถังตะวันตก’ ที่ยึดจาก ‘ยูเครน’ ในงานเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะ 9 พฤษภาคมนี้

วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียภูมิใจนำเสนอคอลเลกชันพิเศษ ‘รถถังอเมริกัน’ และ ‘รถถังอังกฤษ’ ที่ยึดได้ในสนามรบที่ยูเครน เตรียมพร้อมจัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ในงานเฉลิมฉลองแห่งชัยชนะ (Victory Day) ปีนี้ 

โดยรถถังและยานเกราะเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นยุทโธปกรณ์ที่พันธมิตรชาติตะวันตกส่งไปสนับสนุนกองทัพยูเครน แต่เมื่อรัสเซียยึดพื้นที่ในยูเครนได้ จึงนำยานรบเหล่านี้กลับมาด้วย และตอนนี้นำมาจอดเรียงรายยาวเหยียดกลางกรุงมอสโก พร้อมป้ายข้อความว่า "ชัยชนะของพวกเรามันแน่นอนอยู่แล้ว" 

งานแสดงนี้เป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการฉลองวันแห่งชัยชนะที่ตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันที่กองทัพสหภาพโซเวียตประกาศชัยเหนือกองทัพนาซีเยอรมันในปี 1945 ถือเป็นปีที่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 

ซึ่งในวันนี้รัฐบาลรัสเซียกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการ ที่จะมีงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการจัดพิธีเดินสวนสนาม และแสดงยุทโธปกรณ์ด้านการทหารหน้าจัตุรัสแดงกลางกรุงมอสโกเพื่อเป็นการแสดงแสนยานุภาพของกองทัพแดงและรำลึกถึงเหล่าทหารผ่านศึก

แต่ในปีนี้พิเศษกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะมีการจัดแสดง ‘รถถังชาติตะวันตก’ ที่ยึดได้ในยูเครนเป็นไฮไลต์ ที่ประกอบด้วย รถถัง American Bradley รถหุ้มเกราะ British Saxon, รถถังสวีเดน CV90, รถถังฝรั่งเศส AMX-10RC และอื่น ๆ ซึ่งปูตินวางแผนที่จะนำรถถงเหล่านี้มาติดธงประจำชาติ แห่ในขบวนพาเหรดด้วย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการฉลองชัยชนะของรัสเซียในสงครามยูเครน

ในช่วงไม่กี่ปี หลังเกิดสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ผู้นำรัสเซียให้ความสำคัญกับงานฉลองวันแห่งชัยชนะ 9 พฤษภาคม นี้เป็นพิเศษ และมักเปรียบเทียบสงครามยูเครนว่า คล้ายคลึงกับช่วงเวลาที่โซเวียตต้องต่อสู้กับกองทัพนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 และปูตินยังเคยได้กล่าวสุนทรพจน์ในงานวันแห่งชัยชนะว่า รัสเซียพร้อมต่อสู้กับ ‘ชนชั้นสูงของโลกตะวันตก’ และอารยธรรมโลกเดินทางมาถึงจุดชี้ขาดแล้ว 

แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายรัสเซียก็สูญเสียรถถังของตนเป็นจำนวนมากจากการสู้รบในยูเครนเช่นกัน คาดการณ์ว่ามีรถถังของรัสเซียได้รับความเสียหาย หรือ ถูกทำลายไปมากถึง 3,000 คันในช่วง 2 ปี ตั้งแต่เกิดสงครามยูเครน อันเป็นเหตุให้รัฐบาลรัสเซียต้องอัดฉีดงบประมาณด้านการทหารเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมกำลังยุทโธปกรณ์ และ รถถัง ในการสู้รบที่ด่านหน้า จนเศรษฐกิจรัสเซียเข้าสู่ภาวะสงคราม

แต่ทั้งนี้ส่วนที่เสียไปแล้วก็คือเสียไป ปูตินต้องการให้ชาวรัสเซียโฟกัสในส่วนที่ได้ อย่างน้อยก็ในวันฉลองวันแห่งชัยชนะนี้ ที่รัสเซียสามารถยึดรถถัง ยานเกราะของชาติตะวันตกกลับมาได้มากมาย และอีกหลายพื้นที่ในยูเครนที่ตอนนี้ถูกยึดครองโดยกองทัพรัสเซีย อีกทั้งยังเป็นการฝากคำท้าทายจากปูตินว่าชาติตะวันตกชาติใดต้องการมาเติมคอลเลกชันรถถังให้ปูตินมาจัดแสดงอีกในปีหน้าก็มาได้เลย 

'เรือสำราญ' แหล่งรายได้มหาศาล ที่เดินทางมากับเรือลำยักษ์ ไทยควรเร่งสร้างท่าเรือสำราญในจังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญ

ปัจจุบันการท่องเที่ยว โดยการโดยสารเรือสำราญขนาดใหญ่ เป็นที่นิยม ในหมู่นักเดินทางที่มีรายได้ค่อนข้างสูง และที่สำคัญประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ซึ่งง่ายต่อการเชิญชวนให้สายการเดินเรือต่าง ๆ เข้ามาเปิดสาขาได้ โดยงานในเงื่อนไขที่หากเรามีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างสมบูรณ์

ซึ่งการที่เราจะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวโดยเรือสำราญนั้น สามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ...

1. รายได้จากนักท่องเที่ยวที่ลงจากเรือสำราญมาเที่ยว (นักท่องเที่ยวที่เดิน เรือสำราญ และลงจากเรือมาเที่ยววันเดย์ทริป ตามสถานที่ต่าง ๆ) ความเหมาะสมของประเทศไทยคือประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยว ที่สามารถเข้าถึงจากเรือสำราญได้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเกาะรัตนโกสินทร์ ที่สามารถเดินทางจากท่าเรือคลองเตยได้ในระยะทางไม่เกินครึ่งชั่วโมง หรือแม้กระทั่งเดินทางไป อยุธยาจากท่าเรือคลองเตยก็ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงไม่เกิน 

2.รายได้จากนักท่องเที่ยวที่เดินทาง มาใช้บริการท่าเทียบเรือสำราญ (นักท่องเที่ยวที่มาจากต่างประเทศ และเดินทางโดยเครื่องบินมาลงที่ประเทศ ไทย เพื่อที่จะลงเรือ) เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาโดยเครื่องบินแล้วส่วนใหญ่ก็จะมีการ พักค้างคืนอย่างน้อยก็ 1 ถึง 2 คืนก่อนลงเรือ ซึ่งก็จะก่อให้เกิดรายได้ในส่วนตรงนี้ และที่สำคัญการเตรียมเรือ อาหารการกินต่าง ๆ วัตถุดิบต่าง ๆ ก็ต้องโหลดจากประเทศไทย ซึ่งอันนี้ก็เป็นการกระจายรายได้ในอีกส่วนหนึ่งเหมือนกัน

โดยปกติแล้ว นักท่องเที่ยวที่เดินทางโดยเรือสำราญ มีการ เดินทางลงมาเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ของแต่ละพื้นที่ ในรูปแบบวันเดย์ทริป ซึ่งก็คือ เที่ยวในช่วงกลางวันและกลางคืนกลับไปนอนบนเรือสำราญ ดังนั้นการลงเรือสำราญ เพื่อที่จะมาเที่ยวนั้น จึงมีรูปแบบด้วยกัน สอง รูปแบบคือ...

- หนึ่ง ต่อเรือเล็ก จากเรือใหญ่เข้าสู่สถานที่ท่องเที่ยว 
- สอง เรือใหญ่เข้าเทียบท่าแล้วนักท่องเที่ยว สามารถเดินขึ้นบกได้ อย่างสะดวกสบาย ซึ่ง ท่าเรือเหล่านี้เรียกว่า Port of call 

ซึ่งข้อแตกต่างในการลงเรือของทั้งสองประเภท นั่นก็คือ การต่อเรือเล็กจะได้รับความนิยมน้อยกว่า การขึ้นบกโดยตรง เพราะมีความยุ่งยากมากกว่า และนักท่องเที่ยวหลายๆ คน อาจจะไม่ชอบความยุ่งยากเหล่านี้ จึงทำให้การตัดสินใจลงมาเที่ยว น้อยลงเพราะบางคน แค่เพียงพักผ่อนอยู่บนเรือก็เพียงพอแล้ว

ดังนั้น จึงควรมีการสร้างท่าเรือสำราญในจังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญ อาทิเช่น ท่าเรือแหลมฉบัง, ท่าเรือสมุย, ท่าเรือคลองเตย, ท่าเรือภูเก็ต เป็นต้น 

การที่มีท่าเรือสำราญนั้นในท่าเรือใหญ่ ๆ จะต้องมีท่าเรือแบบ Home port ซึ่งจะใช้ในการเตรียมตัวเดินทาง พร้อมการซ่อมบำรุงเบื้องต้น ส่วนแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ควรมี Port of call หรือท่าเรือจุดแวะพักระหว่างทาง

โดย Home port เปิดให้บริการ ใกล้กับสนามบิน อย่างเช่นท่าเรือแหลมฉบัง, ท่าเรือคลองเตย, ท่าเรือภูเก็ต เป็นต้น ส่วน Port of call จะเปิดให้บริการ ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างเช่น เกาะสมุย, เกาะพงัน, พัทยา, หัวหิน, สงขลา เป็นต้น 

ซึ่งการที่มีท่าสำหรับจอดเรือสำราญนั้น สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการที่จะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพราะว่า เรือสำราญในปัจจุบันแต่ละลำสามารถบรรทุกนักท่องเที่ยวได้ จำนวนหลายพันคนต่อเที่ยว ยกตัวอย่างเช่นเรือ Ovation of the Sea ของบริษัท Royal Caribbean หนึ่งลำสามารถจุผู้โดยสารได้ถึง 4,500 คน ซึ่งหากเรือลำนี้เทียบท่ารับนักท่องเที่ยวขึ้นเรือ (Home port) แหลมฉบัง หรือ คลองเตย อาทิตย์ละ 1 ครั้ง ย่อมจะทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทย 18,000 คนต่อเดือน หรือ 216,000 คนต่อปี และถ้าหากมีเรือแบบนี้ 20 ลำต่อเดือน ซึ่งถ้ากระจายไปยังท่าเรือต่าง ๆ แล้วไม่ถือเยอะ แต่เราจะได้นักท่องเที่ยวจากอุตสาหกรรมนี้ไม่น้อยกว่า 4 ล้านคนต่อปี 

ที่สำคัญกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีรายได้สูง เพราะฉะนั้น เมื่อมีการแวะพัก เที่ยวตามจุดแวะพักต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คลองเตย เกาะสมุย, เกาะพะงัน, เกาะเต่า, เกาะช้าง, เกาะพีพี,  พัทยา, หัวหิน, จันทบุรี, ปัตตานี, สงขลา, นครศรีธรรมราช ย่อมจะสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นในพื้นที่เป็นจำนวนมหาศาล 

หวังว่าบทความนี้ จะชี้ให้เห็นถึงโอกาสใหม่ ๆ สำหรับคนที่ได้อ่านนะครับ และสักวันหนึ่ง ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางของสายการเดินเรือสำราญ ที่ทุกบริษัทแวะเข้ามาท่องเที่ยว หรือใช้เป็นศูนย์กลางในการโหลดนักท่องเที่ยวลงเรือ เพื่อที่จะเดินทางไปยังท่าเรือในแต่ละประเทศต่าง ๆ ต่อไป

เชือด 'ปานปรีย์-ชลน่าน' ใช้บริการ 'มาริษ-สมศักดิ์' สนอง 2 เรื่องใหญ่ 'ดันผลงานอิ๊ง-ชิงปูกลับบ้าน'

ทำไมทำมาปรับครม.เศรษฐา 1/1 ออก 4 เข้า 6...ครม.เต็มแม็ก 36 คน และพรรคเพื่อไทยพรรคเดียวที่เกิดแรงกระเพื่อมมากกว่าที่นึก แถมลึกกว่าที่คิด...เพราะมองกันข้ามช็อต ท้ายสุด...สุดท้าย 'นายใหญ่' เอาอยู่...

ตอบคำถามกรณี ดร.ตั๊ก-ปานปรีย์ พหิทธานุกร 'หลานน้าชาติ' ไขก๊อกทิ้งเก้าอี้ รมว.ต่างประเทศ สักนิดว่าเพราะอะไร?...ในมุมข่าวมุมมองของ 'เล็ก เลียบด่วน'

1) ประเด็นหลัก...เพราะทำใจไม่ได้ ที่โดนริบเก้าอี้รองนายกฯ ซึ่งจะเสริมส่งให้ความเป็น รมว.ต่างประเทศแข็งแกร่งขึ้น และจริง ๆ แล้วตำแหน่งรองนายกฯ จะมีสักกี่ตำแหน่งก็ได้ พอโดนริบ รมว.ต่างประเทศก็ต้องไปอยู่ใต้กำกับของรองนายกฯ คนใดคนหนึ่ง...อาจจะเป็น 'ภูมิธรรม' หรือ 'สุริยะ'...ถ้าคนแรกก็ดีไป แต่ถ้าเป็นสุริยะอาจทำใจลำบาก...

2) ประเด็นอื่น...เมื่อสบโอกาสจากประเด็นแรกคือ โดนริบเก้าอี้ ก็ง่ายที่จะตัดสินใจไขก๊อก ไม่ต้องไปวัดดวงกับงานเสี่ยงภัยในอนาคต เช่น กรณีมีข่าวว่า...การกลับบ้านของอดีตนายกฯ ปู-ยิ่งลักษณ์ อาจต้องใช้สถานทูตไทยในต่างแดนเป็นกึ่ง 'คุกนอกเรือนจำ' ให้วุ่นวาย...รวมทั้งกรณีอื่น ๆ ที่หมิ่นเหม่จะผิดกฎหมาย อาทิ ดิจิทัลวอลเล็ต, กรณีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา...

ก็นับว่าน่าเสียดาย คนดีมีฝีมืออย่าง ดร.ปานปรีย์ ที่กำลังออกอาวุธหลายเรื่องได้ค่อนข้างดี มีอันต้องจบข่าวซะก่อน...จากนี้ไปก็ต้องตามไปดู 'อดีตทูตปู' มาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตที่ปรึกษา รมว.ต่างประเทศ (ปานปรีย์) คนที่เคยรับใช้ใกล้ชิดทั้ง 'นายใหญ่' ทักษิณ ชินวัตร และ นายกฯ ปู ยิ่งลักษณ์ ซึ่งน่าจะรับประกันซ่อมฟรีว่า...ตอบโจทย์นายใหญ่และน้องสาว ได้แน่ แต่สุดท้ายจะพากันไปสุดซอยเหาะเหินเดินลงกาหรือไม่...อันนี้ไม่กล้าฟันธง...

ขอแถมท้ายด้วยกรณี 'เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าชลน่าน' สักนิด...สรุปให้ตรงประเด็นที่สุดงานนี้ ก็เพื่อตอบโจทย์ลูกสาวนายใหญ่ ที่จะต้องเร่งโชว์ฟอร์มสร้างผลงาน '30 บาทรักษาทุกที่' ให้บังเกิดทั้งเบี้ยและเม็ดงานที่งอกงาม   

ทั้งนี้ 7 เดือนที่ผ่านมานั้น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ที่หอบหิ้ว 'หมออ้อย' ภรรยาไปช่วยงานด้วยนั้น ว่ากันว่าเอาข้าราชการไม่อยู่...หนำซ้ำคล้าย ๆ ที่ชมรมแพทย์ชนบทแถลงออกมานั่นล่ะว่า...หลายครั้งคุณหมอถูกใช้เป็นเครื่องมือคุกคาม สปสช. ที่ดูแล 30 บาท อีกต่างหาก...

ก็ต้องเรียนท่านผู้อ่านว่า...เสือสองตัว ณ กระทรวงสาธารณสุขนั้น ฝั่งหนึ่ง 'ปลัด สธ.' ดูข้าราชการทั้งมวล อีกฝั่ง 'เลขาธิการ สปสช.' เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ดู 30 บาท งบประมาณมหาศาล...ทั้งสองฝั่งมีรัฐมนตรีกำกับดูแล ต้องใช้วิทยายุทธขั้นสูงทีเดียว...

ส่วน แพทองธาร ชินวัตร 'อุ๊งอิ๊ง' นั้น...วันนี้อยากขับเคลื่อน '30 บาทรักษาทุกที่' ให้แวววับจับต้องได้ เพราะคุณเธอนั่งคร่อมเก้าอี้ถึง 2 ตำแหน่ง คือ รองประธานกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ (นายกฯ ประธาน) และ ประธานคณะกรรมการบริหารพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ

งานนี้นายใหญ่และพรรคเพื่อไทยยอมจ่ายแพง...เชือดหมอชลน่าน ถ้า 30 บาทรักษาทุกที่ยังกระดื๊บ ๆ ก็ถือว่าไม่คุ้มค่า...แต่ทีมงานอุ๊งอิ๊งหลายคนมั่นใจว่า 'อาสมศักดิ์' เอาอยู่...ทำได้ 

ก็คอยดูกันต่อไป แต่ยังไง ๆ พรรคเพื่อไทย อย่าลืมเช็ดเลือดและน้ำตาให้คุณหมอด้วยล่ะ!!

KFC มาเลเซีย ปิดสาขาชั่วคราว อ้าง!! สภาพเศรษฐกิจไม่ดี ท่ามกลางกระแส 'แบน' แบรนด์ฝรั่งที่หนุนอิสราเอลรบปาเลสไตน์

(30 เม.ย.67) เพจ 'เดือดทะลักจุดแตก' โพสต์ข้อความรายงานกรณีการปิดสาขาชั่วคราวของ KFC ในมาเลเซียว่า...

ถึงขั้นปิดสาขาเลยเรอะ???

ไม่น่าเชื่อนะครับ เราเห็นข่าวเนืองๆ (โดยเฉพาะตอนอุบัติสงครามอิสราเอล-ฮามาสใหม่ๆ) ว่าหลายๆ ประเทศมุสลิม 'แบน' ไม่กินร้านอาหารแฟรนไชส์อเมริกา เหตุเพราะเจ้านั้นๆ มีทีท่าแสดงออก สนับสนุนอิสราเอลประหัตประหารชาวปาเลสไตน์ในกาซา (ซึ่งเพจเดือดฯ เคยโพสต์ไปแล้ว ไม่ขอลงรายละเอียดอีก * ย้ำว่าคนมองกันเองนะครับ แต่ละเจ้าไม่ได้มาประกาศสนับสนุนอะไรแบบนั้นเลย)

รัฐบาลไม่ได้ 'แบน' นะครับ เป็นประชาชนเองที่รณรงค์กัน 'แบน' ไม่กิน

ซึ่งดีกรีไม่รู้กี่มากน้อย และที่สำคัญคือจะนานจะเร็วเท่าไหร่ ไม่ใช่เดี๋ยวก็ซาแล้ว ... รึเปล่า

ที่ไหนได้!!! KFC มาเลเซียถึงขั้นต้องปิดสาขาเชียว แสดงว่าไม่น้อยและไม่เร็วแล้วล่ะครับ

คนเขาเอาจริงแฮะ

สอดส่องรายละเอียด เขาไม่ได้ปิดทั้งหมดนะครับ อ้างว่าสภาพเศรษฐกิจไม่สู้ดีนัก จะต้องปิดสาขาชั่วคราว เพื่อเน้นให้บริการ เฉพาะย่านที่คึกคัก ลูกค้าคับคั่ง

ก็ไม่รู้ว่าปิดเท่าไหร่ แต่สื่อท้องถิ่นของมาเลเซียรายงานว่า ปิดไปเป็นร้อย

ย้ำอีกครั้งว่าปิดชั่วคราวนะครับ ขึ้นกับสถานการณ์
ว่าเมื่อไหร่คนจะลืมเรื่องนี้? ไม่ใช่
ว่าเมื่อไหร่อิสราเอลจะเลิกรบ!
เพราะดูท่าแล้ว คงไม่ลืมกันง่ายๆ ครับ จนกว่าอิสราเอลจะรามือ

‘สมอ.’ คุมเข้มมาตรฐานสินค้ายอดฮิต ‘ลาบูบู้’ ต้องใช้วัสดุไม่ลามไฟ-ค่าโลหะหนักไม่เกินเกณฑ์

(30 เม.ย. 67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จะยังคงดำเนินการกวาดล้างสินค้าด้อยคุณภาพภายใต้ภารกิจ Quick win ของ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด และต่อเนื่องในทุกช่องทาง รวมถึงการตรวจสอบแพลตฟอร์มการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ต่าง ๆ เช่น อาร์ตทอย ลาบูบู้ ที่มีกระแสความนิยมและมีประเด็นของมิจฉาชีพหลอกผู้บริโภคให้จ่ายเงินแล้วไม่ส่งสินค้าให้นั้น

“กรณีนี้จริง ๆ เป็นความรับผิดชอบของหลายส่วนงาน ทั้งนี้ ในภารกิจของ สมอ.นั้น จะเป็นด้านการกำกับมาตรฐาน ซึ่งครอบคลุมการดูแลมาตรฐานของเล่นสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี ฉะนั้น หากสินค้า เช่น ลาบูบู้ตัวไหนระบุอายุผู้เล่นว่าเป็นของสำหรับเด็ก จะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานตามที่ สมอ. กำกับ” นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้ากล่าวว่า ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของวัสดุของสินค้าเป็นหลัก ได้แก่ วัสดุที่ใช้ ไม่ลามไฟ และไม่มีค่าโลหะหนักเกินเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้ รมว.อุตสาหกรรมได้ กำชับตรวจตรามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ประชาชนมั่นใจ

นางรัดเกล้า ยังเปิดข้อมูลว่า สมอ. ที่มีนายวันชัย พนมชัย เลขาธิการ สมอ. ดูแลนั้นได้แถลงผลการทำงานรอบ 6 เดือน ประจำปีงบประมาณ 2567 ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยได้ดำเนินการตรวจควบคุมการจำหน่ายสินค้าที่อยู่ในข่ายการควบคุมของ สมอ. จำนวน 144 รายการ อย่างเข้มข้นและต่อเนื่องในทุกช่องทาง ทั้งการลงพื้นที่ตรวจสอบ การเฝ้าระวังผ่านระบบ NSW และตรวจติดตามการจําหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 66 - มีนาคม 67) ได้ตรวจจับผู้ประกอบการที่ทำผิดกฎหมาย ลักลอบผลิต และนำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน จำนวน 191 ราย ยึดอายัดสินค้าเป็นมูลค่ากว่า 220 ล้านบาท โดย 3 อันดับแรก ได้แก่

-เหล็กและวัสดุก่อสร้าง 87.70 ล้านบาท
-ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 73.23 ล้านบาท
-ยานยนต์ 54.09 ล้านบาท

นอกจากนี้ สมอ.ตั้งเป้ากำหนดมาตรฐานในปีนี้ 1,000 เรื่อง โดยครึ่งปีแรกกำหนดมาตรฐานไปแล้ว 469 เรื่อง

นางรัดเกล้ากล่าวว่า นอกจากนี้ สมอ. ได้นำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในกระบวนการออกใบอนุญาต โดยผลงานครึ่งปีงบประมาณแรกได้ออกใบอนุญาต มอก. จำนวน 7,454 ฉบับ ใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน จำนวน 1,597 ฉบับ ใบรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมเอส จำนวน 132 ฉบับ และใบรับรองระบบงาน จำนวน 212 ฉบับ รวมทั้งสิ้น 9,395 ฉบับ

ขณะที่ด้านการมาตรฐานระหว่างประเทศ สมอ. ได้เข้าร่วมเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) และเจรจาจัดทำข้อตกลงยอมรับร่วม (MRA) ด้านการมาตรฐานกับประเทศต่าง ๆ เพื่อขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการของไทย รวมถึงปกป้องผลประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าโลก

“สมอ. ยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานด้านการมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการ และคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัย ขณะเดียวกันวันนี้ 30 เมษายนของทุกปีถูกกำหนดให้เป็น วันคุ้มครองผู้บริโภคไทย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคในปี 2522 ดังนั้นขอให้ประชาชนในฐานะผู้บริโภค มั่นใจว่า สมอ. ได้ดูแลและจะดูแลคุณภาพสินค้า ก่อนออกใบอนุญาต เพื่อผู้บริโภคจะได้รับการคุ้มครองสิทธิ ให้ได้รับความเป็นธรรม ไม่ถูกหลอก หรือถูกชักจูงด้วยการโฆษณาเกินจริงอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง” นางรัดเกล้ากล่าว

‘หนุ่มตุรกี’ เกือบขิต!! จากการทำ ‘รากฟันเทียม’ หลังทันตแพทย์ใส่สกรูเจาะลึกเข้าไปถึง ‘กะโหลก’

เมื่อวานนี้ (29 เม.ย. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘World Forum ข่าวสารต่างประเทศ’ โพสต์ข้อความ หลังมีหนุ่มตุรกีรายหนึ่ง เกือบเสียชีวิต จากการใส่รากฟันเทียม โดยระบุว่า…

นายรามาซาน ยิลมาซ วัย 40 ปี จากเมืองบูร์ซา มีอาการฟันโยก ปวดฟัน จึงไปรักษาที่คลินิกทันตกรรมเอกชน ในบูร์ซา

ซึ่งทันตแพทย์บอกว่าเขามีฟันโยกต้องถอนออก ทันตแพทย์จึงแนะนำให้ใส่รากฟันเทียมเพื่อทดแทน

ในระหว่างการผ่าตัดทันตแพทย์พยายามใส่สกรูยึดวัสดุปลูกถ่ายฟันเทียม การเจาะทำให้เจาะเข้าไปถึงกระดูกขากรรไกรของ รามาซาน ยิลมาซ ซึ่งสกรูทะลุเข้าไปในกะโหลกของเขา เขาจึงตะโกนด้วยความเจ็บปวด

ทันตแพทย์ได้พาเขาไปส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ และทิ้งเขาไว้ที่โรงพยาบาล ทันตแพทย์หลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ

แพทย์ทำการ CT Scan และนำเขาเข้ารับการผ่าตัดทันที การผ่าตัดใช้เวลานานหลายชั่วโมง แต่ศัลยแพทย์ก็สามารถเอาสกรูออกจากสมองของเขาออกได้ โดยเขาออกจากโรงพยาบาลในหลายวันต่อมา และปัจจุบันเริ่มดีขึ้น 

>> เขาติดต่อทันตแพทย์ต้นเรื่อง และถูกปฏิเสธการคืนเงิน เขากำลังดำเนินการทางกฎหมายกับคลินิกดังกล่าว
>> จากข้อมูล ตอนเขาเลือกคลินิกนี้เพราะแพทย์อ้างว่ามีประสบการณ์ 24 ปี และเชี่ยวชาญเฉพาะ
>> ยิลมาซ เล่าว่า ขณะที่ทันตแพทย์ใส่สกรู เขาได้ยินเสียงกระดูกแตก เขาจึงตะโกนออกมา ด้วยความเจ็บปวด

**เพราะเจาะทะลุกระดูกขากรรไกร เข้าไปในบริเวณหลังดวงตาซึ่งเป็นที่ตั้งของสมองและน้ำไขสันหลัง

เขาถูกส่งตัวต่อไปโรงพยาบาล เพื่อผ่าตัดเอาออก ก่อนการผ่าตัด แพทย์เตือนเขาว่าเขาอาจเสียชีวิตได้ ยิลมาซ กล่าว

ขอบคุณภาพ : NTV.tr

ถอดความหมาย ‘ทศมราชัน’ ชื่อพระราชทาน ‘สะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9’ จากในหลวง รัชกาลที่ 10

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามสะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9 สำหรับข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ว่า ‘ทศมราชัน’ อ่านว่า ทด-สะ-มะ-รา-ชัน สะกดเป็นภาษาอังกฤษ ‘Thotsamarachan’

ทศม (ทัสสะมะ) แปลว่า ที่สิบ มาจากรากศัพท์ว่า ทส ธาตุ หมายถึง 10 บวกกับ ม (มะ) ปัจจัย ราชัน แปลว่า พระราชา มาจากรากศัพท์ว่า ราช (ราชา) หมายถึง ปกครอง บวกกับ น (นะ) เป็น ราชัน (ราชา-นะ) แปลว่า ผู้ปกครองหรือ พระราชา

เมื่อนำ ทศม (ทัสสะมะ) มาผสมกับ ราชัน (ราชา-นะ) จึงได้เป็น ทศมราชัน (ทดสะมะ-รา-ชัน) ซึ่งแปลว่า พระราชาลำดับที่สิบ

นับว่าเป็นชื่อมงคลและมีความหมายที่ดี เพราะตัวสะพานตั้งทอดเลียบคู่กับสะพานพระราม 9 อันหมายถึง พระรามที่ 9 ซึ่งเป็นพระรามเรียก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบิดาของในหลวงรัชกาลปัจจุบันนั่นเอง

>>สะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9 (ทศมราชัน) เปิดใช้วันไหน

นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เคยกล่าวว่า “สะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9 เป็นสะพานขึง (Cable Stayed Bridge) แบบเสาคู่ที่สร้างคู่ขนานกับสะพานพระราม 9 ซึ่งถือว่าเป็นสะพานคู่ขนานแห่งแรกของประเทศไทยที่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาออกแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานความเป็นไทย ผนวกกับการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมการก่อสร้างทางวิศวกรรมขั้นสูง ทำให้สะพานมั่นคงแข็งแรงสามารถรองรับแรงลมได้มากถึง 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเทียบเท่าความแรงของพายุทอร์นาโด แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงความสวยงาม และเชื่อมั่นว่าจะกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของประเทศไทย”

ด้านนายชาตรี ตันศิริ รองผู้ว่าการฝ่ายก่อสร้างและบำรุงรักษา กทพ. กล่าวเพิ่มเติมว่า “สะพานนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความกว้างมากที่สุดในประเทศไทย รองรับการสัญจรถึง 8 ช่องจราจร มีความยาวช่วงกลางสะพาน 450 เมตร ความยาวของสะพาน 780 เมตร ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 41 เมตร (สูงเท่ากับสะพานพระราม 9 เดิม) และหากเปิดให้บริการ”

“คาดการณ์ว่าจะสามารถรองรับปริมาณรถยนต์ได้มากถึง 150,000 คัน/วัน ช่วยลดความแออัดทางจราจรบริเวณทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1) ช่วงบริเวณทางแยกต่างระดับบางโคล่ บนสะพานพระราม 9 ถึงด่านสุขสวัสดิ์ บริเวณถนนพระราม 2 จาก 100,470 คัน/วัน เหลือ 75,352 คัน/วัน หรือลดลง 25% และสามารถ เชื่อมต่อกับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางขุนเทียน - บ้านแพ้ว (M82) ของกรมทางหลวงอีกด้วย”

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) คาดว่าจะเปิดใช้สะพานขึงใหม่คู่ขนานสะพานพระราม 9 อย่างเป็นทางการ ในเดือนกรกฎาคม 2567

>> เส้นทาง สะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9 ไปยังไง

🔴ทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกตะวันตก
-รถแท็กซี่/รถยนต์โดยสาร ถ้าขึ้นทางพิเศษเฉลิมมหานครจากเส้นทางบางนา, แจ้งวัฒนะ สามารถลงทางด่วนที่ด่านบางโคล่

🔴รถเมล์

-รถเมล์สาย 102 ปากน้ำ – สาธุประดิษฐ์
-รถเมล์สาย 3-52 เซ็นทรัลพระราม 3 – หัวลำโพง
-รถเมล์สาย 67 วัดเสมียนนารี – สาธุประดิษฐ์

>>สรุปข้อมูลสะพานทศมราชัน
-วันที่เริ่มการก่อสร้าง : วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020)
-วันที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ : วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023)
-บริษัทที่ทำการก่อสร้าง : บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)
-ราคาค่าก่อสร้าง : 6,636,192,131.80 บาท
-แบบของสะพาน : สะพานขึงเสาคู่
-ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง : 41 เมตร (135 ฟุต)
-ความยาวของสะพาน : 780 เมตร (2,560 ฟุต)
-รวมความยาวทั้งหมด : 2 กิโลเมตร (1.2 ไมล์)
-จำนวนช่องทางจราจร : 8 ช่องทางจราจร
-ความกว้างสะพาน : 42 เมตร (138 ฟุต)

ทำกันเยอะ!! หาคนจ่ายบิลค่าน้ำ-ไฟ-มือถือ แต่ให้เงินไม่เต็มจำนวน คนรับจ่ายบิลผ่านแอปฯ ช้อปออนไลน์ เพราะต้องการเงินสดไปหมุน

จากกระแสในโลกออนไลน์ที่หลายคนตั้งคำถามว่า ‘ทำไปทำไม’ และ ‘เพราะหตุใด’ หลังมีผู้นำโพสต์จากกลุ่ม ‘Shopee My SPayLater SEasyCash Thailand’ ที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนมาก โพสต์หาคนจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ แคปภาพไปตั้งคำถามในแพล็ตฟอร์ม X จนมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก 

โดยตัวอย่างของโพสต์จากกลุ่มดังกล่าว เช่น 

-หาคนจ่ายค่าไฟ 3631.12 ให้ 3200 ยอดตัดโอนทันที
-หาคนจ่ายบิลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 2,651.43 บาทให้ 2,200 บาท
-บิลโทรศัพท์ยอด 2808.86 ให้ 2400 บาท ยอดตัดโอนทันที
-หาคนจ่ายค่าไฟให้ค่า 567฿ ให้ 470฿

อย่างไรก็ตาม การโพสต์หาคนจ่ายแทนเป็นการจ่ายเงินสดที่ให้แบบ ‘ไม่เต็มจำนวน’ เพื่อที่เจ้าของบิลจะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายลง ขณะที่ผู้จ่ายบิลแทนจะจ่ายให้ผ่านแอปพลิเคชันช้อปออนไลน์ที่มีแคมเปญ ‘ใช้ก่อนจ่ายทีหลัง’ เพื่อนำเงินสดไปหมุนแทนก่อน 

หลังจากนั้นจะนำเงินที่ได้มาไปจ่ายทีหลัง ส่วนเงินที่หายไป 10% ก็เหมือนกับดอกเบี้ย เพื่อแลกเงินสดมาใช้ก่อน ซึ่งการทำงานคล้าย ๆ กับการใช้บัตรเครดิต

โดยหลายคนมองว่าเรื่องนี้สะท้อนว่า ตอนนี้ประชาชน ‘ขาดสภาพคล่อง’ ถึงขนาดที่ว่า คนส่วนมากยอมเสียดอกเบี้ย เพื่อนำเงินจากการจ่ายบิลต่าง ๆ ไปใช้จ่าย หรือหมุนเงินก่อน และก็มีหลาย ๆ คอมเมนต์ออกมาเตือนและไม่แนะนำให้ทำ เพราะนอกจากจะเสียดอกเบี้ยแล้ว ยังอาจจะเจอกับมิจฉาชีพที่แฝงตัวเข้ามาด้วยก็ได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top