Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

'รทสช.' รุกคืบอีกขั้น!! หลัง 'สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง' เริ่มเข้าถึงใจคน ช่วยตอกย้ำภาพ การเมืองน้ำดีสไตล์ 'พีระพันธุ์-รทสช.' พูดจริง-ทำจริง

ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน ๆ บนโลกใบนี้ นักการเมือง 'น้ำดี' เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งที่สุด เพราะการเมืองขาดการยุ่งเกี่ยวกับ ‘อำนาจและผลประโยชน์’ ไม่ได้ ด้วยสองสิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่งทางการ จึงทำให้ 'นักการเมือง' ขาดคน 'ที่ดี มีคุณภาพ และมากด้วยคุณธรรม' ยิ่งบ้านเราแล้วยิ่งชัด เพราะมีเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและการกระทำผิดกฎหมายของนักการเมืองซึ่งยังดำรงตำแหน่งเกิดขึ้นมากมายกระทั่งกลายเป็นคดีความแล้วนักการเมืองเหล่านั้นยังคง ‘หน้าด้าน’ อยู่ในตำแหน่งต่อเพื่ออาศัยเอกสิทธิ์คุ้มครองซึ่งทำให้กระบวนการในการดำเนินคดีเกิดความล่าช้าอันเป็นการถ่วงเวลาหาวิธีเอาตัวรอดจากความผิดที่ตนเองก่อขึ้น

แม้การเมืองจะเป็นเรื่องของประชาชนคนไทยทุกคนก็ตาม แต่การเมืองก็แทบจะกลายเป็นเรื่องที่สิ้นหวังสำหรับคนไทยที่ดี มีคุณภาพ มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม มีความรัก ความเชื่อมั่น ความศรัทธา ในสถาบันหลักทั้งสามของชาติบ้านเมือง กลายเป็น 'นักการเมืองคือผู้ทำงานสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนตัว' แต่ด้วยอานุภาพแห่งสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาเมืองไทยทำให้บ้านเมืองไม่สิ้นคนดี ยังคงมีนักการเมืองที่ดีและมีคุณภาพที่เหลืออยู่รวมตัวกันสร้างพรรคการเมืองที่เป็นความหวังของชาวไทยผู้รัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ร่วมกันสร้างพรรคการเมืองที่ชื่อว่า ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ขึ้นมา

‘รวมไทยสร้างชาติ’ พรรคการเมืองที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี 8 ปีของไทยที่มีผลงานมากมายโดยเฉพาะด้านสาธารณูปโภค มั่นใจว่า ผลงานด้านนี้ของพลเอกประยุทธ์ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนใดในประวัติศาสตร์ชาติไทยสามารถเทียบเทียมได้ เป็นผู้นำพรรคฯ ก่อนอำลาการเมืองไปดำรงตำแหน่งอันมีเกียรติยิ่ง อย่าง ‘องคมนตรี’ และหลังจากการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2566 ผ่านไปไม่ถึงปี มีผู้เปรียบเทียบผลงานนายกรัฐมนตรีคนก่อนและคนปัจจุบันก็เป็นดังที่สังคมไทยได้เห็นอยู่ หากพิจารณาด้วยความเป็นวิญญูชนแล้วน่าจะสรุปได้อบ่างง่ายดายมาก ๆ 

ในขณะที่ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผู้เป็นอดีตผู้พิพากษา อดีต สส. 7 สมัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) สามารถสร้างผลงานในตำแหน่งหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ทั้ง ๆ ที่กระทรวงพลังงานเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณน้อยที่สุดเพียง 2.53 พันล้านบาท แต่ต้องดูแลรับผิดชอบงานด้านพลังงานทั้งหมดซึ่งมีมูลค่าปีละหลายล้านล้านบาท ทั้งพลังงานยังเป็นแกนหลักสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศทั้งระบบในทุกมิติอีกด้วย

แต่เรื่องที่แตกต่างไปจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนอื่น ๆ ก็คือ ความมุ่งมั่นตั้งใจในการลดราคาพลังงานให้กับประชาชนคนไทยด้วย (1) การผลักดันการลดค่าไฟฟ้าโดยสามารถตรึงราคาค่าไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องไม่ให้เพิ่มสูงขึ้น (2) การลดราคาน้ำมันขายปลีกลงโดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกลไกทางภาษีด้วยความร่วมมือจากกระทรวงการคลัง การเร่งรัดในการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันและก๊าซเพลิงยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานและสร้างเสถียรภาพราคาเชื้อเพลิง การออกประกาศให้ผู้ค้าน้ำมันแจ้งข้อมูลต้นทุนน้ำมันเพื่อป้องกันการค้ากำไรเกินควร ด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ผ่านมาบางคนก็ไม่ได้สนใจที่จะหามูลเหตุของปัญหาเพื่อดำเนินแก้ไขแต่อย่างใดหรือบางคนก็เป็นอดีตผู้บริหารบริษัทน้ำมัน เรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวไทยเช่นนี้จึงไม่เคยเกิดขึ้น

แม้แต่ปัญหาต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชนที่ไม่สามารถพึ่งพานักการเมืองและพรรคการเมืองเจ้าของพื้นที่ได้ เช่นกรณีของ ‘นุจรีย์ ศรีสำราญ’ ชาวบ้านปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ผู้ที่ประสบปัญหาจากการกู้หนี้นอกระบบจนกำลังจะเสียบ้านและที่ดินของพ่อซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยให้กับเจ้าหนี้ ด้วยยอดหนี้ที่เพิ่มขึ้นทบต้นทบดอกจากหลักแสนต้น ๆ เป็นกว่า 700,000 บาท เธอได้ไปขอความช่วยเหลือมาแล้วหลายหน่วยงาน หลายพรรคการเมือง แต่ผลที่ได้รับก็คือคำสัญญาที่ว่างเปล่า 

บังเอิญวันหนึ่งเธอเจอคลิปหาเสียง ‘TikTok’ ที่มีข้อความ ‘สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง’ ของ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เธอจึงตัดสินใจมาหา ‘ที่พึ่ง’ ซึ่งเหมือนการเปิดทางของฟ้าและทำให้เธอได้พบทางออกของชีวิตด้วยการช่วยเหลือของ ‘พีระพันธุ์’ และการประสานงานของทีมงานพรรครวมไทยสร้างชาติจนสามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ทุกวันนี้ชีวิตของ ‘นุจรีย์’ และครอบครัวสามารถนอนหลับได้เต็มตาอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นอีกบทพิสูจน์คำมั่นสัญญาของพรรครวมไทยสร้างชาติที่พร้อมจะ ‘สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง’ อย่างจริงจังด้วยความจริงใจ ไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกสภาฯ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมอย่างยั่งยืน

เรื่องราวต่าง ๆ ของ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ และ ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ จึงเป็นแรงดึงดูดให้ ‘เช็ค’ สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ อดีตพิธีกรรายการ ‘คน ค้น ฅน’ เข้ามาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติในฐานะ ‘อาสาสมัคร’ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ 

‘เช็ค’ ได้เล่าว่า “ตอนที่ท่านพีระพันธุ์ หรือที่ตนเรียกติดปากว่า ‘พี่ตุ๋ย’ ได้ตั้งพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น ทางทีมงานของพี่ตุ๋ย มีแนวคิดที่จะแนะนําตัวพี่ตุ๋ยกับประชาชน โดยจะเน้นไปที่ผลงานหรือสิ่งที่พี่ตุ๋ยเคยใช้เคยทำมาในอดีต รวมถึงต้นทุนที่ตัวเองมีในการทําหน้าที่ทั้งช่วงที่เป็นข้าราชการและนักการเมือง ในตอนนั้น ทีมงานมาหาและถามว่า สามารถช่วยทําสิ่งนี้ได้หรือไม่ ซึ่งในขณะนั้น ต้องบอกก่อนเลยว่าโดยส่วนตัวแล้ว ตนเป็นคนที่พยายามจะอยู่ห่างการเมือง เพราะเคยเข้าไปสัมผัสแล้ว มีความรู้สึกว่า เคมีไม่เข้ากัน ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าไม่ชอบนักการเมือง แต่ไม่ชอบความเป็นนักการเมืองหรือว่าวัฒนธรรมของนักการเมืองมากกว่า” 

เขาเล่าต่ออีกว่า “ผมเคยเจอนักการเมืองเยอะ ผมมีเพื่อนที่เป็นนักการเมือง มีรุ่นพี่ที่เป็นนักการเมือง เรียกได้ว่าโคตรการเมืองเลย แต่สำหรับพี่ตุ๋ย ผมกลับมีความรู้สึกว่าไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่คนที่พูดเท่ ๆ เพื่อที่จะให้ได้คะแนน แต่เป็นคนที่อยากใช้สิ่งที่ตัวเองมี ทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง เพื่อประชาชนจริง ๆ ตลอดเวลาที่สัมผัสได้ทำงานร่วมกัน ทำให้ผมเชื่อได้สนิทใจเลยว่า คน ๆ นี้แหละที่สามารถฝากความหวังได้และประเทศไทยขาดคนแบบนี้จริง ๆ”

(ทีมงาน THE STATES TIMES) จึงขอเป็นกำลังใจและเอาใจช่วยให้ท่าน ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ และ ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ นักการเมืองและพรรคการเมือง ‘น้ำดี’ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีความครบเครื่องทั้ง คุณภาพ จิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ความรัก ความเชื่อมั่น ความศรัทธา ในสถาบันหลักทั้งสามของชาติบ้านเมือง ได้ปฏิบัติภารกิจ ‘สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง’ ให้กับสังคมไทยและพี่น้องประชาชนได้สำเร็จลุล่วงด้วยดีตลอดไป

'รมว.ปุ้ย' จี้ถาม 'ปลัดกระทรวงอุตฯ' กรณี 'จุลพงษ์ ทวีศรี' ลาออก เหตุใดจึงไม่รายงานการขอลาออกให้เจ้ากระทรวงอุตฯ ทราบ

(4 พ.ค.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ทำหนังสือสอบถามปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายณัฐพล รังสิตพล เพื่อขอทราบเหตุผลในกรณีที่ไม่รายงานการลาออกจากราชการของอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ระบุว่า...

จากกรณีที่ นายจุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ยื่นใบลาออกราชการต่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมาว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ ที่ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมต้องทราบ เนื่องจากอธิบดี กรอ.เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงฯ ซึ่งปลัดฯ ได้ทราบเรื่องดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย.แต่ก็ไม่ได้รายงานให้ รมว.อุตสาหกรรมรับทราบ จึงต้องทำหนังสือเพื่อสอบถามความจริงว่า เรื่องนี้เป็นจริงตามที่เป็นข่าวหรือไม่ และหากจริง ขอทราบเหตุผลทำไมจึงไม่รายงานเรื่องนี้ให้ อุตสาหกรรมรับทราบ

ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด ชี้ อย่ากังวลเรื่อง ‘วัคซีนแอสตร้า-ลิ่มเลือด’ เผย!! เรื่องนี้รู้มานาน 3 ปีแล้ว รวมทั้งวัคซีนตัวนี้ ก็ไม่มีใช้ฉีดกันแล้ว

(4 พ.ค. 67) นายแพทย์ธนีย์ ธนียวัน ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด ซึ่งเป็นอาจารย์แพทย์อยู่ที่สหรัฐฯ ได้ออกมาโพสต์คลิปเกี่ยวกับ วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า โดยได้ระบุว่า ...

วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเนี่ย มีนักวิชาการอาวุโสออกมายอมรับเป็นครั้งแรกว่า ทําให้เกิดลิ่มเลือด พร้อมกับเกล็ดเลือดดํา ซึ่งในเรื่องนี้เรารู้กันมาตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว แล้วครับผมก็เคยทําคลิปลงยูทูบไปเมื่อ 3 ปีก่อนหน้านี้ และที่สําคัญเมื่อกี้เนี่ยทางสมาคมโลหิตวิทยาเพิ่งจะออกมายืนยันบอกว่าเรื่องรู้กันมาตั้งนานแล้วนะครับ โอกาสในการเกิดก็คื อหนึ่งในแสนถึงหนึ่งในล้าน และมันจะเกิดขึ้นหลังจากการฉีดวัคซีนไปแล้วหนึ่งเดือน หรือมิฉะนั้นก็ภายใน 42 วัน ถ้าเกินนั้นไม่มีโอกาสเกิดขึ้นแล้วครับนะ แล้วปัจจุบันเราไม่มีวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าฉีดกันมาเป็นปีแล้ว ดังนั้นไม่มีความจําเป็นต้องกังวลแต่อย่างใด แล้วก็ไม่ต้องโยงไปวัคซีนเอ็มอาร์เอนะครับ เพราะว่ามันไม่เกี่ยว ที่สําคัญผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า คนแก่คนเนี่ย แกตกข่าวหรือจงใจจะปั่นกระแสเพื่อผลประโยชน์อะไรสักอย่างรึเปล่า แต่แกเพี้ยนครับอย่าไปสนใจคนเพี้ยน ๆ แบบนี้เลย ข่าวแบบนี้มานานแล้ว เก่าแล้วใช้ไม่ได้นะครับ 

‘รัสเซีย’ มีรายได้จากการขาย ‘น้ำมัน-ก๊าซ’ พุ่งขึ้นเท่าตัว หลังใช้กลยุทธ์ ‘ลดราคา’ ขายให้ชาติพันธมิตร แม้จะถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร

(4 พ.ค. 67) รัสเซียมีรายได้จากการขายน้ำมันและก๊าซพุ่งขึ้นเท่าตัวในเดือนเมษายน 2024 แม้ว่าถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ  โดยรัสเซียหาทางแก้ไขปัญหานี้ด้วยการขายน้ำมันให้กับชาติพันธมิตรในราคาที่ถูกลง นับตั้งแต่ปี 2022  แม้กระทั่งซาอุดีอาระเบียยังรับน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย  แล้วนำมาขายต่อให้กับยุโรปอีกทีเมื่อปี 2023  สิ่งนี้จึงช่วยให้รัสเซียยังมีเศรษฐกิจที่สมดุลอยู่ได้ และลอยตัวแม้ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร

ด้านอินเดียก็เคยซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ช่วยประหยัดงบไปถึง 7,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 259,000 ล้านบาท ในอัตราแลกเปลี่ยน เช่นเดียวกับจีนที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียในราคาที่ถูกกว่าที่อื่น และซื้อขายกันในรูปเงินหยวน  ทั้งหมดนี้บ่งชี้ให้เห็นว่ามาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ มีผลแค่เล็กน้อย หรือแทบไม่มีผลเลยกับเศรษฐกิจรัสเซีย

รายงานล่าสุดจากรอยเตอร์ ประเมินว่า รัสเซียจะมีรายได้จากการขายน้ำมันและก๊าซพุ่งขึ้นเท่าตัวในเดือนเมษายนนี้(2024 ) รายได้น้ำมันของรัสเซียเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว(2023 )อยู่ที่ 7,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 259,000 ล้านบาท  แต่ในปีนี้(2024 )น่าจะแตะ 14,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 518,000 ล้านบาท  เท่ากับว่าเพิ่มขึ้นมาร้อยเปอร์เซ็นต์ 

กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ยังได้ประโยชน์จากการซื้อน้ำมันรัสเซีย เพราะนอกจากจะมีราคาถูกกว่าที่อื่นแล้ว ยังใช้เงินสกุลท้องถิ่นซื้อได้ด้วย ไม่ต้องพึ่งดอลลาร์สหรัฐเลย  การทำเช่นนี้ ยังทำให้เศรษฐกิจของประเทศตัวเองแข็งแกร่งขึ้นด้วย กลายเป็นว่ามาตรการคว่ำบาตรนี้ กลับส่งผลดีต่อกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเป็นส่วนใหญ่

'อุ๊งอิ๊ง' จวกกฎหมาย ให้อิสระ 'แบงก์ชาติ' เป็นอุปสรรคแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ลั่น!! นโยบายการคลังถูกใช้งานข้างเดียวอย่างหนัก จนทำให้หนี้สูงขึ้นทุกปี

เมื่อวานนี้ (3 พ.ค. 67) พรรคเพื่อไทย (พท.) จัดงาน ‘10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10’ ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย สำนักงานใหญ่ มีการแสดงวิสัยทัศน์และความคืบหน้านโยบายต่าง ๆ ของพรรคเพื่อไทย หลังจากจัดตั้งรัฐบาลเข้าสู่เดือนที่ 9 พร้อมประกาศเป้าหมายการทำงานในอนาคต โดยภายในงานมี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี, น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย, คณะรัฐมนตรีสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย, กรรมการบริหารพรรค, ผู้บริหารพรรค, สส., ว่าที่ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ของพรรคเพื่อไทย และบุคลากรของพรรค เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ในนามหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ขอยืนยันว่า เราตัดสินใจถูกต้องมากที่จัดตั้งรัฐบาลผสมเมื่อ 10 เดือนที่แล้ว ปัญหาปัจจุบันที่หมักหมมไว้จากการปฏิวัติรัฐประหาร ทั้งระบบราชการที่โตเกินไป ความอืดอาดในการทำงาน ด้วยโครงสร้างที่ไม่ทันต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และภัยคุกคามทางความมั่นคงที่พัฒนาไปเร็วมาก รวมถึงภัยต่อเยาวชนชาติจากยาเสพติด ทำให้ประชาชนของชาติอ่อนแอ ประชาชนขาดโอกาสในการทำมาหากิน เศรษฐกิจใต้ดินสูงเป็นประวัติการณ์

‘เพื่อไทย’ เป็นพรรคการเมืองที่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศมากที่สุด หากไม่เป็นแกนนำรัฐบาลผสม คงยากที่ปัญหาหมักหมมจะแก้ไขได้ กฎหมายพยายามจะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นอิสระจากรัฐบาล เรื่องนี้เป็นปัญหาและอุปสรรคในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะนโยบายการคลังถูกใช้งานข้างเดียวอย่างหนัก จนทำให้หนี้สูงขึ้นทุกปี จากการตั้งงบประมาณขาดดุล 

ถ้านโยบายการเงินที่บริหารโดยธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ยอมเข้าใจและร่วมมือ ประเทศจะไม่มีทางลดเพดานนี้ได้ 10 เดือนที่ผ่านมา เราใช้ความพยายามในการวิเคราะห์ เข้าใจ เพื่อแก้ปัญหาที่ยาก และซับซ้อน และก้าวเดินต่อในทุกมิติ เพราะเราเสียเวลาและโอกาสไปถึงเกือบ 2 ทศวรรษจากการรัฐประหาร เรามั่นใจว่าเราทำได้ และจะทำให้ได้คะแนนเต็ม 10 ก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า

น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อว่า ในมิติทางเศรษฐกิจเริ่มต้นด้วยการเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพราะเงินถูกดูดออกจากระบบไปมาก จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในอาเซียน และค่าแรงที่เพิ่มขึ้นเป็น 400 บาท จะทำให้ทุกคนต้องปรับตัว เพิ่มผลผลิตจากความพอกินของพนักงาน พรรคเพื่อไทยจะผลักดันเศรษฐกิจในทุกมิติ ไม่ใช่แค่เติมเงินและเพิ่มค่าแรง แต่รวมไปถึงเม็ดเงินใหม่จากต่างประเทศจะเข้ามาจากการลงทุนและการสร้างโอกาสให้คนไทยทุกคน โดยการนำของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน

จาก 'เศรษฐา' เกยตื้น 157 ถึงเกมลึกสกัดนายกฯ อบจ.สีส้ม

ปัญหาคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของ 'พิชิต ชื่นบาน' ที่ถูกยกชั้นเรียกขานกันใหม่ว่าเป็น 'รมต.ถุงขนม' อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล่น ๆ 

ใครที่ได้อ่านหนังสือลับมากที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตอบกลับสำนักเลขาธิการ ครม.ถามเรื่องคุณสมบัติต้องห้ามของ รมต.เฉพาะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (6) แล้ว พอจะอ่านออกว่าอะไรเป็นอะไร...

กรรมการกฤษฎีกาย้ำคำว่า “เฉพาะตามมาตรา 106(7)”...และตอนท้ายก็ย้ำอีกทีว่า คำถามที่ถามไป...ถามเฉพาะมาตรานี้เท่านั้น...

ต้องเท้าความสั้น ๆ กันลืมว่า นายพิชิตนั้นไปนอนคุก 6 เดือนเมื่อปี 2551 เพราะ 'คำสั่งให้จำคุก' ฐานละเมิดอำนาจศาล (กรณีถุงขนม) ยังไม่ถึงขึ้น 'ต้องคำพิพากษาให้จำคุก'

เมื่อตีความมาตรา 106 (6) ก็ว่าไปตามนั้น...ที่ผ่าน ๆ มา ก็ยังไปสมัคร สส.ได้ แต่รอบนี้เป็นรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการ ครม. ทำไมไม่ได้ถามถึง (4) และ (6) ของมาตรา 160 ด้วยเล่า...เพราะ 160 บัญญัติว่า ...รัฐมนตรีต้อง (4) มีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ (6) ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง....

คุณสมบัติของเสนาบดีนั้นเข้มข้นหรือสูงกว่า สส.

จัดครม.รอบแรกมีการแตะเบรกไม่เสนอชื่อ 'พิชิต' แต่ปรับ ครม.หนนี้ เมื่อ 'นายใหญ่' เคาะ 'นายกฯ นิด' มีหรือจะกล้าขวาง...ปัญหามีอยู่ว่าตอนนี้กลุ่มต่าง ๆ ได้ไปยื่นเรื่องนี้อย่างพร้อมพรึ่บ ทั้ง กกต., ปปช. และผู้ตรวจการแผ่นดิน...คำตอบสุดท้ายหากศาลรัฐธรรมนูญชี้เปรี้ยงปร้างว่า คุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ...พิชิตคงไม่เป็นไร แต่คนชื่อ 'เศรษฐา' ก็คงต้องถูกฟ้องเอาผิดตามมาตรา 157 ทุจริตประพฤติมิชอบต่อหน้าที่...

ตกเก้าอี้...ตายน้ำตื้น คล้ายอดีตท่านนายกฯ สมัคร สุนทรเวช เมื่อปี 2551 ก็เป็นได้...

แถมท้ายอีกเรื่อง...กรณี 'บิ๊กแจ๊ส' พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปทุมธานีลาออกจากตำแหน่ง ก่อนครบวาระในวันที่ 19 ธ.ค. 2567 อ้างว่า ช่วง 6 เดือนหลังจังหวัดมีงานใหญ่งานสำคัญมากมาย ต้องใช้งบประมาณ และดำเนินการต่าง ๆ แต่ตามข้อกฎหมายเมื่อเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งจะทำอะไรแทบไม่ได้ กฎหมายห้าม...จึงตัดสินใจลาออกเพื่อเลือกตั้งใหม่ใน 60 วัน

ไม่เพียง 'บิ๊กแจ๊ส' เท่านั้นที่ลาออก แต่ยังจะมีอีก 2 เสือลุ่มน้ำเจ้าพระยา พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ นายก อบจ.นครสวรรค์, 'กำนันตี๋' สุรเชษฐ์ นิ่มสกุล นายก อบจ.อ่างทอง...ลาออกเช่นกัน...

อ่านเกมผิวเผิน...เหตุผล 'บิ๊กแจ๊ส' พอรับฟังได้เล็กน้อย แต่ถ้าอ่านไพ่ให้ทะลุงานนี้ล้ำลึก...สรุปสั้น ๆ 

1) คู่แข่งตั้งตัวไม่ทัน  
2) บรรดา สจ.ยังอยู่ในตำแหน่ง ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ คนเป็นแม่ทัพประหยัดงบฯ ได้อื้อ 
3) หากชนะใช้งบประมาณสร้างผลงานต่อเนื่อง...

น่าสังเกตว่า ทั้ง 3 นายกฯ อบจ.ที่กอดคอกันลาออกรอบนี้ มีสายโยงใยไปถึงคนใหญ่คนโตภูมิใจไทย ทั้งอุทัยธานีและบุรีรัมย์...

งานนี้คนที่เข็มขัดสั้น...คาดไม่ถึงน่าจะชื่อ 'ธนาธร' แห่งคณะก้าวหน้า...ที่กำลังวาดภาพ นายกอบจ.สีส้มเต็มแผ่นดินต้นปี 2568 หลังกวาด สว.สีส้มในเดือนก.ค.ปีนี้...

เจอกระบวนท่านี้ สีส้มมีหมอง!!

‘วันฉัตรมงคล’ ตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคมของทุกปี เพื่อรำลึกถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของ ‘ในหลวง ร.10’ แห่งราชวงศ์จักรีและราชอาณาจักรไทย

วันฉัตรมงคล ตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันที่รำลึกถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรีและราชอาณาจักรไทย

ในหลวงรัชกาลที่ 10 โปรดให้ตั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ณ พระบรมมหาราชวัง มีการเฉลิมพระปรมาภิไธยตามพระสุพรรณบัฏว่า ‘พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว’ และมีพระปฐมบรมราชโองการว่า ‘เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป’

ทั้งนี้ คำว่า ‘ฉัตรมงคล’ หมายความว่า พระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตร จะกระทำในวันคล้ายวันบรมราชาภิเษก สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้ถูกต้องสมบูรณ์ โดยพระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะไม่ใช้คำว่า ‘พระบาท’ นำหน้า ‘สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’ และคำสั่งของพระองค์ก็ไม่เรียกว่า ‘พระบรมราชโองการ’ และอีกประการหนึ่งคือ ยังไม่มีการใช้ นพปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร 9 ชั้น

ครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 รัฐบาลไทย ได้น้อมเกล้าฯ จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถวาย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 จึงถือเอาวันที่ 5 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันฉัตรมงคล

หลังจากรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษายกเลิก วันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันฉัตรมงคลเดิม 

กำหนดวันฉัตรมงคลขึ้นใหม่ เป็นวันที่ 4 พฤษภาคม เนื่องจากวันฉัตรมงคลถูกกำหนดขึ้นตามวันบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการจัดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

‘ทร.’ ประกาศผลผู้ผ่านการสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือน เพื่อเข้าเป็น ‘นักเรียนเตรียมทหาร’ ประจำปี 2567

(3 พ.ค.67) เพจเฟซบุ๊ก ‘โรงเรียนนายเรือ RTNA’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

ประกาศผลรอบสุดท้าย บุคคลตัวจริงและบุคคลสำรอง ผู้ผ่านการสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือน เข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพเรือ ประจำปีการศึกษา 2567

โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่ >> https://www.rtna.ac.th/index.php

และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ : 0-2475-3995, 2475 7435 ระหว่างเวลา 08.00 น. ถึง 16.00 น. ทุกวันราชการ หรือ Email : [email protected]

‘รัฐบาลเมียนมา’ ห้ามผู้ชายออกไปทำงานต่างแดนชั่วคราว คาด!! รักษาจำนวนเพื่อเกณฑ์ทหาร ท่ามกลางสงครามระอุ

(3 พ.ค.67) รัฐบาลทหารเมียนมา สั่งห้ามผู้ชายเดินทางไปทำงานนอกประเทศ ในขณะที่สาธารณชนวิตกกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหาร ท่ามกลางการต่อสู้ยืดเยื้อระหว่างฝ่ายกองทัพเมียนมาและฝ่ายต่อต้าน

นายญุน วิน ปลัดกระทรวงแรงงานเมียนมา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเรดิโอ ฟรี เอเชีย เมียนมา (RFA Burmese) เมื่อวานนี้ (2 พ.ค.) ว่า คำสั่งห้ามประชากรชายเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว และจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปตามความจำเป็น

อย่างไรก็ดี นายญุน วิน ระบุว่า ผู้ชายที่ลงทะเบียนขอไปทำงานต่างประเทศภายในช่วงสิ้นเดือนเม.ย. จะได้รับการยกเว้นจากคำสั่งห้ามดังกล่าว เนื่องจากมีแรงงานจำนวนเล็กน้อยที่ได้เตรียมการผ่านกรมจัดหางานระหว่างรัฐ

โดม นายญุน วิน ไม่ได้ให้เหตุผลเกี่ยวกับการออกคำสั่งห้ามประชากรชายออกไปทำงานในต่างประเทศ หรือเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับกรอบเวลาในการบังคับใช้คำสั่งดังกล่าว

ด้านตัวแทนกรมจัดหางานในอำเภอทินกังยุน (Thingangyun) ของย่างกุ้ง เปิดเผยกับ เรดิโอ ฟรี เอเชีย เมื่อวานนี้ (2 พ.ค.) ว่า คำสั่งห้ามผู้ชายเดินทางไปทำงานต่างประเทศ อาจเป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้ประชากรชายเดินทางออกนอกประเทศในช่วงที่มีการเกณฑ์ทหาร

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ประมาณการว่า มีประชากรสัญชาติเมียนมากว่า 4 ล้านคนที่ทำงานในต่างประเทศ โดยชายเมียนมาประมาณ 2 ล้านคน ทำงานอยู่ในประเทศไทยมากที่สุด แต่ไม่ชัดเจนว่ามีประชากรชายทำงานในต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์

ขณะที่กลุ่มศึกษากิจการและความขัดแย้งเมียนมา (Burmese Affairs and Conflict Study) ตรวจพบในเดือนเม.ย.ว่า การกำหนดให้ผู้ชายและผู้หญิงอายุระหว่าง 18-35 ปีเข้ารับใช้กองทัพเมียนมาเป็นเวลา 2 ปี ส่งผลให้ประชาชนกว่า 100,000 รายหลบหนีออกจากบ้านเรือนเพื่อหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร

‘นายกฯ เศรษฐา’ ร่วมงาน ‘10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10’ ลั่น!! การจะเดินไปถึงเป้าหมาย ต้องมีช่วงเวลาที่ ‘อัพแอนดาวน์’ วอน!! โฟกัสส่วนที่ดี

(3 พ.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวในหัวข้อ ‘4 ปีรัฐบาลเปลี่ยนประเทศ เติมประเทศไทยให้เต็ม 10’ ภายในงาน ‘10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10’ ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ว่า “ช่วงหนึ่งปีที่ตนก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ ตั้งแต่การลงพื้นที่หาเสียง การตั้งรัฐบาลมีอะไรหลายอย่างที่อาจขัดสายตา มีวาทกรรมต่าง ๆ แต่หน้าที่เราคือ การฟอร์มรัฐบาลที่มีความมั่นคง ทำงานร่วมกันเพื่อดูแลทุกคนอย่างทั่วถึง” 

นายเศรษฐา กล่าวว่า “10 เดือนที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ การที่เราไม่เสียเวลาไป 10 เดือน เราได้อะไรมาบ้าง อย่างตอนลงพื้นที่อุบลราชธานี ได้รับข้อมูลว่าน้ำท่วมมาโดยตลอด ก็ได้พูดคุยกับกรมชลประทาน / รมว.เกษตร แม้จะเป็นคนละพรรค สิ่งที่ตามมาปีนี้น้ำไม่ท่วม ตอนไป จ.ศรีสะเกษ ทราบว่าราคาหอมแดงอยู่ที่ ราคา 7-8 บาท ตอนไปตลาด อตก.เห็นราคา 200 บาท 193 บาทหายไปไหน ตนเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาหารือว่าราคาหอมแดงต้องเป็น 13-15 บาท เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กแต่เป็นแรงบันดาลใจอีกอย่างหนึ่ง วันนี้ราคาสินค้าการเกษตรหลักขึ้นยกแผง แต่พืชรองเราให้ความเท่าเทียมที่จะดูแล ราคาต้องถูกยกขึ้นหมด เราจะเปิดตลาดใหม่ ให้เป็นเคพีไอใหม่ให้กระทรวงพาณิชย์”

นายเศรษฐา กล่าวอีกว่า “ปัญหาฝุ่น PM2.5 ก็ดีขึ้นถ้าเราไม่ได้เข้ามา ตัวเลขคงสูงกว่านี้ เรื่องราคารถไฟฟ้า ตนก็พูดกับนายสุริยะมาโดยตลอดเพื่อให้ฝันเราเป็นจริง ถ้าไม่มีรัฐบาลมา 10 เดือนเรื่องเหล่านี้อยู่ตรงไหน เราอยู่ใต้กติกาที่ไม่ได้ทำเพื่อประชาชน เราต้องหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา และอีกเรื่องหนึ่งที่เราให้ความสำคัญคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีพระชนมายุครบ 72 พรรษา เรื่องนี้รัฐบาลมีแผนงานหลายอย่างที่จะช่วยเหลือประชาชนผ่านโครงการต่าง ๆ ขอให้ทุกคนช่วยกันน้อมรับปฏิบัติและช่วยกันคิดว่าจะช่วยกันทำอะไรที่เป็นสาธารณกุศลได้ ตนเชื่อว่าระยะเวลาอันใกล้พรรคเราจะมีนโยบายอย่างชัดเจน”

นายเศรษฐา เผยต่อว่า “เหลือเวลา 3 ปีนิด ๆ เราเตรียมนโยบายไว้หลายอย่างเพื่อไปถึงเป้าหมาย การจะเดินไปถึงเป้าหมายได้ ต้องผ่านอะไรอีกหลายอย่าง ต้องมีช่วงเวลาที่อัพแอนดาวน์ มีเวลาที่เสียใจ พอใจ ถูกใจ ไม่ว่าในมิติไหน ทั้งนิติบัญญัติ บริหาร ตำแหน่งต่าง ๆ ที่ต้องดูแลกัน ตนเชื่อว่าถ้าเราทุกคนมุ่งมั่น มีความสามัคคี เข้าใจซึ่งกันและกัน เห็นใจเขาเห็นใจเรา เชื่อว่าถนนที่เดินไปข้างหน้าจะสะดวกขึ้น ง่ายขึ้น การทำงานของ สส.ร่วมกับคณะทำงานในพรรค ร่วมกับฝ่ายบริหารเป็นกลไกสำคัญ 7-8 เดือนที่ผ่านมา เราเกือบไม่มีการประสานงานกันเลย แต่ตอนนี้เราทำงานกันได้ดีขึ้น อยากให้โฟกัสส่วนที่ดีที่ทำกันมา อยู่ด้วยกันมาอาจจะพอใจกันมาพอใจ 60 ไม่พอใจ 40 ตนก็จะขอให้โฟกัสที่ 60 ที่เรารักกันเข้าใจกันมีความปรารถนาดี แล้วสร้างให้เป็น 61 62 63 ไม่ใช่โฟกัสที่ 40% ที่เราไม่พอใจกัน ไม่เช่นนั้นมันจะเพิ่มขึ้น เชื่อว่าหัวหน้าพรรค ผู้ใหญ่ในพรรค สส.ทุกคน เห็นความมุ่งมั่นของทุกคน ไม่ใช่แค่ของตน ของรัฐมนตรีหรือของกรรมการบริหารอย่างเดียว เชื่อว่าทุกคนเห็นถึงความตั้งใจจริงและจุดประสงค์ที่เรามาร่วมอยู่ตรงนี้ ตนไม่ได้มาเพื่อตำแหน่งนายกฯ แต่ต้องการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่คนไทยทุกคน เป็นหน้าที่ของทุกคนที่อยู่ในนี้ ไม่ว่ารุ่นใหม่รุ่นเก่า เป็นรัฐมนตรีหรือไม่เป็นรัฐมนตรี แต่เราอยู่ด้วยจิตใจที่อิงอยู่กับประชาชน อยากให้ประชาชนอยู่ดีกินดี เชื่อว่านโยบายที่เราเสนอไปเป็นที่ประจักษ์ว่าเรามีความตั้งใจจริง”

“แต่ระหว่างที่เรากำลังเดินทางไปต้องมีช่วงขึ้นและลงเป็นธรรมดาของความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเรากันเองหรือเรากับประชาชน แต่เรามีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ ดูแลประชาชนให้ดีที่สุด ผมตระหนักดีเสมอ ไม่ว่าเป็นแค่สมาชิกพรรค เป็นแคนดิเดตนายกฯ หรือนายกฯ ไม่มีอะไรสำคัญเท่า 4 ปี ชีวิตประชาชนจะต้องดีขึ้น” นายกฯ ทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top