Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

‘ญี่ปุ่น’ จ่อเพิ่ม ‘วาฬฟิน’ ลงบัญชีล่าแบบเชิงพาณิชย์ อ้าง!! เป็นแหล่งอาหารสำคัญที่ควรถูกนำมาบริโภค

(9 พ.ค. 67) ญี่ปุ่นกลับมาล่าวาฬเพื่อการค้าในทะเลอาณาเขตและเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตนอีกครั้ง เมื่อปี 2019 หลังตัดสินใจถอนตัวจาก คณะกรรมการล่าวาฬระหว่างประเทศ (IWC) เนื่องจากไม่สามารถแสวงหาจุดร่วมกับประเทศที่ต่อต้านการล่าวาฬได้

โดยสัปดาห์นี้ สำนักงานประมงญี่ปุ่นได้เปิดให้สาธารณชนร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับแก้นโยบายควบคุมทรัพยากรทางทะเล โดยจะอนุญาตให้มีการล่าวาฬฟินเพื่อการค้า ซึ่งวาฬฟินจัดเป็นวาฬขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองมาจากวาฬสีน้ำเงิน ที่อยู่ในสกุลและวงศ์เดียวกัน

โยชิมาสะ ฮายาชิ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น แถลงยืนยันวันนี้ (9 พ.ค.) ว่า ภาครัฐจะยังคงส่งเสริมการล่าวาฬ และดำเนินนโยบายทางการทูตที่จำเป็น

“วาฬถือเป็นแหล่งอาหารสำคัญ ซึ่งสมควรถูกนำมาบริโภคอย่างยั่งยืน โดยอ้างอิงกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์” ฮายาชิ กล่าว โดยอ้างถึงแผนการเพิ่มวาฬฟินลงในบัญชีวาฬที่สามารถล่าเพื่อการค้า

“การสืบทอดวัฒนธรรมอาหารดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่นก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน” เขากล่าว

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีการล่าวาฬมิงค์ วาฬบรูด้า และวาฬเซย์ รวมทั้งสิ้น 294 ตัวในปีที่แล้ว ตามข้อมูลจากสำนักงานประมงญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันยังคงจำกัดให้ล่าวาฬเชิงพาณิชย์ได้เพียง 3 สายพันธุ์นี้เท่านั้น

การบริโภคเนื้อวาฬในญี่ปุ่นเคยพุ่งถึงจุดพีกเมื่อช่วงต้นทศวรรษ 1960 ทว่าปัจจุบันไม่ค่อยเป็นที่นิยมแพร่หลาย เนื่องจากมีเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ๆ ที่หารับประทานได้ง่ายกว่า

ญี่ปุ่นประกาศโครงการล่าวาฬเพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในปี 1987 หลังจากที่ IWC ออกกฎห้ามล่าวาฬเพื่อการค้า ในความเคลื่อนไหวซึ่งทำให้โตเกียวถูกเหล่าองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมวิจารณ์อย่างดุเดือด

ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในบรรดาชาติที่แสดงความ ‘ผิดหวัง’ หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศถอนตัวจาก IWC เมื่อปี 2018

พิษณุโลก-มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จัดกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 10 ครบรอบ 72 พรรษา

เมื่อวานนี้ (8 พ.ค.67) นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วย ทีมงานมวลชนสัมพันธ์ (CSR) กลุ่มไทยสมายล์ และ บริษัท อีเอ โซล่า พิษณุโลก จำกัด ลงพื้นที่มอบรถเข็นวีลแชร์ และอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ จำนวน 14 ราย ณ องค์การบริหารส่วนตำบลมะต้อง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ซึ่งได้รับการประสานจาก นายสมชาติ สุภารี  หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยมีนายณรงค์ไชย บุตตวงค์ นายอำเภอพรหมพิรามและคณะ ให้การต้อนรับ 

​นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ในวันนี้ดิฉันในนามมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ประกอบไปด้วย รถเข็นวีลแชร์ จำนวน 7 คัน ประกอบไปด้วย นายลม อยู่มา นางโส สีสุรินทร์ นายสิงห์ มั่นดี นางละออง  ทรัพย์พลี นางถุงเงิน พุกเถื่อน นางเช้ง เกลื้องงาม และ นางสาวศิริลักษณ์ พรมนาค ไม้เท้าพยุงสามขา จำนวน 4 อัน ประกอบไปด้วย นางเมี้ยน แตงเกิด นางเคลิ้ม พริกศรี นางสาวประคอง มูลสรวง นางน้อย เกิดดี และวอล์คเกอร์ช่วยเดิน จำนวน 3 อัน นางลำพัง สุขศรี นางระบาย จรัสเอี่ยม นางประชิต มาเที่ยง และ แพมเพิส  2 กล่อง ประกอบด้วย นางสุดท้าย โพสุ่ม นายภาคภูมิ โพสุ่ม 

ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มไทยสมายล์ (รถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า) และสนับสนุนการขนส่งสิ่งของต่าง ๆ มายัง จ.พิษณุโลก โดย บริษัท สมบัติทัวร์ จำกัด มามอบให้กับ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ตามที่ได้รับการประสานจาก หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งทั้ง 14 ราย เป็นกลุ่มเปราะบาง มีฐานะยากจน และประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคม การที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ มามอบในครั้งนี้ เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน มอบกำลังใจ ให้แก่ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งมีความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือดังกล่าวมากกว่าบุคคลทั่วไป

นับถือใจ!! ‘พนักงานหนุ่ม’ ผู้ไม่ย่อท้อต่อความฝันตัวเอง มุมานะสอบนายร้อยตำรวจ 7 ปี สุดท้ายติดตัวจริงอันดับ 4

(9 พ.ค.67) ผู้สื่อข่าวรายงาน เรื่องราวของเด็กหนุ่มผู้ไม่ย่อท้อต่อความฝันตนเอง มุมานะสอบนายร้อยถึง 7 ปี สุดท้ายติดตัวจริงในอันดับที่ 4 จากเพจเฟซบุ๊ก The Special Forces FC ระบุว่า…

จากพนักงานโลตัส สู่นายร้อยตำรวจอันดับ 4 ‘ส.ต.ต.ธนภัทร สมุทรสาร’ หรือ ตาล

ปี 61 สอบ ม.4 (ตท) ไม่ติด
ปี 62 สอบ ม.5 (ตท) ไม่ติด
ปี 63 กลับมาเรียน ม.6 (จบ ม.6) ทำงานโลตัส ไม่เรียนต่อมหาลัย เพื่ออยากจะตามหาความฝัน
ปี 64 เป็นนักเรียนนายสิบตำรวจ (เลือกลงใต้)
ปี 65 สอบได้ที่ 28 พละน้อยโดนแซงติดสำรอง
ปี 66 สอบได้ที่ 39 พละน้อยไม่มีลุ้น
ปี 67 สอบได้ที่ 4 ได้ตัวจริง

“อย่าถอดใจเลิกสู้”

ทั้งนี้ หลังจากโพสต์ดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป ต่างมีคนเข้ามาชื่นชมมากมาย อาทิ

- ดีครับ แชร์เป็นกำลังใจ ผมกว่าจะสอบได้ 10 ปีเลย ตอนนี้เป็นนายช่างโยธาครับ
- สุดยอดคนมาก ๆ ครับ นับถือใจเลย
- สักวันผมต้องสอบติดแบบเข้าตอนนี้เป็นพนักงานราชการไปก่อน
- เก่งมาก
- เก่งมากเลยน้อง เป็นไอดอลให้น้อง ๆ หลายคนเอาแบบอย่าง
- นับถือใจเลย สุดยอดในความมานะพยายาม

สมุทรปราการ- 'อิมพีเรียลเวิล์ด สำโรง' จับมือ VSPO กับ PUBG MOBILE แข่งขัน Esports ระดับ South East Asian ชิงเงินรางวัล กว่า 6 ล้านบาท!!

ศูนย์การค้าอิมพิเรียลเวิลด์สำโรง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ จัดแถลงข่าว โดยมี คุณโอฬาร กิจเลิศไพโรจน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์การค้าอิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง พร้อมด้วย นางสาวนิตยา สุพัฒน์เดชากุล ผู้อำนวยการศูนย์กีฬาของอิมพีเรียล และ นายกสมาคมส่งเสริมกีฬาอาชีพ จ.สมุทรปราการ Mr. Clement Hui, Business Development Director of South East Asia, VSPO Global Business Group และ Mr.Andrew Manugian, Country Head from PUBG ร่วมกันแถลงข่าวเตรียมความพร้อมการจัดการแข่งขันที่มีชื่อว่า PMSL หรือ PUBG MOBILE SUPER LEAGUE SUMMER (2024 PMSL SEA Summer) 

ซึ่งเป็นการแข่งขัน Esports ระดับนานาชาติ จัดขึ้นที่อิมพีเรียลเวิล์ด สำโรง วันที่ 8 พ.ค. – 2 มิ.ย. 2567 โดยทางด้าน นางสาว นิตยา เปิดเผยว่า โครงการนี้สืบเนื่องจาก ตนได้รับคำแนะนำจาก คุณสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ที่ปรึกษา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ว่าท่านสนใจในกีฬา Esports มาก เพราะทราบว่า นักเรียนและนักศึกษาของไทยให้ความสนใจในกีฬาประเภทนี้เป็นอย่างสูง จำนวนเยาวชนไทยที่ติดตามหรือลงแข่งขันในกีฬา Esports มีเกือบ 10 ล้านคน คุณสงคราม คิดว่ากีฬานี้มีศักยภาพที่จะสามารถพัฒนาเยาวชนของไทยให้เกิดเป็นอาชีพได้หลายแขนง ทั้งด้านตัวกีฬาเอง, ด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง, ด้าน Programming, ด้านการ Broadcasting, ด้านการตลาด, ด้านการสร้างสรรค์ Contents และด้านอื่นๆอีกมากมาย ตัวท่านเองต้องการจะส่งเสริมนักกีฬาให้สามารถสร้างฐานอาชีพที่เด็กสนใจและมีความรักได้ และจะหาทางให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนด้วย ตนเองสนใจในกีฬาประเภทนี้อยู่แล้ว และเมื่อทราบว่าทาง VSPO และ PUBG MOBILE อยากจะจัดการแข่งขัน Esports รอบที่ 2 ในประเทศไทย จึงได้ส่งชื่ออิมพีเรียลเวิล์ด สำโรง เข้าแข่งขันร่วมกับศูนย์การค้าและศูนย์กีฬาอีกหลายๆแห่ง จุดแข็งที่อิมพีเรียลเวิล์ดได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันครั้งนี้น่าจะอยู่ที่ความตั้งใจจริงที่จะพัฒนากีฬาไปสู่ความเป็นมือชีพ ไปสู่อนาคตทางด้านอาชีพที่หลากหลายของเยาวชนของเรา ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกับทาง VSPO และ PUBG MOBILE“ สมาคมส่งเสริมกีฬาอาชีพ จ.สมุทรปราการ” ที่คุณนิตยาเป็นประธานมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมนักกีฬาตั้งแต่ระดับสมัครเล่นให้ไปสู่ระดับอาชีพ ทั้งในจังหวัดสมุทรปราการและในระดับประเทศ คุณนิตยาเห็นว่าการร่วมมือทำงานกับ VSPO และ PUBG MOBILE เป็นการทำงานแบบมีอุดมการณ์ร่วมกัน มี Passion ที่คล้ายคลึงกัน มีการทำงานอย่างสร้างสรรค์และมีพลังร่วม (Synergy) โดยมุ่งที่จะส่งเสริมกีฬา Esports ในประเทศไทยให้เป็นกีฬาที่มีคุณค่า และมีประโยชน์กับสังคม ให้เป็นกีฬาที่จะกลายเป็นอาชีพที่เชิดหน้าชูตาต่อไป

คุณโอฬาร กิจเลิศโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อิมพีเรียลเวิล์ด เห็นว่าการจัดการแข่งขัน PUBG Mobile Super League สอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายของอิมพีเรียลเวิล์ดที่จะสร้างศูนย์กิจกรรมทางด้านกีฬาขึ้นที่บริเวณชั้น 5-6-7 โดยมีโครงการ IMXerciety ที่จะรวมกีฬาสมัยใหม่ประเภทต่างๆไว้ให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ และเป็นที่ฝึกซ้อมด้านกีฬาของเยาวชน คุณโอฬารต้องการที่จะสร้างโอกาสให้กับเยาวชนได้มาสัมผัส ได้มารู้จักกับกีฬาที่เขาสนใจ อิมพีเรียลจะพยายามสร้างสถาบันอบรมกีฬา (Academy) เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพด้านกีฬาไปตามความสามารถของตน ในการแข่งขันกีฬา Esports ครั้งนี้ ทางอิมพีเรียลจะเชิญนักเรียน นักศึกษา เข้ามาชมการแข่งขันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบ Final ที่มีการเปิดให้เข้าชมกัน และจะมีการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับ Esports โดยจะมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับการ Streaming, Broadcasting และเกี่ยวกับกีฬา Esports มาให้คำแนะนำกับนักศึกษาที่สนใจด้วย ในอนาคตเราวางแผนที่จะร่วมพัฒนากีฬา Esports ไปกับทีมงานของ VSPO และ PUBG MOBILE โดยมุ่งหน้าไปในทางการให้ความรู้เกี่ยวกับกีฬานี้ การปรับเปลี่ยนทัศนคติ การส่งเสริมให้เกิดหลักสูตรต่างๆในโรงเรียนระดับมัธยม และระดับมหาวิทยาลัย โดยเน้นไปในทางการสร้างโอกาสทั้งด้านกีฬา และด้านอาชีพที่เกี่ยวข้องต่อไป ในปีนี้มีทีมสนใจเข้าร่วมการแข่งขัน จากประเทศไทย 5 ทีม ประเทศอินโดนีเซีย 8 ทีม ประเทศมาเลเซีย 7 ทีม และประเทศเวียดนาม 4 ทีม       

โดยภายหลังจากการแถลงข่าว นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ได้พาสื่อมวลชน เข้าชมการซ้อมก่อนการแข่งขันจริงของแต่ละทีม ก่อนที่จะเริ่มแข่งขันอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 พ.ค.นี้

‘เอกนัฏ’ นำทีมแกนนำ - สส.รทสช. ยินดีกับ ‘สุชาติ’ หลังนั่ง ‘รมช.พาณิชย์’ ยืนยัน!! พรรคยังเหนียวแน่น

(9 พ.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ภายหลังการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) และการลาออกของ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รมช.คลัง รวมทั้งกรณีที่ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ว่า ล่าสุดช่วงเช้าที่ผ่านมา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะเลขาธิการพรรค ได้นำแกนนำ และ สส.พรรคจากทุกเขต อาทิ นางพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รมว.อุตสาหกรรม, นางธิวัลรัตน์ อังกินันน์ สส.เพชรบุรี เขต 1, นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี, น.ส.วชิราภรณ์ กาญจนะ, นายชุมพล จุลใส อดีต สส.ชุมพร เข้าแสดงความยินดี นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ พร้อมมอบช่อดอกไม้เป็นกำลังใจ หลังเข้ารับตำแหน่ง

รายงานข่าวจากพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า การเข้าแสดงความยินดีกับนายสุชาติในครั้งนี้ของบรรดาแกนนำ และ สส.พรรค เพื่อแสดงความเหนียวแน่นภายในพรรค หลังเกิดกระแสข่าวต่าง ๆ นานา ทั้งนี้ นายเอกนัฏ กล่าวยืนยันสั้น ๆ ว่า "พรรครวมไทยสร้างชาติยังเหนียวแน่น"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรครวมไทยสร้างชาติเตรียมจัดสัมมนาพรรคในวันที่ 12 พ.ค.เวลา 14.00 น.ที่โรงแรมรีเจนท์ เพชรบุรี ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ และระหว่างการจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ระหว่างวันที่ 13 - 14 พ.ค.โดยวัตถุประสงค์จัดขึ้นเพื่อให้มีการพูดคุยกันระหว่างรัฐมนตรี และ ส.ส.ของพรรค

‘LINE’ เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ‘Combination Sticker’ ส่งสติกเกอร์รวมกันได้สูงสุด 6 ตัว ภายในคราวเดียว

เมื่อวานนี้ (8 พ.ค.67) ที่ผ่านมา LINE STICKERS จัดเป็นหนึ่งในฟีเจอร์เด็ดมัดใจผู้ใช้งานแชต ด้วยการสร้างสีสันให้บทสนทนามากกว่าการส่งข้อความตัวหนังสือ และยังช่วยสื่ออารมณ์หรือความรู้สึก จึงทำให้มีการใช้สติกเกอร์ในการสนทนากันอย่างแพร่หลาย จนวันนี้มีสติกเกอร์อยู่ในระบบเพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วโลกได้เลือกใช้กว่า 20 ล้านชุด

ล่าสุด ฟีเจอร์คอมบิเนชันสติกเกอร์ (Combination Sticker / Sticker Arranging*) ได้ถูกเปิดตัวขึ้นเพื่อตอบโจทย์ใหม่ ๆ ของผู้ใช้งานให้ทุกการแชต สนุก มีสีสัน และสื่อสารได้มากขึ้น โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกผสมผสานสติกเกอร์ประเภทต่าง ๆ ได้สูงสุด 6 ตัวต่อการส่งหนึ่งครั้ง ทั้งจากเซตเดียวกันหรือต่างเซต พร้อมเลือกจัดวาง หมุน หรือปรับขนาดได้ตามใจ

โดยฟีเจอร์นี้จะทยอยครอบคลุมสติกเกอร์ที่ใช้งานได้ โดยเริ่มจากสติกเกอร์ทางการ (Official Stickers) ก่อนขยายสู่สติกเกอร์ครีเอเตอร์ (Creators’ Stickers) ในการใช้งานเวอร์ชันเต็มรูปแบบในวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 นี้

สำหรับการใช้งานฟีเจอร์คอมบิเนชัน สติกเกอร์ จะเข้ามาช่วยให้ ‘ขยาย’ สติกเกอร์ให้ใหญ่มากขึ้นกว่าปกติ ‘เพิ่มจำนวน’ สติกเกอร์ในรูปเดียวแบบซ้ำ ๆ ได้ตามใจ และ ‘รวม’ สติกเกอร์หลายตัวเข้าด้วยกัน

เริ่มต้นด้วยการกดค้างตัวสติกเกอร์ที่อยากนำมาทำคอมบิเนชันสติกเกอร์ จากนั้นจะมีแถบพื้นที่สีขาวใหญ่ปรากฏขึ้น ให้ลากสติกเกอร์ที่ต้องการเข้ามาวางในแถบขาวนั้น โดยสามารถหมุน เพิ่มขนาด และเพิ่มจำนวนได้อย่างอิสระ

เมื่อได้คอมบิเนชันสติกเกอร์ที่ต้องการ ผู้ใช้งานสามารถกดส่งสติกเกอร์ที่ครีเอตใหม่นั้นได้เลยทันที และเพื่อการใช้งานที่สะดวกยิ่งขึ้นในครั้งต่อไป LINE ยังช่วยเก็บคอมบิเนชันสติกเกอร์ที่ผู้ใช้งานสร้างและเคยใช้แล้วไว้ใน History Tab

“พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ” พบปะนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 โครงการเรียนรู้สู่โลกกว้าง แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา ยืนยันสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญในการสนับสนุนด้านการศึกษาเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน

วันนี้ (9 พฤษภาคม 2567) เวลา 07.45 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ร่วมพบปะนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน สังกัดกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 ณ ห้องประชุมศรียานนท์ โซนซี ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ต.กิตติศักดิ์ ปลาทอง ผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 นำผู้เข้าร่วมโครงการ “เรียนรู้สู่โลกกว้าง แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา ของนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน สังกัดกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2” ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2567 โดยมีนักเรียนจำนวน 61 คน และครู จำนวน 20 คน จากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 จำนวน 53 แห่ง 

ผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 กล่าวว่า การศึกษานับเป็นกระบวนการที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน การจัดการศึกษาของประเทศไทยได้มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้ได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ตามสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง จากประสบการณ์ของตนเองที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งยังมุ่งเน้นการเรียนรู้ในลักษณะของการบูรณาการสาระความรู้ต่างๆอย่างสมดุล สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งการศึกษานอกสถานที่เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีความสำคัญมากอย่างหนึ่ง จะช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้ได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่ศึกษาอย่างแท้จริง ถือเป็นวิธีการทำให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้ และสามารถพัฒนาผู้เรียนในด้านร่างกาย ด้านอารมณ์-จิตใจ ด้านสติปัญญา และด้านสังคม ได้เป็นอย่างดี กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 จึงจัดทำโครงการเรียนรู้สู่โลกกว้าง แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา เพื่อให้เด็กนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 ได้รับการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ปฏิบัติจริง และเกิดความพร้อมทั้ง 4 ด้านดังกล่าว และเพื่อเป็นการมอบโอกาสอันดี เป็นรางวัลให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในสังกัด ที่มีผลการเรียนดี ประพฤติดี หรือมีความสามารถพิเศษเฉพาะด้านที่มีผลงานดีเด่น

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ ให้โอวาทแก่นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ว่า นักเรียนทุกคนเป็นตัวแทนของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ในสังกัดกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 และเป็นโรงเรียนที่ดำเนินงานตามโครงการพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดังนั้น เมื่อทราบว่าทางกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 จัดโครงการเรียนรู้สู่โลกกว้าง แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา ขึ้น จึงได้ขอให้ผู้จัดโครงการได้จัดตารางเวลาให้มีโอกาสมาพบปะ สนทนากับนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการด้วย เพื่อแสดงความตั้งใจ และยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนการดำเนินโครงการด้านการศึกษา และสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมในการเรียนรู้นอกสถานที่ เพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของนักเรียนทุกคน ที่ได้พบ ได้ยิน ได้ฟัง รวมถึงมีข้อสังเกต มีคำถามต่างๆ เกิดขึ้นในใจ เพื่อนำไปต่อยอดการเรียนรู้ การค้นคว้าเพิ่มพูนความรู้ต่างๆในชีวิตของนักเรียนทุกคน

จากนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ และ พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ฯ ได้พูดคุยกับนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ พร้อมจัดการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ให้กับนักเรียนในเรื่อง การสังเกต จดจำลักษณะ ใบหน้า เพื่อการสเก็ตช์ภาพคนร้าย โดยมี พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ บูรณะ อดีตรอง ผบก.ศพฐ.1 ผู้ชำนาญการสเก็ตช์ภาพใบหน้าคนร้าย เป็นวิทยากร

นอกจากนี้ นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการเรียนรู้สู่โลกกว้าง แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา ของนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน สังกัดกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 จะได้มีโอกาสไปเรียนรู้นอกสถานที่ ณ ท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพมหานคร , ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ และชมเรือหลวงจักรีนฤเบศร ณ ฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี , เรียนรู้เยี่ยมชมสวนนงนุช และฟังการบรรยาธรรมจากพระอาจารย์เอกชัย ศิริญาโณ ณ สวนนงนุช จ.ชลบุรี

ทั้งนี้ นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการต่างขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 ที่เปิดโอกาสให้ได้เข้าร่วมโครงการดีๆ สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่อยากเป็นตำรวจ และครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โดยส่วนใหญ่กล่าวว่า ได้เห็นตัวอย่างและได้รับแรงบันดาลใจที่ดีจากครูตำรวจตระเวนชายแดน และผู้บังคับบัญชาทุกท่าน

'อนุทิน' โวย!! ถูกหักหลัง ทำกฎหมายกัญชาไม่ผ่าน ยัน!! ถูกดึงกลับบัญชียาเสพติด ไม่กระทบ 'ภท.'

(9 พ.ค. 67) ที่ จ.ภูเก็ต นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี และกระทรวงสาธารณสุข เตรียมจะนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ว่า ทางกระทรวงสาธารณสุขต้องไปหาข้อมูลมา เพราะที่ผ่านมาการประกาศให้กัญชาเป็นยาเสพติดหรือพ้นจากการเป็นยาเสพติด เป็นการประกาศโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบยาเสพติดแห่งชาติชุดใหญ่ แต่ก่อนที่จะมาถึงตรงนั้น ก็มีคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานอยู่ ซึ่งตอนที่ปลดกัญชาก็มีความชัดเจนว่าเหตุใดถึงปลดได้ แต่ปัญหาของมันตอนนี้ คือ ‘กฎหมายไม่มี’ เราเคยเสนอกฎหมายเข้าไป ผ่านวาระแรกแล้ว แต่หลังจากนั้นก็ไม่ผ่านวาระสอง ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องของการเมืองไม่ใช่เรื่องของเหตุผล

ดังนั้น เราต้องยืนยันเจตนารมณ์​ต่อไปว่ามันพิสูจน์ได้ วิทยาศาสตร์ ไม่ใช้อารมณ์ใช้ความรู้สึก และนโยบายต่าง ๆ ก็ต้องมีข้อมูลมาสนับสนุน ตรงนี้ไม่กังวลและที่ผ่านมาก็อยู่ในนโยบายรัฐบาล ที่แถลงต่อรัฐสภาจึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขและคณะกรรมการป้องกันและปราบยาเสพติดแห่งชาติ วันนี้ตนย้ายมากระทรวงมหาดไทยแล้ว แต่ก็เป็นคณะกรรมการด้วย เราก็ต้องให้ข้อมูลในส่วนของเรา ส่วนจากมติจะออกมาอย่างไร ก็เป็นไปตามกฏหมาย

เมื่อถามว่า ต้องมีการเยียวยาหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตอนที่เราประกาศให้กัญชา ออกจากยาเสพติด นักโทษ 6-7 พันคน ได้รับการปล่อยตัวทันที บางทีเขารักษาตัว บางทีพวกเขาเป็นแพทย์ประจำบ้าน แพทย์แผนโบราณ ถูกตัดสินจำคุก เขาก็ได้รับการปล่อยตัว

“ส่วนตัวไม่ได้บอกว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ถ้าวันนี้มีข้อมูลใหม่มา กัญชาอันตรายเป็นยาเสพติดแน่นอน ถ้ามีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ ผมต้องรับฟังและพิจารณา แต่ในปัจจุบันเราก็ต้องรอข้อมูลเหล่านั้นมาก่อน วันนี้ที่ยังปลูก 6 ต้นได้หรือพวกที่เอามาทำเป็นสินค้าเขาแค่จดแจ้งหรือทำรายงานว่า เขาจะเอาไปขาย วันนี้เราจะทำอย่างไรถ้าเอากัญชากลับไปเป็นยาเสพติดจะต้องมีบทเฉพาะกาลคุ้มครองคนเหล่านี้หรือไม่ จะต้องมีการดูทุกอย่าง” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามว่าเป็นเหมือนโครงการเรือธงของพรรคภูมิใจไทย จะกระทบอะไรหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ในขณะที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ ให้เราเข้าไปกำกับกระทรวงสาธารณสุข เราก็เดินหน้าตามนโยบายที่ให้สัญญาไว้ทุกอย่าง มีการปลดกัญชาจากยาเสพติดเรียบร้อย แต่พอมาถึงรัฐบาลนี้ พรรคภูมิใจไทย เสียงไม่พอที่จะเข้าไปกำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุข เราต้องให้รัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้กำหนดนโยบาย แต่เราต้องให้ข้อมูลว่าเหตุใดกัญชาจึงมีประโยชน์มากกว่าโทษ เราให้ข้อมูลเข้าไปเต็มที่ ก็โหวตกันในที่ประชุม ผลออกมาเป็นอย่างไร ก็ต้องยอมรับ เราจะยืนยันไปโดยที่ไม่รู้ว่าเขามีข้อมูลอย่างไรก็คงไม่ได้ ตอนนี้เราไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่เราจะยืนยันในข้อมูลที่เรามี หากใครมีข้อมูลที่ดีกว่าก็มาหักล้าง

“ทั้งหมดขึ้นอยู่กับข้อมูลตอนที่ทำให้ปรับจากยาเสพติด เรามีข้อมูลอย่างไรบ้างตรงนี้เป็นข้อมูลของผม เป็นเหตุผลที่เราเห็นว่าทำแล้วมีประโยชน์ทางการแพทย์ ขึ้นบัญชียาหลักของชาติ แต่ถ้าบอกเป็นยาเสพติด ก็ต้องมานั่งถามกันว่า จะเอาขึ้นเป็นบัญชียาได้หรือไม่ ตอนนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าข้อมูล” นายอนุทินระบุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกระทบฐานเสียงพรรคภูมิใจหรือไม่ เพราะเขาอาจจะเลือกพรรคเพราะนโยบายนี้ นายอนุทินกล่าวว่า วันนี้เสียงเราไม่พอที่จะเข้าไปกำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุขได้ แต่ตอนที่เรากำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุข เราก็ทำทุกอย่างเช่นเดียวกับกฎหมายที่เราส่งเข้าสภา แต่เราก็ถูกหักหลัง คนที่รับโทษก็คือประชาชนไม่ใช่ พรรคภูมิใจไทย ตอนนี้ไม่ได้ดูกระทรวงสาธารณสุขแล้ว เราต้องให้เกียรติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนปัจจุบันที่จะต้องไปดำเนินการ

นายอนุทินยังกล่าวถึงร้านกัญชาที่ชาวต่างชาติเข้ามาเป็นเจ้าของจำนวนมาก ว่า ต้องถูกจับ คนที่จะเปิดร้านกัญชาได้ต้องอยู่ภายใต้ประกาศของสาธารณสุข กฎระเบียบ มีหมดอยู่แล้วถ้าเราทำตามกฎระเบียบจะไม่มีปัญหา

“อลงกรณ์”เห็นตรง“ดร.ธรณ์”ไทยเผชิญวิกฤติโลกร้อนทะเลเดือด ชี้โลกรวน คือวิกฤตการณ์แห่งศตวรรษที่21

เร่งผนึกทุกภาคีเดินหน้าโครงการคาร์บอนสีน้ำเงิน(Blue Carbon)หวังฟื้นฟูป่าชายเลนลดคาร์บอน110 ล้านตันสู่เป้าหมายเน็ทซีโร่(Net Zero)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไคลเมท โพสต์บทความวันนี้เกี่ยวกับปัญหาวิกฤตโลกร้อนกับผลกระทบต่อประเทศไทยและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงินในหัวข้อ“โลกรวน คือวิกฤตแห่งศตวรรษที่21 :ก้าวต่อไปของประเทศไทยในการลดโลกร้อนทะเลเดือด”โดยมีข้อความว่า

อ่านเรื่อง โลกเดือด ทะเลเดือดของดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ น้องที่เคยร่วมงานขบวนการปฏิรูปประเทศก็เห็นตรงกัน100%และขอร่วมแชร์ปัญหาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแบบสุดขั้ว(Extreme)ที่ทำให้เกิดภาวะ“โลกรวน”ในหัวข้อ “โลกรวน คือวิกฤติการณ์แห่งศตวรรษที่21 :ก้าวต่อไปของประเทศไทยในการลดโลกร้อนทะเลเดือด”

ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำให้โลกร้อนทะเลเดือดเป็นวิกฤตแห่งศตวรรษที่21ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลกทำให้มีความพยายามที่จะลดก๊าซเรือนกระจกด้วยมาตรการต่างๆภายใต้กรอบการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติหรือ (COP) เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ตัวอย่างเช่นสหภาพยุโรปเริ่มใช้ระบบภาษีคาร์บอนในรูปมาตรการCBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) กับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป สำหรับประเทศไทยของเราปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 0.8 ของโลกมากเป็นอันดับที่ 19 ของโลก โดยปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิกว่า 240ล้านตันต่อปี เฉพาะด้านการใช้พลังงาน

โดยภาพรวมในปี 2565ยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น1.5% “หากจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ภาคพลังงานจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ปีละ 86 ล้านตันคาร์บอนฯ และป่าไม้ต้องดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ปีละ 120 ล้านตันคาร์บอน” แต่ถ้าทำไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้น องค์การสหประชาชาติคาดว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ ฯลฯ ที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ยิ่งกว่านั้นคือจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติรุนแรงที่สุด10อันดับแรกของโลก การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยทั้งการลดปริมาณการปล่อยและเพิ่มศักยภาพในการดูดกลับหรือกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์รวมทั้งต้องผนึกความร่วมมือทุกฝ่ายทำงานเชิงรุกทุกหน้างาน

ดังนั้นการเดินหน้าเศรษฐกิจสีน้ำเงิน(Blue Economy)เช่นโครงการปลูกโกงกางในพื้นที่ป่าชายเลนของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งโดยอธิบดีคนใหม่นายปิ่นสักก์ สุรัสวดีที่ช่วยปลดล็อคปมส่อทุจริตของโครงการนี้ในอดีตพร้อมกับขยายความร่วมมือทุกภาคส่วนทำให้เกิดเครือข่ายพันธมิตรโกงกางประเทศไทย(TMA: Thailand Mangrove Alliance)เป็นครั้งแรกถือเป็นตัวอย่างที่ดีของโครงการลดคาร์บอนเนื่องจากป่าชายเลนของประเทศไทยมีศักยภาพลดคาร์บอนได้ถึง 110 ล้านตันในระยะเวลา 10 ปี ทั้งนี้เป็นรายงานของดร.สนใจ หะวานนท์ ผู้เชี่ยวชาญป่าชายเลนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งได้ศึกษาวิจัยเรื่องป่าชายเลนในหลายประเทศมากว่า 40 ปี ระบุว่า “…การสะสมคาร์บอนไดออกไซด์ของป่าชายเลนโดยกระบวนการสังเคราะห์แสงที่ต้องใช้คาร์บอนไดออกไซด์และปล่อยออกซิเจนออกมา พบว่าป่าชายเลนของประเทศไทยสะสมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหนือพื้นดินได้ 27.1 ตันต่อเฮกตาร์ (6.25 ไร่) และสะสมในดิน 16.9 ตันต่อเฮกตาร์ รวมแล้ว 44.0 ตันต่อเฮกตาร์ ประมาณการณ์ได้ว่าป่าชายเลนของประเทศไทยประมาณ 1.5 ล้านไร่ หรือประมาณ 0.24 ล้านเฮกแตร์ สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 11 ล้านตันต่อปี…“ เพื่อระดมพลังทุกภาคส่วนในการเร่งทำงานลดโลกร้อนลดคาร์บอน ทางมูลนิธิฯ.ได้หารือกับผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรโกงกางประเทศไทย(TMA: Thailand Mangrove Alliance)และกรมทช.เกี่ยวกับการจัดสัมนาเรื่อง  “ป่าโกงกาง สู่เป้าหมายซีโร่คาร์บอน(Zero Carbon)ของประเทศไทย”ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงิน(Blue Economy)ลดโลกร้อนในเร็วๆนี้

โดยต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามูลนิธิฯ.ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MoU)กับ32 องค์กรภาคีเครือข่ายป่าชายเลนประเทศไทย (Thailand Mangrove Alliance) และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งนับเป็นการบูรณาการความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยคำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน ตามหลักการ 3 เสาหลักของมิติความยั่งยืน ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านเศรษฐกิจ ในการปกป้อง ฟื้นฟู และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าชายเลน ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ การจัดการป่าชายเลนอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) และการประกอบอาชีพที่ยั่งยืนของชุมชนป่าชายเลน ในพื้นที่เป้าหมาย 24 จังหวัดชายทะเลของประเทศไทยซึ่งจะมีการประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือภาคีเครือข่ายป่าชายเลนประเทศไทย (Thailand Mangrove Alliance) ในงานวันป่าชายเลนแห่งชาติ 10 พฤษภาคม 2567 ที่ห้องประชุมช้างเผือก องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของไทยในการแก้ปัญหาโลกร้อน “มูลนิธิจะสนับสนุนการพัฒนาและการอนุรักษ์ป่าโกงกาง รวมไปถึงการเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนและคนรุ่นต่อไปเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรป่าชายเลนและจะดำเนินการปลูกต้นโกงกางเพื่อการพัฒนาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การทำโครงการคาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) การพัฒนาองค์ความรู้ว่าด้วยเรื่องบลูคาร์บอน (Blue Carbon) รวมถึงการศึกษาและการพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูป่าชายเลนด้วยความร่วมมือระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หน่วยราชการส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น รวมถึงชุมชนในพื้นที่ในการปลูกและขยายพันธุ์เมล็ดและฝักโกงกางในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย”

มุกดาหาร -ฉก.ทหารพรานมุกดาหาร ตรวจยึดรถยนต์ 2 คันขณะเตรียมนำขึ้นแพข้ามแม่น้ำโขงไปฝั่ง สปป.ลาว

เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 9 พฤษภาคม 2567 กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 (ร้อย.ฉก.ทพ.2105) ฉก.ทพ.21 กองกำลังสุรศักดิิ์มนตรี  บูรณาการร่วมกับ ร้อย.ฉก.ทพ.23 กองกำลังสุรนารี  และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ได้สนธิกำลังร่วมกันทำการลาดตะเวนเฝ้าตรวจการกระทำความผิดกฎหมายริมฝั่งแม่น้ำโขงในพื้นที่บริเวณ บ.ตาลใหม่ รอยต่อระหว่าง บ.นาห้วยกอก  ต.ห้วยกอก  อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร กับ บ.นาสีดา ต.ชานุมาน อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคล จำนวนประมาณ 5 - 10 คน กำลังทำการลักลอบนำรถยนต์ ขึ้นเรือแพเตรียมนำข้ามแม่น้ำโขงไปยังฝั่ง สปป.ลาว ชุดลาดตระเวนจึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้กระโดดน้ำหลบหนีไป  จากการตรวจสอบพบรถยนต์ ยี่ห้อ ISUZU รุ่น d-max สีขาว ทะเบียน  กล 6810 ราชบุรี และรถยนต์ ยี่ห้อ ISUZU รุ่น d-max  สีเทา ทะเบียน บต 5130 พังงา จอดอยู่บนแพดัดแปลงขับเคลื่อนด้วยเรือเหล็กหางยาว 2 ลำ  เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดรถยนต์จำนวน 2 คัน  และเรือเหล็กพร้อมเครื่องยนต์ จำนวน 2 ลำ ไว้เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดอนตาล ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน 092-5259777


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top