Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

นายกฯ เซ็นตั้ง ‘วิษณุ' นั่งที่ปรึกษานายกฯ 'ด้านกฎหมาย-ระเบียบราชการ' คอยตรวจสอบกลั่นกรอง กม.ก่อนเข้าครม. - ให้คำปรึกษาทางกม.แก่นายกฯ

(30 พ.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงาน นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 204/2567 เรื่อง การแต่งตั้งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติราชการ มีเนื้อหาสรุปว่า เพื่อให้การบริหารราชการ การขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อให้คำปรึกษา เสนอความเห็น และประสานความร่วมมือกับหน่วยราชการต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 11(6) แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน สมควรแต่งตั้ง นายวิษณุ เครืองาม เป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติราชการ เพื่อให้คำปรึกษาและพิจารณาเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.)ในฐานะที่ปรึกษาของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

โดยมีหน้าที่และอำนาจ ตรวจสอบและกลั่นกรองร่างกฎหมาย และร่างอนุบัญญัติที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีร่วมกับ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายหรือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.)ร้องขอ  ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นทางกฎหมายแก่นายกรัฐมนตรีตามที่มอบหมาย เชิญเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมหรือให้ข้อมูลรายละเอียดหรือจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานได้ตามที่เห็นสมควร ให้ข่าวสารในประเด็นที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนได้ตามความจำเป็น ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย และ แต่งตั้งคณะทำงานหรืออนุกรรมการเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น

โดยให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.)สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.)สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.)สนับสนุนการดำเนินการ สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยให้เบิกจ่ายจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ถือว่านายวิษณุ มีอำนาจหน้าที่เทียบเท่ากับรองนายกรัฐมนตรี คนหนึ่ง

‘ศาลฮ่องกง’ พิพากษา นักเคลื่อนไหว 14 คน โทษ ‘จำคุกตลอดชีวิต’ ฐาน ‘ล้มล้างการปกครอง’

(30 พ.ค. 67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลสูงฮ่องกงนัดอ่านคำพิพากษา ‘คดีล้มล้างการปกครอง’ ในวันนี้ กรณีที่อัยการเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนักเคลื่อนไหว ชุดแรกจำนวน 16 คน ศาลใช้เวลาไต่สวนกว่า 1 ปี นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 พบว่านักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย 14 คน มีความผิดล้มล้างการปกครอง ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติปี 2563 มีโทษจำคุกตลอดชีวิต เช่น นายลัม ชูค-ติง นางเฮเลนา หว่อง 2 อดีต สส. และนายกอร์ดอน อึ้ง นักเคลื่อนไหวที่จัดการเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อสรรหาผู้สมัครจากฝ่ายค้าน สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่นในเดือนกรกฎาคม 2564

ส่วนนักเคลื่อนไหวอีก 2 คน ศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง คือ นายลอเรนซ์ เลา นักกฎหมาย และ นายลี ยูเอะ ชุน อดีตสมาชิกสภาเขต ทำให้ทั้งสองคนพ้นมลทินจากข้อหาล้มล้างการปกครอง ส่วนจำเลยที่เหลืออีก 31 คน รวมถึงนายโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวชื่อดังของฮ่องกง ซึ่งให้การรับสารภาพ ศาล จะนัดอ่านคำพิพากษาต่อไป

ทั้งนี้ ทางการฮ่องกงเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณศาล เพื่อให้การอ่านคำพิพากษาของศาลดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ขณะที่กลุ่มนักวิจารณ์ รวมถึงองค์กรสิทธิมนุษยชนของฮ่องกง วิจารณ์ว่า คำพิพากษาเช่นนี้อาจจะกระทบต่อการจัดกิจกรรมรณรงค์ประชาธิปไตยของนักการเมืองฝ่ายค้านและกระทบต่อภาพลักษณ์ของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการเงินระดับโลก และคดีที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากบรรดานักการทูต นักสิทธิมนุษยชนและกลุ่มธุรกิจในฮ่องกง

‘รปภ.’ สะบัดดินสอหนึ่งแท่งวาดรูป ‘แมวหลง’ เพื่อตามหาเจ้าของ สุดท้ายหาบ้านจนเจอ ทำชาวเน็ตอึ้ง!! ‘สีหน้า-แววตา’ เป๊ะทุกจุด

(30 พ.ค. 67) สื่อต่างประเทศ SOHU รายงานเรื่องราวสุดน่ารักเรียกรอยยิ้มจากโลกโซเชียล เมื่อ ‘รปภ.’ ประจำหมู่บ้านแห่งหนึ่ง บังเอิญพบ ‘เจ้าเหมียว’ หลุดออกมาเดินเล่น ขณะที่เขากำลังปฏิบัติหน้าที่

ด้วยความเป็นห่วง และคิดว่าเจ้าเหมียวอาจเป็นสัตว์เลี้ยงของลูกบ้านในหมู่บ้าน เจ้าตัวเลยโชว์สกิลเทพ วาดภาพแมวด้วยตัวเอง พร้อมเขียนข้อความประกาศตามหาเจ้าของ และภารกิจพาเจ้าเหมียวกลับบ้านก็เริ่มต้นขึ้น

อย่างที่หลายคนทราบกันว่า การวาดภาพเหมือนเป็นเรื่องที่ยากมากหากทำโดยผู้ที่ไม่มีทักษะ และการใช้มือถือถ่ายภาพคงเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า แต่ไม่ใช่กับ รปภ. รายนี้ ที่มี ‘ดินสอเพียงหนึ่งแท่ง’ ก็สามารถช่วยชีวิตเจ้าเหมียวได้

โดย เขาวาด เจ้าเหมียว ที่มีใบหน้ากลม ตาโต สีหน้าเบื่อหน่ายโลก เนื่องจากมีดินสอเพียงแท่งเดียว การลงสีขนจึงทำได้เพียงแรเงาให้คล้ายที่สุดเท่านั้น และมีข้อความเขียนว่า “แมวใครหาย หน้าตาประมาณนี้ สามารถติดต่อรับได้ที่ป้อม รปภ.”

อย่างไรก็ตาม เมื่อภาพดังกล่าวถูกแชร์ออกไปทั่วโลกโซเชียล ก็ได้รับความสนใจจากชาวเน็ตจำนวนมาก หลายคอมเมนต์คิดว่า นี่เป็นเพียงมุกตลกที่ทำขึ้นมาเล่น ๆ เท่านั้น

แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น เมื่อมีเจ้าของมาติดต่อเพื่อขอรับน้องแมวตัวดังกล่าวกลับบ้านจริง ๆ ซึ่งเจ้าตัวเผยว่า ติดตามมาจากภาพวาดดังกล่าว

งานนี้ก็ทำเอาชาวเน็ตฮือฮายิ่งไปอีก เมื่อมีการเปิดเผยภาพเจ้าเหมียวตัวจริง เปรียบเทียบ กับภาพวาด เรียกได้ว่า เป๊ะทุกจุด ทั้งสีหน้า แววตา รวมไปถึงสีขน จนแห่ชื่นชมความสามารถในการวาดภาพของ รปภ. รายนี้เลยจริง ๆ

ทั้งนี้ สำหรับความคิดเห็นส่วนหนึ่งจากชาวเน็ต มีดังนี้…
- นึกว่าเป็นรูปที่วาดขึ้นมาขำ ๆ เท่านั้นนะเนี่ย
- พูดจริง ๆ นะ น้องแมวเหมือนการ์ตูนเลย อ้วนกลม หน้าเบื่อโลก

อีกทั้งยังมีชาวเน็ตบางส่วน แชร์ประสบการณ์เคยพบการวาดภาพประกาศตามหาแมวด้วยเช่นกัน และกลายเป็นโมเมนต์น่ารักขำขัน อบอุ่นใจเลยทีเดียว

‘ฟาร์มสิริปรีชา’ ชวน ปชช.อาสาสมัคร ‘แกะไข่จระเข้’ ยัน!! น้องไม่งับ-ไม่กัด ความรู้สึกนุ่มนิ่มเหมือนจับเยลลี่

(30 พ.ค. 67) น.ส.ขวัญฤดี สิริปรีชา ผู้ดูแลจระเข้ ในฟาร์มสิริปรีชา ฟาร์มจระเข้แห่งหนึ่ง ใน จ.ฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 1-2 มิถุนายน และวันที่ 8-9 มิถุนายน ทางฟาร์ม ขอเชิญ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่สนใจ ร่วมกิจกรรม แกะไข่จระเข้ ภายในฟาร์ม ซึ่งเป็นไข่จระเข้ ที่แม่จระเข้เพิ่งวางไข่จริง ๆ โดยเวลานี้ในฟาร์มมีไข่จระเข้ประมาณ 800-1,000 ฟอง ออกมาจากแม่พันธุ์จระเข้ประมาณ 300-400 ตัว

“ท่านใดที่อยากลองแกะไข่จระเข้สามารถสมัครเข้ามาได้ที่ฟาร์มเราเลย วิธีการก็ไม่ยาก คือ การกะเทาะเปลือกไข่ออกมา ข้างในจะมีจระเข้ตัวอ่อนอยู่ ความรู้สึกแรกลองจับลูกจระเข้ที่ออกมาจากไข่ จะเหมือนกับจับเยลลี่ คือนุ่มนิ่ม และไม่ต้องกลัวว่าจะถูกกัด เพราะจระเข้ที่เพิ่งออกจากไข่จะมีฟัน ไม่สามารถงับหรือกัดได้ ทั้งนี้ จระเข้จะเริ่มงับเป็น เหมือนเริ่มมีฟันตอนอายุประมาณ 7 วัน อยากเชิญให้มาลองกันดู เพราะเวลานี้ไม่มีฟาร์มไหนที่จะเปิดให้บุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่เข้ามาแกะไข่จระเข้แบบนี้ แต่เราอยากให้เห็นขั้นตอนการเลี้ยงจระเข้ในฟาร์มเราว่าเป็นอย่างไร” น.ส.ขวัญฤดี กล่าว

ผู้ดูแลจระเข้ ในฟาร์มสิริปรีชา กล่าวว่า ทุก ๆ ปีก็จะมีนักเรียน โรงเรียนที่ตั้งอยู่ใกล้ฟาร์ม มาดูงานและลองแกะไข่จระเข้มาบ้างแล้ว ทุกคนจะกลับไปพร้อมกับความประทับใจและประสบการณ์แปลกใหม่ที่ไม่เคยได้รับจากที่ไหนมาก่อน

เมื่อถามว่า ลูกจระเข้ที่ออกมาจากไข่แล้ว จะไปอยู่ไหน น.ส.ขวัญฤดี กล่าวว่า เอาไปไว้ในบ่ออนุบาล และเริ่มให้อาหารเป็นหมูบดละเอียดวันเว้นวัน

สนใจเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/profile.php?id=100066792563222 

'ครูสหรัฐฯ' ถอดใจ!! ขอลาออก หลังนักเรียนติดมือถือหนัก เปรียบการใช้มือถือของเด็กยุคนี้ ไม่ได้ต่างจาก 'การติดยา

(30 พ.ค. 67) คุณครู มิตเชลล์ รูเทอร์ฟอร์ด เป็นที่สนใจของสื่อหลายสำนัก นับจาก วอลล์ สตรีท เจอร์นัล สื่อแถวหน้าของสหรัฐฯ ลงข่าวเป็นที่แรกในรายงานพิเศษที่ฉายภาพปัญหาการเรียนการสอน ในยุคที่สมาร์ตโฟนยึดห้องเรียน ครูเกิดวิกฤติความมั่นใจ สอนไปไม่มีใครฟัง ส่วนนักเรียนก็ขาดแรงกระตุ้นในการเรียน

คุณครูท่านนี้ สอนวิชาชีววิทยา ที่โรงเรียนมัธยมปลาย (Sahuaro High School) เมืองทูซอน รัฐแอริโซนา มานาน 11 ปี จนถึงวันพฤหัสบดีที่แล้ว (23 พ.ค.) เป็นวันสุดท้ายของการทำงานที่นั่น โดยบอกเหตุผลว่า ทำทุกอย่างแล้วเท่าที่ทำได้ จนสภาพจิตใจตัวเองก็ย่ำแย่ไปด้วย เพื่อให้นักเรียนเลิก 'เสพติด' โทรศัพท์มือถือ

ครู วัย 35 ปี บอกว่า โรงเรียนที่เขาสอน มีระเบียบห้ามใช้มือถือในห้องเรียน แต่การบังคับใช้เป็นหน้าที่ครู ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก ตลอดสองสามปีมานี้ เขาพยายามหลายรูปแบบ เพื่อให้นักเรียนเข้าใจอันตรายจากการใช้มือถือตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ทั้งให้คะแนนพิเศษ ชวนสร้างนิสัยใหม่ ๆ พูดคุยเรื่องการนอนว่าสำคัญมากแค่ไหน และทำอย่างไรเพื่อลดเวลาอยู่หน้าจอตอนนอน เขาพูดคุยเรื่องนี้กับนักเรียนทุกวัน และทำตะกร้าขึ้นมาใบนึงเรียกมันว่า 'คุกมือถือ' วันแรกมีนักเรียนนำมือถือไปใส่ครึ่งหนึ่ง วันต่อมาก็ลดลง ที่สุดก็ว่างเปล่า เขาเปรียบเทียบการใช้มือถือของเด็ก ว่าไม่ได้ต่างจาก ติดยา หรืออาจจะหนักกว่าติดยาบางอย่างด้วยซ้ำ

ในการให้สัมภาษณ์กับ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ครูชายคนนี้ ยังบอกว่า เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างหลังโควิด-19 ระบาด เป็นการเปลี่ยนไปในทางแย่ลงหลังจากต้องปิดโรงเรียนในช่วงนั้น ก่อนหน้าโควิด-19 เวลาเตือน นักเรียนยังฟังบ้างเมื่อขอให้เก็บมือถือ แต่เวลานี้ยากกว่าเดิมหลายเท่า เขาเริ่มคิดว่า ตัวเองคือปัญหา มีนักเรียนหลายคนบอกว่า ไม่สนใจว่าจะได้เกรดเท่าไหร่

รูเทอร์ฟอร์ด บอกว่า เขาไม่ได้โทษปัญหานี้ที่ตัวเด็กทั้งหมด แต่สังคมต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาของเยาวชนเป็นอันดับหนึ่ง ปกป้องคุ้มครองพวกเขา ให้สมองและทักษะทางสังคมได้พัฒนา และทำให้ความสุข เกิดขึ้นแบบธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งมือถือ

ในฐานะครู บางครั้งอดคิดไม่ได้ว่า กำลังทิ้งลูกศิษย์ เพราะเขาบอกนักเรียนให้พยายามตลอดเวลา แต่ตัวเองกำลังจะถอดใจ แต่ก็คิดว่า นี่เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองและครอบครัว เพื่อไปลองทำอย่างอื่นดูบ้างที่ไม่ดูดพลังตัวเองไปหมดแบบนี้

'ปิยบุตร' รับ!! อยากเห็น 'ก้าวไกล' ทำตัวเป็นแบบอย่าง เลิกไปดูงาน ตปท. ชี้!! เปลืองงบแผ่นดิน ควรค้นคว้าหรือหาผู้เชี่ยวชาญมาบรรยายแทนดีกว่า

(30 พ.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นเวลาที่เปิดให้ ส.ส.ลงพื้นที่พบปะประชาชน และคณะกรรมาธิการสามัญ และวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎร ยังมีการประชุมปกติ จากการตรวจสอบพบว่า เดือน พ.ค.-มิ.ย.2567 มี กมธ.หลายคณะมีกำหนดการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศ อาทิ

กมธ.กิจการสภาผู้แทนราษฎร
กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน 
กมธ.การอุตสาหกรรม 
กมธ.มั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ
กมธ.การสวัสดิการการสังคม 
กมธ.การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม 

ล่าสุด นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เผยกรณีดังกล่าวผ่าน X ระบุว่า “เปลืองงบประมาณแผ่นดิน เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีการสื่อสารกว้างไกล ค้นคว้าเองก็ได้ หรือเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาบรรยายก็ได้ ควรยกเลิกการดูงานต่างประเทศเสีย

หากยังไม่ยกเลิก ต้องควบคุมเคร่งครัด ตัดลดงบ ห้ามไปซ้ำซ้อน เวียนประเทศในยุโรปอยู่ไม่กี่ประเทศ ประเภทปีที่แล้วคณะนี้ไป ปีนี้อีกคณะหนึ่งไป หรือเลือกประเทศที่ ส.ส. อยากไปเที่ยวมากกว่า คิดเรื่องภารกิจ และเมื่อไปแล้ว ต้องทำรายงานการค้นคว้าด้วย

อยากเห็น ส.ส.ก้าวไกล ทำเป็นตัวอย่างครับ ถ้า ส.ส.ก้าวไกล ทั้งพรรค ประกาศไม่ไปดูงานต่างประเทศ และรณรงค์ให้ยกเลิกงบส่วนนี้ จะดียิ่ง และยังช่วยกดดันไปยัง ส.ส.พรรคอื่นด้วย”

ซึ่งก่อนหน้านี้ 1 สัปดาห์ นายปิยบุตรเคยพูดถึงประเด็นนี้มาแล้ว 1 รอบ ระบุว่า “เดือน พ.ค. มิ.ย. สภาปิดสมัยประชุม และเป็นเทศกาล “ดูงานต่างประเทศ” ของบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส่วน ส.ว.ชุดนี้ ที่หมดวาระแล้ว ก็เพิ่ง “ทิ้งทวน” ไปดูงานต่างประเทศเมื่อไม่กี่เดือนก่อน)

สภาผู้แทนราษฎรมีคณะกรรมาธิการสามัญ 35 คณะ แต่ละคณะมีงบประมาณไป “ดูงานต่างประเทศ”

หากไปกันครบทุกคณะ (ซึ่งก็คงครบทุกคณะ เพราะ ประธานคณะใด ไม่จัดไป ก็อาจถูก กมธ.ในคณะไม่พอใจได้) ก็เป็นไปได้ว่า ส.ส.ทั้งสภา จะไปดูงานต่างประเทศกันทั้งหมด

การดูงานต่างประเทศ เป็นเรื่องดี มีประโยชน์ แต่ในโลกปัจจุบัน ที่การสื่อสารและเทคโนโลยีก้าวหน้า การค้นคว้าหาข้อมูลย่อมทำได้กว้างขวาง ลึกซึ้ง และสะดวก บางกรณี สามารถค้นคว้าเอง หรือเชิญผู้เชี่ยวชาญมาบรรยาย โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศให้เปลืองงบประมาณก็ได้

เช่นกัน การดูงานต่างประเทศ ทำกันมาหลายปี ทุกยุคสมัย ประเด็น และประเทศที่ไปดูงาน ก็ซ้ำกันไปมา หากประหยัดและรอบคอบ บางทีก็อาจไม่จำเป็นต้องไปดูงานซ้ำซ้อนก็ได้

หากสังเกตดู เราจะพบประเทศที่ ส.ส.ไปดูงาน จะวนเวียนอยู่ที่ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น ระยะหลัง ก็เพิ่มประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวียมาด้วย

ผมเห็นว่า หากเราเปรียบเทียบกับการเดินทางไปต่างประเทศของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว การเดินทางไปต่างประเทศของนายกรัฐมนตรี จำเป็นมากกว่า เพราะ นั่นไปในฐานะหัวหน้าของฝ่ายบริหาร เป็นตัวแทนประเทศไปเจรจาการเมือง เศรษฐกิจ และการค้า

ในส่วนของการดูงานต่างประเทศของ ส.ส. หากไม่ยกเลิก ก็ควรลดลง ทั้งกรอบงบประมาณ และจำนวนครั้ง ต้องตีกรอบให้เคร่งครัด มิใช่ซ้ำซ้อนไปมา ปีที่แล้วคณะหนึ่งไปมา ปีนี้อีกคณะไป และไม่ควรเลือกประเทศที่ ส.ส.อยากไปมากกว่าดูจากภารกิจเป็นตัวตั้ง

เมื่อกลับมาแล้ว ส.ส.ก็ต้องรายงานผล ประโยชน์ที่ได้รับ การศึกษาค้นคว้าต่างๆ ด้วย ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ต่างก็มีงบไปดูงานต่างประเทศ แต่ละปี ประเทศไทยเสียเงินไปมากมาย ทั้ง ส.ส.และ ส.ว.ต่างก็ไม่กล้าวิจารณ์กันเองในเรื่องนี้ เพราะ ทุกคนคงอยากไป เรื่องอะไรจะทุบหม้อข้าวตนเอง

ถึงเวลาที่ควรทบทวนเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง ต้องไม่ทำให้ “การดูงานต่างประเทศ” กลายเป็นเรื่องคุ้นชิน จนเป็น “สิทธิพิเศษ” ของบรรดา ส.ส. ส.ว.ที่แต่ละปี จะได้ไปเที่ยวฟรี พักฟรี”

‘3 การไฟฟ้า’ ร่วมกับ ‘ก.ศึกษาธิการ’ ติดตั้ง ‘Solar Cell’ ในสถานศึกษา หวังลดค่าใช้จ่าย ‘ด้านพลังงาน’ ส่งเสริม ‘การใช้พลังงานทดแทน’

เมื่อวานนี้ (29 พ.ค. 67) พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ในสถานศึกษา ระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการ กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมี นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน รองผู้ว่าการ MEA หรือการไฟฟ้านครหลวง คณะผู้บริหาร 3 การไฟฟ้า และกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมพิธี ณ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือที่จะช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์และการจัดการพลังงานไฟฟ้าของกระทรวงศึกษาธิการ และปลูกฝังเยาวชนให้ช่วยลดการใช้พลังงานและรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการใช้พลังงานทดแทน ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อน ตลอดจนลดค่าใช้จ่ายในด้านพลังงานในสถานศึกษา และหน่วยงานในกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ สอดคล้องกับการส่งเสริมของรัฐบาลในการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนด้วยรูปแบบการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และแบบผลิตใช้เองบนพื้นดิน (Solar Ground Mount) นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงความร่วมมือในการศึกษาความเป็นไปได้ และแนวทางการบริหารจัดการพลังงาน การอนุรักษ์พลังงาน และนวัตกรรมเทคโนโลยีอื่น ๆ มาปรับใช้ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนต่อไป

‘สวนสัตว์เชียงใหม่’ แถลงปมพบศพ ‘จิงโจ้แดง’ เบื้องต้นพบบาดแผล แต่ไม่พบรอยกัดจากสัตว์อื่น

(30 พ.ค. 67) ตามที่จิงโจ้แดงเพศเมียได้หลุดออกจากส่วนแสดงโซนสัตว์ออสเตรเลีย เมื่อช่วงเช้าวันที่ 29 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา สวนสัตว์เชียงใหม่และอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ได้เดินเท้าเข้าปฏิบัติหน้าที่จากฝั่งทิศเหนือไปยังฝั่งทิศใต้ และจากทิศตะวันตกสู่ทิศตะวันออกจนถึงเวลา 18.30 น. ไม่พบจิงโจ้แดงจึงดำเนินการปฏิบัติการค้นหาอย่างต่อเนื่อง

เช้าวันที่ 30 พฤษภาคม 2567 นายภูพิชิต ช่วยบำรุง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยได้จัดเจ้าหน้าที่อุทยานฯ กับเจ้าหน้าที่สวนสัตว์เชียงใหม่ รวมจำนวน 70 คน เข้าสำรวจบริเวณห้วยช่างเคี่ยนฝั่งทิศใต้ติดวังบัวบาน และทิศตะวันตกฝั่งพระธาตุดอยสุเทพ ตลอดจนถึงทิศเหนือฝั่งห้วยแม่หยวกน้อย และพื้นที่ใกล้เคียง ประกอบด้วย บริเวณค่ายลูกเสือสุเทพ ห้วยตึงเฒ่า รวมพื้นที่มากกว่า 6 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นพื้นที่มากกว่า 3,950 ไร่ ในการเข้าพื้นที่ในครั้งนี้ได้มีหน่วยงานต่าง ๆ ให้การสนับสนุน ได้แก่ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 เชียงใหม่ มณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ

ช่วงบ่ายเวลา 13.00 น. สวนสัตว์เชียงใหม่ และอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ได้จัดชุดเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม เพื่อปฏิบัติการค้นหาอย่างต่อเนื่องและขยายพื้นที่การติดตามค้นหาให้มากยิ่งขึ้น
โดยเจ้าหน้าที่ได้ติดตามค้นหาในเส้นทางเดิมช้ำ เนื่องจากพบร่องรอยในบริเวณใกล้เคียง และในเวลา 13.30 น. ทีมค้นหาได้ค้นพบร่างจิงโจ้แดงบริเวณด้านล่างน้ำตกของลำห้วย ช่างเคี่ยน ห่างจากสวนสัตว์เชียงใหม่เป็นระยะทางประมาณ 1.8 กิโลเมตร ลักษณะพื้นที่เป็นโขดหินขนาดใหญ่และมีร่องน้ำลึกโดยประมาณ ปกคลุมไปด้วยพงหญ้าและต้นไม้ใหญ่หนาทึบ จากนั้นเจ้าหน้าที่ของทั้งสองหน่วยงานได้รายงานไปยังนายวุฒิชัย ม่วงมัน ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ และนายภูพิชิตช่วยบำรุง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เพื่อวางแผนในการขนย้ายร่างจิงโจ้แดงออกจากพื้นที่แล้ว

เสร็จในเวลา 15.30 น. ต่อจากนั้นได้นำร่างจิงโจ้แดงเข้าสู่กระบวนการชันสูตรซาก ต่อไปการสันนิษฐาน จากการพบร่างเบื้องต้น พบบาดแผลเล็กน้อยจากการขีดข่วน ไม่มีร่องรอยของการถูกกัดจากสัตว์อื่น

ทั้งนี้ ทางทีมสัตวแพทย์จะทำการชันสูตรซากและสวนสัตว์เชียงใหม่จะรายงานผลให้ทราบต่อไป ในการนี้ สวนสัตว์เชียงใหม่และอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ขอขอบพระคุณองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่ให้คำแนะนำ สนับสนุน ในการปฏิบัติงานค้นหาจิงโจ้แดงครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

จำนวน 'คนไร้บ้าน' ในสหรัฐฯ พุ่งแตะจุดสูงสุดในรอบ 16 ปี สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำ 'รวย-จน' กำลังขยายวงกว้างขึ้น

เมื่อวานนี้ (29 พ.ค. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สำนักงานข้อมูลข่าวสารแห่งคณะรัฐมนตรีจีนออกรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสหรัฐฯ ประจำปี 2023 ซึ่งเปิดเผยว่าจำนวนคนไร้บ้านในสหรัฐฯ ได้พุ่งแตะจุดสูงสุดในรอบ 16 ปี

รายงานอ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงการเคหะและพัฒนาเมืองสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2023 ซึ่งระบุว่าจำนวนคนไร้บ้านในสหรัฐฯ พุ่งสูงกว่า 650,000 คนแล้ว มากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการรายงานเกี่ยวกับประเด็นนี้เมื่อปี 2007

รายงานระบุว่าคนไร้บ้านร้อยละ 40 อาศัยอยู่ตามท้องถนนโดยปราศจากสิ่งกำบัง ตามอาคารร้าง หรือสถานที่อื่น ๆ ที่ไม่ได้มีไว้สำหรับให้มนุษย์อยู่อาศัย โดยคนกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่ต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดเท่านั้น แต่ต้องผจญกับความเสี่ยงในการถูกตัดสินว่ากระทำความผิดทางอาญาเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

รายงานชี้ให้เห็นว่าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนกำลังขยายกว้างกว่าเดิมในสหรัฐฯ โดยมีสารพัดปัญหาที่กำลังเลวร้ายลง อาทิ "ความยากจนในการทำงาน" (working poor) การขาดแคลนอาหาร อัตราการฆ่าตัวตาย รวมทั้งการใช้ยาเสพติดและสารเสพติดที่เพิ่มขึ้น

'กองการบินทหารเรือ' ซ้อมแผนการปฏิบัติ 'อากาศยานเกิดเหตุฉุกเฉิน' ตอกย้ำความรู้ความเข้าใจ และเพิ่มความชำนาญ ในหน่วยปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง

(30 พ.ค. 67) กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ (กบร.กร.) จัดการฝึกซ้อมแผนการปฏิบัติเมื่ออากาศยานเกิดเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุ (Pre Accident Plan : PAP) ของสนามบินอู่ตะเภา ประจำปี งป.67 ระหว่างวันที่ 24 - 30 พ.ค. 67 โดยมีการเปิดการฝึกฯ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 67 ที่ผ่านมา

โดยในการครั้งนี้ใช้ชื่อการฝึกว่า 'การฝึกซ้อมแผนการปฏิบัติเมื่ออากาศยานเกิดเหตุฉุกเฉิน หรืออุบัติเหตุ สนามบินอู่ตะเภา (U-TAPAO EMEX 2024)' เป็นการฝึกตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) ที่กำหนดให้สนามบินที่มีเที่ยวบินระหว่างประเทศ จะต้องมีการฝึกซ้อมแผนการปฏิบัติเมื่ออากาศยานเกิดเหตุฉุกเฉิน หรืออุบัติเหตุ แบบเต็มรูปแบบ 2 ปี ต่อ 1 ครั้ง 

โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้หน่วยที่เกี่ยวข้อง มีความรู้ความเข้าใจ และเพิ่มความชำนาญ ในแผนการปฏิบัติฯ อันจะเป็นการเสริมสร้างความพร้อม และลดความเสียหายที่เกิดขึ้น จากอากาศยานเกิดเหตุฉุกเฉิน หรืออุบัติเหตุ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของการบินสนามบินที่มาตรฐานด้านการรับมือกับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

อีกทั้งยังสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นช่วงที่เกิดสภาพอากาศแปรปรวนบ่อยครั้ง โดยการฝึกจะช่วยให้ทุกหน่วยงานมีความเข้าใจ สามารถทำงานประสานสอดคล้องกัน และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปฏิบัติงานรวมถึงประชาชนผู้ใช้บริการสนามบินอู่ตะเภา ด้วยการจัดการจำลองการฝึกซ้อมแผน ณ กองบังคับการ (CPX) เวลา 10.00-12.00 น. และทำการฝึกภาคสนาม (FTX) ณ ลานจอด สนบ.กบร.กร. เวลา 13.00-16.00 น.

ในการฝึกครั้งนี้เป็นการฝึกแบบเต็มรูปแบบ (Full Scale) ตามที่องค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) กำหนดให้สนามบินที่มีเที่ยวบินพาณิชย์ระหว่างประเทศ ซึ่งการฝึกครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภายในกองทัพเรือ กับ หน่วยงานต่างๆ ที่อยู่โดยรอบสนามบินอู่ตะเภา ประกอบด้วย...

1.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
2.รพ.อาภากรเกียรติวงศ์
3.รพ. สัตหีบ กม.10
4.รพ.เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ ระยอง
5.สภ.บ้านฉาง

6.สภ.พลูตาหลวง
7.ฝูงบินอิสระปฏิบัติราชการสนาม ฝูงบิน 106 อู่ตะเภา (กองทัพอากาศ)
8.เทศบาลเมืองสัตหีบ
9.เทศบาลเมืองบ้านฉาง
10.อบต. พลูตาหลวง

11.เทศบาลตำบลเกล็ดแก้ว
12.เทศบาลตำบลพลา
13.เทศบาลตำบลสำนักท้อน
14.มูลนิธิพุทธธรรม
15.มูลนิธิสยามรวมใจ

16.มูลนิธิสว่างโรจนธรรมสถาน
17.บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
18.บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
19.บริษัท Pattaya Ground Handling จำกัด
20.บริษัท ไทยไลอ้อน เมนทารี จำกัด

21.บริษัท แบ๊กบริการภาคพื้น จำกัด
22.บริษัท พัทยาเอวิเอชั่น จำกัด
23.บริษัท เอสเอฟเอส จำกัด
24.บริษัท อู่ตะเภา แอร์ เซอร์วิส จำกัด
25.บริษัท เอ็มเจ็ท จำกัด

26.บริษัท HS Aviation จำกัด
27.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
28.บริษัท เดลต้า กอล์ฟ โกบัล เซอร์วิสเซส จำกัด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top