Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

‘อนุทิน’ นำคณะทูตกลุ่มประเทศมุสลิม เยือนจังหวัดชายแดนใต้ ส่งเสริมความร่วมมือพัฒนาปลายด้ามขวานสู่พื้นที่ปลอดภัย-สงบสุข

(12 มิ.ย.67) ที่ TK Park ยะลา (อุทยานการเรียนรู้ยะลา) อ.เมืองยะลา จ.ยะลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย นำคณะทูตกลุ่มประเทศมุสลิมและผู้บริหารระดับสูง ร่วมกิจกรรมเสริมความเข้าใจและสานสัมพันธ์คณะทูตกลุ่มประเทศมุสลิมประจำปี 2567 โดยมีคณะทูตกลุ่มประเทศมุสลิม (The Organization of Islamic Cooperation : OIC) 12 ประเทศ เข้าร่วม 

ทั้งนี้ นายอนุทินและคณะทูตได้รับฟังการนำเสนอการขับเคลื่อนงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย โดยพันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการ ศอ.บต. พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นมีการแลกเปลี่ยนเสวนาประเด็นความรู้ที่เป็นประโยชน์ทางนโยบายของผู้เข้าร่วมกิจกรรม

จากนั้นนายอนุทินได้นำคณะทูตเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ OTOP ของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ ผ้าบาติกที่ได้รับการพัฒนาตามพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ และ ‘Sustainable Fashion’ ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

นายอนุทิน กล่าวว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ มีนโยบายในการทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในด้านสุขภาพ การขนส่งทางอากาศ การสื่อสาร การศึกษา และการท่องเที่ยว มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของประเทศในการแข่งขัน ขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งการพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ ในภูมิภาครวมถึงจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งการได้แลกเปลี่ยนกับคณะทูตจากประเทศ OIC จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนนโยบายของนายกฯ และรัฐบาลไทย โดยเฉพาะการร่วมเป็นหุ้นส่วนของประเทศไทยในการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความปลอดภัยและความสันติสุข 

สำหรับคณะทูต OIC ที่เข้าร่วมกิจกรรม ครั้งนี้ ประกอบด้วย H.E. Mr. Pengiran Haji Sahari Pengiran Haji Salleh เอกอัครราชทูตบรูไน, H.E. Mrs. Hala Youssef Ahmed Ragab เอกอัครราชทูตอียิปต์, H.E. Mr. Nassereddin Heidari เอกอัครราชทูตอิหร่าน, Mr. Bong Yik Jui อุปทูต สถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย, Ms. Aishath Shiruma Ahmed อุปทูต สถานีอัครทูตมัลดีฟส์, Dr. Mohammed Idris Haidara อุปทูต สถานเอกอัครราชทูตไนจีเรีย, Mr. Fuad Adriansyah รองหัวหน้าสำนักงานเอกอัครราชทูตอินโดนีเชีย และ Mr. Nuriddin Mamatkulov รองหัวหน้าสำนักงานสถานกงสุลใหญ่อุซเบกิสถาน 

‘ทอรัส’ หุ่นยนต์ฝีมือจีน ‘ฝังสายเคเบิลก้นทะเล’ สำเร็จครั้งแรก หนุนการปฏิบัติงานของมนุษย์ ภายใต้สภาพแวดล้อมอันซับซ้อน

(12 มิ.ย. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หุ่นยนต์ที่พัฒนาโดยจีนทำการฝังสายเคเบิลก้นทะเลของโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งสำเร็จเสร็จสิ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าของความพยายามกระตุ้นการพัฒนาหุ่นยนต์ใต้ทะเลลึกและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานลม

ด้าน ซีลเลียน กว่างโจว เทคโนโลยี (Sealien Guangzhou Technology) ระบุว่า ‘ทอรัส’ (Taurus) หุ่นยนต์ลากฝังสายเคเบิลและท่อก้นทะเล ได้วางสายเคเบิลที่นอกชายฝั่งเมืองจ้านเจียง มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม

หุ่นยนต์ทอรัสที่ควบคุมจากระยะไกลนี้จะเกื้อหนุนการก่อสร้างฟาร์มพลังงานลมนอกชายฝั่งด้วยการลดการปฏิบัติงานของแรงงานมนุษย์ในสภาพแวดล้อมใต้ทะเลลึกอันซับซ้อน โดยหุ่นยนต์เคลื่อนที่ด้วยล้อตีนตะขาบและทำงานได้ลึกสุด 500 เมตร

อนึ่ง จีนกลายเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตติดตั้งพลังงานลมนอกชายฝั่งมากที่สุดในโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะจีนเดินหน้าความพยายามเพื่อบรรลุเป้าหมายปล่อยคาร์บอนแตะระดับสูงสุดภายในปี 2030 และความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2060

‘สันติสุข’ ออกโรง!! อย่าโยง 'Top News - Voice TV' เหมือนกัน Top News ต้องจ่ายค่าตอบแทนสถานี ไม่ได้ไปกินเงินสถานี

(12 มิ.ย. 67) นายสันติสุข มะโรงศรี ผู้ประกาศข่าว Top News โพสต์ข้อความระบุว่า เรื่องของวอยซ์ก็ของวอยซ์ครับ ใครอย่าได้อ้างว่าเหมือน Top News

ความจริง - การที่ Top News ไปออกช่องทีวีดิจิทัล เราจ่ายค่าตอบแทนทุกครั้งครับ เราเอาเงินไปให้สถานี ไม่ใช่ไปกินเงินสถานีครับ

ทั้งตอนที่ไปออก ททบ.5 และที่กำลังออกทางช่อง JKN18 ในปัจจุบัน

ถ้าจะบอกว่าเหมือนวอยซ์ วอยซ์จะต้องทำสัญญาเช่าเวลาสถานี หรือจ่ายค่าตอบแทนในรูปแบบอื่นแก่ NBT มันถึงจะเทียบเคียงกันได้ครับ

ใครก็ตาม โปรดกรุณาอย่าโยงมั่ว ๆ แบบคนไร้ความรู้นะครับ มันดูแย่มาก

ด้วยความเคารพ

ชลบุรี-ตำรวจน้ำสัตหีบ เข้าแจ้งความ เรือของกลาง 3 ลำ คดีน้ำมันเถื่อนหาย

วันนี้ 12 มิ.ย.67 ที่ สภ.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ร.ต.ท.สันติชล หุมอาจ รองสารวัตรสอบสวน สภ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งความจาก จนท.ตำรวจน้ำสัตหีบ ว่า เรือบรรทุกน้ำมันเถื่อนจำนวน 3 ลำ ของกลางในคดี ที่ถูกควบคุมให้ทอดสมออยู่ในอ่าวสัตหีบ ได้หนีหายไป เมื่อกลางดึกของวันที่ 11 มิ.ย.67 และคาดว่าน่าจะมุ่งหน้าไปทาง จ.ตราด และเข้าไปในเขตทะเลประเทศเพื่อนบ้านแล้ว

จากการสอบถามทราบว่า เมื่อวันที่ (12 มิ.ย.67) เวลาประมาณ 06.00 น. พ.ต.ท.กอบชัย โตอ่อน สว.ส.รน.3 กก.5 บก.รน. (ตร.น้ำสัตหีบ) ได้รับแจ้งว่า เรือของกลาง จำนวน 3 ลำ ประกอบด้วย 1. เรือ เจ.พี. มีของกลาง น้ำมันเถื่อนประมาณ 80,000 ลิตร พร้อมลูกเรือ 7 คน  2. เรือซีฮอต มีน้ำมันเถื่อนประมาณ 150,000 ลิตร ลูกเรือ 6 คน และ 3. เรือดาวรุ่ง มีน้ำมันเถื่อนประมาณ 100,000 ลิตร พร้อมลูกเรือ จำนวน 5 คน ได้หายไปจากจุดทิ้งสมอ สืบเนื่องจาก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 มิ.ย.67 มีพายุเข้าในพื้นที่ อำเภอสัตหีบ มีกระแสลมแรง ทำให้สะพานตำรวจน้ำ ไม่สามารถรองรับนำหนักเรือของกลาง ที่จอดอยู่บริเวณหัวสะพานทั้งหมดได้ จึงให้เรือของกลางฯ ทั้ง 3 ลำ ออกไปลอยลำเพื่อทำการทิ้งสมอ ในระยะปลอดภัย ห่างจากสะพานท่าเทียบเรือตำรวจน้ำ ประมาณ 100 เมตร

และในเวลา 08.00 น. ของวันที่ 12 มิ.ย.67 พ.ต.ท.กอบชัย โตอ่อน สว.ส.รน.3 กก.5 บก.รน. พร้อมด้วย ข้าราชการตำรวจ ในสังกัด ส.รน.3 กก.5 บก.รน.(ตำรวจน้ำสัตหีบ) ได้นำเรือตรวจการณ์ 815 และ เรือตรวจการณ์ 632 ออกทำการค้นหา เพื่อติดตามเรือของกลาง จำนวน 3 ลำ กลับมา 

เมื่อเวลา 11.00 น. เรือตรวจการณ์ 815 และ 632 ยังคงทำการค้นหา ปัจจุบันยังไม่พบเรือ ของกลาง จำนวน 3 ลำ แต่อย่างใด โดยเรือทั้งหมด ถูกตำรวจกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (กก.2 บก.ปอศ.) จับกุมเมื่อวันที่ 17 มี.ค.67 ที่ผ่านมา      

โดยเรือน้ำมันเถื่อนของกลางทั้งหมด จอดรวมกันในวันที่เกิดเหตุและได้เกิดพายุลมแรง จึงให้นำเรือทั้งหมดออกไปจอดทอดสมอห่างจากฝั่งประมาณ 100 เมตร

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ตำรวจที่เข้าเวรยังมองเห็นเรือดังกล่าวเปิดไฟ เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 11 มิ.ย.67 กระทั่งช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. เรือทั้งหมดได้ดับไฟ จนกระทั่งช่วงเช้าจึงพบว่าเรือหายไปแล้ว จึงมสแจ้งความร้องทุกข์เพื่อเป็นหลักฐานต่อไป

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งคลี่คลายคดีอย่างเร็วที่สุด โดยให้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกค้นหา ทั้งทางเรือและทางอากาศ เนื่องจากของกลางหายเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะอยู่ในความควบคุมของตำรวจ โดย พล.ต.ต.พฤทธิพงศ์ นุชนารถ ผบก.รน. ได้ตั้งกรรมการสอบสวน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงให้เร็วที่สุด และหาผู้กระทำผิดมารับผิดชอบต่อไป

สำหรับเรือทั้ง 3 ลำ ที่หายไปในครั้งนี้ เป็นเครือข่ายของ 'โจ้ น้ำมันเถื่อน' หรือ 'โจ้ ปัตตานี' ซึ่งเป็นขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนรายใหญ่ในภาคใต้ ที่หลบหนีหมายจับคดีน้ำมันเถื่อนหลายคดีอยู่ในต่างประเทศ

เตรียมความพร้อม ทรภ.1 โดย หมวดเรือลาดตระเวนชายแดนฝึกสถานีเรือ เตรียมความพร้อมป้องกันชายแดน

หมวดเรือลาดตระเวนชายแดน โดย ร.ล.ตากใบ เรือ ต.992 และ เรือ ต.233 ฝึกเตรียมความพร้อม ในการประจำสถานีเรือ เพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติงาน ในพื้นที่ชายแดนทางทะเล จ.ตราด สร้างความเชื่อมั่น ความมั่นใจ และความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่
นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่น มั่นใจ ให้แก่ ประชาชนในพื้นที่ อีกด้วย
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

#เทิดทูนสถาบันยึดมั่นระเบียบวินัยประชาชนภูมิใจทะเลไทยมั่นคง
#FitfortheFuture
#ทัพเรือภาคที่1

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดกิจกรรม 5 ส. ดูแลกำลังพล ตามนโยบาย ผบ.ทร.

12 มิ.ย.67 พลเรือตรี ดนัย ปานแดง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ (ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร.) เป็นประธานในพิธี เปิดการจัดกิจกรรม 5 ส. บ้านพักข้าราชการใน รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ณ อาคารที่พักอาศัย รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมี นาวาเอก ธวัชชัย ศานติพิพัฒน์ ประธานคณะอนุกรรมการบ้านพักข้าราชการใน รพ.ฯ นำกำลังพลของโรงพยาบาลและครอบครัวข้าราชการที่พักอาศัยบ้านพักข้าราชการในโรงพยาบาลฯ ร่วมให้การต้อนรับ

ตามนโยบายของ ผู้บัญชาการทหารเรือ ด้านการดูแลกำลังพล ทร. ในเรื่องการดูแลสุขภาพกำลังพลและครอบครัว ตามโครงการ "เฝ้าระวังสุขภาพของกำลังพลและครอบครัว" (Good Home Good Health) ในชุมชนทหาร คณะอนุกรรมการบ้านพักข้าราชการในโรงพยาบาลฯ จึงได้จัดกิจกรรม 5 ส. ได้แก่ สะสาง (Seiri / Sort) สะดวก (Seiton / Set in Order) สะอาด (Seiso / Shine) สุขลักษณะ (Seiketsu / Standardize) และสร้างนิสัย (Shitsuke / Sustain) ขึ้น เพื่อสนองต่อนโยบายของ ผู้บัญชาการทหารเรือ กระตุ้นให้ผู้ที่พักอาศัยในบ้านพักข้าราชการโรงพยาบาลฯ ทำงานเป็นทีม เกิดความรัก ความผูกพัน ความรับผิดชอบ การดูแลสิ่งแวดล้อมต่อที่พักอาศัยของตนเองและของทางราชการ และเพื่อให้โรงพยาบาลฯ มีความสง่างามทั้งภายในและภายนอกหน่วย เป็นที่เชื่อมั่นและภาคภูมิใจอยู่เสมอ โดยบุคลากรของโรงพยาบาลฯ ตลอดจนให้ผู้ที่พักอาศัยมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมในวันนี้

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้กล่าวว่า การจัดกิจกรรม 5 ส. เปรียบเสมือน กิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพ ให้ผู้ที่พักอาศัยใช้เป็นเครื่องมือในการปรับปรุงพัฒนา ให้สถานที่พักมีความน่าอยู่ปลอดภัยได้มาตรฐาน อีกทั้งยังส่งผลให้ผู้พักอาศัยมีสุขภาวะที่ดี เอื้ออำนวยให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานมีความปลอดภัย เปรียบเสมือนก้าวแรกของการบริหารงานไปสู่ผลสำเร็จ ตลอดจนสร้างทัศนคติที่ดี ประการสำคัญเพื่อให้กำลังพลมีสวัสดิการและสวัสดิภาพที่ดี ตลอดจนมีความพร้อมในการทำงานให้กับกองทัพเรือ ต่อไป

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ก012 ชลบุรี 0909535645

‘เดนมาร์ก’ ประกาศเรียกคืนบะหมี่เกาหลี ‘ซัมยัง’ หลังพบสาร ‘ความเผ็ด’ เสี่ยงเป็นพิษต่อผู้บริโภค

(12 มิ.ย.67) สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า เดนมาร์กเรียกคืนผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสเผ็ดของแบรนด์ ‘ซัมยัง’ (Samyang) สัญชาติเกาหลีใต้จำนวนมากในวันอังคาร (11 มิ.ย.) เนื่องจากพบแคปไซซิน หรือสารที่ให้ความเผ็ด ในระดับที่เสี่ยงเป็นพิษต่อผู้บริโภค

หน่วยงานด้านอาหารของเดนมาร์กได้ประกาศเรียกคืนราเมงสำเร็จรูปจำนวน 3 รสชาติ ได้แก่ บูลดัก สไปซี่แอนด์ฮอต ชิคเก้น เผ็ดคูณสาม (Buldak 3x Spicy & Hot Chicken), รสเผ็ดคูณสอง (2x Spicy & Hot Chicken) และสตูว์ไก่รสเผ็ด (Hot Chicken Stew) และเรียกร้องให้ผู้บริโภคงดรับประทานราเมงสำเร็จรูปทั้ง 3 รสดังกล่าว แต่ขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่ามีประเด็นใดเป็นพิเศษ ที่ทำให้ทางการเดนมาร์กเรียกคืนสินค้าเหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม สำนักงานสัตวแพทยศาสตร์และอาหารเดนมาร์ก เผยว่า หน่วยงานพบระดับของสารแคปไซซินต่อราเมงสำเร็จรูป 1 ห่อ สูงจนมีความเสี่ยงที่ผู้บริโภคอาจเกิดอาการเป็นพิษเฉียบพลันได้

หน่วยงานระบุในแถลงว่าหากมีสินค้านั้นไว้ในครอบครอง จะเลือกทิ้งหรือนำไปคืนที่ร้านค้าที่ซื้อมาก็ได้

การประกาศเตือนดังกล่าว กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ ซึ่งในหมู่ผู้บริโภคที่ชื่นชอบมองว่า คำเตือนดังกล่าวเป็นเรื่องน่าขัน และหลายคนพูดถึงความสามารถในการรับประทานอาหารเผ็ดของชาวเดนมาร์กว่า ‘อยู่ในระดับต่ำ’

‘หนุ่ย พงศ์สุข’ เศร้าใจ!! ไฟไหม้ ‘ตลาดนัดจตุจักร’ คร่าชีวิตสัตว์นับพัน หลัง ‘จนท.หน้างาน’ งุ่มง่าม-ไร้ทักษะ รอแต่ความช่วยเหลือ จนแย่หนัก

(12 มิ.ย.67) นายพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ หรือ คุณหนุ่ย พิธีกรไอทีและผู้ผลิตคอนเทนต์ชาวไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า…

มองแบบพิจารณาไฟล์บันทึกภาพกล้องวงจรปิดตลาดนัดสัตว์เลี้ยงสวนจตุจักรแล้วเศร้าใจ

ทุกคนตรงนั้น ‘งุ่มง่าม’ ทำอะไรไม่ถูก ถังดับเพลิงก็มี สายน้ำต่อก๊อกดับเพลิงก็มี แต่ทุกคน (ที่มีหน้าที่เฝ้า) คือ ‘งุ่มง่าม’

มัวแต่คิดจะโทรขอคนไกลให้มาช่วยดับไฟ ไม่คิดจะทำเอง ทั้ง ๆ ที่อยู่ตรงหน้า

จากไฟจุดเล็ก ๆ ที่ลัดวงจร กลายเป็นกองไฟขนาดใหญ่เผาผลาญสัตว์เลี้ยงแสนรัก เป็นพันตัว สร้างผลเสียหายมากมาย …เพียงเพราะความ ‘งุ่มง่าม’ ของคนสามคน ที่ถูกจ้างมา ‘ทำหน้าที่’ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เต็มที่

เห็นแล้วก็นึกถึง Man in Charge อีกจำนวนมากในประเทศเราที่ ‘ทุนมนุษย์’ กำลังมีปัญหา ทุนเงินมีมาเรื่อย ๆ แหละ แต่ขีดความสามารถแข่งขันตกต่ำลง

เพราะผู้คนขาดทักษะการทำงาน

ถูก ‘ยัดทะนาน’ เข้ามาอยู่ในระบบงาน เพียงเพราะ ‘งบประมาณมีดังต่อไปนี้….’ แล้วหาคนทำงานที่เหมาะสมไม่ได้ แต่งบมันมาแล้ว

เลยแค่หา ‘คนไหนก็ได้’ มาถมให้เต็มตำแหน่ง ต่างคนต่างอยู่กันไป

เงินมี อุปกรณ์มี ชุดเสื้อผ้าประจำตำแหน่งมี (ที่ผมเคยเรียกว่า ‘คอสเพลย์ในตำแหน่ง’)

แต่ทักษะไม่มี และไม่คิดจะแก้ปัญหาความไม่มีความรู้ ก็เลยอยู่ไปวัน ๆ หายใจทิ้งไปวัน ๆ นั่งทับโอกาสของคนอื่น ๆ ที่ควรจะเข้ามาพัฒนาทักษะตรงนี้

โถ่… ประเทศหลอกกัน หันไปทางไหนก็เจอแต่เจ้าหน้าที่มาคอสเพลย์

สงสารสัตว์ที่สุด สงสารผู้เสียหายที่สุด

"พัชรวาท” อ้าแขนรับกองถ่ายระดับโลก ดึงอุทยานฯไทยร่วมฉาก พร้อมกำชับการถ่ายทำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม-ปล่อยคาร์บอนต่ำ"

จากกรณีที่สื่อมวลชนเผยแพร่ข่าว จะมีการถ่ายทำภาพยนตร์ดังระดับโลกในประเทศไทย ซึ่งมีการขออนุญาตถ่ายทำในสถานที่ท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติทางทะเลด้วยนั้น

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่อุทยานแห่งชาติไทย ถูกเลือกให้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ดังระดับโลก เพราะนอกจากจะทำให้สถานที่ท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติในประเทศไทย เป็นที่รู้จักของต่างประเทศ ยังส่งผลที่ดีต่อการท่องเที่ยวในประเทศ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนรอบแนวเขตอุทยาน และการท่องเที่ยวภายในจังหวัดนั้นด้วย นอกจากนี้ได้กำชับให้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญต้องไม่กระทบและเกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงต้องเป็นการถ่ายทำภาพยนตร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน หรือคาร์บอนต่ำ ตลอดจนการรบกวนสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

ด้านนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้มีหนังสือแจ้งมายังกรมอุทยานแห่งชาติฯ ระบุว่า “คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์  ได้อนุญาตให้ SAGA Productions Limited สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ สร้างภาพยนตร์เรื่อง “SAGA”  ระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน – 16 กรกฎาคม 2567 ระบุสถานที่ถ่ายทำประกอบด้วยกรุงเทพมหานคร จังหวัดพังงา จังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดตรัง” 

สำหรับกรณีดังกล่าวข้างต้น บริษัท เปสตัน ฟิลม์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประสานงานการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ได้ยื่นขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 3 แห่ง คือ บริเวณหาดซันเซท เกาะกระดาน อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง เป็นระยะเวลา 5 วัน บริเวณน้ำตกห้วยโต้ อุทยานแห่งชาติเขาพนมเบญจา จังหวัดกระบี่ ระยะเวลา 3 วัน และบริเวณเขาตาปู เกาะสองพี่น้อง เกาะนากายะ อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา จ.พังงา ระยะเวลา 5 วัน โดยมีการจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตถ่ายทำภาพยนต์และวางหลักประกันความเสียหายระหว่างถ่ายทำตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว 

จากการพิจารณาการเข้าถ่ายทำภาพยนตร์ดังกล่าว ซึ่งผ่านคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์มาแล้วว่ามีเนื้อหาและรูปแบบที่ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาในการถ่ายทำภาพยนตร์ในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตต้องไม่มีการปิดกั้นพื้นที่การถ่ายทำ  มีการควบคุมเรื่องเสียง อุปกรณ์และเทคนิคต่างๆคำนึงถึงความปลอดภัย และต้องไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือรบกวนสัตว์ป่า ในการสร้างฉาก จัดแต่งสภาพพื้นที่จะต้องไม่มีการขุดเจาะ หรือเปลี่ยนแปลงพื้นที่ถ่ายทำและสภาพธรรมชาติที่มีอยู่ดั้งเดิม ให้เกิดความเสียหายหรือเสื่อมสภาพของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และไม่รบกวนนักท่องเที่ยวที่เข้าเที่ยวชมธรรมชาติ รวมถึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขและการควบคุมที่กำหนดอื่นๆ โดยให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแต่ละแห่งเป็นผู้แทนในการกำกับดูแลการถ่ายทำให้เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

‘รมว.ปุ้ย’ หารือ ‘เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น’ ย้ำความร่วมมืออุตฯ ‘ไทย-ญี่ปุ่น’ ยืนยัน!! พร้อมหนุนรถยนต์สันดาปภายใน ช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่รถ EV

(12 มิ.ย. 67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้การต้อนรับนายโอตากะ มาซาโตะ (H.E. Mr. OTAKA Masato) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ และหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นภาพรวมและโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระหว่างไทย-ญี่ปุ่นในอนาคต

รวมถึงนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย และนโยบายด้านการจัดการซากรถยนต์ในอนาคต (Future End of Life Vehicle Policy) เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2567

โดยมีนายดนัยณัฏฐ์ โชคอำนวย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นางศิริเพ็ญ เกียรติเฟื่องฟู รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และนางสาวนลินี กาญจนามัย รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าร่วมด้วย ณ ห้องรับรอง 1 ชั้น 2 อาคาร สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

นางสาวพิมพ์ภัทรากล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก ๆ ที่มาลงทุนและสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมก็ได้รับความร่วมมือที่ดีจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) และองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (NEDO) เข้าพบเพื่อรายงานสรุปผลแนวโน้มทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วย

“สำหรับความร่วมมือในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะนี้อยู่ระหว่างประเทศไทยให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์อีวี เพื่อลดการปลดปล่อยคาร์บอน แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน นายกรัฐมนตรีนายเศรษฐา ทวีสิน ก็มีนโยบายไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และพร้อมสนับสนุนยานยนต์สันดาปภายใน (ICE) ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า

ซึ่งปัจจุบันมีสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กำลังรวบรวมข้อมูลผู้ประกอบการ เพื่อประเมินทิศทางของอุตสาหกรรมต่อไป นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังมีแผนการตั้งนิคมอุตสาหกรรม Circular บนพื้นที่ 5,000 ไร่ เพื่อรองรับการจัดการกากของเสียต่าง ๆ ในอนาคตด้วย”

ด้านนายโอตากะกล่าวว่า วันนี้ยินดีที่ได้มีโอกาสได้พูดคุยหารือถึงการขยายการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะค่ายรถยนต์ของญี่ปุ่นที่มาลงทุนในประเทศไทย รู้สึกยินดีที่ทราบว่ารัฐบาลไทยจะยังคงให้การสนับสนุนยานยนต์ ICE และไฮบริด และทางญี่ปุ่นเองก็พร้อมสนับสนุน และที่สำคัญยังมีความยินดีที่จะให้คำปรึกษาเรื่องนิคมอุตสาหกรรม Circular การจัดการพลังงาน รวมถึงเรื่องกากอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top