Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

'จุติ' กระตุกรัฐ เจียดงบ 68 หนุนกองทุนความเสมอภาคทางการศึกษา หวังช่วยคนจนที่อยู่นอกระบบการศึกษาอีกนับล้านคน

เมื่อวานนี้ (19 มิ.ย.67) ที่รัฐสภา นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ว่า ตนขอสนับสนุนพระราชบัญญัติงบประมาณ ปี 2568 หลังจากฟังการอภิปราย ได้ตั้งข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับนโยบายของกระทรวงการคลัง เมื่อได้ฟังท่านสมาชิกสภาฯ รวมถึงคำชี้แจงของรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงการคลังทั้ง 3 ท่านแล้ว นับเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ตนขอติดตามว่าหลังจากนี้จะทําตามที่ได้พูดไว้ในสภาฯ แห่งนี้หรือไม่ 

ขณะเดียวกัน ยังขอชื่นชมรัฐบาลชุดนี้ในเรื่องการปราบปรามบ่อนพนันและยาเสพติด แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องการให้ทํามากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า เพราะเริ่มเห็นการระบาดเข้าไปสู่ระดับโรงเรียน ถือว่าเป็นภัยต่อเด็กนักเรียนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง แน่นอนว่าเด็กยังขาดวุฒิภาวะในการแยกแยะ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนในสังคมจะช่วยสอดส่องดูแล ซึ่งเรามีแอปพลิเคชัน ESS Help Me เอาไว้แจ้งเหตุให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติ, กระทรวงศึกษาธิการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, อัยการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะบูรณาการดูแลความปลอดภัยของเด็กต่อไป 

นายจุติ ยังกล่าวด้วยว่า ทุกวันนี้เราพูดถึงเรื่องการสนับสนุนซอฟต์พาวเวอร์อย่างกว้างขวาง แต่ตนขอยกตัวอย่างซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทยที่เห็นได้ชัดเจน นั่นคือประวัติศาสตร์ไทย, วัฒนธรรมไทย และยิ้มสยาม รวมถึงคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีต่อประเทศไทย นับเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่สามารถนำเสนอต่อชาวโลกได้เช่นกัน จึงอยากจะเสนอแนะให้ใช้งบประมาณด้านซอฟต์พาวเวอร์ในส่วนนี้ให้มากขึ้น และขอชมท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่า ท่านเป็นนักการเมืองที่ไหว้สวยที่สุดคนหนึ่ง น่าที่จะเอาไปเป็นแบบอย่าง

“วันนี้ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่มาตอบเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทยนั้นเทียบชั้นได้ไม่แพ้ประเทศอิตาลีที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกมากที่สุดประเทศหนึ่ง อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะเตือนใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีช่วยทั้งสองท่านว่า รวยแล้วอย่าลืมคนจน เพราะวันนี้ผมยังไม่เห็นว่า ในฐานะที่ท่านจะเป็นรองประธานกรรมาธิการงบประมาณฉบับนี้ เงินกองทุนความเสมอภาคทางการศึกษา คนจนหนึ่งล้านคนที่อยู่นอกระบบการศึกษากำลังยังรอท่านอยู่ หวังว่าท่านจะเติมให้ไม่น้อยกว่างบประมาณด้านซอฟต์พาวเวอร์ ทั้งนี้ สาเหตุที่เด็กนักเรียนหนึ่งล้านคนต้องออกจากระบบการศึกษาสาเหตุนั้นมาจากความยากจน 47% มาจากปัญหาครอบครัว 16% มาจากปัญหาไม่ได้รับสวัสดิการจากรัฐเพียงพอ 8.88% รวมถึงปัญหาสุขภาพ ปัญหาถูกผลักจากระบบการศึกษา และอยู่ในคุกอีก 5% ดังนั้น หากมีการจัดสรรให้กองทุนความเสมอภาคทางด้านการศึกษา จะทำให้คนอีกหลายล้านคนจะได้ประโยชน์มากขึ้นครับ” 

นายจุติ กล่าวอีกว่า อยากจะเสนอแนะให้รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน กองทุนจากทั่วโลกได้เห็น รวมถึงรับฟังมืออาชีพที่เป็นนักบริหารความเสี่ยงจากต่างประเทศ เขามองประเทศไทยอย่างไร ซึ่งการแก้ปัญหาความเชื่อมั่นโดยไม่ต้องใช้งบประมาณเลยนั้น สามารถทำได้ แต่ต้องเอาใจใส่ 3 ประการ 

ข้อที่หนึ่ง เรื่องวินัยการคลัง เพราะการกู้เงินจำนวนมากก็จะทำให้เกิดความกังวลว่า ถ้ามีหนี้มาก ภาระดอกเบี้ยก็จะมากตามด้วย ซึ่งจะทําให้เสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยนั้นมีปัญหาหรือไม่ วันนี้ค่าเงินบาทยังมีศักยภาพอยู่ วันไหนที่ประเทศไทยมีปัญหาทั้งค่าเงิน ทั้งการนําเข้า พลังงานที่แพง วันนั้นเราจะนึกถึงว่าเสถียรภาพนั้นมีค่ายิ่ง ดังนั้นศักยภาพของเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการคลังจึงเป็นสิ่งสําคัญ 

ข้อที่สอง เรื่องวินัยในธรรมาภิบาล ตนเห็นรัฐบาลชุดนี้มีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล แต่เมื่อผิดแล้วรีบแก้ไขถือว่าเป็นเรื่องดี อย่าให้ไฟลาม แต่ในขณะเดียวกัน ในอนาคตจะตั้งใครเข้ามาทำงานก็ตามขอให้ดูประวัติให้ดี ๆ ขอให้คนที่มองอยู่วันนั้นเกิดความเชื่อมั่นว่า คนจะมาคุมกติกาการลงทุน คนจะมาคุมกติกาตลาดนั้น มือต้องไม่เปื้อนเลือด เสื้อผ้าต้องไม่คลุกโคลน ต้องขาวสะอาด ข้อเสนอแนะนี้หวังว่าท่านคงเข้าใจ ดังนั้น วินัยในเรื่องธรรมาภิบาลนั่นคือ ลงโทษบุคคลที่ควรลงโทษ แล้วให้รางวัลคนดีที่ทําเพื่อบ้านเมือง 

ส่วนข้อสุดท้าย เรื่องวินัยข้าราชการ ซึ่งเป็นคนที่ทําตามกติกาและทำให้สำเร็จตามนโยบายรัฐบาล ข้าราชการดี ๆ มีอยู่เยอะ ต้องขอขอบคุณตํารวจทหารที่ปราบปรามยาเสพติดตามชายแดน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ขอประณามความเชี่ยวชาญของตํารวจทหารที่หากินกับยาเสพติด ขอชื่นชมกับตํารวจที่ปราบบ่อนพนันออนไลน์ แต่ในขณะเดียวกันขอประณามคนที่หากินกับบ่อนพนันออนไลน์เช่นกัน นอกจากนี้ ยังพบการละเลยที่ปล่อยให้บุหรี่ไฟฟ้าระบาดในประเทศไทย ทั้งที่บุหรี่ไฟฟ้าถูกห้ามขายประเทศไทยมาขายมา 10 ปีแล้ว แต่ในวันนี้จีนมีสถิติส่งบุหรี่ไฟฟ้ามาประเทศไทยถึงหนึ่งพันหกร้อยล้านบาท ซึ่งคงปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ รวมไปถึงการปล่อยให้ ‘แป้ง นาโหนด’ หนีไปได้ แม้ว่าตอนนี้จะจับตัวกลับมาได้แล้วก็ตาม ดังนั้น หากรัฐบาลนี้จะอยู่หรือจะไป ขึ้นอยู่กับ 3 วินัยที่กล่าวมานี้เอง 

พร้อมอภิปรายทิ้งท้ายว่า “ผมขอเป็นกําลังใจทุกท่านที่ตั้งใจทํางาน และอยากให้พวกเราช่วยกันทําให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น และขออนุญาตว่า เมื่อผมผ่านงบประมาณนี้ให้ในวาระแรก ผมจะขอติดตามท่านรัฐมนตรีทั้งหลายที่ให้คํามั่นกับสภาไว้นะครับและขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ให้คําแนะนําที่เป็นประโยชน์ทั้งฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล ผมเชื่อว่ารัฐบาลจดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ และนําไปปรับปรุง เพื่อให้ออกมาดีที่สุดสําหรับประเทศไทยครับ”

‘สหพันธ์ขนส่งทางบกฯ’ เตรียมถก 12 ผู้ประกอบการฯ บ่ายนี้ ขู่!! จ่อขึ้นค่าขนส่ง 9% หากรัฐเพิกเฉย ไม่ตรึงดีเซล 30 บาท

เมื่อวานนี้ (19 มิ.ย.67) นายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 20 มิถุนายน จะมีการประชุมหารือร่วมกับสมาชิกผู้ประกอบการขนส่ง 12 สมาคม เพื่อจะรองรับมติว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปหากรัฐบาลยังเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของสมาพันธ์ฯ ก่อนหน้านี้ ที่ต้องการให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซล 30 บาทต่อลิตร โดยสมาพันธ์จะปรับขึ้นราคาค่าขนส่งขึ้น 9% หากรัฐบาลไม่มีการดำเนินการเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด หรือปรับขึ้นประมาณ 3% ต่อราคาน้ำมันดีเซล 1 บาท ที่เกิน 30 บาทต่อลิตร

“การปรับขึ้นดังกล่าวหากจะคิดง่าย ๆ ก็จะทำให้ค่าขนส่งเดิมที่คิดราคา 10,000 บาท จะถูกเพิ่มขึ้นอีก 900 บาทนั่นเอง” นายอภิชาติ กล่าว

โดยนายอภิชาติ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มรถกระบะ หรือปิคอัพ ที่เป็นผู้ประกอบการขนส่ง ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาพันธ์ขนส่งฯ ที่พร้อมจะปรับขึ้นราคาค่าขนส่งอีก 9% เช่นเดียวกัน หากราคาน้ำมันดีเซลยังอยู่ในระดับปัจจุบันที่ 32.94 บาทต่อลิตร

สำหรับการประชุมหารือจะเริ่มเวลาประมาณ 13.00-15.00 น. ที่สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย

'ปิยบุตร' ปลุกนักการเมือง เลิกทำตัวเป็น 'ไก่ในเล้า'  ร่วมกันจับมือต้าน 'ยุบพรรค' หยุดเอาใจชนชั้นนำดั้งเดิม

(20 มิ.ย.67) นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “เมื่อครั้งพรรคไทยรักษาชาติถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคด้วยข้อหากระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จากกรณีเสนอชื่อทูลกระหม่อมอุบลรัตน์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ครั้งนั้น ผมเป็นเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้เสนอต่อคณะกรรมการบริหารพรรคว่าจะขอแถลงต่อสาธารณะ แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับศาลรัฐธรรมนูญ”

“มีผู้หวังดีกับพรรคบอกมาว่า อย่าไปยุ่งเลย แต่สุดท้าย เรายืนยันว่าต้องแถลง ผมอธิบายผู้หวังดีไปว่า ผมมีจุดยืนคัดค้านการยุบพรรคมาโดยตลอด สมัยเป็นอาจารย์ นิติ มธ.ก็ออกแถลงการณ์กับเพื่อนๆ คัดค้านการยุบพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน ชาติไทย มัชฌิมาธิปไตย”

นายปิยบุตร ระบุต่ออีกว่า “แม้วันนี้ มาเป็นนักการเมือง ผมก็ยังอยากเห็นพรรคการเมืองทั้งหมด แม้จะเห็นไม่ตรงกัน อยู่กันคนละฝ่าย ควรจับมือร่วมกันต่อสู้กับการยุบพรรคแบบไทยๆ ที่ใช้กันมาตั้งแต่ 49/50”

“ผมแถลงข่าวไป พร้อมเผยแพร่เอกสาร”

“จากนั้น บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ ก็ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ดำเนินคดีผมในข้อหา ดูหมิ่นศาล ผมตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาครั้งแรกในชีวิต มีข้อหาพะรุงพะรัง เสียเวลากับคดีความไปพอสมควร ผ่านไปปีเศษอัยการสั่งไม่ฟ้อง…”

“นักการเมืองต้องเป็นผู้นำทางความคิด ชี้นำความคิดที่ถูกต้องให้สังคม”

“นักการเมืองไม่ควรทำตนเป็น “ไก่ในเล้า” ตีกันในกรงขังทางกฎหมายที่พวก ‘ชนชั้นนำดั้งเดิม’ สร้างเพื่อล้อมคอกนักการเมือง แทนที่จะสะใจ เยาะเย้ย ถากถาง กับพรรคที่อาจโดนยุบหรือพรรคที่โดนยุบ ควรร่วมกันต่อสู้เรื่องการยุบพรรคดีกว่า หยุดเอาใจ แสดงตนเป็นเด็กดี ของชนชั้นนำดั้งเดิม ทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

แถลงข่าว เดิน–วิ่ง การกุศล ซุปเปอร์ มินิมาราธอน รพ.พระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ครั้งที่ 17 ชิงถ้วยพระราชทานฯ

วันที่ 19 มิ.ย.67 พล.ร.ต.ดนัย ปานแดง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานแถลงข่าวการแข่งขัน เดิน–วิ่ง การกุศล ซุปเปอร์ มินิมาราธอน โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2567 ภายใต้ ระหัส “RUN FOR HEALTH วิ่งเพื่อสุขภาพของนักกีฬา ” ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีผู้มีเกียรติ ผู้สนับสนุนเดิน-วิ่งการกุศลฯ สื่อมวลชน ผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากร รพ.ฯ เข้าร่วมการแถลงข่าว ณ ห้องโถงอาคารตรวจโรคผู้ป่วยนอก รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 

การแข่งขัน “RUN FOR HEALTH วิ่งเพื่อสุขภาพของนักกีฬา” เป็นกิจกรรม เดิน–วิ่ง การกุศล ซุปเปอร์มินิมาราธอน โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ครั้งที่ 17 

กำหนดจัดการแข่งขัน ในวันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 2567 เวลา 04.00 - 08.30 น. เพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2567 รายได้สุทธิจากการจัดการแข่งขัน สมทบทุนจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้กับโรงพยาบาลฯ และเพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้กับประชาชนในพื้นที่ 

ตลอดจน ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล ตามระยะต่างๆ ที่กำหนด ได้แก่ ระยะทาง 13.55 กม. ระยะทาง 5 กม. และ 3 กม. เปิดรับสมัคร ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทาง https://race.thai.run/srkrunforheart2024

20 มิถุนายน พ.ศ. 2309 ‘ค่ายบางระจัน’ ถูกบุกตีแตก ต้องเสียค่ายให้แก่พม่า ปิดฉากวีรกรรมความกล้าหาญ หลังพระนครไม่สนับสนุน

‘ค่ายบางระจัน’ เป็นค่ายป้องกันตัวเองของชาวบ้านเมืองสิงห์บุรีและเมืองต่าง ๆ ที่พากันมาหลบภัยจากกองทัพพม่าที่บางระจัน ก่อนการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 สามารถต้านทานการเข้าตีของกองทัพพม่าได้หลายครั้ง และมีกิตติศัพท์เลื่องลือในด้านวีรกรรมความกล้าหาญในประวัติศาสตร์ไทย

ปี 2307 กองทัพพม่าภายใต้การนำของ ‘เนเมียวสีหบดี’ ยกเข้ามาในขอบคัณธสีมาด้านด่านระแหงแขวงเมืองตาก โดยกวาดต้อนผู้คนตัดกำลังของกรุงศรีอยุธยาทางหัวเมืองเหนือ ในขณะที่มังมหานรธา ตีเข้ามาทางหัวเมืองใต้ สกัดกำลังจากชายทะเลทิศใต้ โดยหมายใจบรรจบเข้าที่กรุงศรีอยุธยา

ต้นเดือนมกราคม 2308 กองทัพของเนเมียวสีหบดี ได้มาหยุดอยู่ที่เมืองวิเศษชัยชาญ และจัดให้ทหารพม่ากองหนึ่งเที่ยวกวาดต้อนทรัพย์สินและผู้คนทางเมืองวิเศษชัยชาญ ราษฎรต่างพากันโกรธแค้นต่อการกดขี่ข่มเหงของทหารพม่า จึงแอบคบคิดกันเพื่อลุกขึ้นต่อสู้

ในเดือน 3 พวกชาวเมืองวิเศษชัยชาญ เมืองสิงห์บุรี เมืองสรรคบุรี และชาวบ้านใกล้เคียงพากันคบคิดอุบายเพื่อล่อลวงทหารพม่า ทั้งรวบรวมผู้คนไว้เพื่อทำการต่อไป ในบรรดาชาวบ้านที่ร่วมกันอยู่นี้มีหัวหน้าที่สำคัญคือ นายแท่น นายโชติ นายอิน นายเมืองง ซึ่งได้หลอกลวงทหารพม่านำไปหาทรัพย์สิ่งของที่ต้องการ ทหารพม่าหลงเชื่อตามไป ก็ถูกนายโชติและพรรคพวกซุ่มอยู่บุกเข้ามาฆ่าฟันพม่าตายประมาณ 20 คน แล้วจึงพากันหนีไปยังบางระจัน

ในเวลานั้นชาวเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงต่างก็เข้ามาหลบอาศัยอยู่ที่บางระจันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีอาหารอุดมสมบูรณ์ ข้าศึกตามเข้าไปได้ยาก ชาวบ้านทั้งหลายจึงพาพรรคพวกครอบครัวอพยพหันมาพึ่งพระอาจารย์ธรรมโชติ ซึ่งมีกิตติศัพท์ว่ามีความเชี่ยวชาญทางวิทยาคมมาก

ต่อมานายแท่นและผู้มีชื่ออื่น ๆ ชักชวนชาวบ้านได้อีกประมาณ 400 คนเศษพากันมาอยู่ที่บ้านบางระจัน หลังจากนั้นก็ตั้งค่ายขึ้นล้อมรอบบ้านบางระจัน 2 ค่าย เพื่อป้องกันทหารพม่าที่จะยกติดตามมาและเพื่อจัดหากำลังและศัตราวุธในแถบตำบลนั้น นอกจากนี้มีคนไทยชั้นหัวหน้าที่เข้ามาร่วมด้วยอีก 7 คน คือ ขุนสรรค์ พันเรือง นายทองเหม็น นายจันหนวดเขี้ยว นายทองแสงใหญ่ นายดอกไม้ และนายทองแก้ว รวมหัวหน้าที่สำคัญของค่ายบางระจันครั้งนั้นรวม 11 คน ตั้งกองสู้กับกองทัพพม่า

การที่พม่าส่งกองทัพมาปราบค่ายบางระจันถึง 7 ครั้ง แต่ต้องแตกพ่ายทุกครั้งนั้น ทำให้แม่ทัพใหญ่ของพม่าวิตกมาก เนื่องจากชาวบ้านบางระจันมีกำลังเข้มแข็งขึ้นทุกที และไม่มีใครอาสาเป็นนายทัพ ขณะนั้นมีชาวรามัญผู้หนึ่งเคยอยู่เมืองไทยมานาน รู้จักนิสัยคนไทยและภูมิประเทศดี ได้เข้าฝากตัวทำราชการอยู่กับพม่าจนได้รับตำแหน่งสุกี้ หรือพระนายกอง สุกี้เข้ารับอาสาจะขอไปตีค่ายบางระจัน เนเมียวสีหบดีจึงแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพคุมพล 2,000 พร้อมทั้งม้าและสรรพาวุธทั้งปวง

สุกี้จึงเปลี่ยนกลยุทธ์ โดยใช้วิธีตั้งทัพอยู่เฉย ๆ เพราะรู้ว่าชาวบ้านใจร้อนเมื่อถูกยุทธวิธีรบแบบยืดเยื้อ ชาวบ้านก็มีใบบอกไปถึงกรุงศรีอยุธยาเพื่อขอปืนใหญ่และกระสุนมาต่อสู้กับพม่า แต่ได้รับการปฏิเสธ โดยกรุงศรีอยุธยา ส่งมาแต่นายกองมาช่วยดู ชาวบ้านจึงช่วยกันนำเศษทองเหลืองที่เรี่ยไรมาได้ หล่อเป็นปืนใหญ่ 2 กระบอก แต่ปืนร้าว ใช้งานไม่ได้สุกี้รู้แล้วว่ากองทัพชาวบ้าน ไม่ได้รับการสนับสนุนจากพระนคร จึงมั่นใจว่าชาวบ้านบางระจันเริ่มอ่อนแอ จึงสั่งให้ขุดอุโมงค์เข้าไปใกล้ค่ายบางระจัน แล้วเอาปืนใหญ่ตั้งหอสูงระดมยิงใส่ค่ายจนค่ายแตก ทำให้ไทยต้องเสียค่ายบางระจันแก่พม่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2309

‘อรรถวิชช์’ ชี้!! รัฐบาลจัดงบฯ ขาดดุลเต็มพิกัด เข็น ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ แต่คุ้มไหมกับหนี้สาธารณะ?

(19 มิ.ย.67) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต สส.กรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ‘สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง’ ทางช่องยูทูบ ‘แนวหน้าออนไลน์’ ในประเด็น (ร่าง) พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 วงเงิน 3.75 ล้านล้านบาท ที่มีข้อสังเกตเรื่องการจัดสรรงบฯ สำหรับโครงการ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ หรือการแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ไว้เป็นพิเศษ ว่าเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว เพราะการจัดงบฯ ครั้งนี้หัวใจจะไปอยู่ที่โครงการดังกล่าว ในขณะที่เรื่องอื่น ๆ ไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไร จะคล้ายกับที่ทุก ๆ รัฐบาลทำกันมา เช่น โครงสร้างพื้นฐานก็เดินต่อในกรอบเดิม

ทั้งนี้ ต้องเริ่มต้นจากการอธิบายก่อนว่า การจัดทำงบประมาณมี 3 รูปแบบ คือ 1.สมดุล หมายถึงรายรับ-รายจ่ายอยู่เท่ากัน 2.เกินดุล หมายถึงรายจ่ายจะน้อยกว่ารายรับ และ 3.ขาดดุล หมายถึงรายรับน้อยกว่ารายจ่าย ซึ่งโดยทั่วไปประเทศไทยจัดทำงบประมาณขาดดุลกันมาตลอด แต่การขาดดุลก็มีการจำกัดไว้ กำหนดเส้นว่าห้ามขาดดุลเกินเท่าไร โดยมีกฎหมายกำหนดว่าห้ามเกินร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่าย บวกกับอีกร้อยละ 80 ของการชำระคืนเงินต้น ซึ่งล่าสุดรัฐบาลใช้โควตาแบบเต็มแม็กซ์ คือราว 8 แสนล้านบาท

“ปกติรัฐบาลอื่น ๆ เขาจะเกือบ ๆ เพราะเขาจะเว้นช่องไว้หน่อย ถ้าเกิดระหว่างปีมันมีเรื่องโน้นเรื่องนี้เกิดขึ้น เขาอาจจะของบประมาณเพิ่มเติมเข้าสภา เขาเรียกงบประมาณประจำปีฉบับเพิ่มเติม แต่เที่ยวนี้รัฐบาล งบ’68 กดเต็มแม็กซ์เลย คือต้องการขาดดุลแบบเต็มเพดาน เพราะเขาต้องการเอาทำเงินดิจิทัล ผมถึงบอกว่าดิจิทัลแจกใช้เงิน 5 แสนกว่าล้าน ในขณะที่ขาดดุลงบประมาณเต็มปีได้แค่ 8 แสนกว่า แต่ 8 แสนกว่าก็ต้องเอาไปจ่ายพวกเงินเดือนประจำ โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เลยทำให้โครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะต้องใช้เงิน 3-4 แหล่งที่มาด้วยกัน” นายอรรถวิชช์ กล่าว

นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อไปว่า แหล่งเงินที่จะนำมาใช้ทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ไล่ตั้งแต่งบประมาณฯ 2568 นอกจากนั้นยังดึงงบกลางที่นายกฯ สามารถใช้ได้ ของปีงบประมาณ 2567 มาใช้ด้วย อีกทั้งยังจะออก พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 ฉบับเพิ่มเติม โดยก่อนหน้านั้น ร่างงบฯ’67 ทำค้างไว้ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งยังขาดดุลไม่เต็มโควตา ก็จะจัดให้เต็มในช่วงปลายปีงบประมาณ สุดท้ายคือไปดึงเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยจะรวม ๆ จากแหล่งเหล่านี้มาให้ครบ 5 แสนล้านบาท

ส่วนที่บางคนไม่เชื่อว่าจะดึงเงิน ธ.ก.ส. มาได้ ก็ต้องบอกว่ามีช่องทางให้ทำได้ เช่น จัดโปรแกรมช่วยเหลือเกษตรกร โดยการแจกเงินดิจิทัล หากเป็นประชาชนทั่วไปก็แจกได้เลย แต่สำหรับเกษตรกรซึ่งลงทะเบียนไว้กับ ธ.ก.ส. ก็แจกโดยให้เข้ากับกรอบกฎหมาย ธ.ก.ส. อาทิ การใช้เงิน 1 หมื่นบาทของเกษตรกร อาจไปใช้พัฒนาพันธุ์ข้าว หรือไปใช้ซื้อปุ๋ย ซื้อยาฆ่าแมลง ฯลฯ เป็นการลากผลสู่เหตุ-ลากเหตุสู่ผล เพื่อให้ใช้เงินได้ในกรอบของ ธ.ก.ส. เพราะหากจะใช้เงินของ ธ.ก.ส. ก็ต้องเขียนให้เชื่อมโยงกัน นักกฎหมายก็ต้องแฉลบให้มันลง

“ปกติโครงการจำนำข้าวก็ดี ประกันรายได้ก็ดี ไม่ว่าของเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ มันคือการแจกเงินทั้งสิ้น ประกันก็แจก จำนำก็แจก แจกอยู่รอบหนึ่งก็ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาทต่อปี ต่อ Crop (การปลูก) ละกัน เขากะว่าก็เหมือนกัน แต่อาจจะไม่ทำจำนำ ทำน้อยหน่อย หรือทำประกันน้อยหน่อย แต่เอาเงินมาจ่ายตรงนี้แทน คือมันเป็นการ Frame (วางกรอบ) นโยบายใหม่ แต่แจกเหมือนเดิม” นายอรรถวิชช์ ระบุ

นายอรรถวิชช์ ยังกล่าวอีกว่า สำหรับตนการทำอย่างอื่นคุ้มกว่าโครงการนี้ แต่หากไม่ทำพรรคเพื่อไทยก็เสียคน ดังนั้นก็ต้องดันกันสุดลิ่มทิ่มประตูเพื่อให้ออกมา โดยในทางเศรษฐศาสตร์ ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) การทำให้เจริญเติบโต มีเครื่องยนต์ 4 ตัว คือ 1.การบริโภคภายในประเทศ ยิ่งบริโภคเยอะ เงินหมุนเยอะ GDP ก็โต 2.การลงทุน หากมีต่างชาติเข้ามาลงทุน เกิดการลงทุนใหม่ ๆ 3.รายจ่ายภาครัฐ ยิ่งเยอะ GDP ก็โต และ 4.ดุลการค้า ต้องส่งออกมากกว่านำเข้า ทั้ง 4 ตัวนี้ หากโตพร้อมกัน GDP ก็ขึ้น

แต่สิ่งที่ทำง่ายที่สุดคือการแจกเงิน หรือการจ้างคนเดินงบหลวงไปขุดดิน ขุดแล้วก็ฝัง ทำเท่านี้ GDP ก็ขึ้นแล้ว เพราะเกิดการจ้างงาน เป็นการนำงบประมาณลงไป ซึ่งก็ทำกันบ่อย ๆ มาหลายรัฐบาล ไม่ต้องคิดอะไรมาก ดัมพ์เงินแจกเงินลงไป เงินก็หมุน แต่ที่ชั่วหนักคือ หากมีการโกงเกิดขึ้น เพราะเงินจะไปอยู่ในกระเป๋าคนอื่น เงินไม่ได้ไปหมุน การบริโภคในประเทศก็จะไม่เกิด แต่หากแจกตรง ๆ ไม่มีการโกง รายจ่ายภาครัฐก็จะเกิด การบริโภคหมุน ดังนั้นโครงการดิจิทัลวอลเล็ตก็จะคิดอยู่ใน 2 มุมเท่านั้น คือภาครัฐจ่ายเงินลงไปแล้วเกิดการบริโภคภายในประเทศ

“มันง่ายไปไหม? แต่เขาก็คิดแบบนั้น แล้วเขาคงต้องทำเดินไปแบบนั้น สิ่งที่ตามมาก็คือหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มมากขึ้น แล้วก็ภาระที่เราต้องจ่าย รัฐบาลต้องมีการจ่ายรายปีในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย คราวนี้เวลาหนี้สาธารณะมัน อันนี้ผมพูดแย้งกันในคนเดียวกันนะเพื่อให้เห็นภาพมุมลบและมุมบวก คือรัฐบาลเขาบอกว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP มันอาจจะน้อยก็ได้ เพราะอะไร? เพราะถ้าเกิดผมอัดเงินลงไปแล้ว GDP มันก็ต้องขึ้น พอขึ้นตัวหารมันก็ทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP อาจจะลดลงก็ได้นะ เขาก็พูดในมุมนั้น แต่ถ้าพูดถึงในมุมยอดหนี้มันขึ้น ให้เห็นภาพว่าเขาคิดกันแบบนี้” นายอรรถวิชช์ กล่าว

‘เลขาฯ สหประชาชาติ’ เรียกร้องทุกฝ่ายร่วมยุติ ‘การทำร้ายโลก’ หลังผืนดินทั่วโลกเสื่อมโทรมลง 40% หวั่น!! กลายเป็น ‘ทะเลทราย’

เมื่อวานนี้ (18 มิ.ย. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เรียกร้องให้หลายฝ่ายดำเนินงานเพื่อยุติการทำร้ายโลก หลังจากผืนดินทั่วโลกเสื่อมโทรมลงเกือบร้อยละ 40 และยังคงเสื่อมโทรมทุกๆ วินาที

“ผืนดินอุดมสมบูรณ์ขนาดเท่าสนามฟุตบอลราว 4 สนามจะเสื่อมโทรมลงทุกๆ วินาที” กูเตอร์เรสกล่าวข้อความผ่านวิดีโอ เนื่องในโอกาสวันต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายและความแห้งแล้งโลก (World Day to Combat Desertification and Drought) ซึ่งตรงกับวันที่ 17 มิ.ย. ของทุกปี

ทั้งนี้ กูเตอร์เรสยังกล่าวว่า ความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง และสุขภาพของผู้คนหลายพันล้านคนต้องพึ่งพาผืนดินอันเจริญงอกงามเพื่อเอื้อต่อการดำรงชีวิต การทำมาหากิน และระบบนิเวศ แต่ผู้คนกลับกำลังทำร้ายโลกที่ช่วยค้ำจุนเรา พร้อมเสริมว่าวันดังกล่าวเตือนว่าเราจะต้องร่วมมือกันเพื่อผืนดิน ทั้งภาครัฐบาล กลุ่มธุรกิจ คณะนักวิชาการ ชุมชน และกลุ่มคนอีกมากมาย

ผืนดินสุขภาพดีเป็นแหล่งอาหารสำหรับผู้คนเกือบร้อยละ 95 ทั่วโลก เป็นเสื้อผ้าและที่พักพิงให้แก่ผู้คน สร้างงานและการทำมาหากิน ตลอดจนปกป้องชุมชนจากภัยแล้ง น้ำท่วม และไฟป่าที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

กูเตอร์เรสกยังกล่าวอีกว่า พันธกิจต่างๆ ได้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนในอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (UNCCD) ที่มีอายุครบรอบ 30 ปีแล้วในปีนี้ ซึ่งนับเป็นสัญญาณว่าทั่วโลกจะต้องเร่งลงมือทำตามเป้าหมายข้างต้นอย่างรวดเร็ว

เพื่อบรรลุผลลัพธ์เหล่านี้ กูเตอร์เรสกล่าวว่าควรสร้างแรงผลักดันในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ครั้งที่ 16 (COP 16) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้น ณ กรุงริยาดของซาอุดีอาระเบีย ในเดือนธันวาคม 2024 และรับประกันว่าหลายฝ่ายจะรับฟังเสียงของคนรุ่นใหม่ในกระบวนการเจรจาหารือ พร้อมทิ้งท้ายเชิญชวนให้ผู้คนร่วมกันหว่านเมล็ดพันธุ์เพื่ออนาคตอันรุ่งเรืองของธรรมชาติและมนุษยชาติ

‘กระทรวงการคลัง’ เล็งพิจารณา ‘แพลตฟอร์มออนไลน์’ หลัง ‘Shopee-Lazada’ ขอร่วม ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ ด้วย

(19 มิ.ย.67) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ อาทิ ช้อปปี้ (Shopee) ลาซาด้า (Lazada) แสดงความสนใจอยากเป็นร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งแพลตฟอร์มยืนยันว่าสามารถทำได้ โดยมีกลไกการันตีว่าของส่งได้ในพื้นที่ต่างๆ ตามที่กำหนดตำแหน่งได้ และการันตีได้ว่าไม่มีการทุจริตเกิดขึ้นแน่นอน

ทั้งนี้ นายจุลพันธ์กล่าวว่า กระทรวงการคลังก็จะไปดูรายละเอียดในส่วนนี้ให้ อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขในปัจจุบันนี้ ดิจิทัลวอลเล็ต ยังไม่สามารถซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ เนื่องจากมีการควบคุมโลเคชั่น และยังเป็นการใช้จ่ายรูปแบบเผชิญหน้ากัน (face to face) เท่านั้น

นายจุลพันธ์กล่าวว่า นอกจากนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับสินค้าต้องห้าม โดยเป็นห่วงเรื่องการไหลสินค้านำเข้า ขณะที่โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟนเป็นสินค้าที่นำเข้า มีแต่ที่ผลิตจากต่างประเทศเท่านั้น ดังนั้นต้องดูมิติการผลิต และจ้างงานภายในประเทศ จึงได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ไปสรุปรายละเอียด เพื่อให้มีความชัดเจน และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่จะใช้ รวมทั้งต้องดูรายละเอียดว่าจะสามารถกำกับ ควบคุมการใช้จ่ายได้จริงหรือไม่

“เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ ก็ไม่สามารถระบุได้ว่า สามารถซื้อได้เฉพาะยี่ห้อที่ผลิตในไทย แต่เรื่องสมาร์ทโฟนสามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่าผลิตในต่างประเทศเท่านั้น ส่วนในเรื่องกลไกการกำหนดเรื่องร้านค้าก็มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้กำหนด” นายจุลพันธ์กล่าว

นายจุลพันธ์กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการส่งหนังสือให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความเรื่องการใช้งบประมาณเดินหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตนั้น ยังมีระยะเวลาในการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นหน่วยงานของรัฐ ฉะนั้น กลไกในการขับเคลื่อนนโยบาย หากอยู่ในกรอบหน้าที่ ก็เป็นภาระหน้าที่ที่ ธ.ก.ส.ต้องดำเนินการ เราก็ดำเนินการตามกฎหมาย ธ.ก.ส.ก็ยินดีดำเนินการ ยืนยัน ว่าสภาพคล่องของ ธ.ก.ส.ไม่ได้มีปัญหา

'ครูเป็ด' ชื่นชมครูรุ่นใหม่ ให้เด็กได้ลอง 'ขีด-เขียน-ลบ' บนกระดาษจริง หน่วงชีวิตเด็กให้ช้าลง ผ่านปลายปากกาแสนฝืด-รอยลบเตือนความผิด

(19 มิ.ย.67) ครูเป็ด-มนต์ชีพ ศิวะสินางกูร นักแต่งเพลง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กอธิบายเหตุผลที่ทำไมคุณครูคนรุ่นใหม่ จึงยังให้นักเรียนจดบันทึกลงบนกระดาษว่า เพื่อเป็นการให้เด็กได้เห็นและทบทวนข้อผิดพลาดในอดีตของตน ระบุว่า...

เมื่อวานผมได้ประชุมออนไลน์กับอาจารย์ของโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่ง เพราะผมจะต้องไปสอนเด็กนักเรียนในหัวข้อการอ่านจับใจความ

ความน่าสนใจมันอยู่ตรงนี้...

ในการสอนจำเป็นจะต้องส่งเรื่องไปให้นักเรียนอ่าน เพื่อเป็นตัวอย่างว่าเราจะจับใจความเรื่องอย่างไร...ผมก็ถามทางอาจารย์ว่า ปกติเขาใช้แพลตฟอร์มอะไรในการแจกจ่ายเอกสารแบบนี้

เพราะผมมองว่าเด็กนักเรียนรุ่นนี้ เขามีอะไรก็คงจะขีด ๆ เขียน ๆ บนแท็บเล็ตของเขา คงไม่ได้ใช้กระดาษแล้วมั้ง

ทางอาจารย์ซึ่งก็เป็นคนหนุ่มคนสาวรุ่นใหม่ ก็ขอว่าให้ผมส่งไฟล์ให้ทางโรงเรียน แล้วเขาจะปริ้นเป็นกระดาษออกมาให้เด็กเอง

มีอะไรก็จะให้เด็กขีดเขียนลงบนกระดาษ

เหตุผลของอาจารย์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนน่าชมเชย...แกบอกว่าอยากให้เด็กได้สัมผัสกับความรู้สึกจับต้องกระดาษ ได้เขียนอะไรลงบนกระดาษ ความรู้สึกที่ปลายปากกามันฝืด ๆ นิดนึง ตอนลากไปบนกระดาษ...

และถ้าเขียนอะไรผิดก็ต้องลบ ซึ่งมันจะทิ้งร่องรอยให้เห็นว่า นั่นไงที่เราเคยผิดหรือเคยทำพลาดไว้...

คือตอนนี้อะไรที่ผ่านมาในชีวิตมันเร็วเหลือเกิน มาแล้วก็ไป ก็เลยอยากให้มีอะไรบางอย่างหน่วงชีวิตให้ช้าลงบ้าง...เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังดี

ผมเก๊ตความคิดนี้และชื่นชมครับ...

เด็กรุ่นนี้โตมากับเทคโนโลยี เขาอาจจะได้สัมผัสเพียงด้านเดียวคือความว่องไว ความสำเร็จรูป ความได้อย่างใจ...

จะมีอีกมุมหนึ่งที่เทคโนโลยีไม่ได้สอน...คือความอดทน การรอคอย รับมือกับความผิดพลาด รับมือกับความไม่สมหวัง...

เทคโนโลยีจะไปเร็วแค่ไหน แต่หัวใจคนก็ยังเต้นประมาณ 80 ครั้งต่อนาที...เหมือนเมื่อร้อยปีหรือพันปีที่แล้ว

ชื่นชมครับที่ครูรุ่นใหม่ ๆ เห็นคุณค่าของเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้ และพยายามสอดแทรกเข้าไปในการเรียนการสอน 

มองเกม!! 'ฝ่ายอนุรักษ์-ทักษิณ' ดีลอำนาจลากยาว สกัด 'ก้าวไกล' และหากวันใดยุบพรรคส้ม 'เศรษฐา' อาจชิงยุบสภา ให้ตั้งตัวไม่ติด

ผ่านไปแล้ว 18 มิ.ย.2567...เรื่องที่เป็นไฮไลต์ที่สุดคือคดีทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นไปตามที่ 'เล็ก เลียบด่วน' และใครต่อใครว่าเอาไว้...คือไปศาลและได้รับการประกันตัว...ที่พิเศษหน่อยคือ ไม่ต้องไปที่อัยการเพราะให้ทนายประสานงาน กับอีกประการหนึ่งคือขึ้นศาลโดยประตูด้านข้าง...ไม่อกผายไหล่ผึ่งเข้าทางด้านหน้า...

ทักษิณได้รับการประตัวโดยหลักทรัพย์ 5 แสนบาท และศาลวางเงื่อนไขห้ามเดินทางไปต่างประเทศ (เว้นแต่ศาลอนุญาต) ในการนี้ให้ยึดหนังสือเดินทางพาสปอร์ตเอาไว้...แต่ปัญหาเกิดขึ้นทันที เพราะทักษิณไม่มีพาสปอร์ต เหตุถูกรัฐบาล คสช.ยกเลิก เพราะคดีข้อหา 112 นี่แหละ...เป็นบุคคลต้องห้าม...

ตอนนี้เลยว้าวุ่น...จะไปทำพาสปอร์ตได้หรือไม่ เพราะมีคดี 112?

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวหรือให้ประกันตัว ก็เพราะ ทางโจทก์ คืออัยการไม่คัดค้านการประกันตัว ซึ่งอาจทำให้กองเชียร์ฝ่าย 'ทักษิณต้องติดคุก' ไม่สบอารมณ์อยู่ไม่น้อย ในขณะที่อีกฝ่ายที่เป็นกลาง ๆ ก็บอกว่า...การที่ยกระดับทักษิณจาก 'ผู้ต้องหา' เป็น 'จำเลย' ได้ก็พอประมาณแล้ว...

ศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน นัดพร้อมอีกทีวันที่ 19 ส.ค. และหากไม่มีอะไรผิดพลาด วันรุ่งขึ้น 20 ส.ค. จะเป็นวันที่ทักษิณพ้นโทษจาก 3 คดีทุจริตที่ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1 ปี...ได้รับใบบริสุทธิ์จากคดีเก่า มาถูกล่ามโซ่คดี 112 เชื่อกันว่าอิทธิฤทธิ์ทักษิณคงหาทางออกจากโซ่ได้ในที่สุด...

รวมความแล้ว ทักษิณยังเป็นตัวละครหลักของการเมืองไทย...หลัง 20 ส.ค.เขาจะยิ่งเดินสายทางการเมืองพบบ้านเล็ก บ้านใหญ่เพื่อรวบรวมไพร่พล สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคและหมิ่นเหม่จะเหยียบเปลือกกล้วย มาตรา 28, 29 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ล้มหงายท้องเข้าสักวัน...

ส่วนคดี เศรษฐา ทวีสิน และ คดียุบพรรคก้าวไกลนั้น อ่านตามหน้าเสื่อหน้าไพ่ที่ศาลรัฐธรรมนูญแถลงเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.แล้ว พอจะเห็นแนวทางไทม์ไลน์ว่า น่าจะตัดสินได้อย่างเร็วก็เดือน ส.ค. โดยคดีถอดถอนนายกฯ น่าจะมาก่อน แม้กรณีคดีพรรคก้าวไกลศาลจะนัดพิจารณาครั้งต่อไปวันที่ 3 ก.ค. แต่พิจารณาดูเอกสาร-พยานหลักฐานที่ศาลเรียกแล้วของพรรคก้าวไกลมีจำนวนมาก ส่วนคดีถอดถอนนายกฯ น่าจะยังเป็นวันที่ 10 ก.ค.

ว่าแล้วก็เป็นที่น่าสังเกต ว่ากรณีคดีก้าวไกล ศาล รธน.สั่งให้นำพยานเอกสารในสำนวนการไต่สวนคดีคำวินิจฉัยที่ 3/2567 (คดีล้มล้างฯ) ไปรวมไว้ในสำนวนคดีเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

ถ้าในท้ายที่สุด...ศาลวินิจฉัยสั่งยุบพรรคก้าวไกล...ก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะเป็นการติดเทอร์โบให้พรรคก้าวไกลอย่างที่พิธาวาดฝันเอาไว้เสมอไป...

และต้องไม่ลืมว่าพรรคสีแดง สีน้ำเงิน กวักมือเรียกสส.ที่รังแตกอยู่แล้ว...อย่างที่พูด ๆ กันทีเล่นทีจริงนั่นล่ะว่า ก้าวไกลวงแตกวันไหน 'เศรษฐา' (ที่น่าจะรอด) อาจจะชิงยุบสภาวันนั้น...ให้ก้าวไกลตั้งตัวไม่ทัน...

นี่ก็ทราบว่า...ทักษิณมีนัดหมายไปบ้านใหญ่นครปฐมอีกแล้ว...วันที่ได้ประกันตัวตกค่ำก็บึ่งไปงานศพคุณพ่อของ 'เมย์ อียู' หรือ มนัญชยา เกตุแก้ว แดงตัวจี๊ดที่ อ.พนัสนิคม ชลบุรี  

ว่ากันว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยม...ยังต้องใช้ 'ทักษิณ' เป็นตัวคานกับพรรคส้ม ถึงแม้วันนี้มีคดีม.112 ติดตัว แต่ทักษิณก็มีโซ่ ล่ามไว้แล้ว ดีกรีที่จะเป็นปฏิปักษ์กับสถาบันนั้นไม่เลยเถิดเท่ากับก้าวไกลที่ยังกู่ไม่กลับ...

นี่คือ สมดุลอำนาจการเมืองไทยที่ยังจะต้องเดินหน้ากันแบบยักแย่ยักยัน และนับวันก็จะยิ่งเห็นทักษิณใหญ่คับบ้านคับเมือง...จนชินตา...อาเมน !!


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top