Friday, 6 November 2026
Hard News Team

'พีระพันธุ์' เผย!! ร่าง กม.คุมราคาน้ำมัน เสร็จแล้ว เตรียมปิดฉาก ผู้ค้า 'ขึ้น-ลง' ราคาตามอำเภอใจ

เมื่อวานนี้ (24 ก.ค. 67) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการดูแลราคาน้ำมันดีเซลในขณะนี้ ว่า ตอนนี้องค์ประกอบต่าง ๆ เป็นไปตามกฎหมายปัจจุบัน อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าราคาน้ำมันขึ้น-ลง ตามอำเภอใจ ทุกวันนี้ไม่มีใครคุมได้ ผู้ค้าคิดจะขึ้นก็ขึ้น คิดจะลงก็ลง ซึ่งวิธีการแก้ปัญหานี้ คือ การแก้กฎหมาย เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐไม่มีอำนาจ ได้แต่ขอความร่วมมือ 

โดยกฎหมายฉบับนี้จะเป็นกฎหมายฉบับแรกที่เกี่ยวข้องกับระบบบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งขณะนี้ ร่างเสร็จแล้ว ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ โดยหลังจากนี้ จะส่งให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบและส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบอีกครั้งก่อนประกาศใช้ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะทันปีใหม่หรือไม่ แต่จะพยายามให้เร็วที่สุด

สำหรับแต่เดิมการดูแลเรื่องราคาน้ำมันตั้งแต่ปี 2516 เราตั้งกองทุนน้ำมัน แต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ จึงใช้คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 42/2547 โดยให้อำนาจกองทุนดูแลตรึงราคาหรือรักษาระดับน้ำมัน ได้ 2 ขา ขาหนึ่งใช้เงินกองทุน อีกขาหนึ่งให้อำนาจในการกำหนดเพดานภาษี โดยกองทุนน้ำมันไม่มีอำนาจในการจัดเก็บภาษี แต่มีอำนาจในการกำหนดเพดานภาษี เราจึงใช้ตรงนี้ตรึงราคาช่วยดูแลประชาชนได้ นอกจากใช้เงิน ยังใช้เพดานภาษีมาเป็นตัวคุมได้ด้วย โดยเราเป็นคนกำหนดเพดานภาษี แต่คนเก็บคือกระทรวงการคลัง 

แต่ต่อมาปี 2562 มีกฎหมายมารองรับยกฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ไปตัดอำนาจในการกำหนดเพดานภาษีของกองทุนออก เหลือแต่ใช้เงินอย่างเดียว ฉะนั้นนับตั้งแต่ปี 2562 ตัวเลขกองทุนจึงเป็นหนี้ขึ้นมาจำนวนมากและติดลบเป็นต้นมา เพราะการกำหนดเพดานภาษีซึ่งเป็นอำนาจของกองทุนไม่มีแล้ว 

ทั้งนี้ ตนได้พยายามขอให้กระทรวงการคลัง พิจารณาปรับลดเพดานภาษีสรรพสามิต แต่เขาไม่เห็นด้วย ทั้งที่เดิมเป็นอำนาจของกองทุนที่ระบุว่าอย่าเก็บเกินเท่านี้ ดังนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข โดยที่ผ่านมามีเพียง 3 ประเทศเท่านั้น ที่เก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน คือ ไทย เก็บภาษีสรรพสามิต 5.99 บาทต่อลิตร รวมกับภาษีท้องถิ่นอีก 0.51 บาท รวมเป็นภาษีน้ำมัน 6.50 บาทต่อลิตร เวียดนามเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันลิตรละ 1.70 บาท สิงคโปร์เก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันลิตรละ 5.54 บาท แต่สิงคโปร์มีรายได้ต่อหัวประชากรสูงกว่าไทยประมาณ 10 เท่า

ส่วนอีกคำถามที่พบเจอบ่อย คือ ทำไมราคาน้ำมันในประเทศมาเลเซียจึงมีราคาถูกเพียงลิตรละ 10 กว่าบาทเท่านั้น

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาราคาน้ำมันในมาเลเซียมีราคาถูกเนื่องจากรัฐบาลมาเลเซีย มีรายได้จากปิโตรเลียม จึงนำเงินรายได้ตรงนี้มาอุดหนุนชดเชยปีละ 3-4 แสนล้านบาท ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศมาเลเซียมีราคาถูกแต่หลังจากนี้ไปการอุดหนุนชดเชยเริ่มลดลง จะส่งผลทำให้ราคาน้ำมันในมาเลเซีย เริ่มปรับตัวสูงขึ้น ในส่วนของไทย ราคาต้นทุนน้ำมันจริง ๆ จะอยู่ที่ราคาประมาณ 21 บาท แต่เราต้องจ่ายจริง 30-40 บาท ก็เพราะมีเรื่องภาษีน้ำมันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

นายพีระพันธุ์ ย้ำด้วยว่า การช่วยเหลือประชาชน คือ การเอาปัญหาของประชาชนมาเป็นปัญหาของเราแทน เพื่อช่วยเหลือประชาชนไม่ให้เดือดร้อน ส่วนเรื่องการชำระหนี้กับ กฟผ. ถ้าต่อไปมีปัญหา รัฐจะต้องเข้าไปช่วยเหลือดูแล

เชียงใหม่-ขอเชิญร่วมพิธีทำบุญครบรอบ 52 ปี คณะพยาบาลศาสตร์ มช.

คณะพยาบาลศาสตร์ มช. จัดพิธีทำบุญวันคล้ายวันสถาปนาคณะพยาบาลศาสตร์ มช. ประจำปี 2567 วาระครบรอบ 52 ปี แห่งการสถาปนาและเป็นปีที่ 64 การศึกษาพยาบาล มช. ในวันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม 2567 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 5 อาคาร 4

ผศ.ดร.ธานี แก้วธรรมานุกูล คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มช. เปิดเผยว่า คณะฯ เริ่มต้นดำเนินการจัดการศึกษาพยาบาลตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2503 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คณะฯ ได้มีการพัฒนาในทุกด้านมาอย่างต่อเนื่องจนได้การยอมรับว่าเป็นสถาบันการศึกษาทางการพยาบาลชั้นนำที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานทางการศึกษา โดยดำเนินงานตามพันธกิจหลักสำคัญของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตลอดจนยุทธศาสตร์ตามกรอบแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา

ปัจจุบันคณะฯ จัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองความต้องการของสังคมในทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่หลักสูตรระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท และระดับปริญญาเอกที่เปิดควบคู่ทั้งหลักสูตรปกติและหลักสูตรนานาชาติ รวมทั้งหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล เป้าหมายที่จะขับเคลื่อนไปสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต บัณฑิตทุกระดับที่สำเร็จการศึกษาจากคณะฯ ออกไปรับใช้สังคมทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ สร้างชื่อเสียงเกียรติคุณและความภาคภูมิใจให้แก่คณะฯ เป็นอย่างมากมาย 

ด้านการวิจัยคณะฯ มุ่งผลิตผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาองค์ความรู้ทางการพยาบาล การเรียนการสอน การปฏิบัติการพยาบาล อีกทั้งด้านนโยบายที่นำไปใช้ประโยชน์ในระดับชาติและระดับนานาชาติ ด้านการบริการวิชาการแก่สังคม คณะฯจัดหลักสูตรและการอบรมสำหรับพยาบาล ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสุขภาพทั้งในและต่างประเทศตลอดทั้งปี โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กรชั้นนำหลายแห่งทั้งภายในและภายนอกประเทศ ด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ส่งเสริมให้ทุกคนในองค์กรตระหนักเข้าใจถึงคุณค่าของขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่นล้านนา เพื่อสามารถนำไปใช้ในการปฎิบัติงานและดำรงชีวิตอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม

โดยความสำเร็จในช่วงระยะเวลาของการบริหารที่ผ่านมา ในปี พ.ศ.2564 คณะฯ ผ่านการรับรองหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต จากสภาการพยาบาลระยะเวลาสูงสุด 5 ปีการศึกษา (พ.ศ.2564-2568) ความสำเร็จดังกล่าวนำมาซึ่งความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งให้แก่องค์กร อีกทั้งในส่วนของพยาบาลสาร (Nursing Journal) ได้รับการจัดอันดับวารสารไทย ในฐานข้อมูล TCI รอบที่ 4 พ.ศ.2564-2567 ในกลุ่มที่ 1 นอกจากนี้เป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก คณะฯได้รับรางวัลการบริหารสู่ความเป็นเลิศ (Thailand Quality Class) ประจำปี 2565 รางวัลเกียรติยศแสดงถึงมาตรฐานด้านการบริหารจัดการองค์กรเทียบเท่าระดับมาตรฐานโลก จากสำนักงานรางวัลคุณภาพแห่งชาติ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ กระทรวงอุตสาหกรรม นับว่าเป็นครั้งที่ 2 ที่ได้รับรางวัลดังกล่าวนี้

ในปี พ.ศ.2566 เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งคณะฯผ่านการตรวจรับรองหลักสูตรในระดับนานาชาติ โดยใช้เกณฑ์ International Accreditation: Accreditation Commission for Education in Nursing (ACEN) ประเทศสหรัฐอเมริกา (2022-2028) การได้รับการรับรองทำให้มั่นใจได้ว่า 2 หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปริญญาตรี) และ 10 หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรปริญญาโท) ของคณะพยาบาลศาสตร์ มช. มีคุณภาพมาตรฐานสากล เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถส่งมอบคุณค่าแก่ผู้เรียนและผู้ใช้บัณฑิตเพื่อพัฒนาสังคมและชุมชนต่อไป

และล่าสุด ในปี พ.ศ.2567 คณะพยาบาลศาสตร์ มช. ได้รับการจัดอันดับจาก QS World University Rankings by Subject 2024 (สาขาวิชา Nursing) ให้อยู่ในลำดับที่ 101-150 ของโลก จากผลการจัดลำดับคณะฯ ถือเป็นสถาบันทางการศึกษาพยาบาลอันดับ 1 ของประเทศ

กว่าจะเดินทางมาถึงวันนี้ได้นั้น ต้องใช้ความมุ่งมั่นทุ่มเทจากกำลังกาย กำลังใจของอดีตคณะผู้ก่อตั้ง คณบดี คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร ในทุกยุคทุกสมัย ศิษย์เก่า ตลอดจนผู้สนับสนุนอย่างดีทั้งในประเทศและต่างประเทศ นับจากนี้ไปทุกคนในองค์กรต่างพร้อมทำงานด้วยความตั้งใจ เสียสละ อุทิศตนในการที่จะก้าวเดินต่ออย่างท้าทายในยุคสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ของคณะฯ “คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นสถาบันชั้นนำระดับสากลด้านการศึกษาและการวิจัย”  

ในโอกาสนี้ ขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นเกียรติและร่วมแสดงความยินดีในพิธีทำบุญวันคล้ายวันสถาปนาคณะพยาบาลศาสตร์ มช. ประจำปี 2567 วาระครบรอบ 52 ปี แห่งการสถาปนาและเป็นปีที่ 64 การศึกษาพยาบาล มช. ในวันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม 2567 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 5 อาคาร 4

'ตชด.ภ.4' ล่อซื้อยาบ้า รวบนายหน้าหาลูกค้าให้กับเอเย่นเสี่ยใหญ่ยึดยาบ้าได้มูลค่ากว่า 7 แสน สั่งเร่งขยายผลล่าตัวเสี่ยนายทุน

เมื่อวานนี้ (24 ก.ค.67) พล.ต.ท.ยงเกียรติ มนปราณีต ผบช.ตชด.เปิดเผยว่า จากนโนบายของรัฐบาล ทั้งข้อสั่งการ ของ ตร. ให้เร่งปราบปราบจับกุมเครือข่ายยาเสพติด วันนี้(24 ก.ค.) ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติดของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ร่วมกับชุดปราบปรามยาเสพติดกองบังคับตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 4 ภายใต้การอำนวยการสั่งการของ พล.ต.ต.พิชญ์วุฒิ สงวนสมบัติติศิริ รอง ผบช.ตชด. รรท.ผบก.ตชด.ภาค 4 พ.ต.อ.เสกสรร อินทรสิทธิ์ รอง ผบก.ตชด.ภาค 4 ,พ.ต.อ.มานิต นาโควงศ์ ผกก.ตชด.44 , พ.ต.ท.ธีรศักดิ์ โพธิ์ศรีมา รอง ผกก.ตชด.44 ,พ.ต.ท.เพิ่มศักดิ์ สองแก้ว ผบ.ร้อย ตชด.443 หน.ชปส.กก.ตชด.44 วางแผนล่อซื้อยาบ้าและจับกุม นายฟุรกร อายุ 21 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่หมู่ 1 ต.สะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งเป็นนายหน้าค้ายาบ้า

ซึ่งสามารถ จับกุมได้ คาลานจอดรถหน้าร้านไก่ทอด  ถนนกาญจนวนิช เขตเทศบาลเมืองเขารูปช้าง อ.เมืองสงขลาพร้อมยาบ้า จำนวน 70,000 เม็ด ที่ติดต่อซื้อขายกันในราคา 770,000 บาท บริเวณถนนทางหลวงสาย 43 หมู่ 2 ต.บ้านนา อ.จะนะ จ.สงขลา

สำหรับเบื้องหลังการจับกุมเครือข่ายค้ายาบ้าครั้งนี้ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายใหญ่ในพื้นที่ จ.สงขลา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ส่งสายลับแฝงตัวเป็นกลุ่มนักค้ายาติดต่อประสานงานกับ นายฟุรกร ซึ่งทำหน้าที่เป็นนายหน้าในการซื้อขายยาบ้าระหว่างเจ้าของยาบ้ากับลูกค้าที่สั่งชื้อ โดยตกลงซื้อขายยาบ้ากัน 35 มัด จำนวน 70,000เม็ด ราคา 770,000 บาท หรือมัดละ 62,000บาท นายฟุรกร ได้นัดจ่ายเงินกันที่หน้าร้านไก่ทอด เขตเทศบาลเมืองเขารูป ส่วนยาบ้าได้ให้คนเดินยานำไปวางไว้ ริมถนนสาย 43 หมู่ 2 ต.บ้านนา อ.จะนะ โดยให้สายลับไปรับของได้เลย เมื่อได้ยาบ้าเจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุมนายฟุรกร ทันที

ทั้งนี้ ตำรวจได้คุมตัวมาสอบสวน เบื้องต้นให้การว่าตนเองเป็นเพียงนายหน้าหาลูกค้าให้กับเจ้าของยาบ้ารายหนึ่งแต่ไม่ทราบชื่อจริงและได้จะส่วนแบ่งจากการขายยาบ้าเมื่องานเสร็จ เจ้าหน้าที่จึงได้คุมตัวส่ง สภ.จะนะ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะขยายผลไปยังเจ้าของยาบ้าล๊อตนี้ต่อไป

กองทัพเรือ จัดโครงการอบรมให้ความรู้ โคก หนอง นา โมเดล และโครงการปลูกป่าและต้นไม้ 72,904 ต้น เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

วันนี้ (24 กรกฎาคม 2567) เวลา 09.00 น. พลเรือเอก อะดุง  พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการอบรมให้ความรู้ “โคก หนอง นา โมเดล” ณ บริเวณพื้นที่ ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ “โคก หนอง นา โมเดล” กรมรักษาฝั่งที่ 1 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง และ โครงการปลูกป่าและต้นไม้ 72,904 ต้น เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 บริเวณหาดน้ำหนาว กรมก่อสร้างและพัฒนา ฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี นางกีรตา  พันธุ์เอี่ยม นายกสมาคมภริยาทหารเรือ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองทัพเรือ หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่สัตหีบ คณะกรรมการบริหารสมาคมภริยาทหารเรือ ประชาชนและนักเรียนในพื้นที่จำนวน 700 คน เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ทรงนำพาประเทศไทยให้ก้าวหน้าในทุกยุคทุกสมัย ทัดเทียมนานาอารยประเทศตราบจนปัจจุบัน

โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อเป็นศูนย์กลางให้ความรู้ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามศาสตร์พระราชา ในการดำรงชีวิตเพื่อเป็นแบบอย่างแห่งความสำเร็จ ความพอเพียงที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งส่งเสริมแหล่งการเรียนรู้ในเขตทหาร และเพิ่มพื้นที่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ และป่า โดย “โคก หนอง นา โมเดล” คือ การจัดการพื้นที่ซึ่งเหมาะกับพื้นที่การเกษตร ผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้าน บูรณาการให้สอดคล้องกับธรรมชาติในพื้นที่ โคก หนอง นา โดยมีมนุษย์เป็นส่วนส่งเสริมให้สำเร็จเร็วขึ้นอย่างเป็นระบบ อันเป็นแนวทางทำเกษตรอินทรีย์และการสร้างชีวิตที่ยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือ และนายกสมาคมภริยาทหารเรือ ได้ปลูกต้นรวงผึ้ง ปล่อยปลานิล เยี่ยมชมนิทรรศการและศูนย์การเรียนรู้ พร้อมมอบพันธุ์กล้าไม้ และนำปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมี ทัพเรือภาคที่ 2 ทัพเรือภาคที่ 3 และ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด เข้าร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้ 904 ต้น ในพื้นที่ของแต่ละหน่วย ณ ที่ตั้ง โดยมีการถ่ายทอดสดผ่านระบบการประชุมทางไกล (VTC)

สำหรับโครงการศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ “โคก หนอง นา โมเดล” กองทัพเรือได้ดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2563 เป็นต้นมา โดยมีภารกิจที่สำคัญในการให้ความรู้ การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยแบ่งออกเป็นฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น ฐานการปลูกต้นไม้ ฐานการเลี้ยงปลา ฐานการเลี้ยงกบ ฐานการเลี้ยงไก่ ฐานการปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ ฐานการเลี้ยงหมู ฐานการทำปุ๋ยหมัก ฐานการปลูกอ้อย เป็นต้น ปัจจุบัน ศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ ของกองทัพเรือ มีความพร้อมในทุกมิติ เปิดให้กำลังพลและครอบครัว พี่น้องประชาชนผู้สนใจ สามารถเข้าเยี่ยมชมโครงการเพื่อศึกษา และนำไปใช้เป็นแนวทางการดำรงชีวิตแบบพึ่งพาตนเอง ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ต่อไป

ทั้งนี้ กองทัพเรือ ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาประยุกต์เป็นต้นแบบ ให้กำลังพลกองทัพเรือและครอบครัว ตลอดจนประชาชนทั่วไป ใช้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิต สอดคล้องกับพระปฐมบรมราชโองการของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ปรัชญาที่ทรงชี้แนวทางการดำเนินชีวิตให้แก่ปวงชนชาวไทยมาเป็นอย่างยาวนาน เพื่อมุ่งให้พสกนิกรดำรงชีวิตอยู่ได้ อย่างยั่งยืน มั่นคง และปลอดภัย

นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล  ทิพย์ศรี  อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี0909535645,0945565622/086-3684323

สมุทรปราการ- นายก 'อำนวย บุญริ้ว' เปิดโครงการ ฝึกอบรมอาชีพแก่ผู้สูงอายุ คนพิการ มุ่งเน้นสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับตนเองและชุมชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ เวลา 09:00 น. วันที่ 24 กรกฎาคม 2567 นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ ได้ให้เกียรติเป็นประธานเปิดโครงการ “ฝึกอบรมอาชีพแก่ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ใดโอกาส” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

โดยมีนาง ศิริพร ทับคล้าย รองนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการในครั้งนี้ โดยมี คณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ตลอดจนกลุ่มผู้สูงอายุในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ จำนวนกว่า 500 คน ร่วมในกิจกรรมฝึกอบรมอาชีพในครั้งนี้ 

โดยจัดขึ้นภายในอาคารกองสวัสดิการ เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง สมุทรปราการ ด้านนาย อำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ กล่าวว่า โครงการฝึกอบรมอาชีพแก่ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ทางเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่เล็งเห็นความสำคัญของพี่น้องประชาชน รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ทั้งนี้เพื่อต้องการส่งเสริมทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต อีกทั้ง เพื่อส่งเสริมการฝึกอบรมด้านอาชีพผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ 

เพื่อที่จะได้นำความรู้ที่ได้รับมานำมาพัฒนาอาชีพให้กับชุมชน และนำไปประกอบเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัวต่อไป

(สุรินทร์) “ไทย -กัมพูชา” ฝึกร่วมบรรเทาภัย ปฐมพยาบาล และอบรมขยายผลโครงการเกษตร (ทหารพันธุ์ดี) สู่หมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดน

วันที่ 24 กรกฏาคม 2567 ที่ศูนย์ประสานงานพื้นที่ชายแดนช่องจอม พันเอก จิรัฏฐ์ ช่วงฉ่ำ รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ประธานไทย พร้อมด้วย พลตรี ลัวะ ลัญ ผู้บัญชาการยุทธบริเวณ พื้นที่ 3 ส่วนหน้า ประธานฝ่ายกัมพูชา ร่วมเป็นประธานเปิดการฝึกร่วมในครั้งนี้  ทั้งนี้ กองกำลังสุรนารี ร่วมกับ ภูมิภาคทหารที่ 3 ฝ่ายกัมพูชา หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26 โรงพยาบาลกาบเชิง ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สถานีตำรวจภูธรอำเภอกาบเชิง ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง องค์การบริหารส่วนตำบลด่าน และ หัวหน้าส่วนราชการ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดอุดรมีชัย และประชาชนทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมในพิธี โดยในการฝึกร่วม ในครั้งนี้ ได้จัดให้ความรู้ ในเรื่องการบรรเทาสารณภัย, การปฐมพยาบาลช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน การส่งต่อผู้ป่วย ทางบก และทางอากาศ พร้อมกันนี้ พันเอก จิรัฏฐ์ ช่วงฉ่ำ รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ได้มอบสิ่งของ เป็น เมล็ดพันธุ์พืช จากโครงการทหารพันธุ์ดี หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 สู่หมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดนไทย -กัมพูชา โดยได้มอบให้แก่ตัวแทน ผู้นำชุมชน ชาวกัมพูชา พร้อมทั้งจัดวิทยากรอบรมให้ความรู้ การขยายเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อต่อยอดแก่ชุมชนรอบข้าง การสาธิตการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และ การฝึกอบรม การป้องกันตนเองจากช้างป่า ตามนโยบายกองทัพภาคที่ 2 และกองกำลังสุรนารี เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ซึ่งจะนำมาถึงความร่วมมือในด้านต่างๆ รวมถึงการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมซึ่งกันและกัน ตลอดจนนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการปฏิบัติงาน การขยายผลไปสู่กำลังพล และประชาชนของทั้งสองประเทศ

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า  ข่าว/ภาพ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงข่าวชี้แจงกรณีปรากฏภาพเสื้อเกราะของ ตร. ในสื่อสังคมออนไลน์ ยืนยัน ตร. จัดหาชุดเกราะกันกระสุนโดยยึดมาตรฐานสากล และคำนึงถึงปลอดภัยเป็นสำคัญ

สืบเนื่องจากกรณีที่ปรากฏภาพเสื้อเกราะของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในสื่อโซเชียลมีเดีย และมีการเสนอข้อมูลว่าเสื้อเกราะตัวดังกล่าววัสดุภายในทำด้วยไม้นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงกรณีดังกล่าว วันนี้ (24 กรกฎาคม 2567) เวลา 14.00 น. ณ ห้องสารสิน อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ , พล.ต.ต.นิรันดร ศิริสังข์ไชย ผู้บังคับการกองสรรพาวุธ , พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร ผู้บังคับการพิสูจน์หลักฐานกลาง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แถลงข้อมูลผลการตรวจสอบมาตรฐานของเสื้อเกราะตัวตามภาพที่เป็นข่าว 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีนโยบายในการจัดหาเสื้อเกราะกันกระสุนสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้เป็นไปตามคุณภาพและมาตรฐานสากล  โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรฐาน NIJ (National Institute of Justice) ประเทศสหรัฐอเมริกา ในการจัดหาเสื้อเกราะแต่ละครั้งนั้น ผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาจะต้องสามารถบอกแหล่งที่มาของแผ่นเกราะว่าผลิตที่ใด เมื่อใด และเป็นไปตามมาตรฐาน NIJ ที่กำหนด ในการตรวจรับก็จะมีการยิงทดสอบด้วยกระสุนปืนในระยะห่างตามมาตรฐานที่ NIJ กำหนดด้วย อายุการใช้งานของเสื้อเกราะตามมาตรฐานของ NIJ ที่ได้กำหนดเพื่อรับรองประสิทธิภาพสูงสุดของแผ่นเกราะอยู่ที่ 5 ปี ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าเมื่อเกิน 5 ปีแล้วจะไม่สามารถกันกระสุนได้เลย เพียงแต่ประสิทธิภาพอาจลดลง ขณะเดียวกันก็พบว่ามีบางประเทศหรือผู้ผลิตที่กำหนด Lifespan ของเสื้อเกราะไว้มากกว่า 5 ปี นอกจากนั้น ในการจัดหาเสื้อเกราะ ยังได้กำหนดการประกันคุณภาพเสื้อเกราะ รวมทั้งประกันชีวิตและประกันการบาดเจ็บของผู้สวมใส่ไว้ตามระยะเวลาข้างต้นด้วย หากได้รับบาดเจ็บเป็นเงิน 500,000 บาท หรือเสียชีวิต เป็นเงิน 1,000,000 บาท 

สำหรับเสื้อเกราะที่ปรากฏตามภาพในโซเชียลมีเดีย ที่มีหมายเลขซีเรียลนัมเบอร์ 8A154338 นั้น เป็นเกราะที่ ตร. เคยใช้ในราชการ โดยเป็นหนึ่งในเสื้อเกราะที่ได้สั่งซื้อเมื่อเดือนเมษายน 2553  จำนวนทั้งสิ้น 650 ตัว (เป็นเสื้อเกราะพร้อมแผ่นเกราะแข็ง ระดับ 3 จำนวน 500 ตัว และเป็นเกราะอ่อน อีก 150 ตัว) โดยทุกตัวมีมาตรฐานความปลอดภัยตามมาตรฐานของ NIJ และวัสดุที่ใช้เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น ราคาในการจัดซื้อสอดคล้องกับงบประมาณที่มีอยู่ และมีอายุการใช้งาน 5 ปี  ปัจจุบันเสื้อเกราะดังกล่าวเลิกใช้งานแล้ว โดยหมดอายุการใช้งานมาเป็นระยะเวลา 8 ปีแล้ว โดยหมดอายุการใช้งานเมื่อปี 2559 และอยู่ในระหว่างขั้นตอนการจำหน่ายและทำลายตามระเบียบราชการ (ยุทธภัณฑ์ของทางราชการซึ่งหมดอายุการใช้งานแล้วจะต้องนำไปทำลายตามที่ระเบียบกำหนด)  

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการยืนยันถึงวัสดุและมาตรฐานของเสื้อเกราะข้างต้น ตร. ได้มอบหมายให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.) นำเสื้อเกราะดังกล่าวไปตรวจทางเคมีในห้องปฏิบัติการ ผลการตรวจสอบพบว่า วัสดุภายในเป็นเส้นใย polyethylene ทับกันเป็นชั้นโดยในแต่ละชั้นใช้ตัวเชื่อมประสาน ซึ่งมีสเปคและคุณลักษณะถูกต้องตามสัญญาการจัดซื้อทุกประการ และเป็นไปตามมาตรฐาน NIJ รวมทั้งยังได้ทดสอบการยิงกระสุนจริงใส่เสื้อเกราะในล็อตเดียวกันที่ซื้อมาเมื่อ พ.ศ. 2553  อีกจำนวน 3 ตัว โดยใช้กระสุนขนาด 9 มม. , ขนาด .357 และ ขนาด .45  อย่างละ 3 นัด รวมจำนวน 9 นัด  ผลปรากฏว่า เสื้อเกราะทั้ง 3 ตัวสามารถกันกระสุนได้ทั้งหมด ไม่มีกระสุนนัดใดทะลุเสื้อเกราะ

การจัดหาเสื้อเกราะกันกระสุนที่มีมาตรฐานเพื่อช่วยดูแลความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ให้กับข้าราชการตำรวจ เป็นนโยบายสำคัญของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ที่มีความห่วงใยในสวัสดิการความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานโดยตลอด  ตร.จึงได้กำหนดแผนการจัดหาเพิ่มเติมหรือการจัดหาเพื่อทดแทนของเก่าอย่างต่อเนื่อง การจัดหาครั้งล่าสุด เมื่อ พ.ศ. 2566 จำนวน 3,200 ตัว เป็นเสื้อเกราะอ่อนป้องกันกระสุนพร้อมแผ่นเกราะแข็ง ระดับ 3 และ ระดับ 4  สามารถป้องกันกระสุนปืนได้ตามมาตรฐาน NIJ  ได้แก่ กระสุนปืนพก ขนาด 9 มม. , .45 , .357 แม็กนั่ม นอกจากนั้น ตร.ได้ทำแผนการจัดหาในอนาคตเพื่อให้ครอบคลุมในการปฏิบัติงานของตำรวจทุกนายระหว่าง ปี 2567 - 2571  อีกปีละประมาณ 13,000 ตัว ซึ่งตามแผนการจัดหานี้ จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีเสื้อเกราะใช้งานอย่างทั่วถึง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่า ได้ดำเนินการจัดหาชุดเกราะกันกระสุนโดยยึดมาตรฐานสากลและคำนึงถึงความคล่องตัวสะดวกสบายของผู้ใช้งานตามภารกิจเป็นสำคัญ จึงขอแจ้งให้ข้าราชการตำรวจเชื่อมั่น และโปรดสวมใส่เสื้อเกราะกันกระสุนในการปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้ง เพื่อสร้างความปลอดภัยและป้องกันมิให้มีการสูญเสียจากการปฏิบัติงาน

25 กรกฎาคม พ.ศ. 2521 ถือกำเนิด ‘หลุยส์ บราวน์’ เด็กหลอดแก้วคนแรกของโลก ผู้เป็นความหวังของเหล่าพ่อแม่ที่ประสบปัญหามีบุตรยาก

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2521 ‘หลุยส์ บราวน์’ (Louise Joy Brown) เด็กหลอดแก้วคนแรกของโลกถือกำเนิดขึ้น ที่โรงพยาบาล Royal Oldham Hospital โดยฝีมือของแพทย์สองคนได้แก่ โรเบิร์ต เอ็ดเวิร์ดส์ (Robert Edwards) และ แพทริค สเต็ปโท (Patrick Steptoe) จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ โดย หลุยส์ บราวน์ เธอได้แต่งงานในปี 2547 และให้กำเนิดบุตรชายคนแรกในอีกสองปีต่อมา

ทั้งนี้ เด็กหลอดแก้วคือเทคนิคการของการปฏิสนธิสังเคราะห์ที่เรียกว่า ‘In vitro fertilization’ หรือ ‘IVF’ โดยการนำอสุจิของพ่อและไข่ของแม่มาทำการปฏิสนธิในหลอดทดลอง จากนั้นจึงค่อยนำตัวอ่อนไปฝังในมดลูกเพื่อให้เติบโตตามธรรมชาติต่อไป ตั้งแต่นั้นมาวิทยาการทางด้านการเจริญพันธุ์ก็เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว การทดลองประสบความสำเร็จมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีการประท้วงการทดลองเด็กหลอดแก้วกันอย่างกว้างขวาง ศาสนจักรบางแห่งถึงกับออกมาประณามนักวิทยาศาสตร์ว่าเป็น ‘ซาตาน’ ที่บังอาจทำตัวไปเทียบเคียง ‘พระเจ้า’ ในการให้กำเนิดมนุษย์ อย่างไรก็ตามเทคนิคการทำเด็กหลอดแก้วก็ได้พิสูจน์ยืนยันว่าปลอดภัย นำความหวังมาให้พ่อแม่ที่มีปัญหามีบุตรยาก ทุกวันนี้การผสมเทียมในหลอดแก้วจึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาของคู่สมรสทั่วโลกที่ไม่สามารถมีบุตรด้วยวิธีธรรมชาติ

ขณะที่ในประเทศไทย เด็กหลอดแก้วคนแรกเกิดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หลังจากบราวน์ 9 ปี โดยฝีมือของ ศาสตราจารย์นายแพทย์ประมวล วีรุตมเสน และทีมแพทย์ สามารถให้กำเนิดเด็กชายปวรวิทย์ ศรีสหบุรี ซึ่งเป็นเด็กหลอดแก้วรายแรกของไทยขึ้นได้สำเร็จ ณ วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2530

‘พานาโซนิค ขอนแก่น’ ปล่อยเพลง-หนังสั้น ‘พระอาทิตย์ขึ้นที่บ้านฉัน’ ตอกย้ำ!! ‘จ.ขอนแก่น’ ฐานการผลิตที่สำคัญ พร้อมเติบโตไปด้วยกัน

(24 ก.ค. 67) เพจ ‘Panasonic Thailand’ โพสต์เปิดตัว MV และ หนังสั้น ชื่อ ‘พระอาทิตย์ขึ้นที่บ้านฉัน’ พร้อมอธิบายว่า…

“พานาโซนิค ขอนแก่น ครบรอบ 20 ปี ส่ง MV และ หนังสั้น สื่อความผูกพันที่มีร่วมกันมาอย่างยาวนาน เพื่อเป็นการขอบคุณพนักงานและเน้นย้ำถึงความผูกพันที่ต่างมีร่วมกันมาตลอด 20 ปี ที่บริษัท พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาขอนแก่น ได้ดำเนินกิจการในประเทศไทย จึงได้มีการจัดทำ MV และ หนังสั้น ชื่อเรื่อง ‘พระอาทิตย์ขึ้นที่บ้านฉัน’ เพื่อสื่อความหมายของ ‘พระอาทิตย์’ หมายถึงประเทศญี่ปุ่น หรือ บริษัทญี่ปุ่น ขึ้นที่บ้านฉัน ‘บ้านฉัน’ หมายถึงบ้าน ท้องถิ่นบ้านเรา ซึ่งก็คือขอนแก่นของเรา

เพราะเราเชื่อว่า ‘ประเทศไทย’ ก็เปรียบเสมือน ‘บ้านหลังที่สอง’ ที่เราจะยืนหยัดพร้อมพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน...

รับชมหนังสั้น ‘พระอาทิตย์ขึ้นที่บ้านฉัน’
📍 คลิกเลย https://bit.ly/3Ly5oI3”

‘500 พนักงาน’ รวมตัว!! ประท้วงหน้าโรงกลั่นน้ำมันดังย่านชลบุรี เรียกร้องค่าแรงตกค้าง 4 เดือนจาก บ.รับเหมาช่วงต่อ ยังไร้ข้อยุติ

(24 ก.ค.67) เพจ ‘นิวส์ชลบุรี-ระยอง ออนไลน์’ โพสต์ภาพและไลฟ์สด เหตุการณ์พนักงานของบริษัทรับเหมาในโรงกลั่นน้ำมันดังในพื้นที่ศรีราชา จ.ชลบุรี กว่า 500 คน ออกมารวมตัวประท้วงบริเวณหน้าโรงกลั่นน้ำมัน หลังบริษัทรับเหมาค้างค่าแรงกว่า 4 เดือน โดยเจรจาแล้วไม่เป็นผล

โดยระบุว่า มีกลุ่มพนักงานบริษัทรับเหมาในโรงกลั่นน้ำมันดัง ในพื้นที่ศรีราชา ชลบุรี รวมตัวเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ออกมารับผิดชอบปัญหาที่เรื้อรังมานานนั้นคือ ไม่ยอมจ่ายเงินค่าแรงให้พนักงานหลายร้อยชีวิต ตั้งแต่เดือนเม.ย.2567 จนถึงปัจจุบันนี้ พนักงานทุกคนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เพราะต้องมีภาระต่อเดือนที่ต้องใช้จ่าย

การเจรจาต่อผู้เกี่ยวข้องดังกล่าวยืดเยื้อมานานหลายเดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ปัญหาในการไม่จ่ายค่าแรงให้กลุ่มพนักงานหลายชีวิตที่ปฏิบัติงาน ในโรงกลั่นน้ำมันดังกล่าวและไม่ชี้แจงถึงปัญหาว่าเกิดปัญหาในด้านใด จึงสร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มพนักงานเป็นอย่างมาก และต้องการเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เข้ามาตรวจสอบ เพื่อหาข้อยุติเรื่องนี้ เพราะกลุ่มพนักงานมีความเดือดร้อนจริง ๆ

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงสำนักงานสวัสดิการคุ้มครองแรงงานศรีราชา ลงพื้นที่ร่วมพูดคุยเจรจาถึงปัญหาดังกล่าว

สำหรับปัญหาข้อพิพาทดังกล่าว เกิดจากบริษัทผู้รับเหมาที่ได้โปรเจกต์งานของโรงกลั่นน้ำมันมา ซึ่งทางโรงกลั่นน้ำมันดังกล่าวได้จ่ายเงินให้บริษัทผู้รับเหมาไปแล้ว แต่บริษัทผู้รับเหมาไม่ยอมจ่ายเงินให้แก่พนักงานของตัวเอง และบริษัทผู้รับเหมาอื่น 1-2 บริษัทที่จ้างมาทำงานต่ออีกที เลื่อนจ่ายมาตั้งแต่เดือนเม.ย.67 จนถึงปัจจุบัน ถึงแม้พนักงานจะรวมตัวเจรจามาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เป็นผล ได้รับความเดือดร้อนกันอย่างหนัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลการเจรจาไม่เป็นผล พนักงานกว่า 500 ราย รวมตัวปิดถนนทางเข้าโรงกลั่นน้ำมันในชลบุรี หลังการเจรจาล้มเหลว โดยมีเจ้าหน้าที่เข้าร่วมเจรจาให้ทั้ง 2 ฝ่ายหาทางออกร่วมกัน แต่ไม่เป็นผลและยังหาข้อยุติไม่ได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top