Friday, 5 June 2026
เรื่องเล่าจากเครมลิน

จีนยังไม่ทุ่มสุดตัว!! Power of Siberia 2 กลับมาร้อนแรง หลังสงครามอิหร่านเขย่าความมั่นคงพลังงานโลก จีนมองท่อก๊าซรัสเซียเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์ ลดพึ่งพาเส้นทางทะเลเสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลในปี ค.ศ.2026 ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อความมั่นคงในตะวันออกกลางเท่านั้นหากแต่ยังสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างพลังงานโลกและสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ในระดับมหภาคโดยเฉพาะต่อจีนและรัสเซียซึ่งต่างกำลังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของระบบพลังงานระหว่างประเทศ วิกฤตดังกล่าวทำให้ประเด็น “ความมั่นคงด้านพลังงาน” กลับมาเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์รัฐมหาอำนาจอีกครั้งโดยเฉพาะเมื่อเส้นทางขนส่งพลังงานทางทะเลในตะวันออกกลาง เช่น
ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเผชิญหน้าและการปิดกั้นทางทหาร

ภายใต้บริบทดังกล่าวโครงการท่อส่งก๊าซ “Power of Siberia 2” «Сила Сибири - 2» ซึ่งเป็นโครงการเชื่อมโยงพลังงานขนาดใหญ่ระหว่างรัสเซียกับจี ได้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในฐานะ “ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์” สำหรับจีนในการลดการพึ่งพาพลังงานจากเส้นทางเดินเรือ ขณะเดียวกันรัสเซียเองก็ต้องการใช้โครงการนี้เป็นกลไกชดเชยการสูญเสียตลาดพลังงานในยุโรปหลังสงครามยูเครนและเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีนในระยะยาว

อย่างไรก็ตามแม้สงครามอิหร่านจะสร้างแรงจูงใจให้จีนต้องทบทวนความมั่นคงด้านพลังงานมากขึ้น แต่ปักกิ่งยังคงดำเนินยุทธศาสตร์แบบ “กระจายความเสี่ยง” และระมัดระวังต่อการพึ่งพารัสเซียมากเกินไป ดังนั้น อนาคตของ Power of Siberia 2 จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวหากแต่เกี่ยวพันกับการประเมินทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันอิทธิพลในยูเรเชีย และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบพลังงานโลกในยุคหลังสงครามตะวันออกกลางอีกด้วยก่อนหน้านี้

โครงการท่อส่งก๊าซ “Power of Siberia 2” เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขนาดใหญ่ระหว่างรัสเซียกับจีนที่มีเป้าหมายเชื่อมแหล่งก๊าซธรรมชาติในเขตไซบีเรียตะวันตกของรัสเซียเข้าสู่ตลาดจีนผ่านประเทศมองโกเลียถือเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของรัสเซียในการปรับทิศทางการส่งออกพลังงานจากยุโรปสู่เอเชียภายหลังความขัดแย้งรัสเซีย–ยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

โครงการนี้ถูกพัฒนาโดยบริษัท Gazprom «Газпром» ร่วมกับ China National Petroleum Corporation (CNPC) และหน่วยงานด้านพลังงานของมองโกเลียโดยมีแผนส่งก๊าซจากแหล่งก๊าซยามาล (Yamal Peninsula) และแหล่งก๊าซในไซบีเรียตะวันตกซึ่งเดิมเคยใช้ป้อนตลาดยุโรปผ่านท่อส่งเข้าสู่มองโกเลีย ก่อนเข้าสู่เขตปกครองตนเองมองโกเลียในของจีน เส้นทางดังกล่าวมีระยะทางรวมประมาณ 2,600–2,700 กิโลเมตรและมีกำลังการส่งก๊าซสูงสุดประมาณ 50 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณก๊าซที่รัสเซียเคยส่งให้เยอรมนีผ่านท่อส่งก๊าซ Nord Stream ในอดีต โดยในปี ค.ศ.2025 รัสเซียได้ส่งก๊าซให้จีนผ่านท่อ Power of Siberia 1 แล้วเกือบ 40 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) และส่งออก LNG เพิ่มอีก 9.8 ล้านตัน หรือประมาณ 13.5 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) หากโครงการ Power of Siberia 2 แล้วเสร็จจะทำให้ส่วนแบ่งก๊าซรัสเซียในตลาดจีนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10% เป็นเกือบ 20% ของการบริโภคก๊าซทั้งหมดของจีน

ในเชิงยุทธศาสตร์รัสเซียมองว่า Power of Siberia 2 เป็น “โครงการทดแทนยุโรป” เนื่องจากหลังปี ค.ศ. 2022 รัสเซียสูญเสียตลาดพลังงานยุโรปอย่างหนักจากสงครามยูเครน ปริมาณการส่งออกก๊าซของรัสเซียไปยังสหภาพยุโรปลดลงอย่างรุนแรง จากประมาณ 157 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) ก่อนสงคราม เหลือเพียง 18 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) ในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รายได้ภาษีจากก๊าซของรัสเซียลดลงประมาณ 7% และทำให้รัสเซียต้องลดการผลิตก๊าซลงราว 3% ดังนั้น จีนจึงกลายเป็น “ตลาดยุทธศาสตร์” ที่สำคัญที่สุดในการทดแทนยุโรปของรัสเซียในการรักษารายได้จากพลังงานและลดผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก นอกจากนี้โครงการยังสะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนแกนเศรษฐกิจและพลังงานของรัสเซียจากยุโรปสู่เอเชียมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่งจีนเองก็ได้รับประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์จากโครงการนี้เช่นกัน โดยการบริโภคก๊าซของจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมากกว่า 5% ในช่วงสองปีที่ผ่านมาและแตะระดับประมาณ 456 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) ในปี ค.ศ. 2025 ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าความต้องการอาจเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 610 พันล้านลูกบาศก์เมตร(bcm) ภายในปี ค.ศ. 2040 ทำให้จีนจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งพลังงานที่มั่นคงและมีต้นทุนต่ำในระยะยาว นอกจากนี้ ก๊าซจากรัสเซียยังมีราคาถูกกว่าก๊าซจากเติร์กเมนิสถานประมาณ 50 ดอลลาร์ต่อ 1,000 ลูกบาศก์เมตรและต่ำกว่าราคานำเข้า LNG ของจีนอย่างมาก โดยในปีที่ผ่านมารัสเซียขายก๊าซให้จีนเฉลี่ยประมาณ 249 ดอลลาร์ต่อ 1,000 ลูกบาศก์เมตร ขณะที่ LNG นำเข้าของจีนมีราคาเฉลี่ยมากกว่า 400 ดอลลาร์ต่อ 1,000 ลูกบาศก์เมตร เหตุผลดังกล่าวทำให้โครงการนี้มีความสำคัญสำหรับจีนในมิติ “ความมั่นคงด้านพลังงาน” เพราะช่วยเพิ่มการนำเข้าก๊าซทางบก ลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อความขัดแย้งทางทหารและแรงกดดันจากสหรัฐฯ จีนมองว่าท่อส่งก๊าซจากรัสเซียมีความมั่นคงทางยุทธศาสตร์มากกว่าการนำเข้า LNG ทางทะเล โดยเฉพาะในบริบทความตึงเครียดในตะวันออกกลางและอินโด-แปซิฟิก อย่างไรก็ตามแม้ทั้งสองฝ่ายจะสนับสนุนโครงการในระดับการเมืองแต่การเจรจายังเผชิญอุปสรรคสำคัญโดยเฉพาะเรื่อง “ราคา” และเงื่อนไขทางการเงิน จีนต้องการซื้อก๊าซในราคาต่ำใกล้เคียงราคาภายในประเทศรัสเซีย ขณะที่รัสเซียต้องการราคาที่คุ้มค่าต่อการลงทุน นอกจากนี้ปักกิ่งยังคงระมัดระวังไม่ให้พึ่งพาพลังงานรัสเซียมากเกินไปจึงยังคงกระจายแหล่งนำเข้าก๊าซจากเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และ LNG จากหลายประเทศควบคู่กันไป โดยในขณะที่นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหพันธรัฐรัสเซียเดินทางเยือนปักกิ่ง นายติง ซูเซียง รองนายกรัฐมนตรีจีนกลับนำคณะผู้แทนไปลงนามข้อตกลงขยายความร่วมมือด้านก๊าซกับเติร์กเมนิสถานซึ่งเป็นผู้จัดหาก๊าซทางท่อรายใหญ่อันดับสองของจีน สะท้อนว่าปักกิ่งยังคงเปิดทางเลือกด้านพลังงานจากหลายแหล่งควบคู่กัน

แม้เช่นนั้นมอสโกยังคงผลักดัน Power of Siberia 2 อย่างแข็งขัน โดยมองว่าเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถลดความเสี่ยงจากเส้นทางพลังงานทางทะเล โดยเฉพาะภายหลังสงครามอิหร่านที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของการส่งออก LNG จากตะวันออกกลา ซึ่งคิดเป็นประมาณ 30% ของการนำเข้า LNG ของจีนในปี ค.ศ. 2025 ความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซจึงทำให้ท่อส่งก๊าซทางบกมีความสำคัญมากขึ้นในมุมมองด้านความมั่นคงพลังงานของจีน

แผนพัฒนาห้าปีฉบับใหม่ของจีนช่วงปีค.ศ. 2026–2030 ได้ระบุว่าจะ “เร่งการเตรียมงาน” สำหรับเส้นทางหลักของท่อส่งก๊าซจีน–รัสเซีย ซึ่งถูกมองว่าอ้างถึงโครงการ Power of Siberia 2 อย่างไรก็ตามจีนยังไม่ได้อนุมัติโครงการขั้นสุดท้ายเนื่องจากการเจรจายังคงติดขัดเรื่องราคาและเงื่อนไขสัญญา โดยจีนต้องการราคาที่ใกล้เคียงราคาภายในประเทศรัสเซีย ขณะที่มอสโกต้องการเงื่อนไขคล้ายกับโครงการ Power of Siberia 1 นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าวิกฤตตะวันออกกลางอาจช่วยเพิ่ม “แรงผลักดันทางการเมือง” ให้โครงการนี้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนดุลอำนาจการต่อรองระหว่างจีนกับรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ โดยจีนยังคงพยายามรักษาสมดุลด้านพลังงานและจำกัดการพึ่งพาก๊าซทางท่อจากรัสเซียไม่ให้เกินประมาณ 25% ของตลาดภายในประเทศ ในภาพรวม Power of Siberia 2 จึงไม่ใช่เพียงโครงการพลังงานทั่วไป แต่เป็น “โครงการภูมิรัฐศาสตร์” ที่สะท้อนการปรับสมดุลอำนาจในยูเรเชีย การแข่งขันด้านความมั่นคงพลังงาน และการก่อตัวของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเซียกับจีนในระเบียบโลกยุคใหม่

บทวิเคราะห์ สงครามอิหร่านในปี ค.ศ. 2026 ได้สะท้อนให้เห็นว่า “ภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน” กำลังกลับมาเป็นปัจจัยกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างเข้มข้นอีกครั้งภายใต้บริบทของการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ความมั่นคงด้านพลังงานไม่ได้หมายถึงเพียงการมีทรัพยากรเพียงพอเท่านั้น แต่ยังหมายถึง “ความสามารถในการควบคุมเส้นทางลำเลียงพลังงาน” และ “การลดความเปราะบางเชิงยุทธศาสตร์” จากแรงกดดันภายนอกอีกด้วย สำหรับจีน วิกฤตในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปักกิ่งตระหนักมากขึ้นถึงข้อจำกัดของการพึ่งพาพลังงานทางทะเล แม้ว่าจีนจะยังคงดำเนินยุทธศาสตร์กระจายแหล่งพลังงาน แต่สงครามครั้งนี้ได้ผลักดันให้ “เส้นทางพลังงานภาคพื้นทวีป” มีความสำคัญเพิ่มขึ้นในมุมมองของผู้นำจีน โดยเฉพาะท่อส่งก๊าซจากรัสเซียและเอเชียกลาง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการปิดล้อมทางทะเลน้อยกว่า การพัฒนา Power of Siberia 2 จึงสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาวของจีนในการสร้าง “Continental Energy Security” หรือความมั่นคงพลังงานภาคพื้นทวีปควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) อย่างไรก็ตาม จีนยังคงใช้แนวทาง “Strategic Hedging” หรือการถ่วงดุลเชิงยุทธศาสตร์ กล่าวคือแม้จะเพิ่มความร่วมมือกับรัสเซียแต่ก็จะไม่ยอมพึ่งพารัสเซียมากเกินไปเพราะปักกิ่งตระหนักดีว่าการพึ่งพาแหล่งพลังงานเพียงฝ่ายเดียวอาจสร้างข้อจำกัดทางการเมืองและยุทธศาสตร์ในอนาคต ดังจะเห็นได้จากการที่จีนยังคงขยายความร่วมมือกับเติร์กเมนิสถานและรักษาการนำเข้า LNG จากหลายภูมิภาคควบคู่กัน ในมุมของรัสเซีย โครงการ Power of Siberia 2 มีความสำคัญมากกว่ามิติทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของ “การหันสู่เอเชีย” (Pivot to Asia) หลังการเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก รัสเซียจำเป็นต้องสร้างตลาดพลังงานใหม่เพื่อทดแทนยุโรป และลดการพึ่งพาระบบเศรษฐกิจตะวันตก โครงการนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือทางเศรษฐกิจและเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ในการสร้างแกนความร่วมมือยูเรเชียร่วมกับจีน ขณะเดียวกัน วิกฤตอิหร่านยังสะท้อนว่า “พลังงาน” กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21 มากขึ้น เส้นทางเดินเรือ พื้นที่ทางทะเล ท่อส่งก๊าซ และโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ล้วนกลายเป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์” ที่เชื่อมโยงกับการแข่งขันทางทหาร เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีโดยตรง ซึ่งทำให้ Power of Siberia 2 ไม่ใช่เพียงโครงการเศรษฐกิจ แต่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการปรับโครงสร้างอำนาจในภูมิภาคยูเรเชียและระเบียบโลกใหม่

โดยสรุป สงครามอิหร่านได้กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้โครงการ Power of Siberia 2 กลับมาได้รับความสนใจในฐานะโครงการยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของรัสเซียและจีน วิกฤตในตะวันออกกลางได้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของเส้นทางพลังงานทางทะเล และผลักดันให้จีนหันมาให้ความสำคัญกับเส้นทางพลังงานทางบกมากขึ้น ขณะเดียวกัน รัสเซียก็มองโครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญในการทดแทนตลาดยุโรปและเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีนในระยะยาว อย่างไรก็ตามแม้ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์จะเอื้อให้โครงการมีโอกาสเดินหน้ามากขึ้น แต่จีนยังคงดำเนินยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงและรักษาสมดุลทางพลังงานอย่างระมัดระวัง ทำให้การเจรจายังคงขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ราคา และการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่าย ท้ายที่สุด Power of Siberia 2 จึงสะท้อนให้เห็นว่า ในโลกยุคใหม่ “พลังงาน” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเศรษฐกิจ หากแต่เป็นเครื่องมือแห่งอำนาจและความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซีย จีน และระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

‘ปูติน’ เยือนสถาบันขีปนาวุธ MITT MITT ไม่ใช่แค่สถาบันวิจัย แต่คือหัวใจอุตสาหกรรมขีปนาวุธ และนิวเคลียร์ไตรแอดรัสเซีย ตอกย้ำยุทธศาสตร์นิวเคลียร์รับมือ NATO

การเยือนสถาบันสถาบันเทคโนโลยีความร้อนแห่งมอสโกของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน

กับภาพสะท้อนยุทธศาสตร์นิวเคลียร์รัสเซีย

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้เดินทางเยือนสถาบันเทคโนโลยีความร้อนแห่งมอสโก «Московский институт теплотехники (МИТ)» ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรหลักของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรัสเซียโดยผลิตภัณฑ์หลักคือขีปนาวุธข้ามทวีปทั้งเชิงยุทธศาสตร์และยุทธวิธี

สถาบันเทคโนโลยีความร้อนแห่งมอสโก (Moscow Institute of Thermal Technology – MITT) เป็นองค์กรวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซีย ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ.1946 ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภายใต้การจัดตั้งของสหภาพโซเวียตมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีจรวดและอาวุธนำวิถี โดยเริ่มต้นจากหน่วยงานวิจัยด้าน “จรวดเชื้อเพลิงแข็ง” และค่อย ๆ พัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านวิศวกรรมขีปนาวุธของประเทศในเวลาต่อมา

ในช่วงยุคสหภาพโซเวียตสถาบันมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานอุตสาหกรรมขีปนาวุธยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีที่นำไปสู่ระบบอาวุธสำคัญหลายรุ่น และได้รับการยกระดับเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของการพัฒนาขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง ทั้งสำหรับภาคพื้นดิน กองทัพเรือ และระบบยุทธศาสตร์ระยะไกล

หลังการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรัสเซียในยุคหลังโซเวียต สถาบัน MITT ยังคงมีบทบาทต่อเนื่องในฐานะผู้พัฒนาระบบขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ เช่น ตระกูล Topol, Topol-M, Yars และ Bulava ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบหลักของโครงสร้าง “นิวเคลียร์ไตรแอด” ของรัสเซียในปัจจุบัน

สถาบัน MITT ถือเป็น “แกนกลางของอุตสาหกรรมขีปนาวุธรัสเซีย” โดยมีบทบาทใน 3 มิติหลัก ได้แก่

(1) แกนหลักของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ยุทธศาสตร์

สถาบันเทคโนโลยีความร้อนแห่งมอสโก (MITT) ถือเป็น “แกนหลักของเทคโนโลยี” ระบบอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซีย เนื่องจากมีบทบาทโดยตรงในการออกแบบและพัฒนาระบบขีปนาวุธพิสัยไกลที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้าง “นิวเคลียร์ไตรแอด” (land-based, sea-based, air-based deterrence) ซึ่งเป็นหัวใจของอำนาจยับยั้งทางทหารของรัฐ

ในเชิงเทคโนโลยี MITT มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง (solid-fuel ballistic missiles) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงยุทธศาสตร์ เพราะสามารถเก็บรักษาและตอบสนองการยิงได้รวดเร็ว ลดข้อจำกัดด้านเวลาเตรียมการเมื่อเทียบกับระบบเชื้อเพลิงเหลว นอกจากนี้ยังครอบคลุมการออกแบบระบบนำวิถี โครงสร้างหัวรบ และระบบควบคุมการบินของขีปนาวุธพิสัยไกล ผลงานสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ MITT ได้แก่ระบบขีปนาวุธ Topol, Topol-M, Yars และ Bulava ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของกองกำลังนิวเคลียร์รัสเซีย โดยระบบเหล่านี้ถูกออกแบบให้มีคุณสมบัติด้าน “ความอยู่รอดเชิงยุทธศาสตร์” (strategic survivability) เช่น การเคลื่อนที่ได้ (mobile launch systems), การหลบหลีกการตรวจจับ และความสามารถในการเจาะระบบป้องกันขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้าม

ในมิติของความมั่นคง MITT จึงไม่ได้เป็นเพียงสถาบันวิจัย แต่เป็น “ศูนย์กลางการผลิตอำนาจยับยั้งนิวเคลียร์” ของรัฐรัสเซีย กล่าวคือ เป็นจุดที่เชื่อมระหว่างวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และยุทธศาสตร์ระดับชาติ ทำให้รัสเซียสามารถรักษาความสามารถในการยับยั้ง (deterrence capability) ต่อมหาอำนาจอื่นได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคโซเวียตจนถึงปัจจุบัน

กล่าวโดยสรุป MITT ทำหน้าที่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของอำนาจนิวเคลียร์รัสเซีย” ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างอาวุธแต่รวมถึงการรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ของโลกผ่านศักยภาพในการตอบโต้และยับยั้งภัยคุกคามในระดับสูงสุดของรัฐชาติ

(2)  ศูนย์กลางความรู้เชิงอธิปไตย (Technological Sovereignty)

 บทบาทของสถาบัน MITT ในฐานะ “ศูนย์กลางความรู้เชิงอธิปไตย” หมายถึงการเป็นแหล่งสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความสามารถทางวิศวกรรมในระดับยุทธศาสตร์ที่รัสเซียสามารถพัฒนา ควบคุมและต่อยอดได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีหรือห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ แนวคิดนี้มีรากฐานจากประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของรัสเซียตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียตที่ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายใต้การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเข้มข้น ส่งผลให้เกิด “ระบบความรู้แบบปิดและครบวงจร” (closed-loop technological system) ซึ่ง MITT เป็นหนึ่งในแกนหลักของระบบดังกล่าว โดยทำหน้าที่ตั้งแต่การวิจัยพื้นฐาน การออกแบบวิศวกรรม ไปจนถึงการผลิตและส่งมอบระบบอาวุธยุทธศาสตร์ในเชิงโครงสร้าง MITT มีบทบาทสำคัญในการสร้าง “โรงเรียนวิศวกรรมจรวดของรัสเซีย” ที่สืบทอดองค์ความรู้ข้ามรุ่น ทำให้เกิดความต่อเนื่องทางเทคโนโลยี แม้ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากสหภาพโซเวียตสู่สหพันธรัฐรัสเซีย ความสามารถนี้ทำให้รัสเซียยังคงรักษาศักยภาพด้านขีปนาวุธได้โดยไม่เกิด “ช่องว่างทางเทคโนโลยี” เมื่อเทียบกับมหาอำนาจตะวันตก นอกจากนี้ MITT ยังทำหน้าที่ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น ระบบนำวิถี วัสดุขั้นสูง และระบบขับเคลื่อนขีปนาวุธ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงแห่งรัฐ การรักษาความสามารถภายในประเทศในมิติเหล่านี้จึงถือเป็นหัวใจของ “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” ของรัสเซีย ในบริบทปัจจุบันภายใต้แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีจากตะวันตก แนวคิด technologic sovereignty ของ MITT ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเพราะไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความภาคภูมิใจทางวิทยาศาสตร์แต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการรักษาความสามารถทางทหารและความมั่นคงของรัฐในระยะยาว

(3) ฐานอุตสาหกรรมแบบ Dual-use (การใช้ได้ทั้งทางทหารและพลเรือน)

หมายถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในภารกิจทางทหารและภาคเศรษฐกิจพลเรือน ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของรัสเซียในการรักษาความต่อเนื่องทางอุตสาหกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมของรัฐ ในมิติทางทหาร MITT มีบทบาทหลักในการออกแบบและผลิตระบบขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น วัสดุทนความร้อน ระบบขับเคลื่อนแรงสูง ระบบควบคุมการบิน และระบบนำวิถีความแม่นยำสูง เทคโนโลยีเหล่านี้เป็น “แกนกลางทางวิศวกรรม” ที่สามารถต่อยอดไปสู่ภาคพลเรือนได้ ในมิติพลเรือน ความรู้และเทคโนโลยีจาก MITT ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายสาขา เช่น อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ระบบพลังงาน การขนส่ง และวิศวกรรมเครื่องจักรกลหนัก โดยเฉพาะเทคโนโลยีวัสดุทนสภาพแวดล้อมรุนแรงและระบบเครื่องกลความแม่นยำสูง ซึ่งมีต้นกำเนิดจากการวิจัยเพื่อการทหาร แต่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในภาคพลเรือนได้อย่างมีนัยสำคัญ

แนวทาง dual-use นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของรัสเซียยุคปัจจุบัน เนื่องจากช่วยให้รัฐสามารถ “กระจายความคุ้มค่าทางเทคโนโลยี” (technology spillover) จากงบประมาณด้านกลาโหมไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ ลดความสูญเปล่าของทรัพยากร และเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองภายใต้แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ในเชิงยุทธศาสตร์ dual-use ยังทำหน้าที่เป็น “กลไกความยืดหยุ่นของรัฐ” (state resilience mechanism) เพราะทำให้โครงสร้างอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวได้ทั้งในภาวะสงครามและภาวะเศรษฐกิจปกติ โดยไม่แยกขาดระหว่างภาคทหารและพลเรือนอย่างสิ้นเชิง

นอกจากภารกิจด้านความมั่นคงแล้ว MITT ยังมีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยีแบบ dual-use หรือเทคโนโลยีที่สามารถใช้ได้ทั้งทางทหารและพลเรือน เช่น การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมพลังงาน น้ำมัน การขนส่ง และโครงการอวกาศ ซึ่งสะท้อนแนวทางการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยสรุป MITT เป็น “สถาบันแกนกลางของอุตสาหกรรมขีปนาวุธรัสเซีย” ที่เชื่อมโยงทั้งมรดกทางเทคโนโลยียุคโซเวียต การพัฒนาศักยภาพนิวเคลียร์สมัยใหม่ และยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐรัสเซียในปัจจุบันอย่างเป็นระบบ

ระหว่างการเยือนประธานาธิบดีปูตินกล่าวยกย่องบทบาทของ MITT ว่าเป็นหนึ่งในสถาบันหลักที่สร้างรากฐานด้านวิทยาการขีปนาวุธและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซียมาตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต โดยชี้ว่าความทุ่มเทและการทำงานอย่างเสียสละของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และบุคลากรหลายรุ่น ได้ทำให้รัสเซียมี “สำนักวิชาระบบขีปนาวุธที่มีอธิปไตยของตนเอง” และวางรากฐานทางเทคโนโลยีที่ประเทศยังคงใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน ผู้นำรัสเซียกล่าวว่า เทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมจรวดที่พัฒนาขึ้นในยุคโซเวียตยังคงมีความสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติ และเป็นพื้นฐานของระบบขีปนาวุธยุทธศาสตร์สมัยใหม่ของรัสเซีย รวมถึงระบบ Topol, Topol-M, Yars และ Bulava ปูตินยืนยันว่า ชรัสเซียจะเดินหน้าปรับปรุงและพัฒนากองกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงและความสามารถในการยับยั้งทางทหารของประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาระบบขีปนาวุธรุ่นใหม่ที่มีอานุภาพสูงขึ้น และสามารถเจาะทะลุระบบป้องกันขีปนาวุธทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงการใช้งานระบบขีปนาวุธเคลื่อนที่แบบไม่ติดหัวรบนิวเคลียร์ ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยสถาบันดังกล่าวว่า ได้ถูกนำไปใช้จริงในปฏิบัติการทางทหาร และพิสูจน์ประสิทธิภาพในสภาพการรบแล้ว ในด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ผู้นำรัสเซียชื่นชมการที่สถาบันสามารถต่อยอดองค์ความรู้ทางทหารไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับภาคพลเรือน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมน้ำมัน การขนส่ง และภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถของรัสเซียในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีทางทหารกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ช่วงท้ายปูตินกล่าวขอบคุณบุคลากรของสถาบันที่มีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความมั่นคงของรัสเซีย พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมขีปนาวุธและเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศต่อไปในระยะยาวการที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเดินทางเยือน สถาบัน MITT ในช่วงเวลานี้และกล่าวสุนทรพจน์ยกย่องสถาบัน MIIT มีนัยสำคัญทั้งด้านยุทธศาสตร์ การเมืองภายใน และการส่งสัญญาณระหว่างประเทศ โดยสามารถวิเคราะห์ได้ในหลายมิติ ดังนี้

(1) ส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ต่อ NATO และสหรัฐฯ

ช่วงปี ค.ศ. 2025–2026 ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกยังคงอยู่ในระดับสูงจากสงครามยูเครน การที่ปูตินเลือกเยือนสถาบันซึ่งเป็นผู้พัฒนาระบบขีปนาวุธนิวเคลียร์หลักของรัสเซีย เช่น Topol-M, Yars และ Bulava มีนัยเป็นการส่งสัญญาณเชิงยับยั้งต่อ NATO ว่า รัสเซียยังคงรักษาศักยภาพด้านขีปนาวุธและนิวเคลียร์ไว้ได้อย่างมั่นคง การกล่าวถึง “ขีปนาวุธที่สามารถเจาะระบบป้องกันขีปนาวุธในอนาคตได้” ยังสะท้อนการแข่งขันโดยตรงกับระบบ Missile Defense ของสหรัฐฯ และ NATO ทั้งในยุโรปและเอเชีย

(2) สร้างภาพลักษณ์ “รัฐมหาอำนาจทางเทคโนโลยี”

MITT ไม่ใช่เพียงโรงงานอาวุธ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จด้านวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมยุคโซเวียต การเยือนครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ เพื่อย้ำว่ารัสเซียยังคงเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีทางทหาร แม้เผชิญมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีจากตะวันตก การกล่าวย้ำว่า “รัสเซียยังใช้สิ่งที่พัฒนามาจากยุคโซเวียตจนถึงปัจจุบัน” เป็นการเชื่อมโยงความชอบธรรมของรัฐรัสเซียปัจจุบันเข้ากับความยิ่งใหญ่ของสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นแนวทางที่ปูตินใช้มาอย่างต่อเนื่องในการสร้างอัตลักษณ์รัฐและความภาคภูมิใจของสังคมรัสเซีย

(3) สนับสนุนขวัญกำลังใจของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

สงครามยูเครนทำให้อุตสาหกรรมทหารของรัสเซียกลายเป็นกลไกหลักของรัฐ การเยือนและการมอบเครื่องอิสริยาภรณ์แก่บุคลากรของ MITT เป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และยืนยันว่ารัฐบาลยังให้ความสำคัญสูงสุดกับนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้ผลิตอาวุธยุทธศาสตร์นอกจากนี้ยังสะท้อนว่า รัฐรัสเซียกำลังให้ความสำคัญกับการระดมศักยภาพทางเทคโนโลยีหรือ “technological mobilization” เพื่อรองรับการแข่งขันระยะยาวกับตะวันตก

(4) เชื่อมโยงสงครามยูเครนกับความสำเร็จทางเทคโนโลยี

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินกล่าวถึงการใช้งานระบบขีปนาวุธแบบไม่ติดหัวรบนิวเคลียร์ใน “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ซึ่งมีนัยว่า รัสเซียต้องการแสดงให้เห็นว่าอาวุธที่พัฒนาโดย MITT ไม่ได้เป็นเพียงโครงการเชิงทฤษฎี แต่ถูกพิสูจน์แล้วในสนามรบจริง นี่เป็นทั้งการโฆษณาศักยภาพทางทหาร การเสริมความเชื่อมั่นภายในประเทศและอาจมีมิติด้านตลาดอาวุธระหว่างประเทศด้วย เพราะรัสเซียมักใช้การได้รับการทดสอบและพิสูจน์แล้วในการรบจริง หรือ “combat-proven” เป็นจุดขายสำคัญในการส่งออกอาวุธ

(5) สะท้อนแนวคิด “พึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี”

การกล่าวถึงผลิตภัณฑ์พลเรือนของ MITT สำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและการขนส่งสะท้อนยุทธศาสตร์ของรัสเซียในการใช้เทคโนโลยีทางทหารต่อยอดสู่ภาคเศรษฐกิจพลเรือน เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีตะวันตก

บทสรุป การเยือนสถาบัน MITT ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 สะท้อนให้เห็นว่ารัสเซียยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาและพัฒนาศักยภาพด้านขีปนาวุธและกองกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของอำนาจยับยั้งและสถานะมหาอำนาจของรัฐรัสเซียในระบบระหว่างประเทศ ภายใต้บริบทของสงครามยูเครน การแข่งขันทางเทคโนโลยีกับชาติตะวันตก และแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตร รัสเซียได้พยายามย้ำถึงแนวคิด “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” ผ่านการสนับสนุนสถาบันวิจัยและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ได้ด้วยตนเอง MITT จึงมิได้เป็นเพียงสถาบันวิจัยด้านขีปนาวุธ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องระหว่างมรดกทางวิทยาศาสตร์ยุคสหภาพโซเวียตกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัสเซียยุคปัจจุบัน ขณะเดียวกันการเน้นเทคโนโลยีแบบ dual-use ยังสะท้อนความพยายามของรัฐในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมทหารเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติในระยะยาว สำหรับประเทศไทยเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนบทเรียนสำคัญว่าการสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมด้านความมั่นคงภายในประเทศ รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมอย่างต่อเนื่องถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเสริมสร้าง “ความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์” และการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอกในโลกที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์มีความเข้มข้นมากขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

รัสเซียทดสอบ “Sarmat” สำเร็จ ยกระดับนิวเคลียร์ไตรภาคี สะเทือนสมดุลยุทธศาสตร์โลก เจาะระบบป้องกันสหรัฐฯ–NATO RS-28 Sarmat ไม่ใช่แค่อาวุธ แต่คือสัญญาณการกลับมาของการแข่งขันนิวเคลียร์มหาอำนาจ

รัสเซียกับการเสริมศักยภาพนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ผ่านโครงการ Sarmat

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมค.ศ. 2026 เวลา 11 นาฬิกา 15 นาที กองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ «Ракетными войсками стратегического назначения (РВСН)» สหพันธรัฐรัสเซีย ได้ประกาศความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปชนิดเชื้อเพลิงเหลวหนักรุ่น RS-28 “Sarmat” ซึ่งเป็นระบบอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์รุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนขีปนาวุธยุคสหภาพโซเวียตรุ่น R-36M “Voyevoda” (NATO: SS-18 “Satan”) โดยพลเอกเซอร์เกย์ คาราคาเยฟ «Сергей Каракаев» ผู้บัญชาการกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ ได้รายงานต่อประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินว่า “วันนี้ เวลา 11 นาฬิกา 15 นาทีกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ได้ดำเนินการปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีปชนิดเชื้อเพลิงเหลวหนักรุ่นใหม่ล่าสุด ‘Sarmat’ การปล่อยประสบความสำเร็จและภารกิจบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของการทดสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ทั้งนี้รายงานดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (VKS) ระหว่างประธานาธิบดีกับผู้บัญชาการกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ของรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 2022 กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ประกาศการทดสอบยิงครั้งแรกของขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่น “Sarmat” ซึ่งเป็นระบบประจำฐานยิงแบบประจำที่ (silo-based) จากฐานปล่อยอวกาศเพลเซตสค์ «Плесецк» แคว้นอาร์คันเกลสค์ (Arkhangelsk Oblast) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย ในขณะนั้นกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าภารกิจการทดสอบดำเนินไปอย่างสมบูรณ์ตามแผน พร้อมยืนยันว่าคุณลักษณะเชิงคำนวณของขีปนาวุธได้รับการพิสูจน์ครบถ้วนในทุกช่วงการบิน ขณะที่หัวรบจำลองสำหรับการฝึกได้เดินทางถึงพื้นที่เป้าหมายที่กำหนด ณ ฐานยิงขีปนาวุธคูรา «Ракетный полигон Кура́» บนคาบสมุทรคัมชัตกาเรียบร้อยแล้ว กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า "ขีปนาวุธซาร์แมทมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ทำให้สามารถเจาะทะลุระบบป้องกันขีปนาวุธที่มีอยู่หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างน่าเชื่อถือ ซาร์แมทเป็นขีปนาวุธที่ทรงพลังที่สุดและมีระยะยิงไกลที่สุดในโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรบของกองกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ"

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2022 หัวหน้าผู้ออกแบบของบริษัทวิจัยแห่งรัฐมาเคเยฟ (ผู้พัฒนาขีปนาวุธซาร์แมท) นายวลาดิมีร์ เดกเตียร์ «Владимир Дегтярь» กล่าวว่า ขีปนาวุธซาร์แมทจะเป็น "เกราะป้องกัน" ให้กับรัสเซียไปอีกหลายทศวรรษ ขีปนาวุธ Sarmat ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของแผนการปรับปรุง “นิวเคลียร์ไตรภาคี” (Nuclear Triad) ของรัสเซีย ซึ่งครอบคลุมกำลังรบนิวเคลียร์ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ

ทั้งนี้แผนการปรับปรุง “นิวเคลียร์ไตรภาคี” ของรัสเซียเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมสร้างและรักษาศักยภาพการยับยั้งทางนิวเคลียร์ของประเทศ ภายใต้บริบทการแข่งขันด้านอำนาจทางทหารระหว่างประเทศมหาอำนาจที่กลับมาทวีความเข้มข้นอีกครั้ง โดย “นิวเคลียร์ไตรภาคี” หมายถึงโครงสร้างกำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ 3 ด้าน ได้แก่ กำลังรบนิวเคลียร์ภาคพื้นดิน กำลังรบนิวเคลียร์ทางทะเล และกำลังรบนิวเคลียร์ทางอากาศ ซึ่งถูกออกแบบเพื่อให้รัสเซียสามารถรักษาความสามารถในการตอบโต้นิวเคลียร์ได้แม้ในกรณีถูกโจมตีก่อน อันเป็นหลักการสำคัญของยุทธศาสตร์การยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Deterrence) ในส่วนของกำลังรบนิวเคลียร์ภาคพื้นดิน รัสเซียมุ่งพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่นใหม่เพื่อทดแทนระบบยุคสหภาพโซเวียตที่เริ่มล้าสมัย เช่น RS-28 Sarmat, RS-24 Yars รวมถึง ระบบ Avangard Hypersonic Glide Vehicle โดยโครงการ RS-28 Sarmat ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของแผนดังกล่าว ขีปนาวุธรุ่นนี้ถูกออกแบบให้มีพิสัยยิงข้ามทวีประยะไกล สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์หลายหัวแบบ Multiple independently targetable reentry vehicle (MIRV) และรองรับการติดตั้งอาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Glide Vehicle) ได้ ส่งผลให้มีศักยภาพในการหลีกเลี่ยงและเจาะผ่านระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันรัสเซียยังเดินหน้าปรับปรุงกำลังรบนิวเคลียร์ทางทะเลผ่านการพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธ Borei-class submarine ซึ่งมีความสามารถในการซ่อนตัวและปฏิบัติการในมหาสมุทรเป็นระยะเวลานาน อันช่วยเพิ่มความอยู่รอดของระบบตอบโต้นิวเคลียร์ในกรณีเกิดสงครามเต็มรูปแบบ รวมถึงขีปนาวุธ Bulava submarine-launched ballistic missile (SLBM) ส่วนกำลังรบนิวเคลียร์ทางอากาศ รัสเซียยังคงพัฒนาและปรับปรุงเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ให้สามารถใช้อาวุธนิวเคลียร์และอาวุธปล่อยนำวิถีระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่น Tupolev Tu-160, Tupolev Tu-95 เครื่องบินเหล่านี้สามารถยิงขีปนาวุธร่อนติดหัวรบนิวเคลียร์จากระยะไกล และมีความยืดหยุ่นในการแสดงกำลังหรือยกระดับการตอบโต้ทางทหาร โดยแผนการปรับปรุง Nuclear Triad ของรัสเซียในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีเป้าหมายหลัก คือ 1) ทดแทนระบบขีปนาวุธในยุคสหภาพโซเวียตที่เริ่มล้าสมัย 2) เพิ่มความสามารถในการเจาะระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO 3) พัฒนาอาวุธความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Weapons) 4) เสริมศักยภาพการโจมตีโต้กลับ (“Second Strike Capability”) หรือความสามารถในการตอบโต้แม้ถูกโจมตีก่อน และ5) รักษาสถานะ “มหาอำนาจนิวเคลียร์” ของรัสเซียในระบบระหว่างประเทศ  โดยระบบ RS-28 Sarmat ดังกล่าวถูกออกแบบให้มีพิสัยยิงข้ามทวีประยะไกล สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์หลายหัวแบบ MIRV รวมถึงรองรับการติดตั้งอาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Glide Vehicle: HGV) รุ่น Avangard ได้ ส่งผลให้มีศักยภาพในการหลีกเลี่ยงและเจาะผ่านระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO ได้ดียิ่งขึ้น

สาระสำคัญของการประกาศครั้งนี้ มิได้มีเพียงมิติด้านเทคโนโลยีทางทหารเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศอย่างชัดเจน กล่าวคือ รัสเซียต้องการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการคงไว้ซึ่ง “ศักยภาพการยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Deterrence) ภายใต้บริบทการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์ที่กลับมาทวีความเข้มข้นอีกครั้ง ภายหลังความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกเสื่อมถอยจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน และกลไกควบคุมอาวุธระหว่างประเทศหลายฉบับเผชิญภาวะหยุดชะงัก แม้ว่าระบบ Sarmat จะเผชิญความล่าช้าและรายงานความล้มเหลวในการทดสอบหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา แต่การประกาศความสำเร็จครั้งล่าสุดสะท้อนว่ารัสเซียยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนากำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ และมีแนวโน้มเดินหน้าการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านอาวุธยุทธศาสตร์ต่อเนื่องในระยะยาว ในมิติด้านความมั่นคงระหว่างประเทศเหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อแนวโน้มการแข่งขันด้านอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะการเร่งพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธและอาวุธ Hypersonic ของสหรัฐฯ NATO และจีน รวมทั้งเพิ่มความเปราะบางต่อเสถียรภาพด้านการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์โลกในอนาคต อันอาจนำไปสู่สภาวะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์รูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนและยากต่อการควบคุมมากยิ่งขึ้น

โดยสรุป การทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป RS-28 “Sarmat” ของรัสเซียในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของมอสโกในการปรับปรุงและยกระดับศักยภาพกำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ ภายใต้แผนการพัฒนา “นิวเคลียร์ไตรภาคี” ซึ่งถือเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์การยับยั้งทางนิวเคลียร์ของรัสเซียในยุคปัจจุบัน ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการแข่งขันด้านอาวุธยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูงที่กำลังกลับมามีบทบาทสำคัญในระบบความมั่นคงระหว่างประเทศอีกครั้ง

แม้ว่ารัสเซียจะอธิบายว่าการพัฒนาระบบ Sarmat มีเป้าหมายเพื่อรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์และเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องปรามภัยคุกคามจากภายนอก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธความเร็วเหนือเสียงของมหาอำนาจต่าง ๆ อาจนำไปสู่การขยายตัวของการแข่งขันด้านอาวุธเชิงยุทธศาสตร์รอบใหม่ ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่ายุคสงครามเย็น ทั้งในมิติของเทคโนโลยี ระบบป้องกันขีปนาวุธ อวกาศ และสงครามไซเบอร์

ภายใต้บริบทดังกล่าว การพัฒนา RS-28 Sarmat จึงมิได้เป็นเพียงการปรับปรุงระบบอาวุธของรัสเซียเท่านั้น หากแต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงโลกเข้าสู่ยุคการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่เข้มข้นมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์และระบบควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เปิดประวัติ “ซูโรวิคิน” นายพลอาร์มาเกดดอน ผู้บัญชาการรัสเซียในสมรภูมิยูเครน แม่ทัพสายแข็งของปูติน หลังรัสเซียยกระดับโจมตียูเครน ผู้ถูกจับตาหลังเกมล้างแค้นสะพานไครเมีย

การโจมตีที่หนักหน่วงครั้งนี้ถือเป็น "การล้างแค้น" ที่ชัดเจนของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ที่เตือนถึงการตอบโต้อย่างรุนแรง หลังเกิดเหตุวินาศกรรมบนสะพานไครเมียหรือสะพานเคียร์ช (Kerch) ที่เป็นเส้นทางส่งเสบียงทางทหารและเชื่อมระหว่างรัสเซียกับไครเมีย และผลการของชำระแค้นครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 19 คน บาดเจ็บ 105 คน ซึ่งเมื่อนับรวมกันแล้ว เมืองใหญ่และเมืองเล็กมากกว่า 300 แห่ง ไม่มีไฟฟ้าใช้

พลเอกเซอร์เก ซูโรวิคิน และให้ฉายาว่า "นายพลอาร์มาเกดดอน" ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการคนแรกในสมรภูมิทั้งประเทศของยูเครน ในวันเดียวกับที่สะพานเคียร์ชถูกวินาศกรรม เพื่อ"หยุด" การโจมตีโต้กลับจากยูเครน ที่สร้างความระส่ำระสายให้กองทัพรัสเซียก่อนหน้านี้

นายพลกองทัพบก Sergei Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองทหารรัสเซียในเขตปฏิบัติการพิเศษ ทางทหาร специальной военной операции (СВО) ในยูเครน นายพลมีประสบการณ์มากมาย

- ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2017 เขาเป็นหัวหน้ากองกำลังอวกาศของรัสเซีย Воздушно-космические силы (ВКС)

- ในปี 2019 เขาสั่งกองทหารรัสเซียในซีเรีย

-เมื่อไม่นานมานี้ในเขตปฏิบัติการพิเศษ ทางทหารทางใต้ แสดงความแข็งแกร่งและแหวกแนว

ความพยายามรัฐประหารในสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2534 หรือที่รู้จักในชื่อรัฐประหารเดือนสิงหาคม โดยสมาชิกรัฐบาลของสหภาพโซเวียตกลุ่มหนึ่ง ที่คัดค้านโครงการปฏิรูปของประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอฟ ก่อนจะเกิดการปะทะกันและมีพลเรือนเสียชีวิต 3 คน และผู้นำที่กองปืนไรเฟิลเข้าปะทะก็คือ ซูโรวิคิน ที่ตอนนั้นมียศแค่ร้อยเอก

คนที่รู้จักเขาดีบอกว่า 'ซูโรวิคิน' เป็นผู้บัญชาการที่มีความสามารถมากที่สุดในกองทัพรัสเซีย เขาได้ชื่อว่าเป็น "บุคคลในตำนาน" ที่เกิดมาเพื่อรับใช้แผ่นดินเกิดอย่างซื่อสัตย์ เช่นตอนที่ได้รับคำสั่งเมื่อปี  2534 ซูโรวิคินคือคนที่เข้าไปในรถถังโดยไม่ลังเล และทำหน้าที่เพื่อประเทศของเขา

Sergey Surovikin เกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2509 ที่เมืองโนโวซีบีร์สค์ในครอบครัวพนักงาน ในปี 1987 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเหรียญทองจาก Omsk Higher Combined Arms Command School (ต่อมาในปี 1995 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมจากแผนกบัญชาการของ Frunze Military Academy และในปี 2002 ด้วยเกียรตินิยมอีกครั้งจาก Military Academy of เจ้าหน้าที่ทั่วไปของกองทัพ RF) ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 Surovikin เปลี่ยนจากผู้บังคับหมวดปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์มาเป็นผู้บัญชาการกองร้อยและรองผู้บัญชาการกองพันปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ ในปีพ.ศ. 2532 ระหว่างการฝึกซ้อม เขาได้นำรถรบทหารราบดับเพลิงพร้อมกระสุนจากที่ตั้งของบุคลากร ซึ่งเขาได้รับเหรียญรางวัล ตามรายงานบางฉบับ เขารับใช้เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังจำกัดโซเวียตในอัฟกานิสถาน แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ในชีวประวัติอย่างเป็นทางการของ Surovikin บนเว็บไซต์ของกระทรวงกลาโหมก็ตาม ในปีพ.ศ. 2534 Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเสนาธิการและรักษาการผู้บัญชาการกองพันของกองพลปืนไรเฟิลทามันที่ 2 Guards Motor ในเดือนสิงหาคมของปีเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรักษ ภาวะฉุกเฉินในเมืองหลวง ซึ่งนำเสนอโดยคณะกรรมการสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งรัฐ ในคืนวันที่ 21 สิงหาคม กองพันทหารราบที่ใช้เครื่องยนต์บนยานรบทหารราบภายใต้คำสั่งของ Surovikin พยายามเจาะทะลุเครื่องกีดขวางที่สี่แยก Garden Ring และ Novy Arbat

อันเป็นผลมาจากการปะทะกันทำให้มีผู้เสียชีวิตสามคน - Dmitry Komar (ถูกหนอนผีเสื้อทับขณะเคลื่อนยานรบทหารราบ), Ilya Krichevsky และ Vladimir Usov (ถูกยิงตาย) ผู้โจมตีได้เผา BMP หนึ่งตัว อีกตัวเสียหาย และทหารหกนายได้รับบาดเจ็บ ถูกไฟไหม้ และบาดเจ็บ หลังจากนั้นกัปตัน Surovikin ใช้เวลาหลายเดือนในศูนย์กักกันก่อนการพิจารณาคดี Matrosskaya Tishina แต่ในเดือนธันวาคม 2534 สำนักงานอัยการมอสโกได้ปิดคดีอาญากับเขาและทหารคนอื่น ๆ "เนื่องจากไม่มีสัญญาณของการกระทำที่มีโทษทางอาญา"

บนรถถังกับองค์ประกอบ

ตั้งแต่ปี 1995 Sergei Surovikin รับใช้ในกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ Gatchina 201st Gatchina ซึ่งประจำการในทาจิกิสถาน (ปัจจุบันเป็นฐานทัพทหารที่ 201 สำนักงานใหญ่ในดูชานเบ) ซึ่งครอบคลุมพรมแดนระหว่างทาจิกิสถานและอัฟกานิสถานซึ่งสงครามยังคงดำเนินต่อไป ในเวลาเดียวกัน กองพลที่ 201 ร่วมกับ Surovikin ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในการต่อต้านแก๊งติดอาวุธ แต่ยังช่วยพลเรือนของทาจิกิสถานด้วย

ในปี พ.ศ. 2541 ปริมาณหยาดน้ำฟ้าลดลงเป็นประวัติการณ์ในภูมิภาค Vose ของสาธารณรัฐในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งทำให้เกิดการตกตะกอนของโคลน ชาวบ้านต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พวกเขาตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต

Surovikin เสร็จสิ้นการบริการของเขาในทาจิกิสถานในฐานะเสนาธิการและหลังจากสำเร็จการศึกษาจาก Academy of the General Staff ยังคงให้บริการในเขตทหาร Volga-Urals ซึ่งตั้งแต่ปี 2002 เขาได้สั่ง Simferopol ลำดับที่ 34 ของ Suvorov Red Banner Motorized Rifle Division ชื่อ หลัง Sergo Ordzhonikidze (เยคาเตรินเบิร์ก)

ในเวลานั้น ผู้ที่ได้รับแจ้งในสำนักงานใหญ่ของเขตได้กล่าวถึงพล.ต.สุโรวิกิน วัย 36 ปีว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่จริงจังและมีจุดมุ่งหมาย ซึ่งในเวลาอันสั้น ได้นำกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ของเขาจากการล้าหลังไปสู่สภาพความพร้อมรบที่คงอยู่ อย่างไรก็ตาม Surovikin กลายเป็นหนึ่งในนายพลที่อายุน้อยที่สุดในกองทัพรัสเซีย

ในเดือนมิถุนายน 2547 Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองปืนไรเฟิลยานยนต์ Evpatoria Red Banner Guards ที่ 42 ซึ่งประจำการในเชชเนีย การก่อตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดกลุ่มของกระทรวงกลาโหมในเขตปฏิบัติการต่อต้านผู้ก่อการร้าย (CTO) ในนอร์ทคอเคซัสและมีส่วนร่วมในการปะทะกับนักสู้ชาวเชเชนหลายครั้ง ซูโรวิกินได้รับชื่อเสียงในฐานะผู้นำทางทหารที่ดุดันและมีความต้องการสูง

สำหรับทหารที่เสียชีวิตแต่ละคน เราจะทำลายผู้ก่อการร้ายสามคน – นี่คือบัญชีพิเศษของเรา

อย่างที่สื่อเขียน ในขณะนั้นสถานการณ์ในคอเคซัสเหนือบางครั้งเปลี่ยนแปลงไปทุกนาที และมีเวลาศึกษาและตัดสินใจอย่างร้ายแรงน้อยมาก ดังนั้น Surovikin จึงมีประโยชน์มากสำหรับประสบการณ์การต่อสู้ที่หลากหลายในทาจิกิสถาน อย่างไรก็ตาม หลายครั้งที่นายพลเอกต้องแก้ตัวสำหรับการกระทำของกองทัพ หนึ่งในกรณีที่รู้จักกันดีคือการชำระล้างหมู่บ้าน Borozdinovskaya เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนซึ่งดำเนินการโดยนักสู้ของกองพัน Vostok

ตามคำกล่าวของชาวบ้านในหมู่บ้าน ทหารติดอาวุธมากถึง 400 คนมาถึงโบรอซดินอฟสกายา เผาบ้านสี่หลังและนำชาย 11 คนไปด้วย ชาวบ้านอ้างว่าพบศพ 2 คนในบ้านที่ถูกไฟไหม้ หลังจากการชำระล้าง ประมาณหนึ่งพันคน - ชาติพันธุ์อาวาร์ - หนีไปดาเกสถาน ตั้งค่ายใกล้ Kizlyar

จากสำนักงานใหญ่สู่ผู้บริหาร

ในเดือนพฤศจิกายน 2551 Sergei Surovikin กลายเป็นหัวหน้าคณะกรรมการปฏิบัติการหลัก (GOU) ของเจ้าหน้าที่ทั่วไปของกองกำลัง RF ซึ่งรับผิดชอบในการวางแผนการป้องกันสหพันธรัฐรัสเซียและการบังคับบัญชาและการควบคุม เขารับตำแหน่งนี้ในบริบทของการปฏิรูปกองทัพรัสเซียในวงกว้าง ซึ่งเริ่มขึ้นหลังจาก "ปฏิบัติการบังคับจอร์เจียสู่สันติภาพ" Surovikin ทำงานภายใต้การนำของ Anatoly Serdyukov (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซียตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2550 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2555) และ Nikolai Makarov (หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทั่วไปในปี 2551-2555)

ตั้งแต่มกราคม 2010 Surovikin เป็นเสนาธิการและรองผู้บัญชาการคนแรกของเขตทหาร Volga-Urals (PurVO สำนักงานใหญ่ - Yekaterinburg) ในเดือนกันยายน 2010 PurVO ร่วมกับส่วนตะวันตกของเขตทหารไซบีเรีย กลายเป็นส่วนหนึ่งของเขตการทหารกลางที่จัดตั้งขึ้นใหม่ (TsVO) ในเดือนธันวาคม 2010 Sergei Surovikin เข้ารับตำแหน่งเสนาธิการและรองผู้บัญชาการคนแรกของ Central Military District

“ขุนศึกคนใหม่”

ในเดือนตุลาคม 2556 Sergei Surovikin กลายเป็นผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันทางอากาศ ในโพสต์นี้ เขามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารในหมู่เกาะคูริลและในอาร์กติก ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2017 Surovikin ได้เป็นผู้นำกลุ่มกองกำลังรัสเซียในดินแดนของสาธารณรัฐอาหรับซีเรีย ในช่วงเวลานี้ กองทัพซีเรียซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพรัสเซีย สามารถปฏิบัติการทางยุทธศาสตร์ได้หลายอย่าง เข้าควบคุมอาณาเขตส่วนใหญ่ของประเทศ การสื่อสารหลักในการคมนาคมขนส่ง แหล่งน้ำมัน และวัตถุอื่น ๆ อีกมากมาย

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2017 โดยคำสั่งของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังการบินและอวกาศของประเทศ (VKS) Воздушно-космическими силами (ВКС) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชายผู้ไม่มีประสบการณ์ในการบินหรือทำงานด้านการบินมายืนอยู่ที่หัวหน้ากองทัพอากาศ อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ว่า Surovikin ไม่ใช่ทหารธรรมดาที่มีความสามารถหลากหลายได้รับการกล่าวโดยคนที่รู้จักเขามากกว่าหนึ่งครั้ง หนึ่งในนั้นคืออดีตผู้บัญชาการกลุ่มทหารใน North Caucasus พันเอก - นายพล Vyacheslav Dadonov Вячеслав Дадонов

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2017 Surovikin ได้รับตำแหน่งฮีโร่แห่งรัสเซีย "สำหรับความกล้าหาญและความกล้าหาญที่แสดงในการปฏิบัติหน้าที่ทางทหารในสาธารณรัฐอาหรับซีเรีย" เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564 โดยคำสั่งของประธานาธิบดี เขาได้รับยศนายพลแห่งกองทัพบก Surovikin ยังได้รับรางวัล Order of Courage, Orders of the Red Star และ "For Military Merit", เหรียญรางวัล Order of Merit for the Fatherland, I และ II องศา, เหรียญ "For Courage", "For Military Merit" และอื่น ๆ

«За военные заслуги», медалями ордена «За заслуги перед Отечеством» I и II степеней, медалями «За отвагу», «За боевые заслуги» и другими.

ตั้งแต่ปี 2022 Surovikin รับผิดชอบกองกำลังภาคใต้ในเขต NVO ในยูเครนซึ่งครอบครองจุด Gorskoye และ Zolote (20 กิโลเมตรทางใต้ของ Lisichansk) และเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมรัสเซีย Sergei Shoigu ได้แต่งตั้งเขาเป็นผู้บัญชาการแบบรวมกลุ่มคนแรกของกลุ่มกองกำลังรัสเซียทั้งหมดในเขต NVO ผู้เชี่ยวชาญประเมินการนัดหมายนี้ในเชิงบวก

ตามที่นักวิจัย IMEMO RAS และผู้เชี่ยวชาญของ Russian International Affairs Council (RIAC) Ilya Kramnik ИМЭМО РАН и эксперта Российского совета по международным делам (РСМД) Ильи Крамника ารมีอยู่ของการบัญชาการแบบรวมเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมกองกำลังได้ดีขึ้นและเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ Surovikin ได้รับการประเมินว่าเป็นผู้บัญชาการที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีโดยมีความเข้าใจในสงครามสมัยใหม่และการมีอยู่ของคุณสมบัติทางศีลธรรมและความตั้งใจที่เหมาะสม

หัวหน้าสาธารณรัฐเชเชน Ramzan Kadyrov ยังชื่นชมการแต่งตั้ง Sergei Surovikin ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการคนใหม่ของกลุ่มกองกำลังสหรัฐในภูมิภาค NVO Kadyrov กล่าวว่าเขาคุ้นเคยกับ Surovikin เป็นการส่วนตัวและยังเรียกเขาว่าผู้บัญชาการที่มีประสบการณ์และเป็นนักรบที่แท้จริง

โดยส่วนตัวฉันรู้จักและรู้จัก Sergei Vladimirovich เป็นอย่างดีมาเกือบ 15 ปีแล้ว ฉันสามารถพูดเกี่ยวกับเขาได้อย่างแน่นอนว่าเขาเป็นแม่ทัพที่แท้จริงและเป็นนักรบ ผู้บังคับบัญชาที่มีประสบการณ์ มีความมุ่งมั่น และมองการณ์ไกล ซึ่งแนวคิดเช่นความรักชาติ เกียรติยศ และศักดิ์ศรียืนหยัดเหนือสิ่งอื่นใดเสมอ ฉันยินดีต้อนรับและยินดีกับการนัดหมายนี้

Рамзан Кадыров

Kadyrov ยังแสดงความมั่นใจว่าสถานการณ์ในเขต NMD จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น โดยสังเกตว่าตอนนี้กลุ่มกองกำลังที่รวมกันอยู่ในมือที่ดีแล้ว ในทางกลับกัน Yevgeny Prigozhin ผู้ประกอบการ เจ้าของบริษัท Concord และผู้ก่อตั้งบริษัททหารเอกชน (PMC) Wagner กล่าวว่า Sergei Surovikin เป็น "ผู้บัญชาการที่มีอำนาจมากที่สุดในกองทัพรัสเซีย" частной военной компании (ЧВК) «Вагнер» Евгений Пригожин

 นายพลอาร์มาเก็ดดอน

Sergey Surovikin คือใคร?

“สำหรับคนตายทุกคน เราจะทำลายสามคน”

หลังจากการพิจารณาคดีพ้นผิด Surovikin ได้รับยศพันตรีและถูกส่งไปยัง Frunze Military Academy ซึ่งเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมเช่นเดียวกับโรงเรียน จากนั้นเขาก็ทำหน้าที่ในแผนกที่ 201 ที่มีชื่อเสียงและมีส่วนร่วมในสงครามในทาจิกิสถาน - อีกเสียงสะท้อนของการล่มสลายของอดีตจักรวรรดิโซเวียต

อาชีพทหารกำลังเพิ่มขึ้น ในปี 2545 Sergei Surovikin สำเร็จการศึกษาอีกครั้งด้วยเกียรตินิยมจากสถาบันการทหารของเสนาธิการทั่วไป ตั้งแต่ปี 2547 เขาเป็นผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์ที่ 42 ต่อสู้ในเชชเนีย ที่นี่กวีทหาร Vladimir Slepak อุทิศเพลง "Comdivid" ให้กับ Surovikin

ในปี 2548 อันเป็นผลมาจากการจู่โจม ทหารเก้านายของกลุ่มลาดตระเวนของกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 42 ซึ่งนำโดยนายพล ถูกสังหาร Surovikin พูดกับกล้องของช่อง Ren-TV โดยตรง: “นี่เป็นการโจมตีที่กล้าหาญ สำหรับทหารที่เสียชีวิตแต่ละคน เราจะทำลายผู้ก่อการร้ายสามคน นี่เป็นบัญชีพิเศษของเรา” และเขาก็รักษาคำพูดของเขา เมื่อสิ้นสุดปฏิบัติการตอบโต้ ผู้ก่อการร้าย 24 คนถูกทำลาย อีก 8 คนถูกควบคุมตัวและย้ายไป FSB

ในฤดูใบไม้ผลิปี 2017 Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกลุ่มกองกำลังของกองทัพรัสเซียในซีเรียและดำเนินการปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับกุม Sukhna และ Deir ez-Zor การสู้รบเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2011 เมืองต่างๆ ได้เปลี่ยนมือแล้ว แต่พวกเขาสามารถรับมือได้หลังจากที่นายพลใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์และเฮลิคอปเตอร์ Ka-52 ซึ่งสนับสนุนการโจมตีสำเร็จเท่านั้น Surovikin ได้รับฉายาว่า "นายพล Armageddon" และ VKS กลายเป็นเฮดช็อตสำหรับศัตรูซึ่งช่วยให้คุณพัฒนาแนวรุกได้สำเร็จ และถ้าคุณจำการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของเมืองยูเครนเมื่อวานและวันนี้ได้ ซึ่งรวมถึงการใช้การบินเชิงกลยุทธ์แบบเดียวกัน คุณจะพบความคล้ายคลึงกันบางอย่าง

ในวันที่ 12 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของรัสเซีย คือ День России  หรือ “วันรัสเซีย” ในปี ค.ศ. 2022 ตรงกับวันอาทิตย์ ชาวรัสเซียส่วนใหญ่ออกมาเฉลิมฉลองกันในวันนี้ ก่อนหน้านี้ชาวรัสเซียเรียกวันหยุดนี้ว่า "วันประกาศอิสรภาพ "พลเอกเซอร์เก ซูโรวิคิน และให้ฉายาว่า "นายพลอาร์มาเกดดอน"  « Суровикин, Сергей Владимирович (General Armageddon) เกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ปี ค.ศ. 1966 ที่เมือง Новосибирск ประเทศรัสเซีย ผู้นำกองทัพรัสเซีย ผู้บัญชาการกองกำลังการบินและอวกาศของสหพันธรัฐรัสเซีย ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2017 วีรบุรุษแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (2017) นายพลกองทัพบก 2021

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 เป็นที่ทราบกันดีว่านายพล Surovikin เป็นผู้บังคับบัญชากองทหารรัสเซียทางใต้ระหว่างการรุกรานยูเครนของรัสเซีย[2] ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2565 เขาเป็นผู้บัญชาการกองกำลังร่วมของกองกำลังสหพันธรัฐรัสเซียในเขตปฏิบัติการทางทหารพิเศษ (ระหว่างการบุกรัสเซียของยูเครน)

ในปี 1987 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเหรียญทองจากโรงเรียน Omsk Higher All-Arms Command School ซึ่งตั้งชื่อตาม M.V. Frunze Омское высшее общевойсковое командное училище имени М. В. Фрунзе.» หลังจบจากสถานศึกษา เขารับราชการในทาจิกิสถานในฐานะผู้บัญชาการกองพันปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ จากนั้นเป็นเสนาธิการของกรมทหารไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 92 เสนาธิการและผู้บัญชาการกองทหารปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 149 องครักษ์ เสนาธิการกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 201 Gatchina

ในปี 2002 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมจากสถาบันการทหารของเสนาธิการทหารของสหพันธรัฐรัสเซีย

ตั้งแต่ปี 2545 ถึง 2547 - ผู้บัญชาการกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 34 (เยคาเตรินเบิร์ก) จากปี 2547 ถึง 2548 - ผู้บัญชาการกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 42 (เชชเนีย); ในปี 2548-2551 - เสนาธิการ - รองผู้บัญชาการคนแรกของกองทัพรวมอาวุธยามที่ 20 (Voronezh); ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน 2551 - ผู้บัญชาการกองทัพรวมทหารองครักษ์ที่ 20

ตั้งแต่พฤศจิกายน 2551 ถึงมกราคม 2553 - หัวหน้าคณะกรรมการปฏิบัติการหลักของเสนาธิการกองทัพรัสเซีย ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคมถึง 10 ธันวาคม 2010 - เสนาธิการของเขตทหาร Volga-Urals (Yekaterinburg); ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2553 ถึงเมษายน 2555 - เสนาธิการ - รองแม่ทัพภาคกลาง ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 เขาได้รับยศทหารยศนายพล

ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงธันวาคม 2017 - ผู้บัญชาการกลุ่มกองกำลังของกองทัพรัสเซียในซีเรีย[17][18]. รายงานของ Human Rights Watch ที่ตีพิมพ์ในเดือนตุลาคม 2020 ระบุว่า Surovikin เป็นหนึ่งในผู้บังคับบัญชา ซึ่งอาจมีหน้าที่รับผิดชอบในการสั่งการอาชญากรรมสงคราม รวมถึงการโจมตีบ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล และตลาดสาธารณะ ดำเนินการโดยกองทหารรัสเซียในระหว่างการรุกรานใน Idlib 2019-2020

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2017 โดยคำสั่งของประธานาธิบดีรัสเซีย พันเอก Sergei Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังอวกาศ

เขาเป็นนายพลอาวุธรวมกลุ่มแรกที่นำกองกำลังประเภทนี้ ซึ่งรวมถึงกองทัพอากาศ กองกำลังป้องกันทางอากาศและขีปนาวุธ และกองกำลังอวกาศ สมาชิกของคณะกรรมการกระทรวงกลาโหมของสหพันธรัฐรัสเซีย[22] หลังจากการแต่งตั้งใหม่ จนถึงกลางเดือนธันวาคม 2560 เขายังคงอยู่ในซีเรียและปฏิบัติหน้าที่ผู้บัญชาการกลุ่ม เขาเป็นผู้นำกลุ่มมานานกว่าเก้าเดือน นานกว่าผู้บัญชาการคนอื่นๆ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2017 ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ได้มอบพันเอกนายพล Surovikin ให้กับดาราทองคำแห่งวีรบุรุษแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย

ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน 2019 - ผู้บัญชาการกลุ่มกองกำลังของกองทัพรัสเซียในซีเรีย ดำรงตำแหน่งที่สองในตำแหน่งนี้ โดยรวมแล้ว Surovikin ได้สั่งการให้กองทหารรัสเซียในซีเรียมารวมกันเป็นเวลากว่าหนึ่งปี นานกว่าเจ้าหน้าที่อาวุโสคนใดที่ดำรงตำแหน่งนี้

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564 เขาได้รับยศยศนายพลกองทัพบก[1

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565 กระทรวงกลาโหมของรัสเซียระบุว่า Surovikin ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรัสเซียทางใต้ เป็นผู้นำการล้อมกลุ่ม AFU ในเมือง Gorskoye และ Zolote ภูมิภาค Lugansk ระหว่างการบุกโจมตียูเครนของรัสเซีย

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ตามคำสั่งของกระทรวงกลาโหมรัสเซียเขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองกำลังร่วมของกองกำลังติดอาวุธของปฏิบัติการรัสเซียในเขตปฏิบัติการทางทหารพิเศษ (ระหว่างการบุกโจมตียูเครนของรัสเซีย)

ตามรายงานของสื่อหลายฉบับ เขามีชื่อเล่นว่า "นายพลอาร์มาเก็ดดอน" «Генерал Армагеддон»

"นายพลอาร์มาเก็ดดอน" กีดกันสหรัฐขาดความมั่นใจ รัสเซียยกเดิมพัน

ผู้บัญชาการคนใหม่ของ NVO นายพล Surovikin หรือที่เรียกว่านายพล Armageddon ได้ทำการปรับเปลี่ยนการดำเนินการแล้ว รัสเซียกำลังเพิ่มเดิมพัน แต่สหรัฐฯ ค่อยๆ สูญเสียความมั่นใจ

การโจมตีครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่องของกองกำลังติดอาวุธรัสเซียที่โรงงานพลังงานของยูเครนทำให้เกิดความตื่นตระหนกที่ Bankovaya อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าของวันที่ 10 ตุลาคม ประธานาธิบดี Zelensky ของยูเครนไม่ได้อยู่ที่ Kyiv แล้ว ข้อมูลแพร่กระจายบนเว็บว่าเขาถูกอพยพไปยังบังเกอร์ในยูเครนตะวันตก ในช่วงเย็น ประธานาธิบดี Zelensky ได้บันทึกวิดีโอข้อความอย่างกล้าหาญกับพื้นหลังของคีย์โครมา

เรื่อง : ผศ.ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เวียดนามลุยพลังงานใหม่ “เวียดนาม” จับมือ “รัสเซีย” เน้นพลังงานนิวเคลียร์ LNG ตอบรับวิกฤตพลังงานโลก ไทยต้องเร่งปรับตัวยุทธศาสตร์

นายกรัฐมนตรีเวียดนาม 'ฝั่ม มิงห์ จิ๋ง' เดินทางเยือนกรุงมอสโกระหว่างวันที่ 22–26 มีนาคม 2569 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงานกับรัสเซีย ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงพลังงาน

รัฐมนตรีเวียดนามกล่าวในแถลงการณ์ว่า "การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเสริมสร้างความสัมพันธ์แต่ยังเป็นการตอบสนองเชิงนโยบายสำคัญต่อวิกฤตพลังงาน" การลงนามข้อตกลงหลายด้าน เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Ninh Thuan 1 ที่ใช้เทคโนโลยีรัสเซีย มีกำลังผลิต 2,400 เมกะวัตต์ และการจัดส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายความเสี่ยงและยกระดับโครงสร้างพลังงานประเทศ

ความร่วมมือด้านพลังงานนี้ยังครอบคลุมการสำรวจผลิตและการลงทุนร่วมในภาคน้ำมันและก๊าซ ซึ่งช่วยให้เวียดนามได้รับประโยชน์ด้านเทคโนโลยีและทรัพยากรมากขึ้น ขณะเดียวกันช่วยให้รัสเซียสามารถขยายอิทธิพลทางพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บริบทนี้สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ของรัสเซียที่พลิกตลาดจากยุโรปสู่เอเชีย ขณะที่เวียดนามมีนโยบายถ่วงดุลมหาอำนาจ โดยสร้างพันธมิตรพลังงานหลากหลายเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก ในขณะเดียวกัน ไทยยังเผชิญความท้าทายในการวางยุทธศาสตร์พลังงาน เนื่องจากนโยบายที่ไม่ต่อเนื่องและการขาดความชัดเจน ทำให้ยังเป็นฝ่าย "ตั้งรับ" มากกว่าที่จะเป็น "ผู้เล่นเชิงรุก"

ไทยจำเป็นต้องกระจายแหล่งพลังงานและพันธมิตร ลดการพึ่งพาแหล่งเดียว พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น ศูนย์กลาง LNG และระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมถึงลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมกับดำเนินนโยบายทูตพลังงานเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและวางตำแหน่งในเวทีโลกอย่างมั่นคง การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานนี้จึงเป็นเรื่องของ "วิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์" ที่ช่วยให้รัฐสร้างความมั่นคงและอำนาจต่อรองในสภาพภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ไม่แน่นอน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

แผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อ อาจนำสู่หยุดยิงชั่วคราว แต่ยังไม่ตอบโจทย์สันติภาพยั่งยืน แม้ สหรัฐฯ ผลักดันให้เจรจาหยุดยิง  แต่ยูเครน-รัสเซียยังขัดแย้งอธิปไตยและดินแดน

สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2022 ได้กลายเป็นความขัดแย้งทางทหารและการเมืองที่ส่งผลต่อความมั่นคงของยุโรปและระเบียบโลกแม้ยูเครนจะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐและยุโรปในการป้องกันการรุกราน แต่สถานการณ์ทางยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงความเสื่อมถอยของศักยภาพทางทหาร เศรษฐกิจ และแรงสนับสนุนจากบางประเทศ ทำให้นานาชาติหันมาให้ความสนใจต่อแนวทางการยุติสงครามเพิ่มมากขึ้น ในช่วงปลายปี 2025 สื่อชั้นนำหลายแห่งเช่น Axios, Al Jazeera, Sky News, และ The Guardian รายงานว่ามีเอกสาร “แผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อ” ซึ่งฝ่ายสหรัฐจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบเจรจาระหว่างรัสเซียและยูเครน โดยมีเป้าหมายเพื่อเริ่มการหยุดยิงและสร้างเสถียรภาพด้านความมั่นคงในภูมิภาค 

แม้เอกสารดังกล่าวไม่ใช่ข้อตกลงทางการ แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าฝ่ายสหรัฐฯ ต้องการผลักดันแนวทางการจัดการความขัดแย้งมากกว่าการทำสงครามยืดเยื้อ โดยแผน 28 ข้อนี้ถูกร่างขึ้นโดยตัวแทนของสตีฟ วิทคอฟ (Steve Witkoff) ตัวแทนอำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ร่วมกับตัวแทนจากรัสเซีย คือ คิริล ดมิทรีเยฟ (Kirill Dmitriev) หัวกองทุนความมั่งคั่งของรัฐรัสเซียและผู้ที่ได้รับมอบหมายในทางการทูต) หลังการประชุมระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซียที่อะแลสกาในช่วงกลางปี 2025 เบื้องต้นรัฐบาลยูเครนยอมรับว่าได้เห็นเอกสารฉบับนี้แล้วแต่มีรายงานว่าฝ่ายยูเครนเสนอให้ปรับแก้หลายข้อ ในขณะที่รัฐบาลรัสเซียตอบสนองเชิงบวกว่า “สามารถนำไปพิจารณาได้” แต่ไม่ผูกพันกับข้อเสนอใด ๆ 

อย่างไรก็ตาม แผน 28 ข้อถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางในเรื่องความเป็นไปได้ เนื่องจากข้อเสนอหลายข้อขัดแย้งกับผลประโยชน์หลักของทั้งยูเครนและรัสเซีย โดยเฉพาะประเด็นอธิปไตยเหนือดินแดนที่ยังเป็นหัวใจสำคัญของข้อพิพาท การจัดทำประชามติในพื้นที่ยึดครอง การจำกัดอาวุธโจมตี และรูปแบบหลักประกันความมั่นคงที่อาจไม่เทียบเท่าการเข้าเป็นสมาชิก NATO ทำให้แผนดังกล่าวถูกมองว่าเป็น “จุดเริ่มต้นของการเจรจา” มากกว่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายของสันติภาพ บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ สรุปเนื้อหาสาระที่สำคัญ และประเมินความเป็นไปได้ของแผนสันติภาพนี้ โดยพิจารณาทั้งมุมมองของยูเครน รัสเซีย และสหรัฐ เพื่อให้เห็นภาพว่าแผนดังกล่าวสะท้อนทิศทางการทูตในอนาคตของความขัดแย้งครั้งนี้อย่างไร และมีศักยภาพเพียงใดในการนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในอนาคต

ตามข้อมูลที่เปิดเผยในสื่อแผนสันติภาพยูเครนจำนวน 28 ข้อ มีรายละเอียดดังนี้
1) “อธิปไตยของยูเครน” จะต้องได้รับการค้ำประกันอย่างเป็นทางการ

2) จะมีการลงนามข้อตกลงไม่รุกรานระหว่างรัสเซีย-ยูเครน-ยุโรปเพื่อแก้ไขปัญหาความคลุมเครือทั้งหมดตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา

3) รัสเซียจะไม่รุกรานประเทศเพื่อนบ้านและนาโตจะหยุดการขยายสมาชิก 

4) สหรัฐฯจะเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างรัสเซีย - นาโต เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงพยายามลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

5) ยูเครนได้รับ “หลักประกันความมั่นคง” จากฝ่ายที่เกี่ยวข้องและเชื่อถือได้

6) จำกัดให้กองทัพยูเครนมีขนาดไม่เกิน 600,000 นาย

7) ยูเครนต้องแก้รัฐธรรมนูญให้ “ไม่เข้าร่วม นาโต” และ นาโต ต้องแก้ข้อบังคับไม่รับยูเครนในอนาคต

8) นาโตห้ามตั้งฐานทหารหรือส่งกำลังทหารไปประจำในยูเครน

9) มีการนำเครื่องบินรบยุโรปไปประจำที่โปแลนด์ (เพื่อช่วยป้องกันในภูมิภาค)

10) สหรัฐฯ ให้ “การประกัน” (guarantee) ด้านความมั่นคงแก่ยูเครนตามเงื่อนไขบางอย่าง เช่น สหรัฐฯจะได้ค่าตอบแทนสำหรับหลักประกัน หากยูเครนรุกรานรัสเซียก่อนการประกันข้างต้นจะถูกยกเลิก หากรัสเซียรุกรานยูเครนจะมีการตอบโต้ทางทหารร่วมกันและกลับมาคว่ำบาตรรัสเซีย หากยูเครนยิงขีปนาวุธใส่มอสโกหรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กโดยไร้เหตุผลการรับประกันจะถูกยกเลิกทันที

11) ยูเครนยังมีสิทธิสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) และได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าในช่วงรอพิจารณา

12) มีแพ็กเกจขนาดใหญ่เพื่อฟื้นฟูยูเครน เช่น ตั้ง “กองทุนพัฒนา (Ukraine Development Fund)” เพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมเติบโต เช่น เทคโนโลยี, ข้อมูล, โครงสร้างพื้นฐาน, สาธารณูปโภค, แหล่งพลังงาน ฯลฯ

13) รัสเซียจะได้รับการ “กลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจโลก” โดยยกเลิกคว่ำบาตร บางจำกัด และอาจกลับเข้าสู่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม (G8) รวมถึงการมีข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงาน ทรัพยากรธรณี เหมืองแร่ และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ กับสหรัฐฯ/พันธมิตร

14) ทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัดจะถูกนำมาใช้ โดย US-led โครงการลงทุน/ฟื้นฟูยูเครนโดยยุโรปเพิ่มเงินในส่วนนี้เพื่อการฟื้นฟูยูเครน  บางส่วนอาจถูกใช้ในโครงการร่วม US-Russiaโดยผลกำไรบางส่วนจะตกเป็นของสหรัฐตามเงื่อนไข “ค่าตอบแทน/ผลประโยชน์” สำหรับการให้ความคุ้มครองความมั่นคง

15) ตั้งกลุ่มทำงานร่วมสหรัฐ-รัสเซีย เพื่อดูแลให้ทุกข้อผูกพันในข้อตกลงถูกปฏิบัติจริง

16) รัสเซียจะตรากฎหมายยืนยันนโยบาย “ไม่รุกราน” ต่อยุโรปและยูเครน

17) สหรัฐฯ และรัสเซียตกลงขยายความคุ้มครองสนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ / ไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงสนธิสัญญา START

18) ยูเครนยอมรับสถานะ “ไม่เป็นรัฐนิวเคลียร์” (non-nuclear state) ภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT)

19) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Zaporizhzhia Nuclear Power Plant จะกลับมาเดินเครื่องภายใต้การควบคุมของ IAEA และไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกแบ่งระหว่างรัสเซียและยูเครน 50:50

20) ทั้งสองประเทศจะต้องมีโครงการส่งเสริม “ความเข้าใจและความอดทนทางวัฒนธรรม” ระหว่างกัน กำจัดการเลือกปฏิบัติ, รับรองสิทธิของชนกลุ่มน้อย, ประกันเสรีภาพสื่อและการศึกษา; ยุติการกีดกันทางภาษา หรือศาสนา รวมถึงยอมรับภาษา/ศาสนาในรูปแบบที่หลากหลาย

21) ข้อตกลงเรื่องดินแดน

-Crimea, Donetsk Oblast และ Luhansk Oblast จะได้รับการรับรองว่าเป็นของรัสเซีย (de facto Russian territory) โดยสหรัฐฯให้การรับรอง 

-ส่วน Kherson Oblast และ Zaporizhzhia Oblast จะอยู่ใน สถานการณ์ถูก “แช่แข็ง” (frozen along current lines of contact) (freeze current frontlines) โดยยอมรับเส้นเขตการควบคุมปัจจุบันเป็นเส้นอาณาเขตชั่วคราว/ถาวรตามข้อตกลง 

-กองทัพยูเครนจะถอนกำลังออกจากพื้นที่ของ Donetsk ที่ยังควบคุมอยู่ และพื้นที่นั้นจะกลายเป็น “demilitarized neutral buffer zone” โดยถือเป็นของรัสเซียอย่างเป็นทางการ และกองทัพรัสเซียไม่ส่งทหารเข้าไปในพื้นที่นี้ 

22) ทั้งรัสเซียและยูเครนต้องยอมรับว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงเขตแดนโดยใช้กำลังในอนาคต

23) รัสเซียต้องไม่ขัดขวางสิทธิของยูเครนในการใช้แม่น้ำ Dnipro River เพื่อกิจกรรมทางพาณิชย์ และต้องยอมให้การขนส่งผลผลิต (เช่น ธัญพืช) ผ่านทะเลดำ (Black Sea) เป็นไปอย่างเสรี

24) ตั้ง “คณะกรรมการด้านมนุษยธรรม (Humanitarian committee)” เพื่อแก้ปัญหาเรื่องเชลย สลับตัว, คืนศพ, รวมครอบครัว, ส่งคืนผู้ถูกจับ, รวมถึงดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสงคราม (พลเรือน, เด็ก, ครอบครัว), การฟื้นฟูด้านมนุษยธรรมทั้งในพื้นที่การสู้รบและพื้นที่พักพิงและลี้ภัย

25) ยูเครนต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 100 วัน หลังการลงนามข้อตกลง

26) ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งจะได้รับ “นิรโทษกรรมเต็มรูปแบบ”สำหรับการกระทำในช่วงสงคราม และทุกฝ่ายยอมสละสิทธิในการฟ้องร้องในอนาคต

27) ข้อตกลงจะมีผลผูกพันทางกฎหมาย และจะมีสภาสันติภาพภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้กำกับ พร้อมบทลงโทษถ้าฝ่ายใดละเมิดสัญญา

28) เมื่อทุกฝ่ายลงนาม การ“หยุดยิง (ceasefire)” จะเริ่มทันที หลังทั้งสองฝ่ายถอนกำลังไปยังจุดที่ตกลงไว้ เพื่อเริ่มปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเต็มรูปแบบ

การยกเลิกการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ 2025 สะท้อนบทบาทอิทธิพลรัสเซียลดลงในตะวันออกกลาง

การยกเลิกการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ (Russia-Arab Summit) ที่มีกำหนดจัดขึ้นในกรุงมอสโก ในวันที่ 15 ตุลาคม ปี ค.ศ. 2025 ที่จะถึงเป็นสัญญาณชัดเจนของการเสื่อมถอยอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลาง การประชุมดังกล่าวถูกวางแผนเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับประเทศอาหรับหลายชาติ แต่กลับถูกยกเลิกอย่างกะทันหัน เนื่องจากผู้นำประเทศสำคัญหลายประเทศไม่สามารถเข้าร่วมได้ โดยมีเหตุผลหลักจากความร่วมมือของพวกเขาในการเจรจาสันติภาพฉนวนกาซา ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นตัวกลาง การล้มเหลวของการประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความจำกัดของรัสเซียในการดึงดูดและกำหนดวาระทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ตลอดจนความสามารถในการเป็นผู้เล่นหลักทางการเมืองและความมั่นคงในตะวันออกกลางลดลงอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันบทบาทของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรอาหรับกลับเพิ่มขึ้น ทำให้รัสเซียต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาอิทธิพลและความน่าเชื่อถือในภูมิภาคนี้

การประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ 2025 เป็นความพยายามครั้งสำคัญของรัสเซียในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจกับประเทศอาหรับหลายชาติ โดยมีแผนจัดขึ้นที่กรุงมอสโก เป็นครั้งแรกที่รัสเซียพยายามรวบรวมผู้นำประเทศอาหรับในการประชุมระดับสูง จุดประสงค์หลักของการประชุมคือการสร้างเวทีเจรจาและความร่วมมือในประเด็นความมั่นคง ภูมิรัฐศาสตร์ และการลงทุน รวมถึงการแสดงบทบาทของรัสเซียในตะวันออกกลางและฐานะเป็นผู้มีอิทธิพลในภูมิภาค รัสเซียได้เชิญผู้นำจากประเทศสมาชิกสันนิบาตอาหรับเข้าร่วม ซึ่งรวมถึงประเทศสำคัญอย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อียิปต์และซีเรีย รัสเซียคาดหวังว่าจะสามารถใช้เวทีนี้เสริมบทบาทในการกำหนดวาระภูมิรัฐศาสตร์ สร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเพิ่มความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะในซีเรียและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

รัสเซียพยายามเสริมบทบาทในตะวันออกกลางด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และความมั่นคง ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้
1) การสร้างสมดุลอำนาจและลดการพึ่งพาสหรัฐฯ หลังสงครามเย็น สหรัฐอเมริกามีบทบาทโดดเด่นในตะวันออกกลาง รัสเซียจึงมองว่าการเข้าไปมีบทบาทในภูมิภาคนี้เป็นวิธีหนึ่งในการสร้าง สมดุลอำนาจ ลดการพึ่งพาและอิทธิพลของสหรัฐฯ รวมทั้งแสดงศักยภาพของตนในเวทีระหว่างประเทศ

2) รักษาฐานทัพและความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ ตะวันออกกลางโดยเฉพาะ ซีเรียและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับรัสเซีย ฐานทัพเรือในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนช่วยให้รัสเซียควบคุมเส้นทางการค้าและการเคลื่อนย้ายทางทหาร อีกทั้งยังใช้เป็นฐานสนับสนุนพันธมิตรในภูมิภาค

3) ผลประโยชน์ด้านพลังงานและเศรษฐกิจ ตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่มีทรัพยากรพลังงานสำคัญ เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รัสเซียต้องการสร้าง พันธมิตรทางเศรษฐกิจและพลังงาน เพื่อรักษาตลาดส่งออกและเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก รวมถึงลดความเสี่ยงจากการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ
4) เสริมภาพลักษณ์และอิทธิพลทางการเมือง การเข้าไปมีบทบาทนำในตะวันออกกลางช่วยให้รัสเซียสร้าง ภาพลักษณ์ของผู้เล่นสำคัญ ที่สามารถเป็นตัวกลางแก้ไขความขัดแย้ง เช่น การสนับสนุนซีเรียและการเข้าร่วมกระบวนการสันติภาพบางโครงการ การแสดงบทบาทนี้ทำให้รัสเซียสามารถเจรจาในเวทีระหว่างประเทศได้มากขึ้น

5) การป้องกันการสูญเสียอิทธิพลต่อภูมิภาคใกล้บ้าน รัสเซียมองว่าการละทิ้งตะวันออกกลางอาจทำให้สหรัฐฯ หรือชาติตะวันตกอื่น ๆ กำหนดวาระภูมิรัฐศาสตร์และสร้างพันธมิตรที่เป็นภัยต่อผลประโยชน์ของรัสเซียในภูมิภาคใกล้เคียง เช่น เอเชียกลางและคอเคซัส

อย่างไรก็ตาม การประชุมต้องเผชิญอุปสรรคหลายประการ ผู้นำหลายประเทศอาหรับไม่สามารถเข้าร่วมเนื่องจากมีพันธกิจอื่น โดยเฉพาะการเข้าร่วมเจรจาสันติภาพฉนวนกาซาที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบจากสงครามยูเครนทำให้รัสเซียมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและอิทธิพล ทำให้ความสำเร็จของการประชุมตกอยู่ในความเสี่ยงสูง และท้ายที่สุดการประชุมต้องถูกยกเลิก ซึ่งสะท้อนถึงการเสื่อมถอยอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลางอย่างชัดเจน

การยกเลิกการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ 2025 สะท้อนถึงข้อจำกัดทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสื่อมถอยของอิทธิพลรัสเซียในภูมิภาค เหตุผลสำคัญสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้
1) ความพ่ายแพ้ของรัฐบาลบาชาร์ อัล-อัสซาดในซีเรียเมื่อปลายปี 2024 หลังจากสงครามกลางเมืองยืดเยื้อกว่า 14 ปี ฝ่ายกบฏสามารถยึดกรุงดามัสกัสได้โดยแทบไม่พบการต่อต้าน ประธานาธิบดีอัสซาดหลบหนีออกจากประเทศ และรัฐบาลของเขาล่มสลาย มีผลกระทบโดยตรงต่อ อิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลาง รัสเซียเคยพึ่งพารัฐบาลอัสซาดในซีเรียเป็นฐานในการแสดงอิทธิพลในตะวันออกกลาง ทั้งทางทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ การล่มสลายของรัฐบาลอัสซาดทำให้รัสเซีย สูญเสียพันธมิตรสำคัญและฐานยุทธศาสตร์ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  

ก่อนหน้านี้ รัสเซียสามารถใช้ซีเรียเป็นจุดค้ำยันในการมีบทบาทในภูมิภาค เช่น การเจรจาสันติภาพ การจัดซัมมิตรัสเซีย-อาหรับ หรือการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรอาหรับ การพ่ายแพ้ของอัสซาดทำให้ ความสามารถในการกำหนดวาระทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียในภูมิภาคลดลงอย่างชัดเจน นอกจากนี้การที่พันธมิตรสำคัญล่มสลายสะท้อนถึงความอ่อนแอของรัสเซียในฐานะผู้สนับสนุนเพราะรัสเซียสูญเสียความน่าเชื่อถือและความสามารถในการสร้างแรงจูงใจทางการเมือง ทำให้ประเทศอาหรับอื่น ๆ ไม่มั่นใจในการพึ่งพารัสเซีย และเริ่มหันไปสนับสนุนหรือร่วมมือกับสหรัฐฯ และพันธมิตรอื่น ๆ แทน สหรัฐฯ และพันธมิตรอาหรับ กลายเป็นผู้กำหนดวาระสำคัญในตะวันออกกลางแทนรัสเซีย ส่งผลให้รัสเซียต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์

2) สงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลาง ซึ่งเดิมรัสเซียถือเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิภาคผ่านการสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ เช่น กรณีซีเรีย และการมีฐานทัพทหารสำคัญเช่นที่ท่าเรือตาร์ตูสและฐานทัพอากาศคูเมอิมิม โปรแกรมการทหารและการทูตของรัสเซียในภูมิภาคได้รับความสำเร็จในอดีต แต่การรุกรานยูเครนในปี 2022 ทำให้รัสเซียต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศอย่างหนักและการสูญเสียทรัพยากรอย่างมาก ส่งผลให้ความสามารถในการรักษาอิทธิพลของตนในภูมิภาคเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว​ 

นอกจากนี้ ความล้มเหลวในการให้การสนับสนุนทางทหารที่มีนัยสำคัญในการสู้รบระหว่างอิหร่านและอิสราเอลยิ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายและการมีอำนาจต่อรองของมอสโกในภูมิภาค​ ในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง รัสเซียยังคงพยายามขยายบทบาทผ่านความร่วมมือด้านการค้าและพลังงานกับประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย เช่น ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่สมดุลความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอิหร่านและกลุ่มประเทศในกลุ่มความร่วมมืออ่าว (GCC) เป็นเรื่องยากลำบากมากขึ้น ทำให้รัสเซียถูกจำกัดบทบาทและสถานะทางการทูตในภูมิภาค​สงครามยูเครนจึงเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้อำนาจและอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลางลดลงอย่างชัดเจน ภายใต้ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและการทูต รัสเซียต้องปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อรักษาผลประโยชน์ในภูมิภาคที่ซับซ้อนและแข่งขันสูงนี้ แต่ความสามารถในการทำเช่นนั้นถูกจำกัดอย่างมากจากภาระในสงครามยูเครนและความสัมพันธ์กับตะวันตก

3) ความล้มเหลวของรัสเซียในการให้การสนับสนุนทางทหารต่ออิหร่านในความขัดแย้งกับอิสราเอลและสหรัฐฯ ส่งผลโดยตรงต่อ การเสื่อมถอยอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลาง ทำให้รัสเซียไม่สามารถให้การสนับสนุนทางทหารที่มีนัยสำคัญต่ออิหร่านได้ เนื่องจากต้องเผชิญกับปัญหาภายในประเทศ ทั้งสงครามยูเครน การคว่ำบาตร และข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ การดำเนินยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางอ่อนแอ เมื่อรัสเซียไม่สามารถสนับสนุนอิหร่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค 

รวมถึงประเทศอาหรับหลายประเทศ จึงสูญเสียความเชื่อมั่นต่อรัสเซีย และเริ่มหันไปสนับสนุนสหรัฐฯ หรือพันธมิตรอื่น ๆ แทน ทำให้รัสเซียไม่สามารถกำหนดวาระสำคัญในภูมิภาคได้ ความล้มเหลวนี้ทำลาย ภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะผู้สนับสนุนพันธมิตรสำคัญ ส่งผลให้ประเทศในตะวันออกกลางเห็นว่ารัสเซียไม่สามารถให้ความช่วยเหลือหรือปกป้องพันธมิตรได้อย่างแท้จริง การเสื่อมความน่าเชื่อถือและข้อจำกัดทางยุทธศาสตร์นี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ ผู้นำอาหรับหลายประเทศไม่เข้าร่วมซัมมิต 2025 การประชุมจึงถูกยกเลิก และกลายเป็นสัญญาณชัดเจนของการลดบทบาทและอิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาค

4) บทบาทของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรอาหรับ ประเทศอาหรับหลายประเทศมีพันธกิจสำคัญเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพในฉนวนกาซา โดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง ซึ่งทำให้ผู้นำเหล่านี้ ไม่สามารถให้ความสำคัญกับเวทีรัสเซีย ได้ การมีบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดอิทธิพลรัสเซีย

5) การตอบรับจากประเทศอาหรับไม่เพียงพอ เป็นความล้มเหลวของการทูตในเชิงปฏิบัติ เริ่มจากผู้นำหลายประเทศอาหรับสำคัญ เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์ ไม่สามารถเข้าร่วมซัมมิตได้ การไม่เข้าร่วมนี้สะท้อนถึงความไม่มั่นใจหรือความไม่เต็มใจที่จะยอมรับรัสเซียเป็นผู้กำหนดวาระ และทำให้การประชุมไม่สามารถเกิดผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญทางการเมืองหรือความร่วมมือได้

6) ความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ภูมิภาคตะวันออกกลางมีความซับซ้อนและมีหลายฝ่ายที่มีอิทธิพล เช่น สหรัฐฯ อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย และกลุ่มพันธมิตรอื่น ๆ รัสเซีย ไม่สามารถเป็นตัวกำหนดวาระหรือบังคับทิศทางความร่วมมือ ได้เต็มที่ ทำให้ความพยายามของรัสเซียต้องเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ​ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้เสนอให้เลื่อนการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ 2025 ออกไปโดยไม่มีกำหนด เนื่องจากไม่ต้องการขัดขวางความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเจรจาสันติภาพในฉนวนกาซา โดยกล่าวว่า "หากทรัมป์ประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาตั้งใจไว้... มันจะเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์" อย่างไรก็ตาม การยกเลิกการประชุมแสดงถึงความยากลำบากของรัสเซียในการดึงดูดความสนใจจากผู้นำอาหรับหลายประเทศที่มีความสนใจในความริเริ่มของสหรัฐฯ มากกว่า การยกเลิกการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ ครั้งนี้ และการที่รัสเซียไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมสันติภาพในอียิปต์ที่นำโดยทรัมป์ สะท้อนถึงการเสื่อมอิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น ความสนใจของประเทศอาหรับที่หันไปสนับสนุนความริเริ่มของสหรัฐฯ มากขึ้น และการที่รัสเซียมีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในยูเครนที่ทำให้ทรัพยากรและความสนใจของรัสเซียถูกจำกัด

​บทสรุป ความเสื่อมอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลางเกิดจากปัจจัยหลายด้าน ได้แก่ การสูญเสียพันธมิตรสำคัญ ความล้มเหลวในการสนับสนุนพันธมิตร การแข่งขันจากสหรัฐฯ และพันธมิตรอาหรับ รวมถึงความจำกัดทางทรัพยากรและยุทธศาสตร์ภายในประเทศ ผลลัพธ์คือรัสเซียไม่สามารถเป็นผู้กำหนดวาระสำคัญในภูมิภาคได้อีกต่อไป ขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรอาหรับกลายเป็นผู้กำหนดสมดุลอำนาจและบทบาทหลักในตะวันออกกลางแทน

‘จอร์เจีย’ เผชิญแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งใหญ่ สะท้อนการต่อสู้ระหว่างสองขั้วอุดมการณ์ยุโรปกับรัสเซีย

(7 ต.ค. 68) เหตุการณ์ประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงทบิลิซีช่วงกลางปี ค.ศ. 2025 ซึ่งนำไปสู่การบุกวังประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ.2025 ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความตึงเครียดทางการเมืองและอัตลักษณ์ที่ลึกซึ้งในสังคมจอร์เจีย การลุกฮือครั้งนี้มิได้เป็นเพียงการต่อต้านรัฐบาลของพรรค Georgian Dream เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ระหว่างสองเส้นทางของประเทศ ระหว่าง “ยุโรป” กับ “รัสเซีย” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ระหว่าง “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” กับ “การเมืองอำนาจนิยมเชิงอุปถัมภ์” 

จุดเริ่มต้นของการประท้วงเกิดจากการที่รัฐบาลผลักดัน “กฎหมายตัวแทนต่างชาติ” (Foreign Agents Law) ซึ่งมีเนื้อหาคล้ายคลึงกับกฎหมายในรัสเซียที่ใช้ควบคุมองค์กรภาคประชาสังคมและสื่ออิสระ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้กลุ่มหรือองค์กรที่ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเกิน 20% ต้องขึ้นทะเบียนเป็น “ตัวแทนของต่างชาติ” ซึ่งในทางปฏิบัติถูกมองว่าเป็นการตีตราผู้เห็นต่างและปิดกั้นเสรีภาพทางการเมือง นักวิชาการจอร์เจียจำนวนมากชี้ว่าการผ่านกฎหมายลักษณะนี้เป็นการ “เบี่ยงทิศทางยุทธศาสตร์ชาติ” ออกจากเส้นทางการบูรณาการกับสหภาพยุโรป เพราะเพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้สหภาพยุโรปเพิ่งอนุมัติสถานะ “ประเทศผู้สมัครสมาชิก (candidate status)” ให้กับจอร์เจีย เหตุการณ์นี้จึงทำให้ประชาชนจำนวนมากโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในเมืองทบิลิซีออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลถอนกฎหมายดังกล่าว พร้อมตะโกนสโลแกน “จอร์เจียคือยุโรป” (Georgia is Europe) กลางจัตุรัสเสรีภาพ การชุมนุมครั้งนี้มีลักษณะเป็น “การลุกฮือของคนรุ่นใหม่” อย่างชัดเจน กลุ่มนักศึกษา นักข่าว และภาคประชาสังคมเป็นแกนหลักในการจัดการโดยใช้สัญลักษณ์ธงสหภาพยุโรปเคียงคู่กับธงชาติจอร์เจีย พร้อมข้อความ “Georgia is not Russia” ซึ่งกลายเป็นวลีสำคัญของการเคลื่อนไหว รัฐบาลตอบโต้ด้วยการระดมกำลังตำรวจและหน่วยพิเศษเข้าควบคุมพื้นที่โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและการป้องกันการ “บ่อนทำลายรัฐ” เมื่อขบวนผู้ประท้วงพยายามฝ่ากำแพงกั้นเพื่อเข้าไปยังบริเวณวังประธานาธิบดี การเผชิญหน้าก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และกระสุนยางในการสลายการชุมนุม ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนขว้างหินและจุดไฟเผารถยนต์ของเจ้าหน้าที่ เหตุการณ์ลุกลามจนมีผู้บาดเจ็บหลายร้อยคนและมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนในสังคมจอร์เจียอย่างลึกซึ้งและทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลตกต่ำลงในสายตานานาชาติ สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงของรัฐบาล พร้อมเรียกร้องให้เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมโดยสงบ ในขณะที่รัสเซียออกแถลงการณ์ในทิศตรงกันข้ามโดยระบุว่าความไม่สงบในจอร์เจียเป็นผลจาก “การยุยงของตะวันตก” ซึ่งสะท้อนการต่อสู้ทางวาทกรรมระหว่างสองขั้วอำนาจในภูมิรัฐศาสตร์ยูเรเซีย

ในทางการเมืองภายใน เหตุการณ์ 4 ตุลาคมได้เปลี่ยนการประท้วงจาก “การต่อต้านกฎหมาย” ให้กลายเป็น “การต่อต้านรัฐบาล” อย่างเต็มรูปแบบ แกนนำฝ่ายค้านเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอิราคลี โคบาคิดเซ (Irakli Kobakhidze) และคณะรัฐมนตรีลาออกทันที พร้อมจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อเตรียมเลือกตั้งใหม่ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลกลับกล่าวหาผู้ชุมนุมว่าเป็น “ปฏิบัติการที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติ” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่สะท้อนแนววาทกรรมของรัสเซียในช่วงวิกฤตยูโรไมดานอย่างชัดเจน ในทางกลับกันรัฐบาลพรรค Georgian Dream แสดงท่าทีแข็งกร้าวโดยอ้างว่ากฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อ “ปกป้องอธิปไตยของจอร์เจียจากการแทรกแซงภายนอก” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่สะท้อนแนวคิดแบบรัสเซีย การปราบปรามผู้ชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตาและกระสุนยาง รวมถึงการบุกจับแกนนำภาคประชาสังคมทำให้สถานการณ์ลุกลามและกลายเป็นวิกฤตความชอบธรรมของรัฐบาล

ปรากฏการณ์นี้ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ยูโรไมดาน (Euromaidan) ในยูเครนปี ค.ศ. 2013 – 2014 ซึ่งเริ่มจากการต่อต้านการตัดสินใจของรัฐบาลนายวิคเตอร์ ยานูโควิชที่ปฏิเสธข้อตกลงกับสหภาพยุโรปและหันไปใกล้ชิดรัสเซีย ความคล้ายคลึงระหว่างทั้งสองกรณีอยู่ที่การปะทะกันของ “สองแนวคิดทางการเมือง” ได้แก่แนวคิดยุโรปเสรีนิยมกับแนวคิดรัสเซียอนุรักษนิยมซึ่งต่างแย่งชิงอิทธิพลในรัฐหลังโซเวียต อย่างไรก็ตามบริบทของจอร์เจียมีความซับซ้อนกว่านั้นเพราะแม้ประชาชนส่วนใหญ่จะสนับสนุนเส้นทางสู่ยุโรปแต่รัฐบาลกลับถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนและข้าราชการที่มีสายสัมพันธ์ลึกกับรัสเซีย จึงทำให้ “ทางแยก” ของจอร์เจียมิได้เป็นเพียงเรื่องนโยบายระหว่างประเทศเท่านั้นแต่ยังเป็นการชี้ชะตาทิศทางของรัฐในเชิงอัตลักษณ์ว่าจอร์เจียจะยังคงยืนหยัดในฐานะส่วนหนึ่งของยุโรปประชาธิปไตยหรือจะถอยกลับเข้าสู่วงโคจรแห่งอิทธิพลของรัสเซียอีกครั้ง

เมื่อพิจารณาภูมิหลังและโครงสร้างการเมืองภายในจอร์เจียพบว่าจอร์เจียเป็นรัฐยุคหลังโซเวียตที่มีลักษณะทางการเมืองผันผวนที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรปตะวันออกและคอเคซัส หลังจากได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1991 จอร์เจียต้องเผชิญทั้งสงครามกลางเมือง ความขัดแย้งดินแดนในแคว้นอับคาเซียและแคว้นเซาท์ออสซีเชีย รวมถึงการแทรกแซงจากรัสเซียซึ่งมองจอร์เจียเป็นส่วนหนึ่งของ “พื้นที่อิทธิพลตามธรรมชาติ” (sphere of influence) ในภูมิภาคคอเคซัส ระบอบการปกครองของจอร์เจียถูกกำหนดให้เป็นสาธารณรัฐกึ่งประธานาธิบดี (semi-presidential republic) ซึ่งอำนาจบริหารถูกแบ่งระหว่างประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามลักษณะของอำนาจดังกล่าวได้กลายเป็นแหล่งความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมาโดยตลอด โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มการเมืองมีแนวโน้มแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจน โดยฝ่ายหนึ่งมุ่งใกล้ชิดยุโรปและนาโตในขณะที่อีกฝ่ายยังคงยึดโยงกับรัสเซียในฐานะมหาอำนาจดั้งเดิมในภูมิภาค 

การขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีในปี ค.ศ. 2004 ภายหลัง “การปฏิวัติกุหลาบ” (Rose Revolution) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองจอร์เจียยุคใหม่ การปฏิวัติดังกล่าวเป็นผลจากการลุกฮือของประชาชนที่ไม่ยอมรับการทุจริตและระบบอุปถัมภ์ของรัฐบาลนายเอดวาร์ด เชวาร์ดนัดเซ (Eduard Shevardnadze) ที่ตกค้างจากยุค
โซเวียต นายมีเคอิล ซากาชวิลีซึ่งได้รับการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาและมีแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตยได้เข้ามาเป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่ตั้งใจจะ “ตัดขาด” จอร์เจียออกจากอิทธิพลของรัสเซียและฟื้นฟูรัฐให้ทันสมัยตามแบบยุโรป ในเชิงโครงสร้างการบริหารประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีได้ดำเนินการปฏิรูประบบราชการและต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น มีการปลดเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต ปรับโครงสร้างตำรวจให้มีความโปร่งใสและสร้างภาพลักษณ์ของรัฐที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้จอร์เจียกลายเป็น “ตัวอย่างของการปฏิรูปในโลกหลังโซเวียต” (Post-Soviet Reform Model) ในสายตาตะวันตก ด้านนโยบายต่างประเทศรัฐบาลของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีประกาศชัดเจนว่าจอร์เจียจะมุ่งสู่สหภาพยุโรป (EU) และองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) พร้อมกับพยายามลดการพึ่งพารัสเซียทั้งทางเศรษฐกิจและพลังงาน การเลือกข้างนี้ทำให้ความสัมพันธ์กับมอสโกตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดแตกหักในปี ค.ศ. 2008 เมื่อรัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในสงครามจอร์เจีย–ออสซีเชียใต้ (Russo-Georgian War) ซึ่งส่งผลให้จอร์เจียสูญเสียดินแดนบางส่วน และทำให้ประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีถูกโจมตีจากฝ่ายค้านว่า “ยั่วยุรัสเซีย” จนนำประเทศเข้าสู่สงคราม แม้การบริหารของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีจะถูกยกย่องจากโลกตะวันตกในฐานะ “ผู้นำประชาธิปไตยเชิงปฏิรูป” แต่ภายในประเทศกลับเกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการรวมศูนย์อำนาจและการจำกัดเสรีภาพสื่อ โดยเฉพาะในช่วงปลายรัฐบาล ซึ่งฝ่ายต่อต้านมองว่าเขาใช้กลไกรัฐในการกดดันคู่แข่งทางการเมือง การประท้วงในปี ค.ศ. 2007 – 2011 ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องสะท้อนถึงการเสื่อมศรัทธาของประชาชนบางส่วน หลังจากพรรคของเขา United National Movement (UNM) พ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี ค.ศ. 2012 ให้กับพรรค Georgian Dream ของนายบิดซินา อิวานิชวิลี (Bidzina Ivanishvili) อดีตนายกรัฐมนตรีมหาเศรษฐีที่มีสายสัมพันธ์กับรัสเซีย อำนาจของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีจึงสิ้นสุดลงและเขาถูกดำเนินคดีหลายข้อหาหลังออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตามมรดกทางการเมืองของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลียังคงส่งอิทธิพลต่อสังคมจอร์เจียจนถึงปัจจุบันเขาได้สร้างรากฐานของรัฐที่มุ่งหน้า “สู่ยุโรป” อย่างเปิดเผย และได้ปลุกเร้าความรู้สึกประชาชาติในฐานะ “รัฐอิสระที่ต่อต้านการครอบงำของรัสเซีย” ซึ่งกลายเป็นแก่นสำคัญของอัตลักษณ์ทางการเมืองจอร์เจียยุคใหม่

เมื่อพรรคการเมือง Georgian Dream ขึ้นครองอำนาจตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 เป็นต้นมา พรรคก็ถูกวิจารณ์ว่าเริ่มเบี่ยงเบนจากแนวทางประชาธิปไตยเสรีนิยมและมีท่าทีประนีประนอมกับรัสเซียมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลในยุคของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีซึ่งผลักดันการปฏิรูปประเทศและการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอย่างเข้มข้น ความแตกต่างระหว่าง “ฝ่ายโปรยุโรป” และ “ฝ่ายใกล้รัสเซีย” จึงได้กลายเป็นเส้นแบ่งทางอุดมการณ์ที่ลึกขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้โครงสร้างการเมืองของจอร์เจียยังมีลักษณะรวมศูนย์สูง มีการใช้กลไกรัฐและสื่อมวลชนเพื่อควบคุมการรับรู้ของประชาชนในบางช่วงเวลา ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของประชาธิปไตยแบบเปลี่ยนผ่าน (transitional democracy) ภายในประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เมื่อรัฐบาลออกกฎหมายที่ถูกมองว่าจำกัดเสรีภาพ โดยเฉพาะ “กฎหมายตัวแทนต่างชาติ” ที่มีลักษณะคล้ายกับกฎหมายของรัสเซียได้จุดชนวนความไม่พอใจของประชาชนจนเกิดการชุมนุมขนาดใหญ่และการบุกวังประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 2025 

บทสรุป จอร์เจียกำลังเผชิญภาวะความไม่มั่นคงทางการเมืองภายในที่หยั่งรากลึก ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ระหว่าง “ยุโรป” กับ “รัสเซีย” ซ้อนทับกับการต่อสู้เพื่ออำนาจภายในรัฐอย่างเข้มข้น จนกลายเป็นฉากหลังสำคัญของการปะทุทางการเมืองครั้งล่าสุด เหตุการณ์ปะทะหน้าวังประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 2025 จึงมิใช่เพียงความรุนแรงทางการเมืองทั่วไป แต่เป็นจุดตัดทางอัตลักษณ์ของรัฐจอร์เจียที่กำลังถูกฉีกออกเป็นสองเส้นทางระหว่างการยืนหยัดในระเบียบเสรีนิยมแบบยุโรปกับการถอยกลับสู่โครงสร้างอำนาจนิยมที่รัสเซียยังคงเป็นแม่แบบและสะท้อนคำถามใหญ่ที่ยังไร้คำตอบว่า “จอร์เจียจะเดินไปทางไหน” ในศตวรรษที่ 21

‘Zapad 2025’ การซ้อมรบใหญ่ระหว่าง รัสเซีย–เบลารุส เกมท้าทายอำนาจ - เสถียรภาพ NATO ในยุโรปตะวันออก

(22 ก.ย. 68) การซ้อมรบร่วมระหว่างรัสเซียและเบลารุสภายใต้รหัส “ซาปัด 2025” «Запад 2025»” ได้รับการจับตามองอย่างกว้างขวางจากประชาคมโลก เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่ยังคงทวีความร้อนแรงต่อเนื่องจากสงครามในยูเครน แม้ว่ารัสเซียและเบลารุสจะระบุว่าเป็นเพียงการฝึกเพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการป้องกัน แต่ขนาดของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย และการจำลองสถานการณ์เชิงรุก เช่น การยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง “ช่องแคบซูวาลกี” (Suwalki Gap) ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านและชาติตะวันตกมองว่าการซ้อมรบครั้งนี้มีนัยทางยุทธศาสตร์เกินกว่าการฝึกปกติ ในบริบทดังกล่าวการซ้อมรบซาปัด 2025 ไม่เพียงสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างรัสเซียและเบลารุส หากยังชี้ให้เห็นถึงพลวัตความมั่นคงในยุโรปที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ กล่าวคือ เมื่อรัสเซียใช้การแสดงแสนยานุภาพเพื่อยืนยันบทบาทของตนในภูมิภาคย่อมกระตุ้นให้ประเทศสมาชิกนาโต โดยเฉพาะโปแลนด์และรัฐบอลติก ต้องเสริมกำลังตอบโต้ ผลลัพธ์คือความตึงเครียดที่อาจขยายวงกว้างจนกระทบต่อเสถียรภาพของยุโรปทั้งทวีป

การซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่ของรัสเซียและเบลารุสในปี 2025 มีชื่อว่า “ซาปัด «Запад 2025»” ซึ่งหมายถึง “ตะวันตก” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 16 กันยายน ค.ศ. 2025 ในพื้นที่ของทั้งสองประเทศ รวมถึงใกล้พรมแดนโปแลนด์และน่านน้ำทะเลบอลติกและทะเลแบเรนตส์ โดยมีการกระจายการฝึกในศูนย์ฝึก 41 แห่ง ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ปรากฏตัวในเครื่องแบบทหารในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดและระบุว่ามีกำลังพลเข้าร่วมราว 100,000 นาย พร้อมยุทโธปกรณ์นับหมื่นรายการ รวมถึงเครื่องบิน 33 ลำ และเรือรบ 247 ลำ ขณะเดียวกันเบลารุสเปิดเผยว่ามีกำลังพลเเพียง 7,000 นายเข้าร่วมในพื้นที่ของตน การซ้อมรบครั้งนี้มีผู้แทนจาก 25 ประเทศเข้าร่วม โดย 16 ประเทศส่งผู้แทนเข้าสังเกตการณ์ อาทิ อินเดีย อิหร่าน บังกลาเทศ บูร์กินาฟาโซ คองโก และมาลี จุดประสงค์หลักตามคำกล่าวของปูติน คือการฝึกซ้อมเพื่อป้องกันและขับไล่การรุกรานที่อาจเกิดขึ้นกับ “ยูเนียนสเตต” (Union State) หรือพันธมิตรระหว่างรัสเซียและเบลารุส และจุดยุทธศาสตร์ "ฉนวนซูวาลกี" ระหว่างโปแลนด์-ลิทัวเนียซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกับภูมิภาคคาลินินกราดของรัสเซีย ไฮไลต์ของการฝึกที่น่าจับตาได้แก่ แผนฝึกการประจำการอาวุธนิวเคลียร์ของเบลารุสและการซ้อมยิงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่"เซอร์คอน" (Zircon) จากเรือฟริเกตของรัสเซียในทะเลแบเรนตส์โดยถือเป็นการแสดงศักยภาพยุทโธปกรณ์ทางเรือขั้นสูงและเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลต่อประเทศแถบยุโรปและนาโต

โดยการยิงทดสอบขีปนาวุธ Zircon (3M22) ถูกดำเนินการจากเรือฟริเกตชั้น Admiral Gorshkov ในทะเลแบเรนตส์ ขีปนาวุธชนิดนี้มีความเร็วสูงสุดถึง 9 มัค (9,800–11,000 กม./ชั่วโมง) และระยะยิงประมาณ 1,000 กม. จุดเด่นของ Zircon คือความสามารถในการหลบหลีกระบบป้องกันขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้าม มีคุณสมบัติเคลื่อนที่ในชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็ว เกิดพลาสมาแปรสภาพซึ่งรบกวนคลื่นเรดาร์และป้องกันการตรวจจับ ขีปนาวุธ Zircon สามารถติดหัวรบธรรมดาหรือหัวรบนิวเคลียร์ ใช้โจมตีเป้าหมายทั้งบนบกและในทะเล โดยเฉพาะการต่อต้านเรือบรรทุกเครื่องบิน ขีปนาวุธ Zircon จึงถือเป็นหนึ่งในยุทโธปกรณ์สำคัญที่กำลังเปลี่ยนสมดุลพลังของการรบทางทะเลในศตวรรษที่ 21

การซ้อมรบนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดกับนาโต โดยเปิดฉากเพียงสองวันหลังจากโปแลนด์ยิงโดรนรัสเซียที่ล้ำเข้าน่านฟ้า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาติตะวันตกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยโปแลนด์เชื่อว่าการฝึกครั้งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจำลองการยึด “ช่องแคบซูวาลกี” (Suwalki Gap) จุดยุทธศาสตร์สำคัญของโปแลนด์และนาโตโดยช่องแคบซูวาลกีถือเป็น “จุดอ่อนที่สุด” ของ NATO ในยุโรปตะวันออก หากเกิดความขัดแย้งรัสเซียสามารถใช้กำลังทหารจาก คาลินินกราดและเบลารุสโจมตีปิดล้อมทำให้รัฐบอลติก (เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย) ถูกตัดขาดจากการสนับสนุนทางบกของ NATO สำหรับรัสเซียหากสามารถควบคุมช่องแคบนี้ได้จะเปิดทางเชื่อมต่อทางบกโดยตรงระหว่างคาลินินกราดกับเบลารุสซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ ช่องแคบซูวาลกีเป็นเส้นเลือดหลักของการส่งกำลังบำรุงจากยุโรปตะวันตกไปยังรัฐบอลติกการขู่โจมตีหรือกดดันบริเวณนี้เท่ากับเป็นการ ท้าทายความมั่นคงของ NATO โดยตรง รัสเซียใช้การซ้อมรบ เช่น “Zapad Exercises” ที่เบลารุสและรัสเซียจัดการเคลื่อนไหวกำลังใกล้ซูวาลกีเพื่อส่งสัญญาณว่าหากเกิดสงครามจริง NATO จะปกป้องรัฐบอลติกได้ยาก การซ้อมรรบดังกล่าวสร้างความกังวลต่อ NATO และประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากมีการทดสอบยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ เช่น จรวด Oreshnik ที่อาจมีศักยภาพนิวเคลียร์และการใช้โดรนกับเครื่องบินทิ้งระเบิด ขณะที่ทางการรัสเซียและเบลารุสอธิบายว่าเป็นการฝึกตอบโต้ภัยคุกคามและรักษา “ความสมบูรณ์ของรัฐสหภาพ” (Union State) นอกจากนี้ยังมีประเทศคู่มิตรอย่างอินเดียและอิหร่านเข้าร่วมหรือส่งผู้สังเกตการณ์ ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางทหารที่กว้างขึ้น ขณะที่ฝ่ายตะวันตกมองว่าเป็นการแสดงแสนยานุภาพและเพิ่มแรงกดดันต่อยุโรปตะวันออก

ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก แห่งเบลารุส ยืนยันว่ามีการเคลื่อนย้ายหัวรบนิวเคลียร์จำนวนหนึ่งจากรัสเซียมาประจำการในเบลารุสแล้ว และการฝึกซ้อมคือเพื่อสร้างศักยภาพในการตอบโต้โดยทันทีหากถูกโจมตี แผนฝึกแบ่งเป็นสองระยะระหว่างดินแดนรัสเซียและเบลารุส โดยมีการจำลองสถานการณ์การใช้ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์โจมตีเป้าหมายในยุโรปตะวันออกและยุโรปกลาง ทั้งนี้เบลารุสได้เน้นย้ำว่าการฝึกนี้เป็น “มาตรการเชิงรุก” เพื่อเพิ่มศักยภาพตอบโต้และขยายขอบเขตการคุ้มครองอธิปไตยของสหภาพรัสเซียและเบลารุส การซ้อมรบและแผนประจำการนิวเคลียร์ในเบลารุสถือเป็นการส่งสารเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศข้างเคียงและนาโต ตอกย้ำศักยภาพเกมรุกและการป้องปรามนิวเคลียร์ในภูมิภาคยุโรป สังคมยุโรปและนาโตแสดงความกังวลต่อการประจำการอาวุธนิวเคลียร์แบบนี้เพราะเป็นการขยายจุดยุทธศาสตร์และเพิ่มความตึงเครียดในยุโรปตะวันออก

ท่าทีของชาติพันธมิตรของรัสเซียต่อการซ้อมรบครั้งนี้
- จีนไม่ได้ส่งกำลังพลเข้าร่วมการซ้อมรบทางบก “Zapad 2025” กับรัสเซียและเบลารุสโดยตรง แต่ในปี 2025 นี้ จีนมีบทบาทสำคัญในความร่วมมือทางทหารกับรัสเซียผ่านการฝึกซ้อมรบร่วมทางทะเลภายใต้ชื่อ “Joint Sea-2025” และ “Maritime Interaction 2025” บริเวณทะเลญี่ปุ่นและญี่ปุ่น-วลาดิวอสต็อก กองทัพเรือจีนร่วมซ้อมรบกับรัสเซียในทะเลญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 1-5 สิงหาคม 2025 ที่ผ่านมาโดยเน้นความร่วมมือในด้านการต่อต้านเรือดำน้ำ ป้องกันทางอากาศ การช่วยชีวิตเรือดำน้ำ และการตอบสนองต่อภัยคุกคามทางทะเลร่วมกับรัสเซีย การซ้อมรบทางทะเลดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ เสริมสร้างความมั่นคงภูมิภาค และตอกย้ำพันธมิตรระหว่างสองประเทศ. จีนเน้นย้ำว่าไม่มีเป้าหมายต่อต้านประเทศใดโดยเฉพาะเป็นการขยายความร่วมมือด้านทหารและเสถียรภาพระหว่างชาติพันธมิตร ความร่วมมือทางทหารของจีนกับรัสเซียมีความลึกซึ้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยจีนยังช่วยสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจให้รัสเซียท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตกหลังสงครามยูเครน จีนประกาศขยายความสัมพันธ์ทางทหารกับต่างชาติ พร้อมประณามการใช้อำนาจอย่างไร้หลักการในเวทีระหว่างประเทศ จีนจึงมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ควบคู่กับรัสเซียผ่านความร่วมมือทางทะเลในปี 2025 แม้จะไม่เข้าร่วมซ้อมรบภาคพื้นดิน “Zapad 2025” โดยตรง

- อินเดีย ส่งทหาร 65 นายเข้าร่วมการซ้อมรบ พร้อมยืนยันผ่านกระทรวงกลาโหมว่าเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือและความไว้ใจระดับทวิภาคีกับรัสเซีย อินเดียยืนยันความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับรัสเซียแม้จะเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐและยุโรป ระบุชัดว่าการเข้าร่วมซ้อมรบเป็นมาตรการรักษาสมดุลทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาค ไม่ใช่เลือกข้างในความขัดแย้ง

- อิหร่านร่วมซ้อมรบทั้งในรัสเซียและจัดซ้อมรบทางทะเลกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงความไว้วางใจและเสริมสร้างศักยภาพกองทัพร่วม ผู้นำอิหร่านเน้นย้ำเป้าหมายประสานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับรัสเซีย เพื่อตั้งรับแรงกดดันจากนาโตและสหรัฐ

- บังกลาเทศ บูร์กินาฟาโซ คองโก มาลี ทั้ง 4 ประเทศมีท่าทีเชิงสัญลักษณ์ในการส่งทหารเข้าร่วมการซ้อมรบ แสดงการยอมรับรัสเซียในเครือข่ายพันธมิตรทางทหาร การเข้าร่วม "Zapad 2025" ถือเป็นเวทีสร้างสัมพันธภาพกับมหาอำนาจและยกระดับศักยภาพกองทัพประเทศตนเองด้วยเทคโนโลยีและยุทธวิธีของรัสเซีย ผู้นำบางประเทศ เช่น บูร์กินาฟาโซและมาลี มองว่านี่เป็นโอกาสยกระดับกองทัพท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงภายในและเพื่อสร้างพันธมิตรต่างชาติที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทุกประเทศที่กล่าวมานี้ล้วนให้ความสำคัญกับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับรัสเซีย ทั้งในฐานะพันธมิตรและในมิติการปรับปรุงขีดความสามารถทางทหารของรัฐ

ท่าทีของนาโตและสหรัฐฯ นาโตและสหรัฐฯ มีท่าทีกังวลและตอบโต้การซ้อมรบรัสเซีย-เบลารุส "Zapad 2025" อย่างจริงจังโดยมองว่าเป็นการแสดงกำลังที่เพิ่มความตึงเครียดในยุโรปตะวันออก และเป็นภัยต่อความมั่นคงภูมิภาค โดยมีท่าทีและการตอบโต้ดังนี้

- รัฐบาลโปแลนได้ตอบโต้โดยประกาศปิดพรมแดนติดเบลารุสอย่างไม่มีกำหนด โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงท่ามกลางการซ้อมรบที่ถูกมองว่า “ก้าวร้าว” และปัญหาสงครามลูกผสมจากการผลักดันผู้อพยพผิดกฎหมายเข้าสู่ยุโรป พร้อมกันนี้ยังสั่งตรึงกำลังทหารกว่า 40,000 นายไว้ตามแนวชายแดนและขอให้ NATO ช่วยเสริมกำลังป้องกันทางอากาศนอกจากนี้การปิดพรมแดนยังกระทบเส้นทางการค้าสำคัญของจีนเข้าสู่ยุโรป จนโปแลนด์ต้องอธิบายต่อจีนว่าประเด็นด้านความมั่นคงมีความสำคัญเหนือกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในสถานการณ์ปัจจุบัน

- นาโตจัดการซ้อมรบแสดงแสนยานุภาพทางทหารในโปแลนด์ ภายใต้รหัส "Iron Gate" และ "Iron Defender" เพื่อเตรียมปกป้องอธิปไตยชาติสมาชิก โดยมีกองทัพสหรัฐฯร่วมส่งกำลังเช่น รถถัง เฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบินขับไล่ ตอบรับการโจมตีโดรนรัสเซียที่เข้าล้ำเขตน่านฟ้าโปแลนด์-โรมาเนียด้วยการประชุมมาตรา 4 เพื่อเสริมกำลังทหารและอาวุธตรึงชายแดน นอกจากนี้ยังได้ส่งตัวแทนจากตุรกีและฮังการี เข้าชมการซ้อมรบ "Zapad 2025" พร้อมตัวแทนจากสหรัฐฯและประเทศอื่น ๆ รวม 23 ประเทศ เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

- สหรัฐฯ ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูง 2 คน เข้าร่วมชมซ้อมรบร่วมกับรัสเซียและเบลารุสที่เมืองโบริซอฟแสดงถึงความพยายามรักษาช่องทางการสื่อสารแม้สถานการณ์ความสัมพันธ์โดยรวมตึงเครียด นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังได้สนับสนุนกองกำลังนาโตและโปแลนด์โดยส่งเครื่องบินรบเข้าปกป้องน่านฟ้าและเตรียมส่งอาวุธมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้ยูเครนเพื่อรับมือกับรัสเซีย และยังแสดงความกังวลว่าการซ้อมรบขนาดใหญ่ซึ่งรวมถึงการฝึกใช้อาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกเป็นการส่งสัญญาณเตือนความขัดแย้งที่อาจลุกลามเป็นสงครามได้  โดยสรุป 
ท่าทีของนาโตและสหรัฐฯ ต่อการซ้อมรบ "Zapad 2025" คือ การเตรียมพร้อมตอบโต้และเสริมกำลังทหารในภูมิภาคอย่างเข้มข้นเพื่อปกป้องพันธมิตรและรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ

บทสรุป การซ้อมรบ “Zapad 2025” ซึ่งเป็นการฝึกซ้อมใหญ่ระหว่างรัสเซียและเบลารุสในปี 2025 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สะท้อนถึงความตึงเครียดในยุโรปตะวันออกอย่างชัดเจน การซ้อมรบใช้กำลังทหารกว่าแสนคน พร้อมปฏิบัติการยิงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง รวมถึงการประจำการอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีที่เบลารุสเป็นเครื่องมือสร้างความพร้อมตอบโต้ภัยคุกคาม ประเทศพันธมิตรหลายชาติ เช่น อินเดีย อิหร่าน บังกลาเทศ และชาติแอฟริกาต่างเข้าร่วมแสดงท่าทีสนับสนุน หรือใช้เวทีนี้สร้างความร่วมมือทางทหารกับรัสเซีย 

ขณะที่จีนมีบทบาทสำคัญในการซ้อมรบร่วมทางทะเลกับรัสเซีย ตอกย้ำพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ในขณะเดียวกัน นาโตและสหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยการเสริมกำลังในโปแลนด์และภูมิภาคใกล้เคียง เตรียมพร้อมรับมือความตึงเครียดและภัยคุกคาม พร้อมส่งตัวแทนติดตามซ้อมรบอย่างใกล้ชิด ทั้งยังสนับสนุนยูเครนด้วยอาวุธขั้นสูง ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนภาพความขัดแย้งและการแข่งขันทางทหารที่ยังคงดำเนินต่อไป โดยรวม การซ้อมรบ “Zapad 2025” ไม่เพียงเป็นการฝึกทหารและแสดงศักยภาพทางทหารของรัสเซียและพันธมิตรแต่ยังเป็นสัญญาณทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของยุโรปและระบบระหว่างประเทศในปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง

จีน – รัสเซีย กับการปักธงสร้างระเบียบโลกใหม่ ขับเคลื่อนโลกหลายขั้ว สร้างสมดุลใหม่ทางภูมิรัฐศาสตร์

(2 ก.ย. 68) การประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization – SCO) ประจำปี 2025 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2025 มิใช่เพียงเวทีทางการทูตเชิงพิธีการ หากแต่เป็นการประกาศการก่อรูปของระเบียบโลกใหม่ที่ท้าทายอำนาจนำของตะวันตก ท่ามกลางสงครามในยุโรปตะวันออกและการแข่งขันระหว่างจีน–สหรัฐฯ การจับมือระหว่าง สี จิ้นผิง และ วลาดิมีร์ ปูติน จึงมีความหมายทางภูมิรัฐศาสตร์เกินกว่าการพบปะตามปกติจีนในฐานะเจ้าภาพ ใช้ SCO ผลักดันแนวคิด “การปกครองโลกแบบใหม่” บนพื้นฐานความร่วมมือพหุภาคี ปฏิเสธ “แนวคิดสงครามเย็น” พร้อมชูความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง โดยมีรัสเซียเป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์ที่คอยยืนยันว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค “หลายขั้วอำนาจ” ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของประเทศใน Global South ที่แสวงหาทางเลือกนอกเหนือจากการนำของสหรัฐและพันธมิตรตะวันตก ในบริบทที่ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ร้าวลึกและรัสเซียถูกกดดันจากสงครามยูเครน SCO กลายเป็นเวทีที่ทั้งสองประเทศใช้แสดงบทบาทนำและส่งสัญญาณว่าระเบียบโลกขั้วเดียวกำลังเสื่อมถอย การเข้าร่วมของอินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน และประเทศเอเชียกลาง ยังสะท้อนว่า SCO มิใช่เพียงพันธมิตรจีน–รัสเซีย แต่เป็นเวทีรวมพลังของรัฐกำลังพัฒนาที่ต้องการสมดุลใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนั้น SCO Summit 2025 จึงเป็นมากกว่าการประชุมระดับภูมิภาค แต่เป็นจุดตัดสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่โลกหลายขั้วอำนาจ และเป็นการปักธงประกาศของจีนและรัสเซียว่าพวกเขาไม่เพียงอยู่รอดท่ามกลางแรงกดดัน แต่ยังพร้อมจะขับเคลื่อนระเบียบโลกใหม่ที่ต่างไปจากเดิม

การประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ประจำปี 2025 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ได้รับความสนใจจากสื่อและนักวิเคราะห์ต่างประเทศในหลายมิติ เนื่องจากมีผู้นำจากประเทศต่าง ๆ ตอบรับเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วยผู้นำประเทศสมาชิก 10 ประเทศ ได้แก่ จีน รัสเซีย อินเดีย เบลารุส อิหร่าน คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน ปากีสถาน ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน ผู้นำมองโกเลีย รัฐสังเกตการณ์ ผู้นำประเททศคู่เจรจา 7 ประเทศได้แก่ ตุรกี กัมพูชา อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน อียิปต์ มัลดิฟส์ และเนปาล รวมถึงผุ้นำอื่น ๆ ที่ได้รับเชิญได้แก่ เลขาธิการองร์การสหประชาชาติ เลขาธิการอาเซียน ผู้นำประเทศเติร์กเมนิสถาน อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย และเวียดนาม ประเด็นสำคัญของการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ประจำปี 2025 มีสาระสำคัญที่น่าจับตาดังนี้

1. ความสัมพันธ์จีน–รัสเซีย–อินเดีย การพบปะระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดียในงานนี้ได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะท่าทีของอินเดียที่แสดงความเป็นพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทั้งจีนและรัสเซีย แม้จะมีความตึงเครียดในบางประเด็น เช่น ความขัดแย้งเรื่องพรมแดนกับจีนและความสัมพันธ์กับปากีสถาน อย่างไรก็ตามการพบปะกันระหว่างผู้นำสามชาติข้างต้นเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นระหว่างสามประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียและยูเรเชีย แม้จะมีความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญร่วมกัน

2. SCO ถูกมองว่าเป็นเวทีที่จีนและรัสเซียใช้ในการส่งเสริมระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจ โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้เสนอแนวคิด "Global Governance Initiative" (GGI) ซึ่งเน้นการปฏิเสธระเบียบโลกแบบสงครามเย็นและส่งเสริมการสร้างระเบียบโลกใหม่ที่มีความเป็นธรรมและครอบคลุม โดยมีหลักการสำคัญดังนี้ 1. ความเสมอภาคและการเคารพอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ สี จิ้นผิงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ และการไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน โดยเฉพาะในบริบทของการพัฒนาและการเลือกเส้นทางการพัฒนาของแต่ละประเทศ 2. การส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม จีนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนและการเรียนรู้ระหว่างอารยธรรมต่าง ๆ โดยไม่พยายามบังคับใช้ค่านิยมของตนกับประเทศอื่น ๆ แต่ให้ความสำคัญกับการเคารพและเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม 3. การสร้างสังคมร่วมกันที่มีอนาคต (Community of Shared Future) จีนเสนอแนวคิดการสร้างสังคมร่วมกันที่มีอนาคต ซึ่งเน้นการร่วมมือและการพัฒนาร่วมกันของประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน 4. การส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ จีนมุ่งหวังที่จะส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง โดยเฉพาะในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างความก้าวหน้าและความมั่นคงร่วมกันในระดับโลก แนวคิด GGI นี้สะท้อนถึงความพยายามของจีนในการสร้างระเบียบโลกใหม่ที่ไม่ยึดตามอำนาจของประเทศเดียว แต่เน้นการร่วมมือและความเสมอภาคของประเทศต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดอื่น ๆ ที่จีนได้เสนอในช่วงที่ผ่านมา เช่น Global Development Initiative (GDI) และ Global Security Initiative (GSI) การเสนอแนวคิด GGI ในที่ประชุม SCO Summit 2025 เป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของจีนในการเป็นผู้นำในการสร้างระเบียบโลกใหม่ที่มีความเป็นธรรมและครอบคลุม โดยเฉพาะในบริบทของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันระหว่างประเทศต่าง ๆ ในปัจจุบัน นอกจากนี้จีนยังได้เสนอแนวคิดเรื่องการสร้างธนาคารพัฒนา SCO และระบบการเงินทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตามความหลากหลายของสมาชิก SCO ซึ่งมีทั้งประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตะวันตกและประเทศที่ถูกคว่ำบาตรจากตะวันตก เช่น อิหร่านและเบลารุส ทำให้การสร้างความเป็นเอกภาพในกลุ่มนี้เป็นเรื่องที่ท้าทาย

3. การสนับสนุนของรัสเซียต่อระเบียบโลกหลายขั้ว รัสเซียใช้ SCO เป็นเวทีสำคัญในการยืนยันบทบาทในภูมิภาคเอเชีย–ยูเรเชียและส่งเสริม ระเบียบโลกหลายขั้ว (Multipolar World Order) โดยเน้นความร่วมมือกับจีนและสมาชิก Global South ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน ความมั่นคง และเทคโนโลยี ผ่านการสร้างระบบการชำระเงินทางเลือก โครงการลงทุนร่วม การประสานงานทางทหาร และพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ การเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพของรัสเซียท่ามกลางแรงกดดันจากตะวันตก แต่ยังส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ไปยังสหรัฐฯ และยุโรปว่า รัสเซียพร้อมมีบทบาทนำร่วมกับจีนและสมาชิก SCO ในการกำหนดทิศทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก

4. การเข้าร่วมของประเทศใหม่และการขยายตัวของ SCO การเข้าร่วมของประเทศใหม่ เช่น สปป.ลาว ทำให้จำนวนสมาชิกและพันธมิตรของ SCO เพิ่มขึ้นเป็น 27 ประเทศ การขยายตัวนี้สะท้อนถึงความสำคัญของ SCO ในฐานะเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่ไม่ขึ้นอยู่กับตะวันตก การรวมตัวของสมาชิกจากเอเชียใต้ เอเชียกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนเป็นสัญลักษณ์เชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งข้อความว่าโลกหลายขั้วกำลังเกิดขึ้นจริง และ SCO กำลังกลายเป็นเวทีรวมพลังของจีน รัสเซีย และ Global South ในการสร้างสมดุลอำนาจระหว่างประเทศ

5. บทบาทของ Global South และการปรับสมดุลอำนาจ การเข้าร่วมของประเทศกำลังพัฒนา หรือ Global South เช่น อินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน สปป.ลาว และประเทศในเอเชียกลาง ทำให้ SCO กลายเป็นเวทีที่สะท้อนเสียงของประเทศนอกขั้วอำนาจตะวันตก และเปิดโอกาสให้พวกเขามีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานทางเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคง การรวมตัวนี้ยังช่วยปรับสมดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจ โดยจีนและรัสเซียทำหน้าที่เป็นขั้วหลักร่วมกับ Global South ส่งสัญญาณไปยังสหรัฐฯ และยุโรปว่าระเบียบโลกแบบขั้วเดียวไม่ใช่ทางเลือกเดียว อีกทั้งยังสร้าง อัตลักษณ์ร่วมและความร่วมมือแบบพหุภาคี ของประเทศกำลังพัฒนา ทำให้ SCO กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโลกหลายขั้วอำนาจที่มีความสมดุล ยืดหยุ่น และเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนามีบทบาทนำในภูมิภาคและระดับโลก

6. การตอบสนองของสหรัฐฯ และการเปลี่ยนแปลงในภูมิรัฐศาสตร์โลก สหรัฐฯ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของจีนและอินเดียในการสนับสนุนรัสเซีย โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งอาจช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับรัสเซียในการทำสงคราม อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนมองว่า การดำเนินนโยบายที่ไม่แน่นอนของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการขึ้นภาษีสินค้าจากอินเดีย อาจส่งผลให้ประเทศต่างๆ หันมาหาพันธมิตรใหม่ เช่น จีน และ SCO

บทสรุป การประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ประจำปี 2025 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ไม่เพียงเป็นเวทีทางการทูตประจำปี แต่ยังสะท้อน พลวัตการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 ผ่านความร่วมมือระหว่างจีนและรัสเซีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเทคโนโลยี จีนใช้เวที SCO ผลักดันแนวคิด Global Governance Initiative (GGI) เพื่อสร้างระเบียบโลกใหม่ที่มีความเป็นธรรม ครอบคลุม และเคารพอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ ขณะเดียวกัน รัสเซียเน้นบทบาทของ SCO ในการสร้าง สมดุลโลกหลายขั้วอำนาจ ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐและยุโรป SCO ยังสะท้อนถึง ความร่วมมือของประเทศกำลังพัฒนาและ Global South โดยการเชื่อมโยงจีน รัสเซีย และเอเชียกลางเข้าด้วยกัน ทำให้เวทีนี้กลายเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่ส่งสัญญาณไปยังโลกตะวันตกว่า ระเบียบโลกแบบตะวันตกไม่ใช่ทางเลือกเดียวในมิติเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การประชุม SCO Summit 2025 จึงเป็นทั้ง การปักธงนำโลกใหม่ของจีน–รัสเซีย และการสร้างอัตลักษณ์ร่วมของประเทศสมาชิกในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใน SCO จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจต่อไปในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top