‘เซเลนสกี’ เชิดชู ‘อันดรีย์ เมลนิก’!! เซเลนสกีเดินเกมความทรงจำแห่งชาติ ปลุกศึกความทรงจำยูเครน ระหว่างวีรบุรุษเอกราชกับเงาประวัติศาสตร์นาซี สะท้อนศึกประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบในยุโรปตะวันออก

อันดรีย์ เมลนิกกับการสร้างอัตลักษณ์ชาติยูเครนในยุคประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีได้เข้าร่วมพิธีฝังศพใหม่ (reburial ceremony) ของนายอันดรีย์ เมลนิก  «Андрій Атанасович Мельник» และภรรยานางโซเฟีย เฟดัก-เมลนิก«Софія Федак-Мельник» ณ สุสานทหารแห่งชาติ (National Military Memorial Cemetery) ใกล้กรุงเคียฟ โดยมีบุคคลสำคัญของประเทศเข้าร่วมพิธี อาทินาย วิกตอร์ ยูชเชนโก อดีตประธานาธิบดียูเครน ในโอกาสดังกล่าวประธานาธิบดีโวโลดีมีร์  เซเลนสกีได้กล่าวยกย่องเมลนิกว่าเป็น “บุคคลสำคัญผู้โดดเด่นของยูเครน” และเป็นส่วนหนึ่งของบุคคลทางประวัติศาสตร์ที่ควรได้รับการรำลึกและเชิดชูในฐานะผู้ต่อสู้เพื่อชาติยูเครน

เหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนข้อถกเถียงทั้งภายในยูเครนและในระดับนานาชาติโดยเฉพาะจากโปแลนด์และอิสราเอลเนื่องจากเมลนิกเป็นหนึ่งในผู้นำสำคัญของขบวนการชาตินิยมยูเครนในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับองค์การชาตินิยมยูเครน (Organization of Ukrainian Nationalists – OUN) ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งในประเด็นความร่วมมือกับนาซีเยอรมนี การเมืองแบบชาตินิยมสุดโต่ง และความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ในยุโรปตะวันออก ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนกลับมองว่าเขาเป็นนักต่อสู้เพื่อเอกราชของยูเครนภายใต้บริบทของการเผชิญหน้ากับทั้งโปแลนด์และสหภาพโซเวียต ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 เซเลนสกีได้ประกาศเริ่มกระบวนการนำร่างของเมลนิกกลับจากประเทศลักเซมเบิร์กมายังยูเครนพร้อมกล่าวว่าเมลนิกเป็น "บุคคลสำคัญของยูเครนในศตวรรษที่ 20ที่ได้รับความเคารพอย่างสูง" และระบุว่ายูเครนมี "หน้าที่ทางศีลธรรม" ในการนำบุคคลเหล่านี้กลับมาฝังในมาตุภูมิ ในพิธีวันที่ 25 พฤษภาคม เซเลนสกีกล่าวเพิ่มเติมว่า "พันเอกอันดรีย์ เมลนิก  ได้กลับคืนสู่ยูเครนที่เสรีและเข้มแข็งอย่างที่เขาใฝ่ฝัน"และเรียกเมลนิกว่าเป็นหนึ่งใน "บุคคลสำคัญผู้โดดเด่นของยูเครน" พร้อมสนับสนุนแนวคิดการสร้างสุสานเกียรติยศแห่งชาติสำหรับบุคคลสำคัญของยูเครน หรือ "Pantheon of Outstanding Ukrainians"

อันดรีย์ เมลนิก เกิดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1890 ในแคว้นกาลิเซีย (Galicia) ซึ่งในขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ปัจจุบันอยู่ในดินแดนทางตะวันตกของยูเครน เขาเติบโตขึ้นในสังคมที่กระแสชาตินิยมยูเครนกำลังขยายตัวท่ามกลางการแข่งขันทางอัตลักษณ์ระหว่างชาวยูเครน โปแลนด์ และรัสเซีย เมลนิกได้รับการศึกษาด้านวิศวกรรมที่มหาวิทยาลัยในเมืองลวีฟ ก่อนเข้าร่วมกองกำลังทหารยูเครนในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และต่อมาเข้าร่วมกองทัพของสาธารณรัฐประชาชนยูเครน (Ukrainian People's Republic) ที่ต่อสู้เพื่อเอกราชภายหลังการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 แม้ความพยายามในการจัดตั้งรัฐยูเครนอิสระจะล้มเหลวและดินแดนยูเครนส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียตและโปแลนด์แต่ประสบการณ์ดังกล่าวได้หล่อหลอมให้เมลนิกกลายเป็นนักชาตินิยมที่เชื่อมั่นว่าการมีรัฐยูเครนอิสระเป็นเป้าหมายสูงสุดของประชาชนยูเครน หลังสงคราม เมลนิกเข้าร่วมองค์การทหารยูเครน (Ukrainian Military Organization: UVO) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยอดีตนายทหารยูเครนที่ไม่ยอมรับการปกครองของโปแลนด์และสหภาพโซเวียต องค์กรดังกล่าวดำเนินกิจกรรมใต้ดินและใช้วิธีการก่อวินาศกรรม ลอบสังหารและต่อต้านรัฐบาลโปแลนด์ในดินแดนกาลิเซีย ในช่วงเวลานี้เมลนิกทำงานใกล้ชิดกับเยฟเฮน โคโนวาเลตส์ «Євген Михайлович Коновалець» ผู้นำขบวนการชาตินิยมยูเครนและได้รับการยอมรับในฐานะบุคคลสำคัญของขบวนการ ในปี ค.ศ. 1929 กลุ่มชาตินิยมยูเครนหลายกลุ่มได้รวมตัวกันจัดตั้งองค์การชาตินิยมยูเครน (Organization of Ukrainian Nationalists - OUN)   โดยมีเป้าหมายสร้างรัฐยูเครนอิสระผ่านการต่อสู้ทางการเมืองและการปฏิวัติ หลังจากโคโนวาเลตส์ถูกลอบสังหารโดยหน่วยข่าวกรองโซเวียตในปี ค.ศ. 1938 เมลนิกได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของ OUN เนื่องจากได้รับความเคารพจากสมาชิกอาวุโสและอดีตนายทหารจำนวนมาก อย่างไรก็ตามแนวทางการนำของเมลนิกถูกวิจารณ์ว่าเป็นแบบอนุรักษนิยมและค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งภายในองค์กร โดยสมาชิกสายหนุ่มที่นำโดยสเตปัน บันเดรา «Степан Андреевич Бандера» ต้องการใช้แนวทางที่แข็งกร้าวและปฏิวัติมากกว่า ส่งผลให้ในปี ค.ศ. 1940 OUN จึงแตกออกเป็นสองฝ่าย ได้แก่ OUN-M (Melnykites) ภายใต้การนำของเมลนิก และ OUN-B (Banderites) ภายใต้การนำของบันเดรา เมื่อเยอรมนีเปิดฉากบุกสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1941 กลุ่มชาตินิยมยูเครนจำนวนมากมองว่านี่คือโอกาสในการฟื้นฟูรัฐยูเครนอิสระ ฝ่ายของเมลนิกพยายามสร้างความสัมพันธ์กับทางการเยอรมัน โดยหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐยูเครน อย่างไรก็ตามผู้นำนาซีไม่มีแผนที่จะให้เอกราชแก่ยูเครนและมองดินแดนยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขยายอำนาจของเยอรมนี

OUN มีส่วนอย่างยิ่งในการใช้ความรุนแรงต่อชาวยิวและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ โดยมีคำขวัญว่า “ชาวมอสโก (รัสเซีย) ชาวฮังการี และชาวยิว คือศัตรูของพวกท่าน จงกำจัดพวกเขาเสีย!” คำขวัญดังกล่าวไม่ใช่แค่เพียงถ้อยคำปลุกระดมแต่ได้ถูกนำไปใช้จริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากกองทัพเยอรมันเข้ายึดครองเมืองลวิฟ (Lviv) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1941 ได้เกิดเหตุการณ์ใช้ความรุนแรงต่อชาวยิว (pogrom) ขึ้นในเมืองดังกล่าว โดย OUN มองว่าชาวยิวเป็น “ผู้สนับสนุนระบอบบอลเชวิคแห่งมอสโก” และยินดีต่อการกำจัดชาวยิวของพวกนาซีเยอรมนี สมาชิกบางส่วนของ OUN ได้เข้าร่วมเป็นกำลังตำรวจช่วยเหลือฝ่ายเยอรมัน (Auxiliary Police) และมีส่วนร่วมในกระบวนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมชาวยิวเข้าสู่สลัมและค่ายกักกัน การคุ้มกันขบวนผู้ถูกส่งไปประหารที่ Babi Yar ใกล้กรุง Kyiv ในการกวาดล้างชาวยิวในพื้นที่ โดยเรียกเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “เหตุการณ์การสังหารหมู่ชาวยิวในลวิฟปี 1941 (Lviv Pogroms)” อย่างไรก็ตามเป้าหมายหลักของการกวาดล้างชาติพันธุ์ของ OUN คือชาวโปแลนด์ในกาลิเซียและโวลฮีเนีย กลุ่มชาตินิยมยูเครนจำนวนหนึ่งมองชาวโปแลนด์ว่าเป็น “ผู้ยึดครอง” ดินแดนยูเครนตะวันตก และเป็นศัตรูทางประวัติศาสตร์ที่ควรถูกขับไล่หรือกำจัดออกจากพื้นที่ โดย OUN เรียกร้องไม่ให้มีชาวโปแลนด์หลงเหลืออยู่ในดินแดนที่พวกเขาถือว่าเป็นของยูเครน โดยมุ่งสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ความบริสุทธิ์ทางชาติ” (national purity) เอกสารภายในบางฉบับของ OUN มีข้อความที่สนับสนุนการใช้มาตรการรุนแรงต่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกมองว่าเป็นศัตรู โดยระบุว่า “ไม่ควรมีวิธีการใดที่ถือว่ารุนแรงเกินไป... ชาวโปแลนด์ ชาวรัสเซีย และชาวยิว ต้องถูกกำจัด”ข้อถกเถียงที่รุนแรงที่สุดเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สังหารหมู่ในโวลฮีเนีย (Volhynian Massacres) และกาลิเซียตะวันออก ระหว่างปี ค.ศ. 1943–1944 ซึ่งส่งผลให้พลเรือนชาวโปแลนด์เสียชีวิตหลายหมื่นคน ปัจจุบันโปแลนด์ถือว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide)ขณะที่ในยูเครนยังคงมีการตีความที่แตกต่างกันเกี่ยวกับลักษณะและความรับผิดชอบของเหตุการณ์ดังกล่าว ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเมลนิกลี้ภัยไปยังยุโรปตะวันตกและดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในกลุ่มผู้อพยพชาวยูเครน เขายังคงสนับสนุนแนวคิดเอกราชของยูเครนและต่อต้านสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1964 ที่ประเทศลักเซมเบิร์ก และถูกฝังที่นั่นเป็นเวลาหลายทศวรรษ หลังการประกาศเอกราชของยูเครนในปี ค.ศ. 1991 ภาพลักษณ์ของเมลนิกได้รับการฟื้นฟูในฐานะนักต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ

การที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เข้าร่วมพิธีเคลื่อนย้ายและฝังศพใหม่ของอันดรีย์ เมลนิก เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 และยกย่องเขาในฐานะ “บุคคลสำคัญผู้โดดเด่นของยูเครน” สามารถอธิบายได้ในบริบทของการสร้างอัตลักษณ์และความทรงจำแห่งชาติของยูเครนมากกว่าการเห็นด้วยกับทุกแง่มุมของขบวนการชาตินิยมยูเครนในอดีต รัฐบาลยูเครนในปัจจุบันพยายามเน้นย้ำประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอกราชจากอำนาจภายนอก โดยเฉพาะจากรัสเซียและสหภาพโซเวียตในอดีตทำให้บุคคลอย่างเมลนิกซึ่งมีบทบาทในขบวนการชาตินิยมยูเครนและเรียกร้องเอกราชของประเทศถูกนำเสนอในฐานะสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นในการสร้างรัฐยูเครนอิสระ ภายใต้บริบทของสงครามรัสเซีย–ยูเครน รัฐบาลยูเครนได้พยายามเชื่อมโยงการต่อสู้ของประชาชนในปัจจุบันกับบุคคลทางประวัติศาสตร์ที่เคยต่อต้านการครอบงำจากมอสโกในอดีต เพื่อสร้างความต่อเนื่องของเรื่องเล่าแห่งชาติและเสริมสร้างเอกภาพของสังคม การยกย่องเมลนิกจึงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “การเมืองแห่งความทรงจำ” (Politics of Memory) ที่มุ่งสร้างความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติและลดอิทธิพลของการตีความประวัติศาสตร์แบบโซเวียตหรือรัสเซีย

อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจอธิบายการยกย่องอันดรีย์ เมลนิกและบุคคลในขบวนการชาตินิยมยูเครนของรัฐบาลยูเครนคือความพยายามตอบโต้การเล่าเรื่องทางประวัติศาสตร์และการเมืองของรัสเซีย ภายหลังการผนวกคาบสมุทรไครเมียในปี ค.ศ. 2014 และโดยเฉพาะหลังการเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อปี ค.ศ. 2022 รัสเซียได้ใช้แนวคิดเรื่อง “การขจัดลัทธินาซี” (Denazification) เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญในการอธิบายความชอบธรรมของการดำเนินการทางทหาร โดยกล่าวหาว่ายูเครนอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มชาตินิยมสุดโต่งและมีการยกย่องบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในทางกลับกันยูเครนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวและพยายามนำเสนอการตีความประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่งโดยมองว่าบุคคลอย่างอันดรีย์ เมลนิก, สเตฟาน บันเดรา และสมาชิกขบวนการชาตินิยมยูเครนจำนวนมากเป็นผู้ต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติภายใต้สถานการณ์ที่ยูเครนต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งนาซีเยอรมนีและสหภาพโซเวียต การยกย่องบุคคลเหล่านี้จึงถูกนำเสนอในฐานะการเชิดชูผู้ที่อุทิศตนเพื่อการก่อตั้งรัฐยูเครนอิสระมากกว่าการสนับสนุนอุดมการณ์นาซีหรือแนวคิดสุดโต่งทางชาติพันธุ์ ภายใต้บริบทดังกล่าว การฟื้นฟูความทรงจำเกี่ยวกับเมลนิกจึงไม่เพียงเป็นประเด็นทางประวัติศาสตร์หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันด้านสงครามข้อมูลข่าวสารระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับจุดยืนของตนผ่านการตีความอดีต การต่อสู้เพื่อความหมายของประวัติศาสตร์จึงกลายเป็นอีกสมรภูมิหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเผชิญหน้าในสนามรบจริง

อย่างไรก็ตามการยกย่องเมลนิกก่อให้เกิดข้อถกเถียงในระดับนานาชาติ เนื่องจากองค์การชาตินิยมยูเครน (OUN) ที่เขาเป็นผู้นำยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในโปแลนด์และอิสราเอลที่มองว่าบุคคลบางส่วนในขบวนการดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการร่วมมือกับนาซีเยอรมนีและก่อความรุนแรงต่อชาวยิวและชาวโปแลนด์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ความย้อนแย้งยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อพิจารณาว่าประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีเป็นผู้นำเชื้อสายยิวและครอบครัวของเขาได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุคนาซีแต่กลับเลือกเชิดชูบุคคลจากขบวนการที่ยังเป็นข้อถกเถียงในประเด็นดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าในภาวะสงครามและการสร้างชาติร่วมสมัย ปัจจัยด้านความมั่นคงของรัฐ การสร้างเอกภาพภายในประเทศ และการกำหนดอัตลักษณ์แห่งชาติ อาจมีอิทธิพลเหนือความทรงจำทางประวัติศาสตร์และภูมิหลังส่วนบุคคลของผู้นำทางการเมืองได้อย่างมีนัยสำคัญ

บทสรุป อันดรีย์ เมลนิก เป็นบุคคลสำคัญของขบวนการชาตินิยมยูเครนในศตวรรษที่ 20 ที่มีบทบาทในการผลักดันแนวคิดเอกราชของยูเครน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นบุคคลที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงจากความเกี่ยวข้องกับองค์การชาตินิยมยูเครน (OUN) และความสัมพันธ์กับนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีเข้าร่วมพิธีฝังศพใหม่ของเมลนิกในปี ค.ศ. 2026 และยกย่องเขาในฐานะบุคคลสำคัญของชาติ สะท้อนถึงความพยายามของยูเครนในการสร้างอัตลักษณ์และเรื่องเล่าแห่งชาติท่ามกลางสงครามกับรัสเซีย อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าการตีความประวัติศาสตร์ยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวและเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยบุคคลคนเดียวกันอาจถูกมองว่าเป็นทั้งวีรบุรุษแห่งชาติและบุคคลที่มีมรดกทางประวัติศาสตร์อันเป็นข้อถกเถียงขึ้นอยู่กับมุมมองและประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของแต่ละสังคม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง