Thursday, 4 June 2026
ฮังการี

ตร.รวบ!หนุ่มฮังการี อยู่เกินกว่า 10 ปี หนีคดีฉ้อโกงเงินประกันกว่า 42 ล้านบาท!!!

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้

สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. มอบหมายให้ พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม./โฆษก สตม.  พร้อมด้วย  พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง ผกก.1 บก.สส.สตม. แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ โดยมีรายละเอียดดังนี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม. จับกุม นายลาจอส อายุ 48 ปี สัญชาติฮังการี โดยกล่าวหาว่า  “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุมคอนโดมิเนียมย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ   

พฤติการณ์การกระทำผิด กล่าวคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม. ได้รับแจ้งจากสายลับว่าได้พบเห็นชายชาวต่างชาติมีตำหนิรูปพรรณคล้ายกันกับผู้ต้องหาตามประกาศทางเว็บไซต์ของตำรวจประเทศฮังการี ชื่อนายลาจอส กระทำความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร และฉ้อโกงเงินประกันภัย โดยสายลับได้พบเห็นนายลาจอส ในย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม. จึงได้ประสานงานสอบถามไปยังสถานเอกอัครราชทูตฮังการี ประจำประเทศไทย

โดยรับแจ้งว่า นายลาจอส เป็นบุคคลเดียวกันกับที่ทางการประเทศฮังการีต้องการตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม. จึงได้ตรวจสอบในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่า นายลาจอสเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2553 วีซ่านักท่องเที่ยว 60 วัน ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ซึ่งการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดรวม จำนวน 4,254 วัน และยังพบว่า กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหนังสือ ที่ 0002.4/4127 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2554 แจ้งว่า นายลาจอส เป็นผู้ต้องหาที่ทางการฮังการีต้องการตัวตามหมายจับของศาลฮังการีในความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร และฉ้อโกงเงินประกันภัย เป็นเงินจำนวน 401,394,145 โฟรินต์ฮังการี หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 42 ล้านบาท

 

ส่งเสริมเศรษฐกิจ ‘เซอร์เบีย’ ปลื้ม!! ทางรถไฟ ‘เบลเกรด -โนวิสาด’ ใต้แรงสนับสนุนอย่างเต็มที่จากจีน

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2022 นายอาเล็กซานดาร์ วูซิส ประธานาธิบดีเซอร์เบีย และนายวิคเตอร์ ออร์บาน นายกรัฐมนตรีฮังการี ร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดเดินรถไฟความเร็วสูงสายเบลเกรด -โนวิสาด ระยะทาง 80 กิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายฮังการี-เซอร์เบีย

ประธานาธิบดีวูซิสและนายกรัฐมนตรีออร์บานได้นั่งขบวนรถไฟเที่ยวปฐมฤกษ์ที่ออกจากสถานีรถไฟกรุงเบลเกรดเมืองหลวงของเซอร์เบียไปยังสถานีรถไฟเมืองโนวิสาด ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังและเมืองใหญ่อันดับ 2 ของเซอร์เบีย โดยใช้เวลาเพียง 33 นาที

ประธานาธิบดีวูซิส กล่าวว่า วันนี้ ทางรถไฟที่ทันสมัยที่สุดของยุโรปเปิดให้บริการแล้ว สมการรอคอยของประชาชนเซอร์เบียที่เฝ้ารอกันมานาน การเปิดเดินรถไฟสายนี้จะส่งเสริมการเชื่อมต่อในภูมิภาคและการพัฒนาเศรษฐกิจของเซอร์เบีย ขอขอบคุณการสนับสนุนและความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากจีนที่เป็นมิตรประเทศ

'ฮังการี' จ่อถอดตัว 'อนามัยโลก' หลังสหรัฐฯ-อาร์เจนตินานำร่อง ชี้มหาอำนาจยังเมิน

(7 ก.พ.68) หลังจากสหรัฐฯ และอาร์เจนตินาถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ล่าสุด ฮังการีอาจเป็นประเทศถัดไปที่พิจารณาก้าวออกจากองค์กรนี้  

เมื่อวันพฤหัสบดี สำนักงานของนายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน แห่งฮังการี เปิดเผยว่ากำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการถอนตัวจาก WHO โดย เกร์เกย์ กุยยาช รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “หากประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดในโลกตัดสินใจออกจากองค์กรระหว่างประเทศ เราก็ควรพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะเดินตามแนวทางนั้นหรือไม่”  

กุยยาชระบุว่า ฮังการีอาจตัดสินใจอยู่ต่อ หรืออาจเลือกทางอื่น แต่เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง เนื่องจาก “ประชาธิปไตยที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกตัดสินใจออกจาก WHO ด้วยความสมัครใจ”  

ในวันเดียวกัน รองประธานสภารัสเซียก็ออกมาสนับสนุนแนวคิดการถอนตัว โดย พีออตร์ ตอลสตอย สมาชิกพรรคสหรัสเซียของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เขียนบน Telegram ว่า “ถึงเวลาตรวจสอบการทำงานของ WHO ในรัสเซียอย่างละเอียด และในระหว่างกระบวนการตรวจสอบ เราควรระงับสมาชิกภาพของรัสเซีย หรือทางที่ดีกว่า เราควรอำลา WHO ไปเลย”  

ก่อนหน้านี้ อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และพันธมิตรได้วิจารณ์ WHO ว่าแทรกแซงอธิปไตยของประเทศต่างๆ ถูกจีนครอบงำ และบริหารจัดการวิกฤตโควิด-19 อย่างผิดพลาด อย่างไรก็ตาม เทดรอส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการ WHO ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยกล่าวต่อที่ประชุมสมาชิกว่า WHO เป็นองค์กรที่เป็นกลางและทำงานเพื่อประโยชน์ของทุกประเทศทั่วโลก  

“เมื่อประเทศต่างๆ ขอให้ WHO ดำเนินการเกินขอบเขตหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเพื่อสนับสนุนสุขภาพโลก เราก็ต้องปฏิเสธอย่างสุภาพ” เทดรอสกล่าว

‘ทรัมป์’ เล็ง!! ถอนทหาร 35,000 นาย ย้ายจาก ‘เยอรมนี’ ไป!! ‘ฮังการี’

(9 มี.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในยุโรปด้วยการ ถอนทหารอเมริกัน 35,000 นายออกจากเยอรมนี ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะเป็นการเปลี่ยนเกมด้านความมั่นคงของ NATO และอาจทำให้สัมพันธ์สหรัฐฯ–ยุโรปเดือดพล่านยิ่งขึ้น

แหล่งข่าวจากทำเนียบขาวเผยว่า “ทรัมป์หงุดหงิดกับยุโรป เพราะพวกเขาดูเหมือนจะเร่งสถานการณ์ไปสู่สงคราม” ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะทรัมป์เคยส่งสัญญาณหลายครั้งว่า สหรัฐฯ จะไม่คุ้มกันประเทศที่ไม่ลงทุนด้านความมั่นคงของตัวเองอย่างจริงจัง

ฮังการี - เป้าหมายใหม่ของกองกำลังสหรัฐฯ?

The Telegraph รายงานว่า เป้าหมายที่เป็นไปได้ของการโยกย้ายครั้งนี้คือ "ฮังการี" ประเทศที่รักษาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัสเซียมาโดยตลอด และเพิ่งสร้างแรงกระเพื่อมใน EU ด้วยการวีโต้มาตรการสนับสนุนยูเครนเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา

วิกเตอร์ ออร์บาน นายกรัฐมนตรีฮังการี เป็นหนึ่งในผู้นำยุโรปที่มักค้านการคว่ำบาตรรัสเซีย ซึ่งทำให้หลายฝ่ายสงสัยว่า การที่ทรัมป์อาจย้ายทหารไปที่นั่นเป็นการเดินเกมในลักษณะใดกันแน่ เพราะหากเกิดขึ้นจริง ก็หมายความว่าสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณถึง NATO ว่า “จ่ายเยอะ—ได้เยอะ, จ่ายน้อย—จัดการตัวเอง”

โฆษกด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ไบรอัน ฮิวจ์ส ให้ความเห็นว่า "แม้ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่การโยกย้ายกำลังทหารเป็นเรื่องที่กองทัพสหรัฐฯ พิจารณาอยู่เสมอ เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามในปัจจุบัน" ซึ่งฟังดูเหมือนแถลงการณ์กลาง ๆ แต่แปลเป็นภาษาชัด ๆ ได้ว่า "เรากำลังหาทางออกที่ดีที่สุดให้ตัวเอง"

NATO สะเทือน!! ทรัมป์ไม่สนใจ สมาชิกที่จ่ายไม่ถึงเป้า

ทรัมป์ย้ำหลายครั้งว่า ประเทศสมาชิก NATO ต้องเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้เป็นไปตามเกณฑ์ ซึ่งในปี 2024 มีเพียง 23 จาก 32 ประเทศ เท่านั้นที่ทำได้ โดย โปแลนด์ เป็นประเทศที่ลงทุนหนักสุดที่ 4.1% ของ GDP ขณะที่สหรัฐฯ ใช้ 3.4% ซึ่งทรัมป์มองว่า "เป็นภาระที่อเมริกันชนไม่ควรต้องแบก"

ทรัมป์เคยพูดตรง ๆ ว่า "ถ้าคุณไม่จ่าย ผมก็ไม่ช่วย" และถึงขั้นบอกว่า “ถ้าประเทศไหนใน NATO ไม่ยอมจ่าย ผมจะปล่อยให้รัสเซียจัดการเอง” ซึ่งนับว่าเป็นคำเตือนที่ชัดเจน และอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมทรัมป์ถึงสนใจย้ายกำลังไปประเทศที่ "จริงจัง" เรื่องงบกลาโหมมากกว่า

เยอรมนีอาจต้องรับมือเอง หากทรัมป์เดินหน้าถอนกำลัง

หากแผนนี้เดินหน้าจริง เยอรมนีอาจต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายทางความมั่นคงแบบไม่เคยมีมาก่อน เนื่องจากฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่งในเยอรมนี เช่น Ramstein Air Base และ กองบัญชาการสหรัฐฯ ประจำยุโรป ล้วนเป็นหัวใจสำคัญของ NATO ในยุโรป

การถอนกำลังออกจากเยอรมนีจะเป็นการตัดแรงสนับสนุนที่สำคัญสำหรับ NATO และอาจทำให้เยอรมนีต้อง เร่งเพิ่มงบกลาโหม และพิจารณาทางเลือกใหม่ ๆ ในการปกป้องประเทศของตนเอง

ในขณะที่ยุโรปกำลังจับตาว่าสหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายนี้อย่างไร สัญญาณจากทรัมป์ดูเหมือนจะชัดเจนว่า “อเมริกาไม่ใช่ผู้คุ้มกันฟรี ๆ อีกต่อไป” และ NATO อาจต้องเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ฮังการีเสนอ ‘บูดาเปสต์’ เป็นเวทีกลางเจรจาสันติภาพ รับประกันความปลอดภัยทุกฝ่าย ‘รัสเซีย-สหรัฐฯ-ยูเครน’

(21 ส.ค. 68) ปีเตอร์ ซิยาร์โต (Peter Szijjarto) รัฐมนตรีต่างประเทศฮังการีประกาศพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด รัสเซีย-สหรัฐฯ-ยูเครน โดยรับประกันความปลอดภัยและความเป็นธรรมแก่ผู้เข้าร่วมทุกฝ่าย พร้อมระบุว่าฮังการีมีความยินดีที่จะเปิดบ้านเพื่อการเจรจาสันติภาพ หากสิ่งนี้จะช่วยให้ความพยายามยุติสงครามประสบผลสำเร็จ

ก่อนหน้านี้ สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสื่อ Fox News โดยไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่การประชุมดังกล่าวจะจัดขึ้น ณ กรุงบูดาเปสต์ โดยมีรายงานว่าสำนักทำเนียบขาวกำลังพิจารณาให้เมืองหลวงของฮังการีเป็นตัวเลือกหลักสำหรับการหารือสามฝ่าย

ซิยาร์โตย้ำว่า บูดาเปสต์ถือเป็นสถานที่ที่น่าเชื่อถือ เพราะเคยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพเจรจาระหว่างรัสเซียกับยูเครนตั้งแต่ต้นความขัดแย้ง อีกทั้งภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน ฮังการียังคงสามารถรักษาช่องทางการพูดคุยกับทั้งรัสเซียและสหรัฐฯ ได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันมหาศาลจากนานาชาติก็ตาม

‘ออร์บาน’ นายกฯ ฮังการี เตือน EU ใกล้ถึงจุดจบ รอวันล่มสลายในอีก 2–3 ปีข้างหน้า!! หากไม่แก้วิกฤตการเงิน

(8 ก.ย. 68) นายกรัฐมนตรีฮังการี วิกเตอร์ ออร์บาน (Viktor Orban) กล่าวเตือนว่า สหภาพยุโรปกำลังเข้าสู่ภาวะแตกแยก และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง งบประมาณ 7 ปีถัดไป (2028–2035) อาจเป็นงบชุดสุดท้ายของสหภาพยุโรป

โดยออร์บานกล่าวในพิธีเปิดฤดูกาลการเมืองที่เมืองโคตเซ ประเทศฮังการี ว่า แม้สหภาพยุโรปสามารถผ่านงบประมาณใหม่ได้ แต่หากสถานการณ์ปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมีงบประมาณร่วมหลังปี 2035

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีฮังการีเสนอทางออกด้วยการจัดตั้ง “วงกลมสหภาพยุโรป” 4 ชั้น ได้แก่ วงนอกสุดสำหรับประเทศที่เน้นความร่วมมือด้านความมั่นคงและพลังงาน วงที่สองสำหรับประเทศที่มีตลาดร่วม วงที่สามสำหรับประเทศยูโรโซน และวงในสุดสำหรับประเทศที่ต้องการสหภาพทางการเมืองใกล้ชิด

ออร์บานยังเตือนอีกว่า หากไม่มีการปรับโครงสร้างและเปลี่ยนผู้บริหารที่มีแนวคิดลิเบอรัลในบรัสเซลส์ด้วยผู้นำที่มีแนวคิดรักชาติ สหภาพยุโรปอาจล่มสลายด้วยตัวเองในอีก 2–3 ปีข้างหน้า และยุโรปจะพังทลายต่อสายตาของทุกคน

‘ฮังการี’ พบแหล่งน้ำมันใหม่!! ผลิตได้ 1,000 บาร์เรลต่อวัน ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ

(12 ก.ย. 68) ฮังการีค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ใกล้เมืองกัลกาเฮวิซ (Galgahévíz) ทางตอนเหนือของประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถผลิตน้ำมันได้ประมาณ 1,000 บาร์เรลต่อวัน ที่ความลึก 2,400 เมตร ตามข้อมูลจากบริษัทน้ำมันและก๊าซ MOL ของฮังการี

บริษัท MOL ระบุว่าการค้นพบทุ่งน้ำมันใหม่นี้ ช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของฮังการี เพราะการผลิตภายในประเทศช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศฮังการี ปีเตอร์ ซียาร์ยาร์โต (Peter Szijjarto) ระบุว่า การโจมตีท่อส่งน้ำมันดรุซบา (Druzhba) ของยูเครน ซึ่งนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย เป็นการคุกคามความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งยูเครนเตือนว่าหากฮังการีไม่สนับสนุนยูเครน ก็อาจโดนโจมตีท่อส่งน้ำมันนี้ต่อไป

‘ฮังการี’ ขานรับ ‘ทรัมป์’ พร้อมขึ้นบัญชีดำ กลุ่ม ‘แอนติฟา’ เป็นองค์กรก่อการร้าย

(19 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีวิกเตอร์ ออร์บาน (Viktor Orbán) แห่งฮังการี ประกาศว่า จะเดินหน้าผลักดันให้กลุ่มแอนติฟา (Antifa) ลัทธิต่อต้านฟาสซิสต์ ถูกจัดให้เป็นองค์กรก่อการร้ายในประเทศ โดยยกตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งประกาศจัดกลุ่มดังกล่าวเข้าสู่บัญชีดำ

ออร์บาน ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีวิทยุ Kossuth ของฮังการีว่า “แอนติฟาคือองค์กรก่อการร้ายจริง ๆ และผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตัดสินใจของประธานาธิบดีอเมริกัน ฮังการีเองก็ถึงเวลาที่จะต้องปฏิบัติตาม” พร้อมย้ำว่า นี่คือก้าวสำคัญในการปกป้องประเทศจากความรุนแรงที่เกิดจากอุดมการณ์ทางการเมือง

การเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากเหตุลอบสังหารชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk) นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาในสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์ได้ใช้โอกาสนี้โจมตีขบวนการฝ่ายซ้าย และประกาศจะขึ้นบัญชีดำแอนติฟาเป็นองค์กรก่อการร้าย รวมทั้งตรวจสอบเครือข่ายผู้สนับสนุนด้านการเงินอย่างเข้มงวด

‘ทรัมป์’ เผยหลังโทรคุย ‘ปูติน’ 2 ชม. คืบหน้ามาก เตรียมนัดหารือสันติภาพที่ฮังการี ภายใน 2 สัปดาห์

(17 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปิดเผยว่าได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เป็นเวลาราว 2 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามยูเครน โดยระบุผ่าน Truth Social ว่า “การสนทนาเป็นไปอย่างยาวนานแต่มีความคืบหน้า” พร้อมประกาศว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจัดการหารือระดับสูงร่วมกันในสัปดาห์หน้า

ทรัมป์กล่าวว่าการพูดคุยครั้งนี้เป็น “ก้าวสำคัญสู่สันติภาพ” และประกาศเตรียมพบปะปูตินแบบตัวต่อตัวที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า เพื่อหาข้อสรุปในการยุติ 'สงครามรัสเซีย-ยูเครน' ที่ยืดเยื้อกว่า 2 ปี ขณะเดียวกัน เขายังยืนยันว่าจะพบกับประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนที่ทำเนียบขาวในวันนี้ (17 ต.ค.) เพื่อสรุปผลการพูดคุยกับรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยบอกเป็นนัยว่าอาจส่งขีปนาวุธ 'โทมาฮอว์ก' ให้ยูเครน ซึ่งสามารถยิงได้ไกลถึง 2,500 กิโลเมตร จนรัสเซียออกมาเตือนว่า หากสหรัฐฯ ทำเช่นนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ “จะเสียหายและไม่อาจกู้คืนได้” นอกจากนี้ทรัมป์ยังอ้างว่าได้ขอให้อินเดียระงับการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อมอสโก

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าการพบกันระหว่างทรัมป์กับปูตินในบูดาเปสต์อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามยูเครน แม้ยูเครนยังไม่ชัดว่าจะเข้าร่วมโต๊ะเจรจาด้วยหรือไม่ แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่าทรัมป์ต้องการใช้บทบาท 'ผู้สร้างสันติภาพ' ต่อเนื่องจากความสำเร็จในการหยุดยิงระหว่างอิสราเอล–ฮามาสในตะวันออกกลาง

ผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย คว้าตำแหน่ง ‘Vice Chairperson of AEPF’ เปิดประตูความร่วมมือเศรษฐกิจ นโยบาย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 68 เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย รายงานว่า ดร.นลินี ทวีสิน ผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย และอดีตประธานผู้แทนการค้าไทย ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง Vice Chairperson of the AEPF ในการประชุมเวทีความร่วมมือทางการเมืองเอเชีย–ยุโรป หรือ Asia-Europe Political Forum (AEPF) ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–29 พฤศจิกายน 2568 ที่เมืองบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ได้สร้างหมุดหมายสำคัญให้กับประเทศไทย ท่ามกลางการเข้าร่วมของพรรคการเมืองกว่า 30 พรรค จากทั้งเอเชียและยุโรป

การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศเดินทางเข้าร่วมอย่างคับคั่ง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเวที AEPF ในฐานะแพลตฟอร์มที่เน้นการเสริมสร้างสันติภาพ ความร่วมมือ และการลดความตึงเครียดระหว่างสองภูมิภาคที่กำลังเผชิญความผันผวนด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

ดร.นลินี ในฐานะสมาชิกคณะกรรมการบริหาร ICAPP และประธาน ICAPP Business Council ได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้แทนทั้งสองทวีป ด้วยบทบาทที่โดดเด่นในการเป็น “สะพานเชื่อม” มุมมองทางการเมืองระหว่างเอเชียและยุโรป พร้อมแนวคิดที่เน้นการเสริมสร้างความไว้วางใจ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และความยืดหยุ่นของประชาธิปไตยในยุคที่โลกกำลังเผชิญการแบ่งขั้วที่รุนแรงขึ้น

ดร.นลินี กล่าวภายหลังการรับตำแหน่งว่า นี่ไม่ใช่เพียงความสำเร็จส่วนตัว แต่เป็นโอกาสของประเทศไทยในการมีบทบาทนำในการสร้างสันติภาพและความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศ พรรคเพื่อไทยพร้อมทำงานกับทุกประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญร่วมกันระหว่างเอเชียและยุโรป

ด้านผู้สังเกตการณ์ระบุว่า การได้ตำแหน่ง Vice Chairperson ถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญสำหรับประเทศไทย โดยจะช่วยเพิ่มน้ำหนักทางการทูตของไทยในเวทีพรรคการเมืองระหว่างภูมิภาค และเปิดประตูสู่การร่วมมือด้านเศรษฐกิจ นโยบาย และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยระหว่างสองทวีป

การประชุม AEPF ครั้งนี้ยังมีการจัดทำร่าง “Budapest Statement” ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมสันติภาพ ความร่วมมือทางการเมือง และการลดความตึงเครียดที่เกิดจากการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยคาดว่าจะเป็นกรอบการทำงานที่สำคัญสำหรับการประสานความร่วมมือในปีต่อไป

การได้รับเลือกของ ดร.นลินี ทวีสิน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศต่อบทบาทของไทยในเวทีโลก และถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของพรรคเพื่อไทยในฐานะกำลังหลักของประชาธิปไตยไทยบนเวทีสากล


 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top