Saturday, 5 September 2026
สงครามเย็น

จีนยก ‘การทูตปิงปอง’ ร่วมมือกันได้ แม้แตกต่าง สูตรเติมสัมพันธ์ ‘จีน-สหรัฐฯ’ ขจัดมิติสงครามเย็น

กระทรวงการต่างประเทศจีน เน้นย้ำ ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ไม่มีแนวคิดแบบสงครามเย็นมาเกี่ยวข้อง พร้อมยก ‘การทูตปิงปอง’ เป็นตัวอย่างการทูตครั้งประวัติศาสตร์สองประเทศ ร่วมมือกันได้ แม้แตกต่าง

สถานีวิทยุและโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (CMG) รายงานว่า เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงการณ์ถึงวาระครบรอบ 50 ปี การทูตปิงปองระหว่างจีน-สหรัฐอเมริกา โดยระบุว่า...

“จีนและอเมริกาเริ่มต้นสัมพันธ์ทางการทูตฉันมิตรผ่านการแข่งขันกีฬาปิงปอง เมื่อ 10 เมษายน ค.ศ. 1971 หรือกว่า 50 ปีที่แล้ว โดยจีนได้เชิญทีมนักกีฬาปิงปองจากสหรัฐอเมริกาไปเยือนจีนเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อปี 1949 ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจให้สหรัฐฯ ทราบว่าความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ไม่ควรถูกครอบงำด้วยความคิดแบบสงครามเย็นและจะต้องไม่มีการวาดเส้นทางอุดมการณ์แบบแบ่งพรรคแบ่งพวก”

พิษณุโลก ม.นเรศวร จัดเสวนา 'สงครามยูเครน: สงครามร้อนแรกในสงครามเย็นใหม่' ชี้ต้องเตรียมรับวิกฤตไปอีกนาน

วันนี้ 20 ตุลาคม 2566 ณ ห้อง Main Conference  อาคารศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร คณะสังคมศาสตร์ร่วมกับบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดโครงการสังคมเสวนา ซีรีส์#๓ : หัวข้อ “สงครามยูเครน : สงครามร้อนแรกในสงครามเย็นใหม่” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. กรกนก อิงคนินันท์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิด และศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข กรรมการสภามหาวิทยาลัยนเรศวรผู้ทรงคุณวุฒิ และอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เขียนหนังสือ “สงครามยูเครน : สงครามร้อนแรกในสงครามเย็นใหม่” เป็นวิทยากร พร้อมเปิดตัวหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับสงครามยูเครน ซึ่งเป็นเล่มแรกที่ตีพิมพ์เป็นภาษาไทย โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อให้อาจารย์ นิสิต นักวิชาการ และภาคประชาสังคมส่วนต่าง ๆ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการเตรียมความพร้อมต่อการเป็นพลเมืองโลกที่ต้องปรับตัวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประชาคมโลกบนความเปลี่ยนแปลงในหลากหลายมิติ

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข กล่าวถึงสงครามที่ผ่านมา 600 กว่าวันและจะอยู่ไปอีกนานว่า ผลกระทบที่คนไทยจะได้รับจากการทับซ้อนของสถานการณ์ COVID 19 กับสงครามยูเครน คือวิกฤตของเศรษฐกิจที่ทับซ้อนกันไปด้วย ซึ่ง COVID 19 ยังไม่มีวิกฤตด้านพลังงานเหมือนสงครามยูเครน และจะมีวิกฤตเรื่องอาหารตามมา สืบเนื่องจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2564 ที่มีผลพวงมาจากสงคราม แต่สังคมที่กินข้าวเจ้ายังโชคดีกว่าสังคมที่กินข้าวสาลี ขนมปัง หรือแป้งโรตี ที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักเนื่องจากแป้งสาลีและธัญพืช ราคาสูงขึ้นมาก ขณะเดียวกันก็มีสงครามตะวันออกกลางทับซ้อนขึ้นมาอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล สังคมไทยควรต้องเตรียมตัวรับเงื่อนไขวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงาน ปีหน้าอาจจะเป็นปีที่ต้องรัดเข็มขัดกัน เพราะสุดท้ายสิ่งที่ตามมาคือวิกฤตค่าครองชีพ 

หนังสือ “สงครามยูเครน : สงครามร้อนแรกในสงครามเย็นใหม่” เป็นหนังสือที่เขียนตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามยูเครน มิติต่าง ๆ ของสงคราม สงครามโดรน สงครามปืนใหญ่ และอุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลาย แม้สถานการณ์สงครามจะอยู่ไกลทางภูมิศาสตร์ แต่วันนี้ผลกระทบไม่หนีจากเราเลย และเราก็หนีไม่ได้ด้วย

นักการเมือง ยุโรปตะวันออก ถกเถียง เรื่อง ‘ลุยก่อน’ เล่นงาน!! ‘รัสเซีย’

(9 มี.ค. 68) บรรดาชาติยุโรปตะวันออกกำลังพูดคุยกันอย่างจริงจังถึงความเป็นไปได้ในการโจมตีรัสเซียก่อนเสียเอง ทั้งที่รัสเซียกับสหรัฐฯ เพิ่งจะเริ่มต้นกระบวนการเจรจาสันติภาพกันไปหมาดๆ

Kuper ฟันธงว่าการที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีอ่อนข้อให้รัสเซีย กำลังปลุกวิญญาณสงครามเย็นให้คืนชีพ พร้อมกับขีดเส้นแบ่งระหว่าง “ยุโรปตะวันออก” กับ “ยุโรปตะวันตก” ขึ้นมาใหม่ ฝั่งหนึ่งเห็นรัสเซียเป็นภัยคุกคามระดับชาติ อีกฝั่งกลับทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน

“พวกเรารู้ดี และนั่นแหละคือเหตุผลว่าทำไมบางประเทศของเราถึงเริ่มตั้งคำถามกันว่า ‘ทำไมเราต้องมานั่งรอให้รัสเซียซัดเราก่อน? ทำไมไม่ลุยก่อนเลย?’” นักการเมืองชื่อดังคนหนึ่งจากยุโรปตะวันออกแอบกระซิบกับนักข่าวแบบไม่เปิดเผยชื่อ ฟังดูแล้วชวนให้คิดว่าเรื่องนี้อาจไม่ได้เป็นแค่คำพูดลอยๆ

โปแลนด์-บอลติก: ถ้าปล่อยรัสเซียรอด มันจะถึงคิวเรา?

ตั้งแต่สงครามยูเครนปะทุขึ้นในปี 2022 โปแลนด์และเหล่าชาติแถบบอลติกก็แหกปากเตือนกันมาตลอดว่า ถ้ารัสเซียบุกยูเครนสำเร็จ เป้าหมายถัดไปคงเป็นพวกเขาแน่นอน ฝั่งเครมลินเองก็ไม่ปล่อยให้ข้อกล่าวหานี้ลอยนวล ปูตินถึงกับสวนกลับว่าเป็น “เรื่องไร้สาระ”

ประวัติศาสตร์ที่ทำให้ยุโรปตะวันออกระแวงรัสเซีย

จะว่าไป พื้นที่ยุโรปตะวันออกก็มีอดีตที่ต้องระแวงกันอยู่เป็นทุนเดิม หลายประเทศเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิใหญ่ๆ ไม่ว่าจะรัสเซีย เยอรมนี หรือออสเตรีย-ฮังการี อิสรภาพของพวกเขาถูกกระชากไปหลายครั้งจนกลายเป็นปมในประวัติศาสตร์ Milan Kundera นักเขียนชาวเช็กเคยนิยามชะตากรรมของพวกเขาไว้ว่า "ชาติเล็กๆ ที่รู้ตัวดีว่าหากวันใดวันหนึ่งหายไปจากแผนที่โลก ก็คงไม่มีใครสนใจ"

ชาติที่เกลียดรัสเซียที่สุด คือชาติที่เรียกร้องการติดอาวุธมากที่สุด

ในช่วงที่ผ่านมา ชาติยุโรปตะวันออกต่างตะโกนแข่งกันว่า ต้องเพิ่มกำลังป้องกันประเทศขึ้นให้มากที่สุด และเป็นกลุ่มที่แสดงความเป็นปรปักษ์กับรัสเซียอย่างเปิดเผยมากที่สุด โดยเฉพาะ Kaja Kallas อดีตนายกรัฐมนตรีเอสโตเนียและนักการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรป ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งกร้าวต่อมอสโก

รัสเซีย-สหรัฐฯ คุยกันแล้ว แต่ EU ยืนยันต้องติดอาวุธยูเครนต่อไป

ข่าวนี้โผล่มาในจังหวะที่รัสเซียกับสหรัฐฯ เพิ่งฟื้นคืนการสื่อสารกันเมื่อเดือนที่แล้ว และมีการเจรจาระดับสูงกันที่ซาอุดีอาระเบีย แต่ฝั่ง บรัสเซลส์ กลับเสียงแข็งว่า ยูเครนต้องได้รับการสนับสนุนทางทหารต่อไป

ในขณะที่ทรัมป์ประกาศระงับความช่วยเหลือทางทหารให้ยูเครนเพื่อบีบให้เคียฟกลับไปเจรจากับมอสโก ฝั่งผู้นำยุโรปภายใต้ Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กลับอนุมัติแผนมูลค่า 800,000 ล้านยูโร เพื่อเติมอาวุธให้ยุโรปและรักษากระแสหนุนยูเครน

รัสเซียลั่น!! อย่าหาว่าขู่ ถ้า EU ยังเดินเกมแบบนี้

มอสโกไม่รอช้า ประกาศเสียงแข็งว่าจะใช้ทุกมาตรการเพื่อปกป้องอธิปไตยของตนเอง หลังจากสหภาพยุโรปยกระดับการส่งอาวุธและปล่อยวาทกรรมที่ท้าทายรัสเซียขึ้นมาอีกระดับ ซึ่งเครมลินก็เตือนมานานแล้วว่า ตะวันตกส่งอาวุธไปก็ไม่ได้ช่วยให้สงครามจบไวขึ้น แถมยังเพิ่มโอกาสที่นาโตจะต้องเผชิญหน้ากับรัสเซียโดยตรง

งานนี้จะลงเอยอย่างไร? 

ยุโรปตะวันออกจะเอาจริงกับแผน ‘ซัดก่อน’ หรือไม่? 

คงต้องจับตาดูให้ดี เพราะเดิมพันครั้งนี้อาจใหญ่กว่าที่หลายคนคิด!!

‘ทรัมป์ – ปูติน’ เตรียมพบกัน ในวันจันทร์นี้ เทียบได้กับการเจรจา!! ในช่วงสงครามเย็น

(18 พ.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

การพบกันระหว่างทรัมป์และปูตินในวันจันทร์นี้คือฝันร้ายที่สุดของยูเครน

หนังสือพิมพ์ The Telegraph รายงานว่าทรัมป์ได้ทรยศต่ออุดมคติของประชาธิปไตยระดับโลกอีกครั้ง และ “ปูตินผู้เจ้าเล่ห์จะดึงดูดความสนใจของทรัมป์ทั้งหมด” ในการประชุมโดยไม่ต้องมีคนกลาง

The Telegraph บ่นอุบอิบว่าบรรดาผู้นำยุโรปต่างหวังว่าการที่ประธานาธิบดีรัสเซียไม่เข้าร่วมการเจรจาสันติภาพกับยูเครนในอิสตันบูลจะทำให้ทรัมป์หมดความอดทน แต่แทนที่จะเข้าข้างยุโรปและใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลับตัดสินใจ "ตอบแทน" ประธานาธิบดีรัสเซียด้วยการพบปะเป็นการส่วนตัว

The Telegraph ระบุว่า จากมุมมองของปูติน การเจรจาโดยตรงกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะช่วยเสริมสร้างสถานะของรัสเซียในฐานะมหาอำนาจ และการพบปะดังกล่าวจะเทียบได้กับการเจรจาระหว่างมหาอำนาจในช่วงสงครามเย็น

The Telegraph ระบุหลายครั้งในบทความว่าสำหรับชาวยูเครน การพบปะกันแบบนี้ถือเป็นฝันร้ายที่สุด เนื่องจากปูตินจะดึงดูดความสนใจของทรัมป์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ และจะไม่มีคนกลางที่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของเคียฟได้

ไทยปรับสมดุลหลังสหรัฐฯ ถอนอินโดจีน!! เดินหน้าสถาปนามิตรภาพ เปลี่ยนยุทธศาสตร์หลังสงครามเวียดนาม เปิดทางเลือกการทูตสอดคล้องสถานการณ์ รักษาผลประโยชน์พร้อมลดแรงตึงเครียด

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.5)

27 มกราคม 1973 สหรัฐฯ เวียตนามเหนือ เวียตนามใต้ และฝ่ายปฏิวัติชั่วคราวลงนามในข้อตกลงยุติสงครามและฟื้นฟูสันติภาพ (Paris Peace Accords) ข้อตกลงกำหนดให้สหรัฐฯ ถอนกำลังรบออกจากเวียตนาม และถือเป็นการยุติการรบโดยตรงของสหรัฐฯ ในสงครามเวียตนาม ภายในเดือนมีนาคม 1973 กองกำลังรบสหรัฐฯ ถูกถอนออกจากเวียตนามเกือบทั้งหมด ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงให้ความช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจแก่รัฐบาลไซ่ง่อนอยู่ระยะหนึ่ง

หลังจากปี 1973 รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคาดหวังว่าจะช่วยเวียตนามใต้หากเวียตนามเหนือกลับมาโจมตีอย่างรุนแรง แต่รัฐสภาสหรัฐฯ ไม่ต้องการกลับเข้าสู่สงคราม ประกอบกับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและ Watergate ทำให้รัฐบาล Nixon ไม่สามารถปฏิบัติตามคำมั่นเรื่องการแทรกแซงทางทหารได้ เมื่อเวียตนามเหนือเปิดการรุกครั้งใหญ่ในปี 1975 สหรัฐฯ ไม่ได้ส่งกองกำลังรบกลับเข้าไป คงส่งแต่อาวุธยุทโธปกรณ์ อาทิ ปืน M-16 และกระสุน หมวกเหล็ก ฯลฯ จำนวนมาก ด้วยหวังว่า รัฐบาลเวียตนามใต้จะรวบรวมทหารและประชาชนร่วมมือกันต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ 30 เมษายน 1975 ไซ่ง่อนแตก กองทัพเวียตนามเหนือเข้ายึดกรุงไซ่ง่อน ถือเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามเวียตนาม สหรัฐฯ เร่งอพยพคนอเมริกันและชาวเวียตนามจำนวนมากออกจากไซ่ง่อนด้วยเฮลิคอปเตอร์ใน Operation Frequent Wind เมื่อ “สหรัฐฯ ถอนกำลังรบออกจากสงครามเวียตนามในปี 1973 และถอนตัวจากการแทรกแซงทางทหารโดยตรงในอินโดจีน ก่อนที่ระบอบพันธมิตรในเวียดนามใต้ เขมร และลาวจะทยอยล่มสลายในปี 1975”

จุดเปลี่ยนสำคัญ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) ในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) ด้วยเพราะ บริบทโลกและเอเชียเปลี่ยนไปอย่างมาก และ ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

เหตุผลสำคัญ:
1. สงครามเย็นกำลังเปลี่ยนสมดุล หลังสหรัฐฯ เริ่มถอนตัวจากสงครามเวียดนาม และเวียตนามเหนือใกล้ได้รับชัยชนะ ไทยไม่สามารถพึ่งพาสหรัฐฯ ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ได้เหมือนเดิม ในปี 1972 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เดินทางเยือนจีน และสหรัฐฯ เองก็เริ่มปรับความสัมพันธ์กับจีน นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า “จีนไม่ได้เป็นศัตรูที่ต้องถูกโดดเดี่ยวอีกต่อไป”

2. ไทยต้องการลดความเสี่ยงจากประเทศคอมมิวนิสต์รอบด้าน หลังปี 1975 สถานการณ์ในอินโดจีนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว โดย
- เวียดนามรวมประเทศภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์
- ลาวอยู่ภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์
- เขมรตกอยู่ภายใต้เขมรแดง
- กองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากภูมิภาค
ไทยจำเป็นงต้องหาช่องทางใหม่ในการรักษาความมั่นคง การมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปักกิ่งช่วยให้ไทย ไม่ต้องเผชิญกับจีนในฐานะคู่ขัดแย้ง ขณะที่สถานการณ์รอบประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลง

3. จีนมีอิทธิพลต่อพรรคคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลไทยตระหนักว่าจีนมีความสัมพันธ์และอิทธิพลต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค โดยเฉพาะ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) การเปิดสัมพันธ์กับปักกิ่งจึงมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ว่า การพูดคุยกับจีนอาจช่วยลดแรงสนับสนุนภายนอกต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในไทย

4. ต้องการเปิด “ทางเลือก” ทางการทูต ไม่ผูกกับสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญมาก ในช่วงสงครามเย็น ไทยเคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แต่เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวจากเวียดนาม ไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายแบบ ถ่วงดุลและรักษาทางเลือก ดังนั้น การมีความสัมพันธ์กับจีนไม่ได้หมายความว่าไทย “เปลี่ยนข้างจากสหรัฐฯ ไปเข้าข้างจีน” แต่เป็นการ “ปรับนโยบายต่างประเทศให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น”

5. ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า จีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ และการเปิดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการทำให้สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการติดต่อระหว่างประชาชนได้มากขึ้น

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนประกาศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้านั้น ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทย เดินทางเยือนจีน และได้พบกับ โจว เอินไหล และผู้นำจีน จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูต หลังจากสามประเทศเพื่อนบ้านเป็น “คอมมิวนิสต์” และกลายเป็นภัยคุกคามต่อไทย โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตอย่างมากมาย กอปรกับอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาลที่สหรัฐฯ ทิ้งเอาไว้ ทำให้เวียดนามในขณะนั้น มีแสนยานุภาพทางทหารเป็นอันดับที่ 4 ของโลกเลยทีเดียว ในช่วงสงครามเย็น ไทยเคยอยู่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อจีนกับไทยปรับความสัมพันธ์ ไทยก็เริ่มใช้แนวทาง “การทูตแบบสมดุล” มากขึ้น ทำให้ อดีตคู่ขัดแย้ง กลายเป็น “มิตรประเทศ” ความสัมพันธ์ไทย–จีนนั้น มีทั้งมิติของ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เพราะชุมชนไทยเชื้อสายจีนมีบทบาทสำคัญต่อสังคมและเศรษฐกิจไทย การค้าและการลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษาและวัฒนธรรม ความมั่นคงและการทหาร และ โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี ในเวลาต่อมาตามลำดับ

เวียดนามบุกเขมร (เขมร) หรือ สงครามเขมร–เวียดนาม เป็นความขัดแย้งทางทหารครั้งใหญ่ในยุคสงครามเย็น เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) และสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) อันมีสาเหตุมาจาก:

- ความขัดแย้งเรื่องชายแดนและการสังหารหมู่: หลังกลุ่มเขมรแดงของพล พต ขึ้นครองอำนาจในปี 2518 ได้ยึดแนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง และส่งกำลังทหารข้ามชายแดนไปบุกโจมตีหมู่บ้านชาวเวียดนามตามชายแดนหลายครั้ง (เช่น เหตุการณ์สังหารหมู่ที่บาจุ๊ก ในจังหวัดอานซาง)
.
- การเมืองยุคสงครามเย็น: เขมรแดงได้รับการสนับสนุนจากจีน ขณะที่เวียดนามได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต ทำให้เกิดความขัดแย้งเชิงมหาอำนาจซ้อนทับ

- ความต้องการโค่นล้มระบอบพล พต: เวียดนามต้องการกำจัดภัยคุกคามจากเขมรแดง และสนับสนุนกองกำลังฝ่ายต่อต้านเขมรแดง (เช่น เฮง สัมริน และฮุน เซน) ขึ้นมาปกครองแทน

25 ธันวาคม 1978 กองทัพเวียดนามทุ่มกำลังกว่า 150,000 นาย เข้าบุกเขมรเต็มรูปแบบ และสามารถยึดกรุงพนมเปญได้ในวันที่ 7 มกราคม 1979 นำไปสู่การล่มสลายของระบอบเขมรแดง มีการตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเวียดนามจัดตั้ง "สาธารณรัฐประชามานิตเขมร" โดยมีแนวร่วมกู้ชาติเขมรเป็นผู้นำบริหารประเทศ

เหตุการณ์ เวียดนามบุกเขมร (เขมร) หรือ สงครามเขมร–เวียดนาม เป็นความขัดแย้งทางทหารครั้งใหญ่ในยุคสงครามเย็น เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) และสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989)

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
1. การบุกยึดพนมเปญ (1978–1979): วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2521 กองทัพเวียดนามทุ่มกำลังกว่า 150,000 นาย เข้าบุกเขมรเต็มรูปแบบ และสามารถยึดกรุงพนมเปญได้ในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2522 นำไปสู่การล่มสลายของระบอบเขมรแดง
2. การตั้งรัฐบาลใหม่: เวียดนามจัดตั้ง "สาธารณรัฐประชามานิตเขมร" โดยมีแนวร่วมกู้ชาติเขมรเป็นผู้นำบริหารประเทศ
3. สงครามตามแนวชายแดนไทย: กองกำลังเขมรแดงและกลุ่มต่อต้านถอยร่นมาตั้งหลักตามแนวชายแดนไทย-เขมร ทำให้กองทัพเวียดนามติดตามมาบุกและเกิดการปะทะกับกองทัพไทยหลายครั้ง (เช่น สมรภูมิช่องบก และค่ายผู้อพยพต่างๆ)
4. สงครามสั่งสอน (1979): จีนส่งกองทัพบุกเข้าโจมตีชายแดนทางตอนเหนือของเวียดนามเพื่อลงโทษที่เวียดนามบุกเขมร

ไทยต้องปรับเกมใหญ่!! หลัง 14 ต.ค. 16 เกิดกระแสเรียกร้อง ถอนฐานทัพสหรัฐฯ ให้ออกไปภายในปี 19 สัมพันธ์จีน-ไทยขยายหลัง 75 จีนสู้รบเวียดนามปี 79 ไทยได้ประโยชน์

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.7)

ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ.2516 กระแสการขับไล่ฐานทัพสหรัฐฯ ให้ออกไปจากประเทศไทยก่อตัวขึ้น โดยขบวนการนักศึกษา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) พรรคการเมืองฝ่ายซ้าย และประชาชน ได้เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับ Sovereignty (อธิปไตย) ของไทย ด้วยมองว่า การมีฐานทัพต่างชาติทำให้ไทยเสี่ยงตกเป็นเป้าโจมตี อีกทั้งเห็นว่าสหรัฐฯ สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารไทยในอดีต กอปรกับ เหตุการณ์เรือมายาเกซ (Mayaguez Incident)* ซึ่งถือเป็น "ฟางเส้นสุดท้าย" เมื่อสหรัฐฯ ละเมิดอธิปไตยของไทย โดยการใช้ฐานทัพอู่ตะเภาเป็นจุดส่งกำลังบุกชิงเรือสินค้าอเมริกันคืนจากเขมรแดง โดยที่รัฐบาลไทยในขณะนั้น (นำโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) ได้คัดค้านและปฏิเสธแล้ว สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่สาธารณชนและรัฐบาลไทย
*ย้อนรอย 48 ปี วิกฤตการณ์ Mayaguez อันเป็นปัจฉิมบทของฐานทัพของสหรัฐฯ ในไทย และปฐมบทแห่งความสัมพันธ์ไทย-จีน https://thestatestimes.com/post/2023051918

กระบวนการผลักดันและการถอนกำลังการเรียกร้องของประชาชน โดยขบวนการนักศึกษาและประชาชนจัดชุมนุมประท้วงใหญ่อย่างต่อเนื่อง เรียกร้องให้ถอนทหารอเมริกันออกไปภายในกำหนดเวลา และรัฐบาลไทยกำหนดเส้นตายให้สหรัฐฯ ถอนกำลังพลและฐานทัพทั้งหมดออกจากประเทศไทย สหรัฐฯ ยินยอมปฏิบัติตามคำขอ และได้ทำการถอนทหาร อุปกรณ์สงคราม และเครื่องบินรบทั้งหมดออกจากประเทศไทยจนเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976)

"ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" ปลายปี 1978 กองทัพเวียดนามเปิดการรุกเข้าสู่เขมร และในเดือนมกราคม 1979 สามารถโค่นรัฐบาลเขมรแดงได้ ผลที่เกิดกับไทยคือ ไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่กองทัพเวียดนามซึ่งมีประสบการณ์จากสงครามอินโดจีนจำนวนมาก อยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียงไม่มาก เมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้รับทราบจากผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพไทย สรุปได้ว่า: "หากเวียดนามยกกำลังบุกไทยเต็มอัตราศึก กองทัพไทยจะสามารถยับยั้งและต้านทานไว้ได้ประมาณ 4-7 วัน"

หลังจีนกับไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 1975 ความสัมพันธ์ค่อย ๆ เปลี่ยนจากความหวาดระแวงในยุคสงครามเย็น ไปสู่ความร่วมมือด้านความมั่นคงมากขึ้น เมื่อเวียดนามเข้ายึดเขมร จีนมองว่า การรักษาแรงกดดันต่อเวียดนามเป็นผลประโยชน์ร่วมกับไทย จีนจึงสนับสนุนกลุ่มต่อต้านเวียดนามในเขมร ขณะที่ไทยเปิดพื้นที่ชายแดนสำหรับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการดำเนินงานของฝ่ายต่อต้านบางส่วน ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ไทยกับจีนเป็นพันธมิตรทางทหารอย่างเป็นทางการ แต่ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศในช่วงนั้นมีความสอดคล้องต้องกันเป็นอันมาก

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1979 จีนส่งกองทัพขนาดใหญ่ข้ามพรมแดนเข้าเวียดนามเหนือ สงครามจีนสั่งสอนเวียดนาม ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์การเมืองและการทูตที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทยยุคสงครามเย็น แม้ไทยจะไม่ได้ส่งกำลังทหารเข้าร่วมการสู้รบโดยตรง แต่ไทยเป็น "ปัจจัยศูนย์กลาง" ที่ทำให้เกิดสงครามครั้งนี้ และเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ทางความมั่นคงอย่างมหาศาล
1.บริบทก่อนสงคราม: วิกฤตการณ์ภัยคุกคามไทย (ค.ศ. 1978–1979) ช่วงปลายปี 1978 กองทัพเวียดนามบุกยึดเขมรและโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดงได้สำเร็จ ทำให้ประชิดชายแดนไทยที่จังหวัดสระแก้วและปราจีนบุรี
· ทฤษฎีโดมิโน: ไทยเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายต่อไปตามแนวคิด "สหพันธรัฐอินโดจีน" ของเวียดนาม
· ภัยสองด้าน: ขณะนั้นไทยกำลังเผชิญการสู้รบภายในกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และต้องรับศึกนอกติดชายแดน
2. การเดินทางลับของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ไปปักกิ่ง ก่อนที่จีนจะบุกเวียดนาม นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้น พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้ดำเนินทางการทูตอย่างชาญฉลาดและเด็ดขาด:
· เจรจาพันธมิตรใหม่: พล.อ.เกรียงศักดิ์ เดินทางเยือนจีนเพื่อเข้าพบ เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำจีน
· ข้อตกลงยุทธศาสตร์:
-จีนสัญญาว่าจะช่วยถ่วงดึงกำลังเวียดนามไว้ไม่ให้บุกเข้าไทย
-ไทยยินยอมเปิดทางให้จีนส่งเสบียงและอาวุธผ่านดินแดนไทยไปสนับสนุนกองกำลังเขมรแดงที่ถอยร่นมาอยู่ตามชายแดนไทย-เขมร เพื่อสู้รบแบบกองเวียดนามในเขมร

3. ผลกระทบสำคัญต่อประเทศไทย
1) การรอดพ้นจากการถูกเวียดนามบุกยึด การที่จีนเปิดสงครามบุกทางเหนือของเวียดนามในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 ทำให้เวียดนามต้องตรึงกำลังทหารส่วนใหญ่ไว้ทางพรมแดนจีน และไม่สามารถทุ่มกำลังทั้งหมดมาบุกไทยทางชายแดนเขมรได้ตามที่หลายฝ่ายหวั่นเกรง

2) จุดจบของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) "ผลพลอยได้ทางยุทธศาสตร์" ที่สำคัญที่สุดของไทย:
- เพื่อแลกกับการที่ไทยให้ความช่วยเหลือจีนในการส่งเสบียงให้เขมรแดง ไทยได้ขอให้จีน ยุติการสนับสนุน พคท
- จีนยอมสั่งปิดสถานีวิทยุ เสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ที่เคยส่งสัญญาณออกจากมณฑลยูนนาน และตัดการส่งอาวุธ/งบประมาณให้ พคท. เมื่อขาดการสนับสนุนจากจีน ประกอบกับนโยบาย 66/23 ของไทยในเวลาต่อมา พคท. จึงล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาคอมมิวนิสต์ในไทยจึงยุติลง

3) วิกฤตผู้ลี้ภัยและการตั้ง "พันธมิตร 3 ฝ่าย"
- เกิดคลื่น ผู้ลี้ภัยชาวเขมร นับแสนคนทะลักเข้าสู่ชายแดนไทย
- ไทยได้ร่วมมือกับจีนและชาติตะวันตก ผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มของฝ่ายต่อต้านเวียดนาม (เขมรสามฝ่าย) เพื่อรักษาเก้าอี้ของเขมรในสหประชาชาติ เพื่อไม่ให้รัฐบาลหุ่นเชิดที่เวียดนามตั้งขึ้นได้รับการยอมรับ

หลังจากกองทัพจีนบุกเวียดนามเหนือในเดือนกุมภาพันธ์ 1979 ด้วยกำลังพลจำนวนมาก มีการสู้รบกันอย่างหนักในพื้นที่ชายแดน เช่น เมืองลางเซิน (Lạng Sơn) และเมืองอื่นๆ ใกล้ชายแดน หลังจากเริ่มปฏิบัติการผ่านไปประมาณ 1 เดือน จีนได้ถอนทัพกลับ โดยประกาศว่าได้ "สั่งสอน" เวียดนามสำเร็จแล้ว โดยทั้งสองฝ่ายอ้างว่าตนเองเป็นฝ่ายชนะ แม้ว่า จีนสามารถบีบให้เวียดนามต้องถอนกำลังบางส่วนจากเขมรกลับไปป้องกันชายแดนจีน และสามารถลดแรงกดดันที่มีต่อกองกำลังต่อต้านเวียดนามตามชายแดนไทย-เขมร ซึ่งทั้งจีนและไทยต่างให้การสนับสนุนอยู่ แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่าเป็นความสูญเสียหนักทั้งคู่ และจีนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหลักคือการบีบให้เวียดนามถอนกำลังทั้งหมดจากเขมรได้ มีการปะทะชายแดนย่อยๆ ต่อเนื่องไปอีกหลายปีหลังจากนั้น (จนถึงปลายทศวรรษ 1980) ความสัมพันธ์จีน-เวียดนามเป็นปฏิปักษ์กันยาวนาน กว่าจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ปกติก็ล่วงเข้าปี 1991 แล้ว

ถึงแม้เป้าหมายหลักของจีนคือการปกป้องชายแดนตัวเองและคานอำนาจเวียดนาม แต่การกระทำดังกล่าวก็ส่งผลให้ไทยได้รับประโยชน์อย่างมาก แม้ไทยจะไม่ได้เข้าร่วมรบกับเวียดนามโดยตรง แต่สงครามครั้งนี้ได้เปลี่ยนสมการภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ทำให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจีน และช่วยปกป้องประเทศไทยจากภัยคุกคามของเวียดนามในยุคนั้น ด้วยความสูญเสียหน่วยทหารชั้นดีและมีประสบการณ์มากมายของเวียดนาม ขีดความความสามารถในการรบของกองทัพเวียดนามจึงลดลงเป็นอันมาก และทำให้ภัยคุกคามของเวียดนามต่อไทยลดลงตามไปด้วยเช่นเดียวกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top