Friday, 5 June 2026
ปฐมอินทโรดม

ดราม่า ‘Emergency Room’ สะท้อนการศึกษาไทย อยากได้โอกาสดีๆ ต้องมีเงินเป็นใบเบิกทาง

นายปฐม อินทโรดม กรรมการครีเอทีฟ ดิจิทัลอีโคโนมี สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Pathom Indarodom’ ถึงปมดราม่าข้อสอบครูผู้ช่วย 64 ว่า ดราม่าวันนี้คือข้อสอบครูผู้ช่วยที่เจอคำถามว่า Emergency Room คืออะไร แล้วผู้สมัครแห่ตอบเหมือน ๆ กันว่า “สระว่ายน้ำ” เจอแบบนี้แล้วไม่แปลกใจที่โรงเรียนอินเตอร์ในเมืองไทยเปิดเพิ่มขึ้นทุกปี สวนกระแสเด็กเกิดน้อยสุดเป็นประวัติการณ์เพราะพ่อแม่กลัวว่าหากลูกเรียนในระบบแล้วต้องเจอครูแบบนี้คงไม่ต้องคาดหวังอนาคตกันพอดี

นอกเหนือจากนั้นโรงเรียนอินเตอร์เป็นทางเลือกสำหรับการออกจากกฎระเบียบหยุมหยิมทั้งเสื้อผ้าหน้าผม ฯลฯ พูดง่าย ๆ ว่าสังคมไทยเปิดโอกาสให้คนที่ไม่อยากทำตามกฎระเบียบได้ตั้งแต่เรียนชั้นประถม ด้วยการจ่ายแพงกว่าไปเรียนอินเตอร์แทนโรงเรียนปกติ

‘ปฐม อินทโรดม’ แชร์มุมมอง ชี้ ’สาขาวิชาคอมพิวเตอร์‘ อดีตมนุษย์ทองคำวงการไอที อาจไม่สร้างความมั่นคงได้อีกต่อไป หลังบริษัทบิ๊กเทคทยอยปลดคน หากจะอยู่รอดต้องเจ๋งจริง สู้ AI ได้

จากเฟซบุ๊ก Pathom Indarodom โดย คุณปฐม อินทโรดม ได้โพสต์ข้อความว่า…

เรียน Computer Science ดีไหม?​ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคำถามที่ตอบได้ยากจริง ๆ ในวันนี้เพราะสาขาที่น่าเรียนและได้ผลตอบแทนสูงในอดีตต้องเจอความไม่แน่นอนอย่างรุนแรง 

ข่าวใหญ่วันนี้ (14 พฤษภาคม 2025) คือ Microsoft ที่เพิ่งทุ่มงบมหาศาลกว่า 2.7 ล้านล้านบาทสำหรับการลงทุนด้าน AI, Cloud, Data Center แต่เงินมันไม่ได้งอกมาได้เองจึงต้องลดค่าใช้จ่ายก็คือค่าแรงคนลงอีก 6 พันคน หลังจากลดไป 1 หมื่นคนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

เพื่อนรักของผมคนหนึ่งสอบถามมาจะให้หลานเรียนวิทย์คอมดีไหม ผมจึงไม่ลังเลที่จะบอกว่าลองอย่างอื่นดูก่อนไหม โดยเฉพาะวิชาชีพพื้นฐานที่ยังพอมั่นใจได้ว่ายังไม่ถูกลดบทบาทในอนาคต 3-5 ปีข้างหน้า เพราะวันนี้สาขาวิชาคอมพิวเตอร์มันขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนจริง ๆ จนมันไม่ใช่สาขาวิชาที่จะสร้างความมั่นคงให้กับทุกคนได้อีกต่อไปยกเว้น...

- มี Passion เต็มเปี่ยมคือรัก Coding มีงานอดิเรกเป็น Coding และ/หรือมีรายได้จากการเขียนโปรแกรมอยู่แล้ว แบบนี้มั่นใจได้ว่าเขาจะสนุกกับมันและจะเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ด้วยใจรักอยู่แล้ว บุคลิกแบบนี้ปรับตัวได้เสมอไม่ว่าจะเจออะไร และผมเชื่อว่าเขาจะเป็นดาวรุ่งได้แน่ ๆ

- เก่งจัด เข้ารอบโอลิมปิกวิชาการ ได้ทุนมาตั้งแต่เด็ก ๆ และเล็งมหาลัยท็อป ๆ ในต่างประเทศ แถมมีทุนรออยู่มากมาย อันนี้ไม่ต้องไปห่วงเขาครับ AI มากี่ตัวก็สู้ไม่ได้ 

- Logic ดีมาก ชอบแก้ปัญหาโดยเฉพาะโจทย์คณิตศาสตร์ยาก ๆ หรือใช้เครื่องมือในการจัดการปัญหาต่าง ๆ และรู้ความแตกต่างของแต่ละภาษาและเลือกใช้ได้อย่างถูกต้อง พวกนี้เรียนวิทย์คอมได้ชิว ๆ และหาทางไปได้แน่

- พ่อแม่มีฐานะ ส่งไปเรียนด้านนี้ในต่างประเทศโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยใกล้สำนักงานใหญ่ของสตาร์ตอัปชั้นนำและเล็งฝึกงานไว้กับบริษัทเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว แบบนี้เขาจะได้ทั้งเรียนและทำงานเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ที่อื่น 

- ถ้าไม่ใช่ที่กล่าวมา คือคิดจะมาเรียนวิทย์คอมเพราะคิดว่าได้เงินดี มีงานมั่นคง เลือกตามเพื่อนตามแฟน หรือเลือกเรียนเพราะคะแนนมันถึง แบบนี้มั่นใจได้ครับ

มั่นใจได้ว่าเขาคงไปเปิดร้านกาแฟทันทีหลังเรียนจบ...

‘ปฐม อินทโรดม’ โพสต์สื่อโลกเริ่มเห็นชัด ‘กัมพูชา’ เล่นละครสวมบทเหยื่อ ชี้มี ‘IO-แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ เป็นแสน!! ก็ไม่ช่วยความจริงโจมตีไทยก่อน

(7 ส.ค. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า ย้ำอีกครั้ง แม้กัมพูชาจะ “ออกตัวแรง” ในสงครามข้อมูลด้วยข่าวปลอมและโฆษณาชวนเชื่อสารพัด แต่ในที่สุดวันนี้โลกก็เริ่มมองเห็นความจริงชัดเจนขึ้น

ทั้ง Reuters, CNN, CNA, The Diplomat และสื่อระดับโลกอีกหลายแห่ง ล้วนรายงานตรงกันว่าไทยคือฝ่ายที่ถูกโจมตีก่อน และกัมพูชากำลังแพ้ในสงครามข้อมูล (Information War)

บทความจาก The Diplomat ชี้ชัดว่า…
- กัมพูชาขาดสื่ออิสระ ทำให้ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือบนเวทีโลกได้
- ขณะที่ไทยสื่อสารได้มีระบบกว่า และควบคุม narrative ในระดับนานาชาติได้ดีกว่า
- กัมพูชาพยายามสร้างภาพว่า “ถูกกระทำ” แต่ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานกลับชี้ไปในทางตรงกันข้าม

สรุปง่าย ๆ: ถึงจะมี IO เป็นแสน ๆ จากแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ก็ไม่ช่วย ถ้าความจริงไม่อยู่ฝั่งคุณ

สงครามนี้ “AI” อาจสร้างภาพได้ แต่ “ความจริง” คือสิ่งที่โลกเฝ้ามองอยู่เสมอ

'ปฐม อินทโรดม' ชี้บางสาขามหาวิทยาลัย จบแล้วไร้งานทำ วนลูปต่อโท-เอก ก่อนกลับมาเป็นอาจารย์สอนรุ่นใหม่

(30 ส.ค. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า …

บางสาขาในมหาวิทยาลัยจบปริญญาตรีมาแล้วไม่มีงานทำ 
สุดท้ายก็ต้องเรียนต่อโท ต่อเอก แล้วก็กลายเป็นอาจารย์
เพื่อสอนลูกศิษย์รุ่นใหม่ ที่เรียนจบมาแล้ว ว่า …
จะไม่มีงานทำ เหมือนกัน

‘ปฐม อินทโรดม’ ยก ‘ไต้หวัน’ แบบอย่างพัฒนาประเทศ กล้าหักดิบจากพึ่งพาเกษตรพลิกสู่ผู้นำอุตสาหกรรมชิป

(5 ก.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ช่วงนี้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ใหญ่ชาวไต้หวันหลายคนที่เคยเป็นผู้บริหารบริษัทไอทีรายใหญ่ สิ่งที่น่าทึ่งคือ ทุกคน “ย้ำว่าทุกคน” เติบโตมาในครอบครัวชาวนาเหมือนคนไทยในอดีตแต่เส้นทางชีวิตเขาต่างจากเราเหลือเกิน

ย้อนไปดูรายได้ต่อหัวของไต้หวันในทศวรรษที่ผมเกิด ไทยกับไต้หวันห่างกันไม่มากนักด้วยตัวเลข $100 ของไทยกับ $150 ของไต้หวัน

แต่ในวันนี้ที่ผมเข้าสู่วัย สว. ไทยขยับขึ้นเป็น $7,500-$8,000 แต่ไต้หวันทิ้งห่างไปที่ $35,000 มากกว่าเราเกือบ 5 เท่า
ผมถามผู้ใหญ่ชาวไต้หวันเหล่านั้นว่า “ทำไม” เขาเล่าให้ฟังว่า 

“ไต้หวันนั้นเด็ดขาด เมื่อเห็นว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นอนาคต รัฐบาลและเอกชนจึงทุ่มเต็มที่ ไม่หันเห ไม่ประนีประนอม แม้จะมีคนเสียประโยชน์ก็ยอม เพราะเป้าหมายคือการยกระดับประเทศทั้งระบบ”

สาเหตุที่ลูกชาวนาทุกคนหันหลังให้กับการทำนา เพราะช่วงปี 1960–1970 ไต้หวันเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมสิ่งทอและอุตสาหกรรมขนาดกลาง ตั้งเขตอุตสาหกรรมส่งออก และเริ่มส่งนักเรียนไปเรียนในต่างประเทศโดยเฉพาะอเมริกา

ผมลองค้นข้อมูลดูก็พบว่ารอยต่อสำคัญอยู่ที่ช่วงปี 1980 ไต้หวันก่อตั้ง ITRI และ Hsinchu Science Park ปลุกปั้นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น TSMC, UMC

หลังจากนั้น ในทศวรรษ 1990 เป็นต้นมาอุตสาหกรรมชิปและอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นหัวใจ เศรษฐกิจโตเร็ว รายได้ต่อหัวพุ่งขึ้นหลายสิบเท่า

ในขณะที่ไทยเราเริ่มเปิดนิคมอุตสาหกรรม มีโรงงานประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์จนได้ชื่อว่าเป็น “Detroit of Asia” แต่ยังพึ่งการลงทุนจากต่างชาติ ขาดเทคโนโลยีของตัวเอง และมองข้ามช็อตไม่เป็น

ไม่น่าแปลกอะไรที่ทุกวันนี้เศรษฐกิจยังเติบโตแบบกระจาย ไม่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รายได้ต่อหัวจึงตามหลังไต้หวันหลายเท่า

สิ่งที่ผู้ใหญ่ชาวไต้หวันบอกกับผมคือ “ไทยประนีประนอมเกินไป” เรามัวแต่ห่วงคนทุกกลุ่ม อยากให้ทุกฝ่ายพอใจ ผลคือเดินหน้าช้ากว่าที่ควรจะเป็น ในขณะที่ไต้หวันเลือกเส้นทางที่ชัดเจนและยอมเผชิญความเจ็บปวดระยะสั้นเพื่ออนาคต

เขาย้ำว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรก็คงขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่ ประเทศไทยก็ไม่ต่างกัน ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย ไต้หวันในอดีตยอมเจอกับความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมไฮเทค พวกเขายอมให้คนบางกลุ่มเสียประโยชน์ ยอมรับแรงกดดันทางสังคม และยืนหยัดเลือกเส้นทางที่ชัดเจน แม้จะไม่ง่ายและไม่สวยงามในระยะสั้น แต่กลายเป็นรากฐานของความสำเร็จในระยะยาว และเขาก็หวังว่าคนรุ่นใหม่ของไทยจะหาเส้นทางดังกล่าวเจอได้ด้วยตัวเอง

ผมก็หวังอย่างนั้นเช่นกัน…

‘ปฐม อินทโรดม’ เผย!! ลูกคนโตเรียนไทย ลูกคนเล็กเรียนอินเตอร์ ปลายทางไม่ต่างกัน ลั่น!! อย่ามายาคติ ต้องเรียนแต่นานาชาติเท่านั้น

(13 ก.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า …

เห็นโพสต์นี้เป็นกระแสมาสักพัก คิดได้ว่าตัวผมเองมีลูกสองคนที่คนหนึ่งเรียนมาในระบบไทย 100% และอีกคนที่เป็นระบบต่างชาติ 100% จนใกล้จะเรียนจบกันแล้วปลายทางแตกต่างกันแค่ไหน 

ลูกคนโตของผมเรียนโรงเรียนไทยล้วน ๆ เป็นโรงเรียนสาธิตซึ่งระบบแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปเพราะเป็นสนามทดลองของมหาวิทยาลัย เขาได้ฝึกคิด วิเคราะห์ และกล้าแสดงออกมาตั้งแต่เด็ก จุดที่เขารู้ตัวว่าตัวเองอ่อนคือ “ภาษาอังกฤษ” เขาจึงสมัครโครงการแลกเปลี่ยนทุกครั้งที่มีโอกาส

จนถึงระดับมหาวิทยาลัย แม้สอบเข้าได้หลักสูตรปกติภาษาไทย แต่เขาก็เลือกเรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษพร้อมเด็กอินเตอร์ พร้อมทั้งทำงานอาสากับองค์กรนานาชาติ ได้เดินทางไปทำกิจกรรมในหลายประเทศ ตอนนี้ก็ใกล้เรียนจบแล้วในปีหน้า

ลูกคนเล็ก ไปเรียนมัธยมปลายในสหรัฐฯ โรงเรียนคาธอลิกที่เขาเข้าไปเรียนนั้นไม่มีนักเรียนไทยเลยแม้แต่คนเดียว บรรยากาศจึงเป็นนานาชาติเต็มตัว เด็กทุกคนต้องปรับตัวอย่างจริงจัง เขาได้เรียนรู้การจัดการชีวิตด้วยตนเอง ฝึกภาษาในชีวิตประจำวัน และท้ายที่สุดก็มีโอกาสได้ฝึกงานกับองค์กรระดับโลกตั้งแต่ยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ ซึ่งกลายเป็นประสบการณ์ล้ำค่า

เมื่อมองทั้งสองเส้นทาง ผมพบว่าปลายทางไม่ได้ต่างกันนัก ลูกคนโตเริ่มจากโรงเรียนไทย แต่ก็สร้างทักษะภาษาและโลกทัศน์กว้างได้จากความพยายามของตัวเอง ในขณะที่ลูกคนเล็กเริ่มจากต่างประเทศ ได้ภาษากับวุฒิภาวะจากสภาพแวดล้อมโดยตรง

สิ่งที่อยากฝากคือ… อย่าไปยึดติดกับมายาคติที่ว่า “ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีคนไทยเท่านั้นถึงจะเจริญ” เพราะความจริงแล้วความสำเร็จไม่ได้ขึ้นกับว่าใครอยู่รอบตัว แต่ขึ้นอยู่กับ ตัวเด็กเองว่าขวนขวายแค่ไหน และครอบครัวสนับสนุนอย่างไรครับ

‘ปฐม อินทโรดม’ ชี้ ไทยไร้เครื่องมือรับวิกฤตเศรษฐกิจโลก เหตุยังพึ่งท่องเที่ยว–ลงทุนต่างชาติ เหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน

นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่าตอนนี้ผมอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ เมืองที่เต็มไปด้วยพลังทางเศรษฐกิจ ประเด็นที่ผู้คนที่นี่คุยกันจริงจังคือเรื่องความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญ

ข่าวใหญ่คือคำเตือนจาก Lloyd Blankfein อดีต CEO ของ Goldman Sachs ที่บอกว่า วิกฤตในสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องว่ามันจะเกิดไหมแต่เป็นเรื่อง “เมื่อไหร่”

เขาย้ำว่าสหรัฐฯ มักเกิดวิกฤติทุก ๆ 4–5 ปี และรอบนี้จุดเสี่ยงคือ ตลาดเครดิต โดยเฉพาะ Private Credit ที่โตแรงกว่า 14% ต่อปี นักลงทุนไล่หาผลตอบแทนจนเริ่มเกินตัว คล้าย ๆ กับฟองสบู่ที่ซ่อนอยู่ในระบบ

ฝั่งจีน ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ตลาดเครดิต แต่คืออสังหาฯ และหนี้ท้องถิ่นที่รัฐบาลต้องคอยอุ้ม แต่ในขณะเดียวกัน จีนก็ยังเดินหน้าสร้าง Growth Engine ใหม่ ๆ เช่น
- EV ที่เริ่มครองตลาดโลก
- Semiconductor และ AI ที่รัฐทุ่มหนักแม้ถูกกีดกันจากตะวันตก
- เมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้เองก็พยายามสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มพิกัด
แต่สำหรับไทยความน่ากังวลไม่ได้อยู่ที่ฟองสบู่การเงินหรืออสังหาฯ แบบสหรัฐฯ หรือจีน แต่จุดอ่อนจริง ๆ ของเราคือ เรายังไม่มี Growth Engine ที่ชัดเจน
- สหรัฐฯ มี AI และเทคโนโลยีใหม่เป็นแรงขับ
- จีนมี EV และอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่รัฐดันเต็มที่
- ไทยยังอาศัย การท่องเที่ยว + การลงทุนจากต่างชาติเป็นหลักเหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

ถ้าวิกฤตเศรษฐกิจโลกปะทุขึ้น ไทยจะไม่ได้ “ล้มเอง” แต่จะโดนแรงกระแทกทั้งจากฝั่งสหรัฐฯ และจีน โดยไม่มีเครื่องจักรเศรษฐกิจของตัวเองมารองรับ

เสียงเตือนจาก IMF ต่อเศรษฐกิจไทย ชี้อนาคตไทยโตได้!! ถ้าเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยุค ‘บริการสมัยใหม่’

(25 ก.ย. 68) นาย ปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า…ประเทศแถบบ้านเราเคยเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการเป็น “โรงงานของโลก” ผลิตสินค้าส่งออกเกินครึ่งของโลก แต่ IMF เตือนว่า ก้าวต่อไปที่จะทำให้เราโตได้จริง คือการ เปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมสู่บริการที่มีผลิตภาพสูง (Modern Services)

ไทยวันนี้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ “อุตสาหกรรม” มีบทบาทสูงเหมือนกับจีน อินโดนีเซีย และเกาหลี แต่หากมองตามประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว สุดท้าย “ภาคอุตสาหกรรม” จะค่อย ๆ ลดบทบาทลง และการเติบโตจะมาจากบริการแทน

ปัจจุบันคนทำงานในภาคบริการในเอเชียเพิ่มขึ้นเป็นครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งหมด (จากเพียง 22% ในปี 1990) และการขยายตัวของบริการสมัยใหม่ เช่น การเงิน เทคโนโลยีสารสนเทศ และ Business Outsourcing จะเร่งการเปลี่ยนผ่านนี้มากขึ้น

สิ่งที่ไทยต้องคิดคือ:
• Productivity) ของการผลิตในภาคอุตสาหกรรมไทยใกล้เคียงกับผู้นำโลกแล้ว แต่ภาคบริการของเรายังตามหลังมาก → ช่องว่างนี้คือ “โอกาสการเติบโต”
• บริการสมัยใหม่ มีศักยภาพสูง เช่น Productivity ในภาคการเงินสูงกว่าภาคอุตสาหกรรมถึง 4 เท่า
• การเปิดกว้างมากขึ้นในภาคบริการ (ที่วันนี้ยังถูกกีดกัน) จะช่วยเร่งการเติบโต
• แรงงานไทย ต้องถูกเตรียมทักษะใหม่ โดยเฉพาะ Digital และ AI ไม่เช่นนั้นการเปลี่ยนผ่านสู่บริการสมัยใหม่จะไม่เกิด

IMF ชี้ชัดว่า ในช่วงที่เอเชียกำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัย การเร่ง Productivity ผ่าน “บริการสมัยใหม่” คือกุญแจสำคัญของอนาคต

สำหรับไทย นี่คือสัญญาณเตือนว่า การยึดติดอยู่กับความสำเร็จในฐานะประเทศอุตสาหกรรมอาจไม่พออีกต่อไป ต้องรีบก้าวไปสู่บริการที่มีคุณค่าและผลิตภาพสูง มิฉะนั้นเราจะติดอยู่ตรงกลางของเส้นโค้งการเติบโต

‘ปฐม อินทโรดม’ เปิดแผนนำ SVOA เจาะตลาด AI จับมือพันธมิตรจับลูกค้ากลุ่มโรงแรม–โรงพยาบาล–ค้าปลีก

‘ปฐม อินทโรดม’ เผย SVOA เดินหน้าปรับธุรกิจมุ่งเจาะตลาดโซลูชัน AI ตั้งเป้ารายได้ 10% ของรายได้รวมมาจาก Digital Solution ภายในปี 69 กางแผนลุย 3 กลุ่มหลัก โรงแรม-โรงพยาบาล-ค้าปลีก 

(7 ต.ค. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) หรือ SVOA กล่าวถึงทิศทางใหม่ SVOA ซึ่งดำเนินธุรกิจมา 44 ปี ว่าได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันดิจิทัล โดยการปรับเปลี่ยนครั้งนี้เป็นทางรุ่ง ไม่ใช่แค่ทางรอด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนี้ถูกขับเคลื่อนโดยการมาถึงของ AI ซึ่ง SVOA เห็นเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับธุรกิจให้แข่งขันได้ในระดับโลก

"คนทำธุรกิจในปัจจุบัน ถูกบีบให้ไปแข่งขันในระดับโลก ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ถูกกำหนดด้วย World Ranking เช่น มหาวิทยาลัยที่ถูกแรงกดดันให้ต้องติดอันดับ Top 500 หรือ Top 100 ของโลก โรงพยาบาลก็มีแรงกดดันแบบเดียวกัน รวมถึงร้านอาหารที่ต้องถูกประเมินด้วยการให้คะแนน การถูกบีบให้แข่งขันระดับโลกนี้ประจวบเหมาะกับการมาของ AI ซึ่ง SVOA มองว่าเป็นโอกาสในการยกระดับธุรกิจ SVOA จึงมุ่งเน้นการขยายตัวไปยังธุรกิจขนาดกลาง (SMB) ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ โรงแรม โรงพยาบาล และค้าปลีก ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเปลี่ยนผ่านและมีเจ้าของเป็นรุ่นหลาน ที่พร้อมรับเทคโนโลยี"

SVOA หรือ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) นั้นเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีจำนวนพนักงานกว่า 700 คน จากที่ก่อตั้งใน พ.ศ. 2524 ธุรกิจหลักของบริษัทครอบคลุมตั้งแต่การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไอที ขายทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก อุปกรณ์ต่อพ่วง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงผลิตภัณฑ์แบรนด์ SVOA ของตัวเอง ปัจจุบันมีการทำงานผ่านเครือข่าย SI (System Integrator) และดีลเลอร์กว่า 300 รายทั่วประเทศ ทำรายได้ราว 4,800 ล้านบาทต่อปี ซึ่งหากรวมบริษัทในเครือที่ต้องนำมารวมงบ เช่น DataOne, IT City และอื่นๆ รายได้รวมจะอยู่ที่ระดับหมื่นล้านบาท

สำหรับเป้าหมายรายได้ใหม่ SVOA ที่คาดหวังว่ารายได้จาก Digital Solution จะมีสัดส่วน 10% ของรายได้รวมภายในปี 69 เป้าหมายนี้ไม่เกินจริงเพราะการสำรวจล่าสุดพบว่าองค์กรไทยกว่า 73% มีแผนลงทุน AI ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมูลค่าตลาด AI ไทยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 28% ต่อปี จนแตะระดับ 114,000 ล้านบาท

ปฐมระบุว่าได้วางยุทธศาสตร์ในการปรับเปลี่ยนบริษัทสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันดิจิทัล และให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยี AI ในหลายด้าน ซึ่งไม่เพียงจะมุ่งจับมือกับพันธมิตร เช่น Huawei, SuperMicro, Graid, Netka, MSI และ Gigabyte เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันขององค์กรไทยทั้งในประเทศและในภูมิภาค แต่ยังมีการลงทุนสร้าง "แล็บ" ในโปรเจ็กต์การพัฒนาระบบ Health Scoring ที่ SVOA ได้ใช้เงินทุนของบริษัทสำหรับการทำ POC (Proof of Concept) ผ่านการดำเนินโครงการร่วมกับสตาร์ทอัปซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างคนไทยและสิงคโปร์

ปฐมเล่าว่า Health Scoring คือแนวคิดใหม่ในอุตสาหกรรมการประกันสุขภาพ ถือเป็นแนวคิดใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในประเทศไทยและเป็นเรื่องใหม่สำหรับสิงคโปร์ เป้าหมายคือเพื่อนำไปใช้ในการกำหนดเบี้ยประกัน ซึ่งผู้ที่ได้รับการประเมินคะแนนสุขภาพดี จะสามารถจ่ายเบี้ยประกันในราคาที่ดีกว่า ดังนั้นจึงต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำ Health Scoring ทั้งแหล่งข้อมูลจากอุปกรณ์ติดตามตัว (Wearable Devices) เช่นนาฬิกาอัจฉริยะ รวมถึงข้อมูลจากระบบ IoT ในบ้าน

"ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมารวมกัน โดยได้รับความยินยอมจากลูกค้าเพื่อวิเคราะห์เป็นคะแนน ความท้าทายคือโปรเจ็กต์นี้ต้องใช้เวลาในการเจรจากับผู้ผลิตอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเปิด Gateway และโยนข้อมูลขึ้นไปยังคลาวด์ ซึ่งขั้นตอนมีความซับซ้อนและใช้เวลา เนื่องจากมีอุปกรณ์หลากหลายยี่ห้อ เช่น Apple, Samsung, Huawei แต่หากสำเร็จ ก็จะมี Health Profile ของลูกค้าแต่ละคน ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง"

ยุทธศาสตร์ต่อมาคือการใช้โครงสร้างพื้นฐาน AI และพาร์ทเนอร์ SVOA วางแผนใช้โครงสร้างพื้นฐาน AI โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ทั้งฝั่งซีกโลกตะวันตกและตะวันออก เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และรองรับความหลากหลายทางเทคโนโลยี ในส่วนการร่วมมือกับ Huawei ปฐมมองว่า Huawei เป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีและระบบเครือข่ายที่มีอิทธิพลในตลาด บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ AI Infrastructure ของจีน และสนับสนุนให้องค์กรไทยกระจายการทำงานไปยังแพลตฟอร์มของ Huawei เนื่องจากเป็นทางเลือกที่ดีและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

ปฐมยกตัวอย่างการนำกล้องวงจรปิดมาทำ Image Processing เพื่อตรวจจับการกระทำผิดกฎจราจร เช่น การป้องกันการขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้า หรือการนำภาพถ่ายสแกนม่านตาเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงอัลไซเมอร์ในอนาคต ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่มีประโยชน์ในด้านการเตรียมป้องกันไว้ก่อน และในบริบทของเทคโนโลยี เทคโนโลยีนี้ถือเป็นหนึ่งในโซลูชันด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีการยืนยันในประเทศจีนแล้วว่าทำงานได้จริง

ในอีกด้าน SVOA ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายของ Supermicro แบรนด์ที่มีความเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดอย่าง TSMC เพื่อให้เกิดการนำเสนอ Server ที่รองรับ AI ในหลายระดับราคา ทำให้ SVOA มีโซลูชัน AI ตั้งแต่ระดับราคาหลักแสนบาท ไปจนถึงระดับองค์กรขนาดใหญ่ โดย Huawei นำเสนอโซลูชันระดับ 10-20 ล้านบาท สำหรับ LLM ขนาดใหญ่ในองค์กร ในขณะที่ Supermicro เสนอโซลูชันที่ย่อมเยาลงมาในระดับ 4-5 ล้านบาท

ในภาพรวม การปรับตัวของ SVOA จะเน้นการขยายตัวไปที่กลุ่มลูกค้าที่เป็น SMB ขนาดกลาง โดยโฟกัสกลุ่มโรงแรมขนาด 50-150 ห้อง ปัจจัยสนับสนุนคือสถานการณ์ที่ IT กลายเป็นแกนกลางสำคัญในห้องพัก ยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงที่มีความอัจฉริยะสะดวกสบายมากขึ้น เช่น ระบบที่สามารถปรับอุณหภูมิหรือผ้าม่านตามความชอบของลูกค้าได้ล่วงหน้า

นอกจากนี้ SVOA ยังมุ่งโฟกัสที่โรงพยาบาลขนาดกลาง ทั้งเอกชนและรัฐ รวมถึงอุตสาหกรรมค้าปลีกไซส์กลาง ที่เป็นร้านค้าที่ดูแลโดยรุ่นหลาน ซึ่งพร้อมใช้งานเทคโนโลยี เช่น กล้องวงจรปิด และ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า เพื่อให้รู้สินค้าที่ได้รับความนิยม และป้องกันการทุจริตของพนักงาน

ที่สุดแล้ว ปฐมมองว่าการปรับตัวของ SVOA จะไม่ช้าเกินไป เพราะการทำ Digital Transformation นั้นกินระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 3 เฟส ซึ่งจากเฟสแรกที่องค์กรไทยเริ่มลองผิดลองถูกจนมีโปรเจกต์ล้มเหลวไปเกือบ 50% วันนี้หลายองค์กรเริ่มเข้าเฟสที่ 2 ซึ่งทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมมากขึ้น และเฟสที่ 3 ที่การมาของ AI จะไม่เพียงแต่ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนองค์กรได้

‘ปฐม อินทโรดม’ โชว์ 'ปริญญาบัตรธรรมศาสตร์' ใบเก่า บอกเล่าความภาคภูมิใจ 'เกียรติและความดี' ที่ส่งต่อรุ่นต่อรุ่น

(17 ต.ค. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ช่วงนี้เห็นหลายเพจแชร์ภาพ 'ปริญญาบัตรธรรมศาสตร์' ใบเก่าใบนี้กันเยอะมาก และมีหลายคนส่งมาถามผมว่าใช่ของครอบครัวผมหรือเปล่า

ขอยืนยันตรงนี้เลยครับว่า “ใช่ครับ” นี่คือปริญญาบัตรของคุณพ่อผมเอง ซึ่งสิ่งที่ทำให้หลายคนสนใจ ก็เพราะปริญญาบัตรของธรรมศาสตร์ในยุคก่อนจะระบุชื่อ “บิดา” ไว้ด้วย

อ่านแล้วอบอุ่นใจมาก เพราะในใบนี้มีทั้งชื่อคุณพ่อ (นายสมมาท อินทโรดม) และชื่อคุณปู่ (คุณพระอินทโรดม) อยู่คู่กัน

เป็นความภาคภูมิใจของลูกหลานครับ เพราะทั้งคุณปู่และคุณพ่อล้วนเป็นข้าราชการที่ทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเป็นแบบอย่างของคนทำงานเพื่อบ้านเมืองที่แท้จริง

สิ่งที่ลูกหลานอย่างผมภูมิใจไม่ใช่เพียงปริญญาบัตรใบนี้ แต่คือ “เกียรติและความดี” ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างเงียบ ๆ แต่มั่นคงเสมอครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top