ชีวิตการทำงานจากยุค ‘มนุษย์ทองคำ’ ยุคที่บริษัทขยายตัว เฟืองเล็กในองค์กรใหญ่ ไม่จำเป็นต้องดีกว่า เฟืองใหญ่ในองค์กรเล็ก ขออย่ากลัวเริ่มใหม่ ถ้ากลัดกระดุมเม็ดแรกผิด
(3 พ.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า…สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังจะเรียนจบ หรือกำลังจะเปลี่ยนงาน ผมมีเรื่องอยากเล่าให้ฟังสักนิด
ย้อนไปตอนที่ผมเรียนจบใหม่ ๆ นั้น เป็นช่วงที่คนรุ่นผมเรียกกันว่า “ยุคมนุษย์ทองคำ” ครับ เศรษฐกิจดี บริษัทขยายตัวแทบทุกวัน ใครจบมาก็มีงานทำแทบจะทันที
แต่ในขณะที่เพื่อนหลายคนมุ่งไปสมัครงานกับองค์กรใหญ่ บริษัทต่างชาติชื่อดัง ผมกลับเลือกไปเริ่มต้นที่ “บริษัทขนาดกลาง” แห่งหนึ่ง
เหตุผลไม่ซับซ้อนเลยครับ ผมรู้ตัวดีว่าผมไม่ใช่คนหัวดีอะไรนัก เป็นแค่ “คนหัวปานกลาง” ที่ถ้าไปอยู่ในองค์กรใหญ่ เราคงได้เป็นเพียงเฟืองเล็ก ๆ ในเครื่องจักรอันมหึมา
แต่ในองค์กรเล็ก เรามีโอกาสได้เป็น “เฟืองใหญ่” ที่หมุนพร้อมทั้งระบบ ได้ลองผิดลองถูก ได้แสดงฝีมือในแทบทุกด้าน และนั่นก็กลายเป็นโรงเรียนชีวิตที่สำคัญที่สุดในโลกการทำงานของผม
เพราะที่นั่น ผมได้เรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่การผลิต การตลาด การขาย การบริหารคน ไปจนถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน แต่กลับเป็นรากฐานที่ทำให้ผมอยู่รอดในโลกจริงได้
แต่แน่นอนครับ ว่ากระดุมเม็ดแรกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
เพื่อนคนหนึ่งของผม จบจากสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ แต่เลือกไปเป็น “เฟืองเล็กในองค์กรใหญ่” ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับซัพพลายเออร์และดีลเลอร์ในบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย
ฟังดูเหมือนเป็นงานธรรมดา แต่ใครจะคิดว่านั่นคือ “คลังข้อมูลและเน็ตเวิร์ค” ที่ต่อยอดให้เขากลายเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองในเวลาต่อมา เพราะตอนที่เขาเริ่มทำธุรกิจ เขาไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ เขามีทั้งซัพพลายเออร์ที่ไว้ใจ และลูกค้าที่รู้จักกันมานานอยู่ในมือหมดแล้ว
หรืออีกคนหนึ่ง ที่ผมยังจำได้ดี เขาจบสายคอมพิวเตอร์ในยุครุ่งเรืองที่ใคร ๆ ก็บอกว่ามีอนาคตแน่นอน แต่เขากลับทิ้งปริญญาไว้บนหิ้ง แล้วออกไปตาม passion ของตัวเองในฐานะ “ช่างภาพ”
ผมเป็นคนหนึ่งที่คัดค้านเขาอย่างรุนแรง แต่ดีที่เขาไม่เชื่อ เพราะไม่นานเขาก็กลายเป็นช่างภาพแฟชั่นแถวหน้าของไทย ก่อนจะต่อยอดไปเป็นเจ้าของบริษัทด้านครีเอทีฟและธุรกิจสายกรีนที่ประสบความสำเร็จมาก ถ้าเจ้าตัวอ่านเจอ ผมอยากบอกว่า “เพื่อนภูมิใจมากนะ ที่กล้าเดินในเส้นทางของตัวเองตั้งแต่วันนั้น”
แต่บางครั้ง… กระดุมเม็ดแรก มันก็ “ถอดออกได้” ถ้าใส่แล้วไม่สบาย
เพื่อนอีกคนหนึ่งของผม จบอักษรศาสตร์ ทำงานสื่อสิ่งพิมพ์ตามสายที่เรียนมา แต่หลังจากทำอยู่หลายปี เขากลับพบว่าตัวเองหลงใหลในตัวเลขและการวิเคราะห์ด้านการเงินมากกว่า
เขาตัดสินใจลาออกจากงานที่มั่นคง แล้วไปฝึกงานในต่างประเทศโดยไม่รับเงินเดือน เพื่อเรียนรู้ระบบการลงทุนจากศูนย์ จนวันนี้เขากลายเป็น hedge fund manager ที่หลายคนรู้จักชื่อดี เพราะกล้าที่จะถอดกระดุมเม็ดแรกออก แล้วกลัดใหม่ในที่ที่เหมาะกับตัวเองจริง ๆ
และสุดท้าย… ก็มีเพื่อนอีกคนหนึ่ง ที่ผมเชื่อว่าหลายคนคงเห็นตัวเองในนั้น
เขาเป็น “มนุษย์ทองคำตัวจริง” ตั้งแต่สมัยเรียน เป็นตัวแทนคณะ เด่นทั้งกิจกรรมและวิชาการ พอเรียนจบก็ได้งานในสถาบันการเงินใหญ่ใจกลางกรุงเทพทันที
ใคร ๆ ก็คิดว่าเขา “ชนะชีวิต” แล้ว แต่เจ้าตัวกลับรู้ดีว่านั่นไม่ใช่ปลายทางที่ต้องการ เขาจึงเลือกกลับบ้านไปดูแลธุรกิจครอบครัว เพื่อจะมีเวลาอยู่กับลูกและครอบครัวอย่างใกล้ชิด
ทุกวันนี้ ลูกของเขาทั้งสองคนเรียนจบจากสถาบันชั้นนำ เก่งทั้งกีฬา วิชาการ และเป็นเด็กที่มีความสุขมาก จนผมรู้สึกเลยว่าภาพความสำเร็จของเพื่อนสะท้อนอยู่ในตัวลูกของเขาทั้ง 2 คนนี้เอง ซึ่งนั่นอาจเป็น “ผลตอบแทน” ที่มีค่ามากกว่าตำแหน่งใหญ่โตใด ๆ ทั้งหมด
โลกการทำงานมันไม่มีกระดุมเม็ดเดียวที่ถูกสำหรับทุกคนหรอกครับ บางคนกลัดเม็ดแรกถูกตั้งแต่ต้นแล้วไปได้ไกล บางคนต้องกลัดใหม่กลางทาง
แต่สิ่งสำคัญคือ “อย่าปล่อยให้ใครมาช่วยกลัดแทนเรา”
เพราะสุดท้าย ไม่ว่ากระดุมเม็ดแรกนั้นจะอยู่ที่ไหน เราคือคนเดียวที่จะต้องใส่เสื้อตัวนี้ไปทั้งชีวิต









