Monday, 8 June 2026
World

‘จงจื่อ’ ธนาคารเงาเบอร์ต้นของจีน ส่อล้มละลาย หลังเผชิญปัญหาหนี้สินสูงกว่าสินทรัพย์ 2 เท่า

(23 พ.ย.66) สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานโดยอ้างอิงเอกสารลับของทางการวันนี้ว่า ธนาคารเงาขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของจีนมีโอกาสล้มละลายอย่างสูงเนื่องจากมีปริมาณหนี้สินสูงกว่าสินทรัพย์มากกว่าสองเท่า

ท่ามกลางสัญญาณความปั่นป่วนในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนซึ่งมีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ ล่าสุด จงจื่อ เอนเตอร์ไพรส์ (Zhongzhi Enterprise Group Co.) ยักษ์ใหญ่อันดับต้นของจีนเปิดเผยกับนักลงทุนว่า บริษัทฯ มีหนี้สินประมาณ 4.2 แสนล้านหยวน หรือ ประมาณ 5.87 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท) ถึง 4.6 แสนล้านหยวนเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ 2 แสนล้านหยวน

"การตรวจสอบวิเคราะห์สถานะเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่ากลุ่มบริษัทมีความเสี่ยงอย่างมากต่อการดําเนินธุรกิจให้ยั่งยืนต่อไปได้และบริษัทไม่มีสินทรัพย์เพียงพอที่จะชําระหนี้ในระยะสั้น โดยความพยายามก่อนหน้านี้ใน ‘การช่วยเหลือตนเอง’ ก็ล้มเหลวโดยไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์”

ทั้งนี้ จงจื่อคือหนึ่งในผู้จัดการความมั่งคั่งส่วนบุคคล (Private Wealth Managers) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศและยังเป็นยักษ์ใหญ่ทางการเงินรายล่าสุดที่ประสบปัญหาท่ามกลางวิกฤตที่อยู่อาศัยและการเติบโตที่ซบเซาในเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

โดยจงจือซึ่งจัดการสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านล้านหยวนได้รับความสนใจจากนักลงทุนและสื่อจำนวนมากในเดือนส.ค. หลังจากหนึ่งในบริษัทในเครือของบริษัททรัสต์ผิดนัดชําระดอกเบี้ยให้กับลูกค้าในผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง

อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ไม่ตอบสนองการขอสัมภาษณ์ของบลูมเบิร์ก

ท้ายที่สุดเพื่อบรรเทาความปั่นป่วนของเศรษฐกิจ จีนอยู่ในช่วงออกมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพของภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยหน่วยงานกํากับดูแลอยู่ในช่วงร่างรายชื่อนักพัฒนา 50 รายที่มีสิทธิ์ได้รับเงินทุนในการฟื้นฟูกิจการ 

ขณะที่นโยบายก่อนหน้านี้รวมถึงการผ่อนปรนการจํานองสําหรับผู้ซื้อบ้าน การลดเงินดาวน์ เงินคืนภาษีเงินได้และที่ปรับราคาบ้านให้เข้าถึงง่ายมากขึ้น ทว่ามาตรการดังกล่าวก็ยังไม่สามารถยับยั้งปัญหาในประเทศได้

‘เกาหลีเหนือ’ กร้าว!! พร้อมเปิดศึก หลังส่งดาวเทียมสอดแนมสำเร็จ ด้าน ‘โสมขาว’ โต้กลับ ฉีกข้อตกลง-ยกระดับกองกำลังตามชายแดน

(23 พ.ย. 66) ‘เกาหลีเหนือ’ เปิดเผยว่า จะคืนชีพทุกมาตรการทางทหารที่เคยระงับไปภายใต้ข้อตกลงปี 2018 กับ ‘เกาหลีใต้’ ที่ออกแบบมาเพื่อลดสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนร่วมระหว่าง 2 ชาติ พร้อมประกาศเดินหน้าประจำการกองกำลังที่เข้มแข็งกว่าเดิม และอาวุธใหม่ๆ ไปยังแนวชายแดนติดกับเกาหลีใต้

ถ้อยแถลงของกระทรวงกลาโหมเกาหลีเหนือ มีขึ้น 1 วัน หลังจากเกาหลีใต้ระงับบางส่วนในข้อตกลงทางทหารระหว่าง 2 ชาติเกาหลี เมื่อปี 2018 เพื่อเป็นการประท้วงกรณีที่เปียงยางปล่อยดาวเทียมสอดแนมขึ้นสู่วงโคจร และบอกว่าจะยกระดับสอดแนมทางทหารตามแนวชายแดนที่ติดกับเกาหลีเหนือ ให้มีการป้องกันอย่างหนาแน่นมากยิ่งขึ้น

“นับตั้งแต่บัดนี้ กองทัพของเขาจะไม่อยู่ภายใต้พันธสัญญาของข้อตกลงทางทหารเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 19 กันยายน อีกต่อไปแล้ว” ถ้อยแถลงระบุ “เราจะถอนมาตรการต่างๆ ทางทหาร ที่ใช้ป้องกันความตึงเครียดทางทหารและความขัดแย้งในทุกขอบเขต ทั้งทางภาคพื้น ทะเลและอากาศ และประจำการกองกำลังที่ทรงอานุภาพกว่าเดิม รวมถึงยุทโธปกรณ์ทางทหารชนิดใหม่ๆ ในภูมิภาคตามแนวเส้นแบ่งเขตทางทหาร”

เกาหลีเหนือกล่าวหาเกาหลีใต้ ว่า ‘ฉีกข้อตกลง’ ที่เรียกว่า ‘ความตกลงทางทหารแบบครอบคลุม’ (Comprehensive Military Agreement) และบอกว่าโซลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดทั้งมวล หากเกิดการปะทะที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้"

ถ้อยแถลงของเกาหลีเหนือ มีขึ้นไม่กี่ชั่วโมง หลังจากพวกเขายิงขีปนาวุธลูกหนึ่งใส่ทะเลทางตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี เมื่อช่วงค่ำของวันพุธที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา ในขณะที่กองทัพเกาหลีใต้ บอกว่าดูเหมือนการยิงดังกล่าวจะประสบความล้มเหลว

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ บอกว่า การตัดสินใจของเกาหลีใต้ ในการระงับข้อตกลงบางส่วน เป็นการตอบโต้ที่รอบคอบและอดทนอดกลั้นแล้ว อ้างถึงกรณีที่เกาหลีเหนือไม่ยึดถือข้อตกลงดังกล่าว

“การระงับข้อตกลงบางส่วนของเกาหลีใต้ จะเป็นการคืนชีพความเคลื่อนไหวในการสอดแนม และลาดตระเวนตามแนวเส้นแบ่งเขตทางทหารในฝั่งของเกาหลีใต้” เจ้าหน้าที่รายหนึ่งกล่าว

‘ความตกลงทางทหารแบบครอบคลุม’ (Comprehensive Military Agreement) เป็นข้อตกลงที่จัดทำขึ้นในยุคของอดีตประธานาธิบดี ‘มุน แจอิน’ แห่งเกาหลีใต้ ซึ่งได้เดินทางไปประชุมซัมมิตทวิภาคีกับผู้นำ ‘คิม จองอึน’ ที่กรุงเปียงยาง เมื่อปี 2018 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความตึงเครียดระหว่าง 2 ชาติ

แต่มีนักวิจารณ์จำนวนไม่น้อยที่เห็นว่าข้อตกลงฉบับนี้ควรถูกยกเลิก เพราะเป็นการลดทอนศักยภาพของโซล ในการติดตามความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือตามแนวชายแดน อีกทั้งโสมแดงเองมีการละเมิดเงื่อนไขข้อตกลงด้วย

เกาหลีเหนือ ระบุเมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ถึงการประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมสอดแนมดวงแรกของประเทศขึ้นสู่วงโคจร ความเคลื่อนไหวที่เรียกเสียงประณามจากนานาชาติ โทษฐานที่ละเมิดมติของสหประชาชาติ ที่ห้ามเปียงยางจากการใช้เทคโนโลยีที่สามารถใช้ได้เพื่อรับโครงการขีปนาวุธ

เกาหลีใต้ เชื่อว่า ดาวเทียมเกาหลีเหนือเข้าสู่วงโคจร แต่ต้องใช้เวลาสักพักสำหรับการประเมินว่า ดาวเทียมดวงนี้ สามารถปฏิบัติการได้ตามปกติหรือไม่

การปล่อยดาวเทียม เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ หลังจาก 2 หนแรกประสบความล้มเหลว และมีขึ้นตามหลังจากที่ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เยือนดินแดนรัสเซีย โดยระหว่างนั้น ประธานาธิบดี ‘วลาดิมีร์ ปูติน’ รับปากว่าจะช่วยเกาหลีเหนือในการสร้างดาวเทียม

พวกเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ บอกว่า การปล่อยดาวเทียมของเกาหลีเหนือนั้น มีความเป็นไปได้อย่างที่สุด ว่าจะเกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือทางเทคนิคจากรัสเซีย ภายใต้ความเป็นพันธมิตรที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ระหว่าง 2 ชาติ ที่ได้เห็นเปียงยางจัดหากระสุนปืนใหญ่หลายล้านลูกให้แก่รัสเซีย

ในขณะที่ รัสเซียและเกาหลีเหนือ ปฏิเสธว่าไม่มีข้อตกลงด้านอาวุธใดๆ แต่บอกว่าความร่วมมือระหว่าง 2 ชาติ กำลังแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ

‘UN’ เผย ‘เด็ก-สตรี’ ถูกฆ่าตายเกือบ 8.9 หมื่นคนในปี 2022 ร้อยละ 55 เป็นฝีมือคนในครอบครัว สะท้อน ‘บ้าน’ ไม่ใช่ที่ปลอดภัย

เมื่อวานนี้ (22 พ.ย. 66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ผลการวิจัยใหม่จากสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยว่ามีผู้หญิงและเด็กผู้หญิงทั่วโลกถูกฆ่าในปี 2022 เกือบ 89,000 ราย ซึ่งถือเป็นตัวเลขรายปีที่สูงที่สุดในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา

รายงานจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และองค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) ชี้ว่าเหตุจูงใจฆาตกรรมผู้หญิง (femicide) เพิ่มขึ้น แม้เหตุฆาตกรรมโดยรวมลดลง

ร้อยละ 55 ของเหตุจูงใจฆาตกรรมผู้หญิงในปี 2022 มาจากฝีมือสมาชิกครอบครัวหรือคู่ชีวิต ขณะร้อยละ 12 ของเหตุฆาตกรรมผู้ชายเกิดขึ้นที่บ้าน ซึ่งจุดต่างนี้ตอกย้ำว่า ‘บ้าน’ ห่างไกลจากการเป็นพื้นที่ปลอดภัยของผู้หญิงและเด็กผู้หญิง

กาดา วาลี ผู้อำนวยการบริหารสำนักงานฯ กล่าวว่าเหตุจูงใจฆาตกรรมผู้หญิงที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจเป็นเครื่องเตือนใจว่ามนุษยชาติยังคงต้องต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมที่หยั่งรากลึกและความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิง

วาลีเสริมว่ารัฐบาลต่าง ๆ ต้องลงทุนในกลุ่มสถาบันที่มีความครอบคลุมและความพร้อมมากขึ้นเพื่อยุติการยกเว้นโทษ เสริมสร้างเกราะป้องกัน และช่วยเหลือเหยื่อ เริ่มตั้งแต่ผู้รับมือแนวหน้าจนถึงฝ่ายตุลาการ เพื่อยุติความรุนแรงก่อนสายเกินไป

‘ออสเตรเลีย’ ประสบปัญหา ‘เนื้อแกะล้นตลาด’ กว่า 78 ล้านตัว เกษตรกรระทม!! ราคาตก จนต้อง ‘แจกฟรี’ เพื่อลดต้นทุน

(23 พ.ย. 66) สำนักข่าวซีเอ็นบีซี รายงานว่า ออสเตรเลียกำลังเผชิญปัญหาปริมาณเนื้อแกะล้นตลาดและส่งผลให้ราคาทรุดตัวลงอย่างรุนแรง จนทำให้เกษตรกรบางรายต้องหาทางออกด้วยการกำจัดแกะในฟาร์มหรือแจกจ่าย เพื่อเป็นการลดต้นทุนแทนที่จะเลี้ยงฝูงแกะไว้ในฟาร์มต่อไป

ข้อมูลจากสมาคมเนื้อสัตว์และปศุสัตว์แห่งออสเตรเลีย (MLA) ระบุว่า ราคาเนื้อแกะร่วงลงรุนแรงถึง 70% ในปีที่แล้ว สู่ระดับกิโลกรัมละ 1.23 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 43.37 บาท)

นายทิม แจ็กสัน นักวิเคราะห์ฝ่ายอุปทานตลาดโลกของ MLA กล่าวว่า ออสเตรเลียมีฤดูกาลที่ดีมากหลายฤดูในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ฝูงแกะมีจำนวนมากถึง 78.75 ล้านตัว ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552

ปัจจัยที่ทำให้ฝูงแกะในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นจำนวนมากนั้น มาจากการที่หลายภูมิภาคที่เลี้ยงแกะมีฝนตกลงมากกว่าค่าเฉลี่ยเป็นเวลานานถึง 3 ปี ซึ่งรวมถึงรัฐนิวเซาท์เวลส์และวิกตอเรีย โดยฝนที่ตกลงมาจะทำให้ต้นหญ้าเติบโต ซึ่งจะเอื้ออำนวยต่อการเลี้ยงสัตว์ และทำให้สัตว์ขยายพันธ์ุอย่างรวดเร็ว

“ยิ่งฝนตกลงมามากเท่าไร ปริมาณเนื้อแกะในตลาดก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น และเมื่อแกะมีจำนวนมากจนไม่สามารถนำเข้าสู่ตลาดได้อีก ทำให้เกษตรกรต้องตัดสินใจกำจัดแกะเหล่านี้ หรือไม่ก็แจกจ่ายให้ประชาชนฟรี ๆ” นายสตีฟ แมคไกวร์ รองประธาน WAFarmers ซึ่งเป็นกลุ่มส่งเสริมด้านการเกษตรของออสเตรเลีย กล่าว

ทั้งนี้ ออสเตรเลียเป็นผู้ผลิตและส่งออกเนื้อแกะรายใหญ่ที่สุดในโลก และภาวะเนื้อแกะล้นตลาดนี้ได้สร้างแรงกดดันขาลงต่อราคาขายส่งทั่วโลก

ขณะที่ผลสำรวจล่าสุดโดยสหพันธ์เกษตรกรแห่งชาติออสเตรเลียพบว่า กว่า 60% ของเกษตรกรออสเตรเลียที่ตอบแบบสำรวจ ไม่ได้รู้สึกเชิงบวกมากกว่าในปีที่แล้ว ต่ออนาคตของการทำเกษตรในประเทศ

‘ทนง’ ชี้!! ‘อาร์เจนตินา’ จะเลวร้าย หากถอนตัวจากบริกส์-ใช้เงินดอลลาร์ เชื่อ ผู้นำคนใหม่จะพาประเทศถอยหลังเข้าคลองอย่างแน่นอน

(23 พ.ย. 66) นายทนง ขันทอง ผู้เชี่ยวชาญข่าวต่างประเทศ ร่วมสนทนาในรายการ ‘คนเคาะข่าว’ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ช่อง ‘นิวส์วัน’ ในหัวข้อ ‘อาร์เจนตินาถอนตัว BRICS ทิ้งเงินเปโซ หันมาใช้ดอลลาร์แทน’

โดยนายทนง กล่าวในช่วงหนึ่งว่า ‘จาเวียร์ มิเลย์’ คว้าชัยเลือกตั้งประธานาธิบดีอาร์เจนตินา สะท้อนถึงความสิ้นหวังของประชาชนชาวอาร์เจนตินา ว่าที่ผ่านมาต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจตลอดหลายสิบปี และไม่สามารถฟื้นออกจากวิกฤตได้ ค่าเงินเปโซตกต่ำแบบไม่เหลือค่า เงินเฟ้อราว 140 เปอร์เซ็นต์ ประชาชนจึงต้องการความเปลี่ยนแปลง

กระทั่ง นายจาเวียร์ มิเลย์ ได้นำเสนอการเปลี่ยนแปลงที่ฟังดูถูกใจประชาชน มองว่าอาจเป็นทางออกของประเทศในการยกเลิกเงินเปโซ และใช้ดอลลาร์แทน ซึ่งเท่ากับยกเลิกอธิปไตยทางด้านการเงิน ในขณะที่ธนาคารกลางอเมริกากำลังมีปัญหาในการดูแลเงินเฟ้อ ตอนนี้มีปัญหาความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์อยู่แล้ว แต่อาร์เจนตินากลับถอยหลังเข้าคลอง

นอกจากนี้ นายจาเวียร์ มิเลย์ ยังจะนำอาร์เจนตินาออกจากกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) ทั้งที่เพิ่งได้เข้าเป็นสมาชิกในการประชุมที่ผ่านมา โดยจะมีผล 1 ม.ค. ปีหน้า แต่นี่กลับจะถอนตัวออก โดยบอกว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

นายทนง กล่าวอีกว่า ตนเชื่อว่าสถานการณ์อาร์เจนตินาจะเลวร้ายลง ไม่แน่ใจดอลลาร์ซัปพลายจะมาจากไหน ยกเลิกแบงก์ชาติแล้วใครจะบริหารการเงินของประเทศ พูดหาเสียงได้ แต่ใช้จริงจะใช้ได้หรือเปล่า? ก็ต้องรอดู…

อย่างไรก็ตาม คาดว่า นายจาเวียร์ มิเลย์ น่าจะมีชาติฝั่งตะวันตกอยู่เบื้องหลัง เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของบริกส์ เนื่องจากที่ผ่านมา ‘จีน’ ให้การช่วยเหลืออาร์เจนตินาอย่างมาก จู่ๆ ผู้นำเข้ามาจะตัดขาดจากบริกส์ ทั้งที่เศรษฐกิจเสียหายอย่างหนักตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ก็สืบเนื่องมาจากนโยบายของฝั่งตะวันตก

การร่วมกับบริกส์น่าจะช่วยเรื่องการค้าของอาร์เจนตินาด้วยซ้ำไป แต่อยู่ๆ มาล้มโต๊ะแบบนี้ เชื่อว่าจะเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจหนักหน่วงและรุนแรงกว่าเดิมอย่างแน่นอน

‘WHO’ จี้ ‘จีน’ เปิดเผยข้อมูลโรคทางเดินหายใจ หลังพบคลัสเตอร์เด็กป่วย ‘ปอดอักเสบ’ สูงขึ้น

(23 พ.ย. 66) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า องค์การอนามัยโลก(WHO) ได้ร้องขอข้อมูลจากทางการจีนหลังพบการระบาดของโรคระบบทางเดินหายใจในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ และการพบคลัสเตอร์ของเด็กที่ป่วยเป็นโรคปอดอักเสบในจีนเพิ่มสูงขึ้น

แถลงการณ์ของ WHO เผยแพร่ในวันก่อนหน้าระบุว่า WHO ได้ร้องขอข้อมูลรายละเอียดอย่างเป็นทางการจากจีนเกี่ยวกับอาการป่วยโรคทางเดินหายใจที่เพิ่มสูงขึ้นและการพบคลัสเตอร์เด็กที่ป่วยเป็นปอดอักเสบ หลังจากมีรายงานว่าในพื้นที่ทางตอนเหนือของจีนมีผู้ป่วยโรคที่คล้ายกับไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนแถลงเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า การป่วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการยกเลิกมาตรการคุมเข้มโรคโควิด-19 และการแพร่กระจายของเชื้อโรคต่าง ๆ รวมถึงไข้หวัดใหญ่และการติดเชื้อแบคทีเรียทั่วไปที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก

ด้านนายหวัง ฉวนอี้ รองผู้อำนวยการและหัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของปักกิ่ง บอกกับปักกิ่งนิวส์ว่า ปักกิ่งเข้าสู่ฤดูกาลที่มีอุบัติการณ์ของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในระดับสูง ซึ่งกำลังแสดงให้เห็นแนวโน้มของเชื้อโรคหลายชนิดที่อยู่ร่วมกัน

ขณะที่เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ProMED สื่อและระบบเฝ้าระวังโรคสาธารณะของจีน ยังรายงานว่ามีคลัสเตอร์ของโรคปอดอักเสบที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยในเด็กทางตอนเหนือของจีนด้วย ซึ่ง WHO กล่าวว่ายังไม่ชัดเจนว่ารายงานของ ProMED เกี่ยวข้องกับการแถลงข่าวของทางการจีนหรือไม่ ซึ่ง WHO ต้องการคำชี้แจง นอกจากนี้ WHO ยังร้องขอข้อมูลแนวโน้มของเชื้อโรคต่าง ๆ ที่แพร่กระจายอยู่ รวมถึงเชื้อไข้หวัดใหญ่, SARS-CoV-2 (โควิด-19) RSV ที่กระทบต่อทารก และเชื้อไมโคพลาสมา ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในธรรมชาติ

‘จีน’ เปิดม่าน ‘มหกรรมการค้านานาชาติ’ ปี 2023 ที่เทียนจิน รวมสินค้านานาชาติ หนุนการลงทุน-แลกเปลี่ยนความรู้ทางธุรกิจ

เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 66 สำนักข่าวซินหัว, เทียนจิน รายงานว่า งานมหกรรมการลงทุนและการค้านานาชาติ (เทียนจิน) แห่งประเทศจีน และงานมหกรรมสภาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในภาคพื้นแปซิฟิก (PECC Expo) ประจำปี 2023 ที่ได้เริ่มขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี (23 พ.ย.) ที่ผ่านมา ณ เทศบาลนครเทียนจินทางตอนเหนือของจีน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อกระตุ้นการบริโภค

งานมหกรรมฯ รวบรวมผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ซึ่งรวมถึงอาหาร ไวน์ เครื่องสำอาง ของเล่น และงานฝีมือจากนานาประเทศ อาทิ รัสเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย พร้อมด้วยบูธสินค้านานาชาติ 1,500 บูธ กระจายอยู่บนพื้นที่จัดแสดง 50,000 ตารางเมตร

งานมหกรรมฯ ระยะเวลา 4 วัน แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การเจรจาการลงทุน การค้าสินค้าโภคภัณฑ์ และการแลกเปลี่ยนบุคลากร โดยจะมีการจัดงานเกี่ยวกับการประชุมและการลงนามสัญญาต่างๆ

ทั้งนี้ งานมหกรรมการค้าเทียนจินดังกล่าว เริ่มจัดขึ้นเมื่อปี 1994 และตั้งแต่ปี 2011 ได้ถูกจัดร่วมกับงานมหกรรมสภาความร่วมมือทางเศรษฐกิจฯ ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติรอบด้าน ที่ได้รับอนุญาตจากสภาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภาคพื้นแปซิฟิก และกำลังกลายเป็นงานมหกรรมการค้าที่ทรงอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ ทางตอนเหนือของจีน

กรุ๊ปไกด์จอร์เจีย ตีแผ่!! นทท.ไทย เริ่มโดนปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศ หวั่น!! แอบหนีเข้าไปทำงาน พร้อมเผย 'จอร์เจีย' ไม่น่าเที่ยวเหมือนเก่า

(24 พ.ย.66) แหล่งข่าวจากไกด์ท่านหนึ่งในจอร์เจีย ได้เปิดเผยว่า เริ่มมีดรามาในกรุ๊ปจอร์เจีย เหตุเกิดจากนักท่องเที่ยวโดนปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศ 

นั่นก็เพราะคนไทยหนีเข้าไปทำงานแบบผิดกฎหมายกันเป็นจำนวนมาก ช่วงนี้เลยโดนเพ่งเล็ง โดยส่วนใหญ่คนที่โดน จะพบเหตุผลเหมือนกันคือ แลกเงินมาน้อยเกินไป เช่น 300USD/EUR สำหรับเที่ยว 1 อาทิตย์

ไกด์ดังกล่าว เผยต่ออีกว่า จอร์เจียเริ่มไม่น่าเที่ยวเหมือนเมื่อก่อน เข้าประเทศยากขึ้น ค่าใช้จ่ายหลายอย่างขึ้นราคาแบบแพงมาก ถนนไป Juta ที่พังเป็นปีจนตอนนี้ก็ยังไม่ซ่อม ไว้มีตั๋วไปสวิตฯ ราคางามๆ จะพาไปเที่ยวสวิตฯ แทน

"ใครมีแพลนไปช่วงนี้ก็แลกเงินไปเผื่อเยอะๆ หน่อย ถ้าไม่ได้เข้าประเทศคงเซ็งน่าดู กลายเป็นมีประวัติโดนปฏิเสธติดตัวไปอีก

"ส่วนทริปสเปนทำเสร็จแล้ว เป็นทริป 3 ประเทศ ฝรั่งเศส อันดอร์ร่า สเปน แต่ค่าใช้จ่ายแรงเหมือนกัน ลังเลอยู่ว่าจะเปิดทริปดีมั้ย..."

‘จีน’ เผย ‘การค้าดิจิทัล’ โตก้าวกระโดด มูลค่าการค้าปี 2022 แตะ 13.16 ลลบ.

(24 พ.ย. 66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หวังตงถัง เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ของจีน เปิดเผยว่าการค้าทางดิจิทัลของจีนมีความก้าวหน้าโดดเด่นด้านปริมาณการค้าในปี 2022 พร้อมกับมีการพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันในระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

หวัง ซึ่งร่วมพิธีเปิดงานมหกรรมการค้าดิจิทัลโลก ครั้งที่ 2 ในนครหางโจว มณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกของจีน กล่าวว่ามูลค่าการค้าทางดิจิทัลของจีนในปี 2022 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 เมื่อเทียบปีต่อปี รวมอยู่ที่ 3.72 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 13.16 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์

รายงานว่าด้วยการพัฒนาการค้าทางดิจิทัลของจีนประจำปี 2022 ระบุว่าปริมาณการนำเข้าและส่งออกของอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนในปี 2022 รวมอยู่ที่ 2.11 ล้านล้านหยวน (ราว 10.55 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 เมื่อเทียบปีต่อปี

ส่วนจำนวนผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มการบริการทางดิจิทัลของจีน ซึ่งมีมูลค่าตลาดกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.54 หมื่นล้านบาท) ได้สูงเกิน 200 ราย เมื่อนับถึงสิ้นปี 2022

หวังเสริมว่าการค้าทางดิจิทัลกำลังเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ขับเคลื่อนการสร้างชาติการค้าอันแข็งแกร่ง และเครื่องมือใหม่สำหรับการเปิดกว้างเชิงสถาบันในระดับสูงของจีน โดยจีนจะพยายามเสริมสร้างการออกแบบระดับสูง พัฒนาธุรกิจรูปแบบใหม่ และจัดระเบียบการค้าทางดิจิทัลตามมาตรฐานสูง

‘อีลอน มัสก์’ ชี้!! ’จีน‘ มีคนเก่ง-ขยันมากกว่าสหรัฐฯ

เมื่อวานนี้ (24 พ.ย.66) เพจ 'ลึกชัดกับผิงผิง' ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘อีลอน มัสก์’ ขณะกล่าวให้สัมภาษณ์นายเล็กซ์ ฟริดแมน (Lex Fridman) พิธีกรรายการพอดแคสต์ชื่อดังว่า จำนวนคนฉลาดและคนขยันของจีนมีมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ แล้วก็มากกว่าสหรัฐฯ ด้วย และประทับใจมากต่อโครงสร้างพื้นฐาน ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของจีน...

’อีลอน มัสก์‘ นับเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จยอดเยี่ยมของโลกและเป็นคนปากหวาน แต่คำชมจีนดังกล่าวคงมาจากประสบการณ์การพัฒนากิจการในจีนของเขาเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top