Sunday, 7 June 2026
World

‘รัสเซีย’ ยิงขีปนาวุธถล่มเมืองทางตะวันออกของ ‘ยูเครน’ อาคาร-บ้านเรือนพังยับ พบผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 5 ราย

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 66 สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มอาคาร 2 แห่ง ในเมืองดนีโปรซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของยูเครน ส่งผลให้อาคารดังกล่าวเสียหายอย่างหนัก และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 5 คน

นักข่าวภาคสนามของบีบีซียืนยันว่า ชั้นบนสุดของอาคารพักอาศัยขนาดใหญ่ถูกทำลายเกือบจนย่อยยับจากการโจมตีของรัสเซียเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 28 กรกฎาคม

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวด้วยว่า อาคารแห่งหนึ่งของหน่วยงานด้านความมั่นคง (SBU) ของยูเครนก็ถูกโจมตีเช่นกัน ซึ่งเขาได้กล่าวโทษรัสเซียที่ยิงขีปนาวุธจนทำให้อาคารทั้ง 2 เสียหาย

นอกจากนี้ เซเลนสกีกล่าวว่า ตนได้มีการประชุมฉุกเฉินกับ SBU กระทรวงกิจการภายใน หน่วยบริการฉุกเฉิน และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

‘เซอร์ฮีย์ ไลซัก’ (Serhiy Lysak) ผู้ว่าการภูมิภาคดนีโปรแปตร็อวสก์ กล่าวว่า มีเด็กสองคนอายุ 14 ปี และ 17 ปี อยู่ในกลุ่มผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งกำลังได้รับการรักษาที่บ้าน และว่า ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการยิงขีปนาวุธของรัสเซียครั้งนี้ ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา 20.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น

‘บอริส ฟิลาทอฟ’ (Boris Filatov) นายกเทศมนตรีเมืองดนีโปร กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งล่าสุดถือเป็นการโจมตีครั้งที่สามที่อาคารของหน่วยงาน SBU ตกเป็นเป้าหมายของรัสเซีย ส่วนอาคารที่อยู่อาศัยที่ถูกขีปนาวุธทำลายนั้นเพิ่งสร้างเสร็จและกำลังปล่อยขายห้องว่าง อย่างไรก็ดี ขณะเกิดเหตุไม่ค่อยมีผู้คนอยู่ด้านในอาคารทั้ง 2 แห่ง

ทั้งนี้ การโจมตีในเมืองดนีโปรมีขึ้นหลังจากที่รัสเซียกล่าวเมื่อวันศุกร์ (28 ก.ค.) ว่าได้ยิงสกัดกั้นขีปนาวุธยูเครนจำนวน 2 ลูก เหนือภูมิภาครอสตอฟทางตอนใต้ซึ่งมีพรมแดนติดกับยูเครน มอสโกกล่าวว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 15 คน จากซากปรักหักพังที่ร่วงลงมาในเมืองท่าทางทาแกนร็อก (Taganrog)

กระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวว่า ขีปนาวุธเอส-200 (S-200) ลูกแรกมีเป้าหมายโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางที่อยู่อาศัยในเมืองทาแกนร็อก ที่มีประชากรประมาณ 250,000 คน หลังจากนั้นไม่นาน มอสโกกล่าวว่า ได้ยิงขีปนาวุธ S-200 ลูกที่สองตกใกล้กับเมืองอซอฟ (Azov) โดยมีเศษชิ้นส่วนตกลงในพื้นที่ที่ไม่มีผู้คนอยู่อาศัย

ไฟไหม้เรือบรรทุก ‘รถ BENZ - BMW’ วอดเกือบ 3,000 คัน ที่นอกชายฝั่งเนเธอร์แลนด์ ใช้เวลาเกือบ 2 วัน ระงับไฟไหม้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 66 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเหตุการณ์ความพยายามของหน่วยยามชายฝั่ง ประเทศเนเธอร์แลนด์ใช้ความพยายามเกือบ 2 วัน ในการระงับเหตุการณ์ไฟไหม้เรือบรรทุกขนาดใหญ่ที่มี รถเบ็นซ์ และ บีเอ็มดับเบิลยู (BMW) อยู่ในนั้นเกือบ 3,000 คัน

โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมา เป็นภาพความพยายามดับไฟที่กำลังลุกไหม้เรือบรรทุกขนาดใหญ่นอกชายฝั่งเนเธอร์แลนด์ ที่ในนั้นมี รถหรูกว่า 3,000 คัน ที่กำลังลุกไหม้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เรือบรรทุกสินค้าลำดังกล่าวบรรทุกรถยนต์เกือบ 3,000 คัน ที่ผลิตโดย Mercedes-Benz Group AG และ BMW AG เกิดไฟไหม้ติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ใกล้กับเนเธอร์แลนด์ โดยหน่วยยามชายฝั่งเนเธอร์แลนด์เข้ามาระงับเหตุ และลำเลียงลูกเรือที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งทางเรือและเฮลิคอปเตอร์

ในข่าวระบุด้วยว่า รถยนต์ 25 คัน จากทั้งหมด 2,857 คัน บนเรือเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งนี้ในข่าวระบุว่า โฆษกของ BMW ยืนยันว่าบริษัทมีรถอยู่บนเรือและไม่ได้บอกว่ามีกี่คัน

ขณะเดียวกันความพยามของเจ้าหน้าที่ในการดับไฟใช้เวลาเกือบสองวันและสามารถดับได้ เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา

‘ปูติน’ เผย รัสเซียไม่ปฏิเสธแนวคิดเจรจาสันติภาพยูเครน แม้ถูกถล่มสะพานไครเมีย ลั่น!! พร้อมโต้ตอบทุกเมื่อ

(30 ก.ค. 66) ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย กล่าวว่า เขาไม่ปฏิเสธแนวคิดเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพกับยูเครน ทั้งนี้ ผู้นำรัสเซียพูดถึงเรื่องดังกล่าวระหว่างแถลงข่าวหลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดรัสเซีย-แอฟริกา ผ่านระบบออนไลน์กับผู้นำแอฟริกาในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

ปูตินระบุว่า ความคิดริเริ่มของแอฟริกาและจีนสามารถใช้เป็นพื้นฐานในการแสวงหาสันติภาพ และยังบอกว่า เป็นการยากที่จะทำการหยุดยิง เมื่อกองทัพยูเครนกำลังอยู่ในการตอบโต้กลับ

ปูตินกล่าวอีกว่า ขณะนี้รัสเซียยังไม่มีแผนที่จะกระชับปฏิบัติการในแนวรบยูเครน ทั้งยังปกป้องการจับกุมกลุ่มผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โดยอ้างว่ามีบางคนที่ทำร้ายรัสเซียจากภายในประเทศ

ผู้นำรัสเซียกล่าวด้วยว่า มอสโกได้ทำการป้องกันการโจมตีหลังเกิดเหตุระเบิดสะพานไครเมียเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งปูตินสาบานว่าจะทำการตอบโต้การกระทำของผู้ก่อการร้ายโดยยูเครน แม้ว่าเคียฟจะไม่ออกมารับว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุดังกล่าวอย่างเป็นทางการก็ตาม

ก่อนหน้านี้ ทั้งรัสเซียและยูเครนต่างระบุว่า พวกเขาจะไม่เข้าร่วมโต๊ะเจรจาหากไม่มีการตั้งเงื่อนไขล่วงหน้าบางอย่าง โดยยูเครนต้องการให้พรมแดนของประเทศกลับมาอยู่ในสถานะเดิมในปี 1991 ซึ่งเป็นสิ่งที่รัสเซียไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง อีกทั้งยังโต้แย้งว่า หากจะให้เกิดการเจรจาขึ้น ยูเครนต้องยอมรับความเป็นจริงเกี่ยวกับเขตแดนใหม่ของตนเสียก่อน

เด็กหญิงชนเผ่าอี๋ร้องเพลงให้ 'สี จิ้นผิง' ฟังอีกครั้ง พร้อมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าครั้งแรกที่ได้พบกัน

ไม่นานมานี้ เพจ 'ลึกชัดกับผิงผิง' ได้โพสต์เรื่องราวของเด็กหญิงชนเผ่าอี๋ที่เคยร้องเพลงให้ 'สี จิ้นผิง' ฟังเมื่อ 5 ปีก่อน และครั้งนี้เธอได้กลับมาร้องเพลงต่อหน้าผู้นำจีนอีกครั้ง ภายใต้คุณภาพชีวิตที่แตกต่างไป ว่า...

#สังคม #จีน
เด็กหญิงชนเผ่าอี๋ที่เคยร้องเพลงให้คุณปู่สี จิ้นผิงฟัง

งานกีฬามหาวิทยาลัยโลกฤดูร้อนครั้งที่ 31 เปิดฉากขึ้นที่เมืองเฉิงตูมณฑลเสฉวนภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เมื่อค่ำวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา

เด็กหญิงชนเผ่าอี๋คนหนึ่งชื่อจี๋เห่าเหยากั่ว (吉好有果) เป็น สมาชิกวงนักร้องประสานเสียงนักเรียน ขึ้นเวทีกลางสนามกีฬา ร้องเพลง ‘ธงชาติสวยจริงๆ’ ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนนั่งชมอยู่บนอัฒจรรย์

จี๋เห่าเหยากั่วอายุ 15 ปี เธอคุ้นกับเพลงนี้มากเพราะเมื่อ 5 ปีก่อน เธอเคยร้องเพลงนี้ให้คุณปู่สี จิ้นผิงฟัง

บ้านเกิดของจี๋เห่าเหยากั่วอยู่ที่หมู่บ้านซานเหอ เขตปกครองตนเองชนชาติอี๋เหลียงซาน มณฑลเสฉวน เขตปกครองตนเองชนชาติอี๋เหลียงซานเป็นหนึ่งในเขตชนบทที่ยากจนพิเศษของจีน แต่ก่อนที่หมู่บ้านซานเหอ ชาวบ้านล้วนอาศัยอยู่ในบ้านหลังเตี้ยๆ ที่ก่อด้วยดินจากรุ่นสู่รุ่น

ช่วงก่อนวันตรุษจีนปี 2018 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเดินทางไปตรวจเยี่ยมที่หมู่บ้านซานเหอ และเข้าไปในบ้านชาวนา 2 ครัวเรือนเพื่อถามไถ่ชีวิตความเป็นอยู่ อาชีพ รายได้ ตลอดจนเด็กได้เข้าเรียนหรือไม่  

เวลานั้นเด็กหญิงจี๋เห่าเหยากั่วอายุ 10 ขวบ เธอได้ร้องเพลง ‘ธงชาติสวยจริงๆ’ ให้คุณปู่สีฟัง คุณปู่สีปรบมือและชมว่า “ร้องได้ดีมาก”

เวลาผ่านไป 5 ปี จี๋เห่าเหยากั่วโตขึ้น เธอเป็นเด็กร่าเริง ใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอด เมื่อทบทวนประสบการณ์หลายปีก่อน  เธอยังคงตื่นเต้นและกล่าวว่า “วันนั้นมิอาจลืมได้ หนูยังจำคำพูดของคุณปู่สีได้แม่นว่า พยายามเรียนดีๆ หลังโตขึ้นแล้วเดินออกจากภูเขาเหลียงซานไปดูโลกที่กว้างใหญ่”

ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หมู่บ้านซานเหอที่จี๋เห่าเหยากั่วอยู่นั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ถนนดินในหมู่บ้านกลายเป็นทางหลวงมาตรฐาน บรรดาชาวบ้านได้ย้ายออกจากบ้านดินเข้าไปอยู่ในชุมชนที่สร้างใหม่ และส่วนใหญ่ได้งานใหม่

ครอบครัวของจี๋เห่าเหยากั่วได้บ้านใหม่เนื้อที่ 100 ตารางเมตร เธอกล่าวว่า “แต่ก่อนเรากินนอนในบ้านที่มีเพียง 1 ห้อง แต่บ้านใหม่ในปัจจุบันมีห้องน้ำห้องครัว และเรายังมีห้องส่วนตัวด้วย”

ปีหลังๆ นี้ เขตปกครองตนเองชนชาติอี๋เหลียงซาน ได้ดำเนินโครงการพ้นความยากจนด้วยการศึกษา โดยสร้างโรงเรียนใหม่กว่า 600 โรงเรียน ขณะเดียวกัน ได้สร้างโรงอนุบาลทุกหมู่บ้าน เพื่อให้เด็กในชนบทเหล่านี้ได้รับการศึกษาเหมือนกับเด็กในเมือง

ปัจจุบัน ชาวนาหมู่บ้านซานเหอยังได้ปลูกพืชพิเศษชนิดต่างๆ เลี้ยงวัวเลี้ยงหมูพันธุ์ดีที่ขายได้ราคาสูง และหมู่บ้านซานเหอยังได้รับการปรับปรุงให้เป็นเหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม

จี๋เห่าเหยากั่วกล่าวว่า “ต้นเดือนกรกฎาคม เมื่อครูบอกกับหนูว่าจะมีโอกาสได้ไปร้องเพลงในพิธีเปิดงานกีฬามหาวิทยาลัยโลก หนูตื่นเต้นดีใจมาก เพลง 'ธงชาติสวยจริงๆ' เพลงนี้มีความหมายพิเศษ เป็นเพลงที่หนูชอบมากที่สุด หนูรู้สึกภาคภูมิใจที่สามารถเป็นตัวแทนหมู่บ้านและชนเผ่าอี๋ ขึ้นร้องเพลงบนเวทีงานกีฬามหาวิทยาลัยโลก”

'นักวิทย์ฯ' ชี้ 'อายุขัย' ของมนุษย์ อาจเพิ่มแตะ 120 ปี ตัวแปรหนุนจากปัญญาประดิษฐ์และการแกะเชื้อโควิด19

(31 ก.ค. 66) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมาลาร์ดาเลน (MDU) ของสวีเดน ได้เปิดเผยถึงอายุขัยของมนุษย์ ที่อาจเพิ่มขึ้นสูงถึง 120 ปี ภายในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า เนื่องจากมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้จากการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

อิกนัต คุลคอฟ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่าตัวเลขอายุขัยที่คาดการณ์ล่วงหน้าของผู้คน เช่น กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อาจอยู่ที่ 100-120 ปี ในช่วงราว 50 ปีข้างหน้า ด้านบรรดาผู้สูงอายุมีแนวโน้มสุขภาพแข็งแรงดีเหมือนคนวัยสี่สิบ ซึ่งเป็นผลจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว

คุลคอฟ บอกว่า ผู้คนจะสวมใส่อุปกรณ์อัจฉริยะกันมากขึ้นเพื่อติดตามดูสุขภาพของตัวเอง ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้จะเชื่อมต่อกับแพทย์และโรงพยาบาล และบางกรณีอาจมีการปลูกถ่ายเซนเซอร์พวกนี้เข้าสู่ร่างกาย โดยอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยให้แพทย์สามารถแนะนำการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือวิถีชีวิตตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อสุขภาพที่ดีและอายุขัยยืนยาวยิ่งขึ้น

นอกจากนั้นความก้าวหน้าด้านอื่นๆ จะมีส่วนส่งเสริมอายุขัยที่ยืนยาวยิ่งขึ้นด้วย โดยการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้วิธีแกะรอยเชื้อไวรัสต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะปัญญาประดิษฐ์ถูกใช้วินิจฉัยโรคต่างๆ ได้เร็วยิ่งขึ้นและพัฒนาวิธีบำบัดรักษาใหม่ๆ รวมถึงการแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized medicine) มีส่วนส่งเสริมสุขภาพดีด้วย

Xylazine ระบาด 'สหรัฐฯ' เปลี่ยนเมืองสวยเป็นเมืองซอมบี้  เริ่มลุกลามข้ามฟากมายุโรปแล้ว เพราะ 'หาซื้อง่าย-ราคาถูก'

มหันตภัยยาเสพติด นับเป็นภัยร้ายที่กัดกร่อนในทุกๆสังคมทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจ และ เทคโนโลยี อย่างสหรัฐอเมริกา ก็กำลังเผชิญกับปัญหา ที่ทำให้ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยดำดิ่งสู่วงจรอุบาทว์ 'จน-เครียด-เสพ' เป็นคน มิหนำซ้ำยังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี

ซึ่งมหันตภัยตัวล่าสุดที่สหรัฐอเมริกาก็กำลังเผชิญอยู่ในประเทศตอนนี้ เป็นยาเสพติดตัวใหม่ชื่อว่า Xylazine หรือที่ชาวอเมริกันมักเรียกว่า 'ยาซอมบี้' เพราะมันสามารถเปลี่ยนเปลี่ยนมนุษย์ที่มีสติสัมปชัญญะ กลายเป็นซอมบี้ไร้สติได้ในเวลาไม่นาน

ซึ่ง Xylazine ใช้ทั่วไปในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ มีฤทธิ์เป็นยาสลบ, ยาแก้ปวด, คลายกล้ามเนื้อ สำหรับ ม้า วัว ควาย และ สัตว์ 4 เท้าขนาดใหญ่ แต่ยังไม่มีการรับรองให้ใช้กับมนุษย์ในทุกกรณี

แต่ต่อมา มีการนำ Xylazine มาผสมกับสารเสพติดชนิดอื่น เช่น Fentanyl หรือ เฮโรอีน กลายเป็นยาเสพติดตัวใหม่ที่เรียกว่า 'Tranq' เมื่อมีการฉีดเข้าร่างกายจะทำให้เกิดอาการง่วงซึม อัตราการเต้นหัวใจจะพุ่งสูง แล้วก็จะลดลงอย่างรวดเร็วจนเข้าสู่ภาวะอันตราย อีกทั้งยังเกิดแผลพุพองตามร่างกายทำให้เกิดภาวะผิวหนังตายได้ ด้วยอาการเช่นนี้ ยาเสพติดที่มีส่วนผสมของ Xylazine จึงถูกเรียกกว่า 'ยาซอมบี้' เสพแล้วจะมีสภาพเหมือนผีดิบเดินดินอย่างในภาพยนตร์

การเสพ Zylazine พบครั้งแรกในประเทศเปอร์โต ริโก ในช่วงปี 2000s ก่อนที่จะแพร่หลายสู่สหรัฐอเมริกาในช่วงราวปี 2006 จนปัจจุบัน ถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตกว่า 7% ของการเสพยาเกินขนาดในสหรัฐฯ ที่มีมากกว่า 1 แสนคนในแต่ละปี

จากข้อมูลล่าสุดที่สำรวจจาก 20 รัฐ รวมถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการใช้สารเสพติดที่มีส่วนผสมของ Zylazine เพิ่มขึ้นถึง 10.9% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ในปีนี้ (2023) ดร.ราอูล คุปตา ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายควบคุมยาเสพติดแห่งชาติของทำเนียบขาว ได้ออกมาประกาศว่า 'ยาซอมบี้' ถือเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นใหม่ในสหรัฐฯ และ รัฐบาลไบเดนมีเป้าหมายที่จะลดอัตราการเสียชีวิตจากการใช้สารเสพติดผสม Xylazine ให้ได้อย่างน้อย 15% ในอีก 2 ปีข้างหน้า

แต่ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะสามารถสกัดการแพร่หลายของยาซอมบี้ในประเทศได้ทันหรือไม่ สืบเนื่องจากวัตถุดิบอย่าง Xylazine และ Fentanyl ยังไม่ถือเป็นสารควบคุมในสหรัฐฯ ใครก็ตามที่มีใบประกอบวิชาชีพด้านสัตวแพทย์ สัตวบาล ก็สามารถซื้อได้ แม้ทางช่องทางออนไลน์ และพบว่าหลายครั้งไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ซื้อยาอย่างถูกต้องอีกด้วย นอกจากนี้ ยาซอมบี้ยังมีราคาถูกกว่ายาเสพติดชนิดอื่นในตลาดมืด ทำให้ยาชนิดนี้เข้าถึงง่ายในกลุ่มวัยรุ่น คนยากไร้ และ คนไร้บ้าน

และยิ่งมาแพร่หลายอยางหนักในช่วงที่เกิดการระบาด Covid-19 ที่พบว่ายาซอมบี้ กลายเป็นสารเสพติดหลักที่นิยมในหมู่นักเล่นยาข้างถนน โดยมีจุดศูนย์กลางที่เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย และกระจายยาซอมบี้ออกไปทั่วประเทศ ซ้ำเติมปัญหาคนไร้บ้านในสหรัฐฯ ที่นับวันจะหนักขึ้นอยู่แล้ว ย่ำแย่ลงกว่าเดิม ด้วยสภาพของผู้คนยากไร้ ที่นอนแน่นิ่ง เหม่อลอย ไร้สติ และยังมีแผลฝีหนองเน่าเปื่อยตามร่างกาย ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของการเสพยาซอมบี้ เป็นที่น่าเวทนาแก่ผู้พบเห็น

และตอนนี้ ยาซอมบี้ ก็เริ่มกระจายสู่ยุโรปแล้ว เมื่อรัฐบาลอังกฤษได้ยืนยันผู้เสียชีวิตจากการเสพยาที่มีส่วนผสมของ Xylazine รายแรกในปี 2022 และพบยาซอมบี้จำนวนมาก ขายในตลาดใต้ดินทั้งในอังกฤษ และยุโรป สร้างความวิตกให้แก่รัฐบาลชาติตะวันตกในการหาวิธีสกัดยาซอมบี้ไม่ให้ระบาดในชุมชนของตน

ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ตื่นตระหนกกับภัยคุกคามต่างชาตินอกบ้าน แต่สุดท้ายภัยที่ร้ายแรงที่สุดคืออาจเป็นภัยจากความอ่อนแอในสังคมภายในบ้านของตัวเอง หากปล่อยปละละเลย รังแต่จะลุกลามจนกลายเป็นมะเร็งร้ายทำลายประเทศได้ในภายหลัง

'มาเลเซีย' ยกฟ้อง ‘เฟซบุ๊ก’ กรณีไม่ปิดกั้นเนื้อหาสร้างความแตกแยก หลัง META รับปากจะปิดกั้นเนื้อหาโจมตี 'ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์' ให้

(31 ก.ค. 66) ช่องยูทูบ Vihok News ได้ออกมาเปิดเผยถึงประเด็นที่กำลังเป็นที่น่าสนใจอยู่ในขณะนี้ สำหรับ ‘มาเลเซีย’ ที่เตรียมยื่นฟ้อง ‘เมตา’ กรณีไม่ปิดกั้นเนื้อหาสร้างความแตกแยก ซึ่งล่าสุดทางมาเลเซียได้กลับลำและยืนยันที่จะไม่ฟ้องแล้ว หลังเมตารับปากจะปิดกั้นเนื้อหาอันตรายเหล่านี้ โดยระบุว่า…

‘มาเลเซีย’ กลับลำไม่ฟ้อง ‘เมตา’ หลังรับปากจะทําการปิดกั้นเนื้อหาที่เป็นอันตราย และสร้างความแตกแยก ทั้งนี้ รัฐบาลของมาเลเซียอาจทำการยกเลิกแผนการดําเนินคดีกับเมตา ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก หลังได้รับความร่วมมือเชิงบวกจากบริษัทเกี่ยวกับการปิดกั้นเนื้อหาที่เป็นอันตรายและสร้างความแตกแยกในสังคม

เมื่อเดือนที่แล้วคณะกรรมาธิการสื่อสารและสื่อสารสารสนเทศของมาเลเซีย ได้ประกาศจะยื่นฟ้องเมตา โทษฐานไม่ดําเนินการปิดกั้นคอมเมนต์ที่ไม่พึงประสงค์ ที่เกี่ยวกับเชื้อชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และดูหมิ่นเหยียดหยามปลอมแปลงเป็นบุคคลอื่น รวมไปถึงการพนันออนไลน์และโฆษณาล่อลวงต่างๆ

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีสื่อสารของมาเลเซียได้ออกแถลงการณ์ว่า ทางเมตาได้ให้คํามั่นสัญญาต่อหน่วยงานกํากับดูแลตํารวจมาเลเซีย จะเร่งดําเนินการปิดกั้นสิ่งเหล่านี้ สำหรับเฟซบุ๊กถือว่าเป็นแพลตฟอร์มที่มีจํานวนผู้ใช้มากที่สุดในมาเลเซีย โดยมีการประเมินว่า 60% ของประชากร 33 ล้านคน มีบัญชีเฟซบุ๊กอย่างน้อย 1 บัญชี

สำหรับประเด็นเชื้อชาติและศาสนา นับเป็นประเด็นที่อ่อนไหวอย่างมากในมาเลเซีย เพราะมีประชากรส่วนใหญ่เป็น ‘ชาวมลายู’ และยังคงมีสัดส่วนของ ‘ชาวจีน’ และ ‘เชื้อสายอินเดีย’ อยู่ด้วยไม่น้อย ส่วนการแสดงความเห็นของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเรื่องที่อ่อนไหวด้วยเช่นกัน โดยผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบอาจถูกดําเนินคดีฐานยุยงปลุกปั่นอีกด้วย

‘ผู้ต้องขัง’ ใน ‘คุกฝรั่งเศส’ พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นี่อาจไม่ใช่ 'สวรรค์' ในแบบที่คนไทยหลายคนคิดไว้

(1 ส.ค.66) เพจ 'ดร.โญ มีเรื่องเล่า' ได้เผยความเป็นจริงด้านมืดของประเทศฝรั่งเศส ที่คนไทยหลายคนที่เคยมองว่าเป็นดินแดนสวรรค์ อาจจะต้องพิจารณาใหม่ ว่า...

ฝรั่งเศสที่คนไทยหลายคนคิดว่าเป็น ‘สวรรค์’

ผู้ต้องขังในเรือนจำของฝรั่งเศสพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ความแออัดยัดเยียดภายใต้นโยบาย ‘อาชญากรรมเป็นศูนย์’ กลายเป็นปัญหาที่ผู้ต้องขังหลายพันคนไม่มีแม้แต่พื้นที่ที่พอจะซุกหัวนอนได้

ฝรั่งเศสมีผู้ถูกคุมขังมากกว่าที่เคย โดยสูงถึง 74,513 คน ตามสถิติอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่โดยกระทรวงยุติธรรมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประเทศนี้ได้ทำลายสถิติผู้ต้องขังของตนเองถึง 6 ครั้ง โดยเกิดขึ้นเกือบทุกเดือน นับตั้งแต่สิ้นปี ค.ศ. 2022

ตัวเลขดังกล่าวแสดงถึงการเพิ่มขึ้น 2,446 คน ตั้งแต่ปีที่แล้ว และ 15,818 คน นับตั้งแต่ฤดูร้อนปี ค.ศ. 2020 หลังจากนักโทษประมาณ 10,000 คน ได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 เพื่อบรรเทาความแออัดยัดเยียดของระบบเรือนจำ ฝรั่งเศสมีผู้ต้องขังเกิน 73,000 คน เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว (ค.ศ. 2022)

อัตราการคุมขังของระบบเรือนจำในฝรั่งเศสทั้งหมดอยู่ที่ 122.8% และเพิ่มขึ้นเป็น 146.3% สำหรับสถานที่เหล่านั้นซึ่งเป็นคุมขังของผู้ต้องขังก่อนการพิจารณาคดีและผู้ต้องขังที่มีโทษจำคุกระยะสั้น ส่งผลให้ผู้ต้องขัง 2,478 คนไม่มีแม้แต่เตียงที่จะนอนและต้องนอนบนที่นอนที่วางบนพื้นแทน

เรือนจำของฝรั่งเศสล้นเกินขนาดจนกระทั่งในปี ค.ศ. 2020 ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปถึงกับออกโรงประณามระบบการจำคุกของฝรั่งเศส เนื่องจากความแออัดของ 'โครงสร้าง' โดยสั่งให้จ่ายค่าเสียหายให้กับผู้ต้องขัง 32 คน เป็นเงินสูงถึง 25,000 ยูโร (27,500 ดอลลาร์) สำหรับ 'การละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างร้ายแรง'

ขณะที่รัฐบาลฝรั่งเศสตอบรับด้วยการให้คำมั่นว่าจะเพิ่มเตียงในเรือนจำอีก 15,000 เตียงภายในปี ค.ศ. 2027 แต่ศาลก็ประณามอีกครั้งเมื่อต้นเดือนนี้ แล้วหลายสัปดาห์ต่อมา รัฐสภาฝรั่งเศสได้ออกรายงานที่เน้นถึง 'ความจำเป็นเร่งด่วน' สำหรับกลไกการควบคุมของเรือนจำ

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงหลังเหตุจลาจลรุนแรงปกคลุมประเทศเมื่อเดือนก่อน หลังตำรวจยิงวัยรุ่นเชื้อสายแอฟริกันเหนือระหว่างการประท้วงจนเกิดการปืดการจราจรในเมืองนองแตร์ รายงานระบุว่าข้อเรียกร้องของรัฐบาลสำหรับการตอบสนองที่ ‘มั่นคง’ ‘รวดเร็ว’ และ ‘เป็นระบบ’ ทำให้ผู้ประท้วงกว่า 742 คน ถูกตัดสินจำคุก และอีก 600 คน ถูกคุมขัง

เจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 45,000 นาย ถูกส่งไปปราบความไม่สงบ ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่า 650 ล้านยูโร (721 ล้านดอลลาร์) ตามรายงานของสมาคมประกันภัย France Assureurs ความไม่สงบดังกล่าวส่งผลให้มีพลเมืองฝรั่งเศสกว่า 4,000 คน ถูกควบคุมตัว โดยที่มี 1,200 คน เป็นผู้เยาว์

กลุ่มผู้สนับสนุนนักโทษ Observatoire International des Prisons เตือนว่าความแออัดยัดเยียดอาจเลวร้ายลง เนื่องจากทางการได้เพิ่มนโยบาย ‘อาชญากรรมเป็นศูนย์’ เพื่อเตรียมการสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี ค.ศ. 2024 ที่กรุงปารีส

ปีที่แล้ว กลุ่มเรียกร้องให้ลดโทษความผิดทางอาญาบางประเภท ซึ่งรวมถึงการขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตและการใช้สารเสพติด ตลอดจนลดการใช้การควบคุมตัวก่อนการพิจารณาคดี และคิดค้นทางเลือกอื่นแทนการจำคุกสำหรับอาชญากรรมอื่น ๆ เพื่อเป็นแนวทางที่เป็นไปได้ในการลดความแออัดยัดเยียดในเรือนจำ โดยยืนยันว่าเพียง การสร้างเตียงในคุกให้มากขึ้นนั้น มีแต่จะทำให้ปัญหารุนแรงเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสได้ดำเนินไปในทิศทางตรงกันข้าม โดยกำหนดให้ ‘การล่วงละเมิดทางไซเบอร์’ เป็นความผิดทางอาญา และแม้แต่การกลั่นแกล้งในโรงเรียนก็กลายเป็นโทษทางอาญาเช่นกัน 

'ยูเนสโก' จ่อขึ้นบัญชี มรดกโลกที่ตกอยู่ในอันตราย เหตุ 'การท่องเที่ยวขยายตัวเกินไป-ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น'

(1 ส.ค. 66) สำนักข่าว BBC ของอังกฤษ เสนอข่าว Unesco recommends adding Venice to endangered list ระบุว่า องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก-UNESCO) เสนอแนะให้เพิ่ม 'เวนิส' (Venice) เมืองในประเทศอิตาลี เข้าไปอยู่ในบัญชี 'มรดกโลกที่ตกอยู่ในอันตราย' โดยเมืองดังกล่าวกำลังเสี่ยงต่อความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้ จากการขยายตัวของการท่องเที่ยวและการพัฒนาที่มากเกินไป รวมถึงระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ยูเนสโกกล่าวโทษทางการอิตาลีว่า ขาดวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาของเมืองที่งดงามแห่งหนึ่งของประเทศ โดยเวนิสเป็นที่รู้จักในชื่อ 'ลา เซเรนิสซีมา' (La Serenissima) ซึ่งเป็นคำในภาษาอิตาเลียน แปลว่า 'เงียบสงบมาก' แต่สมญานามนั้นอาจไม่เหมาะสมอีกต่อไป ทั้งนี้ ยูเนสโกคาดหวังให้มีการอนุรักษ์พื้นที่อย่างจริงจังมากขึ้นในอนาคต ขณะที่ โฆษกของเทศบาลเมืองเวนิส กล่าวว่า เทศบาลจะอ่านข้อเสนออย่างละเอียด และจะหารือร่วมกับรัฐบาลกลางของอิตาลี

เป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจสำหรับทางการซึ่งถูกกล่าวหาว่าล้มเหลวในการปกป้องเมืองประวัติศาสตร์และทะเลสาบโดยรอบ อย่างไรก็ตาม มัสซิโม คาซซิอารี (Massimo Cacciari) อดีตนายกเทศมนตรีเมืองเวนิส ได้ออกมาตอบโต้รายงานของยูเนสโกว่าเป็นการตัดสินโดยปราศจากความรู้ อีกทั้งยังเป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ไม่ได้ให้เงินทุนสำหรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเมืองต้องการการกระทำที่มากขึ้นและคำพูดที่น้อยลง

ย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน ยูเนสโกเคยเสนอให้ใส่ชื่อเวนิสในบัญชีมรดกโลกที่ตกอยู่ในอันตรายมาแล้วหนหนึ่ง แต่ก็ยกเลิกในนาทีสุดท้ายเพราะมาตรการฉุกเฉินบางอย่างที่นำมาใช้โดยรัฐบาลอิตาลี โดยเฉพาะการห้ามเรือขนาดใหญ่สัญจรในคลองซานมาร์โก เช่น เรือสำราญ รวมถึงคำมั่นสัญญาที่จะเปิดตัวแผนอนุรักษ์ที่มีความทะเยอทะยานสำหรับเมือง ขณะที่ยูเนสโกได้เรียกร้องเพิ่มเติมว่าควรขยายให้ครอบคลุมเรือประเภทใดๆ ก็ตามที่ก่อให้เกิดมลพิษ ถึงกระนั้น แผนฟื้นฟูเวนิสกลับไม่เคยเกิดขึ้นจริง และยังคงเป็นภาพลวงตา

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ La Repubblica สื่อท้องถิ่นในอิตาลี ผู้เชี่ยวชาญของยูเนสโกได้เขียนจดหมายหลายฉบับถึงรัฐบาลอิตาลีเพื่อขอข้อมูลอัปเดตและตารางเวลา คำตอบที่ได้รับถือว่าไม่เพียงพอ รายงานของยูเนสโกที่เผยแพร่ในสื่อดังกล่าว ระบุว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุฉุกเฉินในเมืองนี้ขาดกลยุทธ์ในการจัดการกับภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อุณหภูมิของโลกที่ร้อนขึ้นกำลังสร้างความเสียหายโดยทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ดังนั้นเวนิสซึ่งล้อมรอบด้วยน้ำจึงเสี่ยงต่อน้ำท่วมมาก นอกจากนี้ ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวประมาณ 28 ล้านคนมาเยือนเวนิส ซึ่งนำไปสู่โครงการขยายเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ และสร้างความเสียหายให้กับเมือง ยูเนสโกยังชี้ไปที่อาคารสูงว่าส่งผลกระทบทางสายตาอย่างมีนัยสำคัญต่อเมือง จึงควรก่อสร้างให้ห่างจากใจกลางเมือง

รายงานข่าวยังกล่าวอีกว่า ยูเนสโกระบุแหล่งมรดกโลก 55 แห่งทั่วโลกว่าอยู่ในอันตราย โดยมีอีก 204 แห่งที่หน่วยงานกำลังตรวจสอบอย่างแข็งขันเนื่องจากภัยคุกคามที่สถานที่เหล่านั้นกำลังเผชิญ อาทิ แนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟของออสเตรเลียรอดพ้นจากการติดอันดับในปี 2566 ได้อย่างหวุดหวิด แม้ว่าจะยังคงอยู่ภายใต้ภัยคุกคามร้ายแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษทางน้ำ โดยจะทบทวนความพยายามในการอนุรักษ์แนวปะการังของรัฐบาลออสเตรเลียอีกครั้งในปี 2567

‘อีลอน มัสก์’ ถูกสั่งรื้อป้ายสัญลักษณ์ ‘X’ หลังติดตั้งได้สัปดาห์เดียว เหตุทำผิดกฎผังเมือง ‘ไม่ขออนุญาต-ละเมิดข้อบังคับการติดตั้งป้าย’

(2 ส.ค. 66) กรณีที่ ‘อีลอน มัสก์’ สั่งเปลี่ยนชื่อ ทวิตเตอร์ แอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียที่ครองใจเจนเนอเรชันใหม่ ที่หลายคนกำลังจับตามอง ดูจะไปไม่ค่อยสวยนัก ทั้งบรรดาผู้ใช้เดิมที่ชอบรูปลักษณ์ตัวนกสีฟ้าแบบเดิมมากกว่า ชื่อใหม่ ‘x’ หรือ เอ็กซ์ เพราะทั้งชื่อและสัญลักษณ์ดูคล้ายกับเว็บโป๊ แถมล่าสุด โลโก้ไฟป้ายเบ้อเริ่มที่อีลอนแสนภาคภูมิใจ นำขึ้นไปติดประกาศก้องแสดงการก้าวเข้าสู่ปฐมบทใหม่ บนตึกสำนักงานใหญ่ในเมืองซานฟรานซิสโกเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็ได้ถูกสั่งให้ปลดลงแล้ว

ทั้งนี้ เนื่องจากแสงไฟจ้าที่สาดส่อง แบบกะจะให้ทั้งเมืองได้เห็นเป็นสักขีพยาน และโชว์ความรุ่งโรจน์ของภาพลักษณ์ใหม่นี้ กลับทำให้รบกวนทัศนวิศัยน์ของชาวเมือง ผู้คนจากตึกฝั่งตรงข้าม โดนแสงสะท้อนเข้าหน้าต่างตลอดทั้งคืน จนสว่างจ้าราวกับเป็นกลางวัน แถมลูกเล่นการกะพริบที่เรียกร้องความสนใจ ทำเอาหลายคนในบริเวณนั้นคิดว่าฟ้าแลบ จึงเกิดการร้องเรียนกับทางการ

เพียง 1 สัปดาห์หลังการติดตั้ง ป้ายดังกล่าวก็ถูกปลดลง โดยฝ่ายผังเมืองของซานฟรานซิสโกได้ออกมาบอกว่า บริษัท อีลอน มัสก์ กระทำการผิดกฎหมายโดยไม่ขออนุญาต และละเมิดข้อบังคับการติดตั้งป้ายตามกฎผังเมือง โดยก่อนหน้านี้ทางตึกได้ปฏิเสธการเข้าตรวจสอบถึง 2 ครั้ง จึงได้สั่งให้ดำเนินการรื้อถอนป้ายในทันที

นอกจาก อีลอนจะต้องจ่ายค่าปรับในการทำผิดกฎหมายแล้ว ยังต้องจ่ายค่ารื้อถอนให้กับทางการอีกด้วย เรียกว่าโดนจนอ่วมเลยทีเดียว แต่ค่าปรับขนาดไหนก็คงไม่สร้างความหงุดหงิดใจให้กับมหาเศรษฐีรายนี้ เท่ากับการเสียหน้า ที่ป้ายไฟอันแสนภาคภูมิใจต้องถูกปลดลง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top