Wednesday, 24 June 2026
TheStatesTimes

'อดีตบิ๊กข่าวกรอง' โพสต์ข้อความติง ส.ส. อภิปรายทูตผลาญงบฟุ่มเฟือย ชี้!! อย่าด้อยค่าตัวแทนประเทศ

กลายเป็นอีกประเด็นชวนคิด ภายหลังการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท วาระสอง ในวันที่สอง ได้พิจารณาในมาตรา 10 งบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้รับงบประมาณ จำนวน 3,744 ล้านบาท

โดยช่วงหนึ่ง ส.ส. พรรคก้าวไกล ได้มีการอภิปรายเรื่องการจัดซื้อเครื่องอำนวยความสะดวกให้กับเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศ ทั้งที่ข้าราชการทูตนั้นไม่ได้เหนือกว่าข้าราชการคนอื่น และใช้งบฟุ่มเฟือย โดยไม่เห็นหัวประชาชน ซึ่งเป็นการชี้ถึงใช้งบทางด้านทูตที่หลากหลายส่วนนั้น

ล่าสุด นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า...

อย่าด้อยค่าตัวแทนประเทศ!! 
.
ได้ยิน ส.ส.อภิปรายว่า เอกอัครราชทูตไทยที่ประจำในต่างประเทศ ไม่เห็นต้องเปลี่ยนรถใหม่  น่าจะซ่อมได้ ไม่เห็นหัวประชาชน

การอภิปรายของ ส.ส. เรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณแผ่นดินไม่เห็นต้องกระทบกระเทียบอะไรขนาดนั้น อยากเสนอตัดก็เสนอไป

ขอพูดแทนเอกอัครราชทูตและคนกระทรวงการต่างประเทศที่เขาเรียบร้อย ไม่กล้าตอแยกับ ส.ส. 

เอกอัครราชทูตและบุคคลในคณะทูต เป็นตัวแทนของประเทศ รถของเอกอัครราชทูตจะติดธงชาติไทย เอกอัครราชทูตถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ท่าน ส.ส.อยากเห็นรถที่ติดธงชาติไทยซอมซ่อ วิ่งไปเสียตายกลางถนนอย่างนั้นหรือ และค่าซ่อมรถในต่างประเทศ ค่าแรงซ่อมแพงมาก


ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1692979547554687&id=100005279737218

https://www.thaipost.net/main/detail/113856

อ้างอิง : https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/955551


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดทีมสังคมสงเคราะห์ เร่งส่งต่อธารน้ำใจ มอบชุดแรกรับ และส่งต่อชุดยังชีพพร้อมน้ำดื่ม แก่ศูนย์พักคอย  พร้อมมอบหน้ากากอนามัย (แบบผ้า) และขนม แก่ผู้ขาดแคลน และสถานสงเคราะห์เด็กและศูนย์ฝึกอบรมและเยาวชนต่างๆ สู้ภัยโควิด-19

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยนายพินัย ศรีพนาสณฑ์ ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์มอบชุดแรกรับให้แก่ศูนย์พักคอยเทศบาลเมืองบางบัวทอง  และศูนย์พักคอยเทศบาลเมืองใหม่บางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี รวมจำนวน 400 กล่อง คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 86,000 บาท (แปดหมื่นหกพันบาทถ้วน) โดยมีนางจิระนันท์ จิรชัยเมธาพงษ์ หัวหน้าฝ่ายบริการสาธารณสุขนักบริหารงานสาธารณสุข และนายดำรงรัตน์ โพธิรัตน์  เป็นตัวแทนมารับมอบ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

และในวันเดียวกันนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดทีมสังคมสงเคราะห์ ลงพื้นที่มอบเครื่องอุปโภคบริโภค (ชุดยังชีพ พร้อมน้ำดื่ม) จำนวน 580 ชุด เพื่อส่งต่อธารน้ำใจจาก ร้าน Paperroom Cafe และ Sifa Decoupage แก่ ศูนย์พักคอยวัดอินทรวิหาร เขตพระนคร ศูนย์พักคอยศูนย์สร้างสุขทุกวัยเกียกกาย เขตดุสิต และศูนย์พักคอยเยาวชนไทย-ญี่ปุ่น เขตดินแดง กรุงเทพฯ  รวม 3 แห่ง สู้ภัยโควิด-19 โดยมีผู้แทนจากศูนย์พักคอยแต่ละแห่งเป็นผู้รับมอบ

โดยเมื่อวันที่ 17-18 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางสาวศุภรัตน์  สมบัติเจริญไทย  ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสังคมสงเคราะห์ พร้อมด้วยทีมสังคมสงเคราะห์ ลงพื้นที่ส่งต่อธารน้ำใจ มอบหน้ากากอนามัย(แบบผ้า) พร้อมขนม แก่ผู้ประสบปัญหารายเดือน และสถานสงเคราะห์เด็กและศูนย์ฝึกอบรมและเยาวชนต่างๆ รวม 9 แห่ง ได้แก่  บ้านพักเด็กและครอบครัว  จังหวัดปทุมธานี สถานสงเคราะห์เยาวชน มูลนิธิมหาราช  จังหวัดปทุมธานี สถานแรกรับเด็กหญิงบ้านธัญญพร  จังหวัดปทุมธานี สถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง ชายธัญบุรี  จังหวัดปทุมธานี สถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง หญิงธัญบุรี  จังหวัดปทุมธานี ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน บ้านอุเบกขา  จังหวัดนครปฐม ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน บ้านมุทิตา  จังหวัดนครปฐม ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก  จังหวัดนครปฐม และศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายสิรินธร  จังหวัดนครปฐม รวมมูลค่าเป็นเงินทั้งสิ้น 256,080 บาท (สองแสนห้าหมื่นหกพันแปดสิบบาทถ้วน) โดยมีผู้แทนสถานสงเคราะห์แต่ละแห่งเป็นผู้รับมอบ

นับตั้งแต่เกิดวิกฤตแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ปรับแผนการดำเนินงานการช่วยเหลือประชาชนทั้งด้านบรรเทาสาธารณภัย สังคมสงเคราะห์ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน พร้อมประสานงานเพื่อให้ความช่วยเหลือเชิงรุกทั้งในส่วนของประชาชน ชุมชน และบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดตั้งโรงครัวที่มูลนิธิฯ ประกอบอาหารปรุงสุกเพื่อบรรเทาทุกข์ผู้ได้รับผลกระทบ รวมงบประมาณดำเนินการออกช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นับตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบันเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 35 ล้านบาท


ติดต่อสอบถาม รวมถึงติดตามข่าวสารกิจกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ – ผู้ประสบภัยต่างๆ ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung
#ป่อเต็กตึ๊ง ยึดมั่นอุดมการณ์ อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต
“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง110ปีความดีที่ยั่งยืน
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน...

กลุ่มตอลิบานย้ำชัด ให้สิทธิสตรีภายใต้กรอบกฎหมายอิสลาม ยืนยันไม่อยากมีศัตรูทั้งในและนอกประเทศ

คาบูล (เอเอฟพี/รอยเตอร์/บีบีซี นิวส์) - กลุ่มตอลิบานแถลงอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยึดกรุงคาบูล ว่า พวกเขาต้องการความสัมพันธ์ที่สงบสุขกับประเทศอื่น ๆ และจะเคารพสิทธิสตรีภายใต้กรอบกฎหมายอิสลาม ด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ มีคะแนนนิยมเหลือเพียงร้อยละ 46 ในการสำรวจความคิดเห็นประชาชนอเมริกันล่าสุด ลดลงจากร้อยละ 53 ในการสำรวจครั้งก่อน และถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ

โฆษกของกลุ่มตอลิบานกล่าวว่า พวกเขาไม่ต้องการศัตรูทั้งในและนอกประเทศ สตรีในอัฟกานิสถานจะได้รับอนุญาตให้ทำงาน เข้าเรียน รวมถึงการเคลื่อนไหวในสังคม แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายอิสลาม พร้อมกับบอกว่าต้องการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลชุดที่แล้วมาร่วมทำงานในรัฐบาลใหม่ด้วย

ส่วนประเด็นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน โดยเฉพาะชาวอัฟกันที่ทำงานให้กับสหรัฐฯ และชาติตะวันตกที่กลัวว่าจะถูกแก้แค้นนั้น โฆษกตอลิบานได้ประกาศนิรโทษกรรมให้ และระบุว่าจะไม่มีใครได้รับอันตราย ส่วนในระดับนานาชาติที่เกรงกันว่า อัฟกานิสถานจะกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของกลุ่มก่อการร้ายอีกครั้งนั้น โฆษกตอลิบานย้ำว่า จะไม่ยอมให้ใครใช้อัฟกานิสถานเพื่อก่อการร้ายจะไม่ให้ใครใช้แผ่นดินนี้ไปทำร้ายประเทศอื่น

กลุ่มตอลิบาน ระบุว่า 'อับดุล กานี บาราดาร์' หนึ่งในแกนนำและผู้ก่อตั้งกลุ่มตอลิบาน ได้เดินทางกลับมายังอัฟกานิสถานเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี ก่อนหน้านี้ บาราดาร์ถูกจับกุมในปี 2010 แต่ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในปี 2018 ตามคำขอของรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เพื่อให้เขามีส่วนร่วมในการเจรจาสันติภาพ

ทั้งนี้ ในช่วงที่กลุ่มตอลิบานปกครองอัฟกานิสถาน ในปี 1996-2001 พวกเขาได้นำกฎหมายชารีอะห์ของอิสลามมาใช้ ทำให้สตรีไม่มีสิทธิทำงาน และเด็กผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้ไปโรงเรียน นอกจากนี้ สตรีในอัฟกานิสถานยังต้องสวมผ้าคลุมแบบอิสลามตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าโดยเว้นเพียงดวงตาเมื่ออยู่นอกบ้าน และจะออกข้างนอกได้ก็ต่อเมื่อมีญาติผู้ชายอยู่ด้วยเท่านั้น

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และชาติตะวันตกเริ่มกลับมาเปิดเที่ยวบินอพยพเจ้าหน้าที่สถานทูตและพลเรือนอีกครั้ง หลังเกิดเหตุชุลมุนที่สนามบินคาบูลเมื่อวันจันทร์เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐฯ เผยว่า เที่ยวบินของกองทัพสหรัฐฯ อพยพชาวอเมริกันออกจากกรุงคาบูลได้ราว 1,100 คน ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษระบุว่า พวกเขาตกลงที่จะจัดการประชุมผ่านระบบออนไลน์ของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก หรือจี 7 ในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือเกี่ยวกับกลยุทธ์และแนวทางร่วมกันต่ออัฟกานิสถาน

ในอีกด้านหนึ่ง ผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอสที่จัดทำขึ้นเมื่อวันจันทร์พบว่า ชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ร้อยละ 46 ยอมรับในผลงานของประธานาธิบดีไบเดน ซึ่งร่วงลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม โดยลดลงจากเดิมที่ร้อยละ 53 จากผลสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อวันศุกร์ คะแนนนิยมของประธานาธิบดีไบเดนลดลงในขณะที่กลุ่มตอลิบานได้บุกยึดกรุงคาบูลหลังสหรัฐฯ ตัดสินใจถอนกำลังทหารทั้งหมดที่ประจำการในอัฟกานิสถานมาเป็นเวลา 20 ปี ซึ่งใช้งบประมาณไปเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33 ล้านล้านบาท) และทำให้ทหารอเมริกันจำนวนมากต้องเสียชีวิต อย่างไรก็ดี ผู้ที่ออกเสียงลงคะแนนให้ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตส่วนใหญ่ระบุว่า สถานการณ์วุ่นวายในอัฟกานิสถานเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ ควรถอนตัวออกมา


ที่มา : https://www.naewna.com/inter/595967


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

พลิกปูมประวัติศาสตร์การเมืองไทย “วันเสียงปืนแตก” เมื่อ 7 สิงหาคม 2508 ไม่ใช่วันที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ปะทะ กับกองกำลังของรัฐบาลเป็นครั้งแรก

ทำไม 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508 จึงเป็นวันเสียงปืนแตกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ทั้ง ๆ ที่ครั้งแรกกองกำลังติดอาวุธของพคท.ปะทะกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองนั้นเป็นวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2508

7 สิงหาคม ของทุกปีจะมีการกล่าวถึง วันเสียงปืนแตก เมื่อ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508 ของพคท. (ซึ่งไม่มีวันที่จะกลับไปเหมือน 56 ปีก่อน เพราะพคท.ล่มสลายไปแล้ว จะเหลืออยู่แต่พวกที่มีอุดมการณ์ที่ส่วนใหญ่ฝังตัวอยู่อย่างเหนียวแน่นในวงการเมือง) โดยพคท. อ้างว่า เริ่มปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจของรัฐบาลไทยเป็นครั้งแรก ที่บ้านนาบัว ตำบลเรณูนคร จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508 (นักวิชาการบางส่วนก็ว่าเป็นวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2508 หรือ 080808) ซึ่งต่อมาเรียกวันนี้ว่า "วันเสียงปืนแตก" นับเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ด้วยอาวุธของพรรคกับรัฐบาล

องค์บริหารส่วนตำบลโคกหินแฮ่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ให้ข้อมูลถึงบ้านนาบัว ซึ่งพคท.ถือเป็นจุดเสียงปืนแตกว่า เป็นชุมชนตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2434 โดยชาวบ้าน 90% อพยพมารวมกันเพราะไม่มีที่ทำกิน ปีพ.ศ. 2445 ยกฐานะเป็นหมู่บ้าน ปีพ.ศ. 2500 เริ่มมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ปีพ.ศ. 2504 มีการจับกุมราษฎรในหมู่บ้านข้อหาอันธพาล นำไปขังลืมไว้ที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม และย้ายไปขังไว้ที่เรือนจำสันติบาล กรุงเทพฯ

พันตำรวจเอกสงัด โรจนภิรมย์ ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ได้รับบาดเจ็บสาหัสในวันเสียงปืนแตก ถูกยิง 3 นัด เข้าที่ขาขวาท่อนล่าง 1 นัด เหนือราวนมขวา 1 นัด หลังเท้าขวา 1 นัด และถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ กรุงเทพฯ

ปีพ.ศ. 2507 แม้ราษฎรจะถูกปล่อยตัวกลับมาสู่ภูมิลำเนาของตัวเอง แต่รัฐบาลได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารและอาสาสมัคร มาเคลื่อนไหวปราบปรามราษฎรอย่างหนัก ราษฎรในพื้นที่ทยอยเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มากขึ้น วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508 ทางการได้ส่งตำรวจทหารปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างหนัก ในพื้นที่รอยต่อสามอำเภอ คือ อำเภอธาตุพนม อำเภอเมือง อำเภอนาแก พื้นที่ระหว่างบ้านนาบัว บ้านหนองฮี บ้านดงอินำ

วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508 เกิดการปะทะขึ้นที่บ้านนาบัว ตำบลเรณูนคร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เมื่อหน่วยติดอาวุธเคลื่อนที่ของพคท. จำนวน 8 คน ประกอบด้วย นายหนูลา จิตมาตย์, นายหนูทอง นามวุฒิ, นายคำทา จิตมาตย์, นายลำเงิน จิตมาตย์, นายกายน ดำบุดดา, นายสนไชย มูลเมือง, นายยวน จิตมาตย์ และนายกองสิน จิตมาตย์ ได้ปะทะ ยิงต่อสู้กับกำลังของตำรวจ “สหายเสถียร” หรือ “กองสิน จิตมาตย์” วัย 25 ปี ได้ยิงคุ้มกันเพื่อให้สหายถอยออกไปได้ แต่ตนเองตกอยู่ในที่ล้อม จนมุมอยู่คันนากลางทุ่ง และถูกยิงเสียชีวิต สำหรับหน่วยดังกล่าว อยู่ภายใต้ “ขุนรมย์ จิตมาตย์” ผู้ปฏิบัติงานของพคท. การปะทะนานประมาณ 45 นาที ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ สูญเสีย ส.ต.อ. ชัยรัตน์ สิงห์ด้วง ถูกกระสุนปืนเสียชีวิต ส.ต.ต. มนต์ชัย โพธิดอกไม้ บาดเจ็บถูกยิงขาทะลุ พ.ต.อ. สงัด โรจนภิรมย์ ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ได้รับบาดเจ็บสาหัส

“สหายเสถียร” หรือ “กองสิน จิตมาตย์” ซึ่งถูกยิงสียชีวิตในวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508

หลังจากนั้นทางราชการยิ่งปราบปรามมากยิ่งขึ้น ผู้ใหญ่บ้านพร้อมกับราษฎรหลายคนในหมู่บ้าน ถูกจับในข้อหากระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ ทางการยิ่งเร่งการปราบปรามมากยิ่งขึ้นไปอีก สั่งให้ราษฎรทำรั้วรอบหมู่บ้านอย่างแน่นหนา สั่งให้ชาวบ้านไปรายงานตัวก่อนออกไปทำไร่ทำนา และช่วงกลับมาบ้านอย่างเคร่งครัด ถ้าคนไหนฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างหนัก เช่น เตะ ตี และนำไปคุมขังที่ค่ายทหารบ้านหนองฮี และส่งไปที่ค่ายทหารกองทัพภาคที่ 2 อำเภอมุกดาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ในขณะนั้น

เมื่อทางราชการเร่งมือปราบปราม ราษฎรก็ยิ่งหลั่งไหลเข้าร่วมต่อสู้กับ พคท.มากยิ่งขึ้น จนเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2508 พคท.เปิดการประชุมคณะกรรมการกรมการเมืองขึ้นที่ภูพาน มีมติ ให้ประกาศการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตชนบทอย่างเป็นทางการ หลังจากตระเตรียมการสร้างฐานที่มั่นในเขตป่าเขา มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2506 และให้วันที่ 7 สิงหาคม เป็น “วันเสียงปืนแตก” และถือเป็นวันเริ่มต้นของสงครามประชาชนในประเทศไทย

พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) (Communist Party of Thailand - CPT) เดิมเรียก พรรคคอมมิวนิสต์สยาม เริ่มก่อตั้งโดย โฮจิมินห์ ชาวเวียดนาม ใช้นามแฝงว่า สหายซุง โดยประชุมครั้งแรกแบบลับ ๆ ที่ โรงแรมตุ้นกี่ หน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง เมื่อ 20 เมษายน พ.ศ.  2473 โดยแต่งตั้งหลี หรือ โงจิ๊งก๊วก เป็นเลขาธิการพรรคคนแรก และมีตัวแทนสองคนคือ ตัง หรือ เจิ่นวันเจิ๋น และ เหล่าโหงว หรือ อู่จื้อจือ จนก่อตั้งเป็นรูปร่างเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2485

หลังการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1 ที่กรุงเทพมหานคร โดยมีสมาชิกก่อตั้ง 57 คน พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นพรรคแนวอุดมการณ์ ยึดมั่นในลัทธิมาร์กซิส-เลนิน และลัทธิเหมา โดยมีความมุ่งหมายเพื่อสร้างความเสมอภาคทางชนชั้น ชี้นำสังคมโดยพรรคคอมมิวนิสต์ และต่อสู้เอาชนะระบบทุนนิยมด้วยวิธี "ป่าล้อมเมือง" แต่มิได้จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายอย่างเป็นทางการ ในอดีตยังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทย ซึ่งเป็นสมาชิกของ พคท. อีกด้วย 

พรรคคอมมิวนิสต์สยาม ประชุมครั้งแรกแบบลับ ๆ ที่ โรงแรมตุ้นกี่ หน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง เมื่อ 20 เมษายน พ.ศ. 2473

แต่ภายหลังการรัฐประหารเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ที่ฝ่ายทหารได้ทำรัฐประหารล้มล้างรัฐบาล นายปรีดี พนมยงค์ สมาชิกพรรคจำนวนมาก เนื่องจากเป็นพรรคพวกของนายปรีดีด้วยเคยร่วมงานในขบวนการเสรีไทยถูกจับ ทำให้พรรคต้องยุติการเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย แล้วมุ่งสู่ชนบทเพื่อหาแนวร่วมจากประชาชนระดับล่าง ในที่สุดจึงต้องจับอาวุธขึ้นสู้กับฝ่ายรัฐบาล

เหตุที่ พคท.จึงไม่ยอมรับให้วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2508 เป็นวันเสียงปืนแตกของ พคท. (และเป็นวันกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย) และไม่ยอมรับวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 ซึ่งเป็นวันที่มวลชนพลพรรค พคท. ในเขตงานจังหวัดอุบลราชธานี ประกาศเป็น "วันกองทัพ" ของ พคท. แต่กลับยอมรับเอาวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508 เป็นวันเสียงปืนแตกครั้งแรก และยังให้ถือเป็นวันกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) มีความเป็นมาดังนี้ 

พื้นที่ป่า ตำบลโพนทอง อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ

เขตงานปฏิบัติการในพื้นที่ จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ภายใต้อำนาจการบังคับบัญชาของสหาย "เพียร" (ครูเพียร) ซึ่งตั้งฐานที่มั่นอยู่ ณ ป่าภูเกษตร ตำบลโพนทอง อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี (ซึ่งปัจจุบันเป็น ตำบลโพนทอง อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ) วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2508 สหายเพียร ได้นำกองกำลังพลพรรค พคท.ดักซุ่มโจมตีรถตำรวจบนเส้นทางระหว่างบ้านป่าเตยกับบ้านคำไหล เขตงาน อำเภอเลิงนกทา จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็น อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร) โดยการปฏิบัติการในครั้งแรกนี้ถือว่า กองกำลัง พคท.ประสพความสำเร็จสูงสุด

เนื่องจากสามารถทำลายรถตำรวจลงได้ มีตำรวจเสียชีวิต 3 นาย พร้อมทั้งได้ยึดอาวุธบุทโธปกรณ์อื่น ๆ อีกหลายรายการ โดยที่กองกำลัง พคท.ไม่สูญเสียอะไรเลย ถือได้ว่าในการปะทะในครั้งนี้ พคท.ชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หลังจากปฏิบัติการเสียงปืนแตกเป็นวันแรก และได้รับชัยชนะโดยสมบูรณ์แบบ ต่อมามีการประชุมคณะกรรมการเขตงานพิเศษ สหายเพียรได้รายงานรายละเอียดให้ที่ประชุมทราบ จึงได้รับการตอบรับจาก สหาย สวน (วิรัช อังคถาวร ) และกล่าวคำชื่นชมว่า "เป็นความกล้าหาญและฉลาดมาก" แต่แล้วทำไม พคท. จึงปฏิเสธการรับเอาวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2508 ให้เป็นวันเสียงปืนแตกครั้งแรก

สหายเพียร ซึ่งได้รวบรวมมวลชน พคท.จัดตั้งกองกำลังติดอาวุธขึ้น ณ ฐานที่มั่นป่าภูเกษตร ซึ่งในเวลานั้นเรียกกองกำลังติดอาวุธกลุ่มนี้ว่า "พลพรรคประชาชนต่อต้านอเมริกาแห่งประเทศไทย (พล.ปตอ.) โดยมีเป้าหมายคือ ปฏิบัติการ "ต่อต้านอเมริกา" และประกาศวันก่อตั้ง "กองทัพ" เป็นทางการในวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 โดยมี สหายเพียร เป็นประธานในพิธี แต่ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "กองทัพปลดแอกของประชาชนแห่งประเทศไทย" (ทปท.) ด้วยเหตุผลว่า เมื่อ ทปท. มีเป้าหมายขับไล่อเมริกาแล้ว ก็ต้องขับไล่รัฐบาล "เผด็จการ" ด้วย เพราะรัฐบาลเผด็จการในเวลานั้นอยู่ในภายใต้อำนาจของจักรวรรดินิยมอเมริกา

สหาย “ลุงคำตัน” พ.ท.พโยม จุลานนท์ (บิดาของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรีคนปัจจุบัน)

เหตุผล พคท.ปฏิเสธไม่ยอมรับวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2508 หรือวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508  เป็นวันวันกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย โดยวันทั้งสองนี้เกิดจากผลของ "ปฏิบัติการ" และผลจากการ "ก่อตั้ง" ของสหายเพียร ผู้มีอดีตเป็นครูบ้านนอก เป็นนักต่อสู้กับผู้มีอิทธพลท้องถิ่นชนิดตาต่อตา เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อปี พ.ศ. 2492 เดินทางไปรับการอบรมลัทธิมาร์ค เลนิน ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เป็นรุ่นแรก เมื่อปี พ.ศ. 2495 (รุ่นเดียวกับ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร, วิรัช  อังคถาวร, พ.ท.พโยม จุลานนท์ (บิดาของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรีคนปัจจุบัน), ผิน บัวอ่อน, ธง แจ่มศรี, รวม วงษ์พันธ์ และคนอื่น ๆ รวม 20 คน)

เมื่อสำเร็จการอบรมแล้วได้เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2499 และ พคท.แต่งตั้งให้ ครูเพียร เป็น "ผู้อำนวยการสถาบันอบรมลัทธิมาร์ค - เลนิน" ซึ่งเปิดดำเนินการลับ ๆ ในจังหวัดพระนคร รับผู้ฝึกอบรมได้ประมาณ 4 - 5 รุ่น ต้องปิดตัวลงเมื่อมีเค้าลางว่า จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์จะทำการรัฐประหาร หลังจากสถาบันฯ ปิดตัวลง พคท.ได้ส่งตัวสหายเพียรไปช่วยงานเป็นครูสอนภาษาไทยให้กับพลพรรคคอมมิวนิสต์ "มาลายา" (พคม.) หลังจากปฏิบัติงานเป็นครูสามารถสอนภาษาไทยให้นักเรียนที่เป็นพลพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาแล้ว จึงเดินทางกลับประเทศไทย แล้วถูก พคท. กำหนดให้เป็นผู้จัดหา "ฐานที่มั่น" และเตรียมจัดตั้งกำลังรบให้ พลพรรค พคท.ในเขตพื้น จังหวัดตรังเชื่อมโยงกับ จังหวัดพัทลุง ในเขตพื้นที่ จังหวัดนครศรีธรรมราชเชื่อมโยงกับ จังหวัดสุราษฎร์ฯ

ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร

ธง แจ่มศรี อดีตเลขาธิการ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

จากนั้นปี พ.ศ. 2505 พคท. ส่งสหายเพียรไป "ขยายมวลชน" ในจังหวัดนครพนม โดยได้สร้างฐานที่มั่นขึ้นในป่า ตำบลดงหลวง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม โดยปฏิบัติการอบรมจนขยายมวลชนได้อย่างกว้างขวางเป็นที่พอใจของ พคท. ในปี พ.ศ. 2506 จึงเดินทางไปปฏิบัติงานในเขตงาน อำเภอเลิงนกทา จังหวัดอุบลราชธานี โดยประจำอยู่ที่ฐานที่มั่นในป่า "โคกกลาง" ตำบลบ้านด่าน ปฏิบัติงานอยู่ในเขตพื้นที่แห่งนี้เป็นเวลา 6 เดือน แล้วจึงเดินทางเข้าเขตงาน อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี และตั้งฐานที่มั่นในป่าภูเกษตร ตำบลโพนทอง ตามที่ได้กล่าวแล้ว

ต่อมา สหายเพียร เป็น "แกนนำ" ในการคัดง้างกับ "ฝ่ายค้าน" อุดมการณ์พรรค" (ฝ่ายลัทธิแก้) ซึ่งมี "ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร" เป็นแกนนำ แต่ฝ่ายของประเสริฐ ทรัพย์สุนทร มีอำนาจในพรรคเหนือกว่า ฝ่ายสหายเพียรจึงสู้ไม่ได้ นอกจากความขัดแย้งในเรื่องอุดมการณ์แล้ว ฝ่ายของประเสริฐยังนำเอาเรื่องที่สหายเพียรผิดวินัยพรรคเมื่อครั้งเป็นผู้อำนวยการสถาบันอบมรมลัทธิมาร์คซิส - เลนิน มาโจมตีอย่างไม่หยุดหย่อน (ความผิดนั้นคือ สหายเพียร มีผู้หญิงคนใหม่ ในขณะที่สหายเพียรมีภรรยาและลูกอยู่แล้ว) ด้วยสาเหตุ 2 ประการนี้ สหายเพียรจึงถูกยึดทุกตำแหน่งในพรรคทั้งหมด จนเหลือเพียงแค่ตำแหน่งสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2509 สหายเพียร จึงออกมอบตัวกับทางราชการ และกลายเป็นคน "ทรยศ" และเป็นคน "นอกพรรค" ไป

ด้วยเหตุนี้ พคท.จึงไม่ยอมรับผลงานที่สหายเพียรสร้างไว้ให้อยู่ปรากฏบนหน้าประวัติศาสตร์ของ พคท. จึงเป็นสาเหตุของการไม่ยอมรับว่า วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2508 เป็นวันเสียงปืนแตกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 เป็นวันกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย 

ด้วยเหตุนี้เอง พคท.จึงถือเอาวันที่ 7 สิหาคม พ.ศ. 2508 เป็นวันเสียงปืนแตกครั้งแรก ซึ่งเป็นวันแรกที่พคท.สู้รบ และได้รับความ "พ่ายแพ้" ทั้งยังถือเป็นวันกองทัพปลดแอกของประชาชนแห่งประเทศไทยแทนวันทึ่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2508 อันเป็นวันเสียงปืนแตกวันแรก และกองกำลังติดอาวุธของพคท.สามารถทำการรบเอารบชนะเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอย่างเด็ดขาด หรือวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 อันเป็นวันที่ สหายเพียร ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า เป็นวันกองทัพปลดแอกของประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) เมื่อก่อนหน้านี้แล้ว

หลังจาก “วันเสียงปืนแตก” เป็นต้นมา การต่อสู้ก็ดำเนินต่อเนื่องเรื่อยมา รัฐบาล จอมพล ถนอม กิตติขจร ใช้นโยบาย “การทหารนำการเมือง” มีการสู้รบกันอย่างรุนแรงทั่วทุกภาค ภายหลังเหตุการณ์ "6 ตุลา 19" นักศึกษา ปัญญาชนหลายพันคนได้ตัดสินใจเข้าป่าร่วมการต่อสู้กับ พคท. ส่งผลให้พรรคเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกัน ภายในพรรคก็เกิดความแตกแยกทางความคิดอย่างรุนแรงระหว่างสมาชิกรุ่นเก่ากับสมาชิกรุ่นใหม่ รัฐบาลก็แก้เกมการเมืองได้อย่างทันท่วงที โดยหันไปสร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีน ผู้ให้การช่วยเหลือรายใหญ่ของพรรคในเวลานั้น จีนต้องยุติการช่วยเหลือแก่พรรค

คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 หรือคำสั่งที่ 66/23 เป็นคำสั่งรัฐบาลไทยที่กำหนดนโยบายสำคัญในการต่อสู้กับการก่อการกำเริบของคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในช่วงปลายสงครามเย็น คำสั่งดังกล่าวออกเมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2523 และลงนามโดยนายกรัฐมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์

ต่อมารัฐบาลไทยหันมาใช้นโยบาย “การเมืองนำการทหาร” ด้วยการประกาศ "นโยบาย 66/2523" อันมีสาระสำคัญให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อพัฒนาชาติไทย ไม่เอาผิดกฎหมายกับคนที่เข้าป่าจับอาวุธสู้กับรัฐ มีโครงการแจกที่ดินทำกินให้แก่ชาวบ้านที่ออกมามอบตัว ส่งผลให้นักศึกษาและประชาชนออกมามอบตัวกันเกือบหมด ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยตกต่ำ และล่มสลายลงในเวลาอันรวดเร็วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา

คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 หรือคำสั่งที่ 66/23 เป็นคำสั่งรัฐบาลไทยที่กำหนดนโยบายสำคัญในการต่อสู้กับการก่อการกำเริบของคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในช่วงปลายสงครามเย็น คำสั่งดังกล่าวออกเมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2523 และลงนามโดยนายกรัฐมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ คำสั่งนี้ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากท่าทีทหารสายแข็งที่ดำเนินมาแต่รัฐบาลฝ่ายขวาในยุคที่นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. 2519 ถึง พ.ศ. 2520) มาสู่สายกลางมากขึ้น และให้ความสำคัญต่อมาตรการทางการเมืองเหนือการปฏิบัติทางทหารอย่างเป็นทางการ

คำสั่งนี้กำหนดให้มีการจัดการความอยุติธรรมทางสังคม และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองและกระบวนการประชาธิปไตย มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมสอดคล้องกับคำสั่งอนุญาตให้ผู้แปรพักตร์ผละขบวนการก่อการร้าย เมื่อประกอบกับการลดลงของการสนับสนุนจากต่างชาติ นำไปสู่การเสื่อมสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในปัจจุบันพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้สลายตัวแล้วอย่างสมบูรณ์ ในช่วงปี พ.ศ. 2523 และการจดทะเบียนพรรคการเมืองในชื่อ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ไม่สามารถกระทำได้ตามกฎหมายเนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายพรรคการเมือง เพราะพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นรูปแบบการปกครองแบบหนึ่ง แม้ปัจจุบันมีผู้พยายามสืบทอดพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยให้คงอยู่ แต่ไม่ได้มีบทบาทอะไรทางการเมืองเช่นในอดีตแล้ว

ด้วยเหตุที่ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยถือเอา 7 สิหาคม พ.ศ. 2508 เป็นวันเสียงปืนแตกแห่งความพ่ายแพ้ การสู้รบของพคท. จึงพ่ายแพ้ พลพรรคยอมจำนนต่อทางการตามนโยบาย 66/23 ฤกษ์วันที่ 7 สิงหาคมของขบวนการผู้คิดร้ายต่อชาติบ้านเมืองจึงกลายเป็น ‘ฤกษ์แห่งความ "พ่ายแพ้" ตลอดกาล’ 

จะไม่มีเหตุการณ์เช่นวันเสียงปืนแตกเกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้อีก และบรรดาผู้ที่คิดและมุ่งร้ายต่อบ้านนี้เมืองนี้ที่สุดย่อมได้รับผลจากการกระทำทั้ง กายกรรม มโนกรรม และวจีกรรม จากที่ได้ทำผิดคิดชั่วเช่นที่ปรากฏให้เห็นในมากมายหลายต่อหลายราย ด้วยราชอาณาจักรไทยอันเป็นที่รักของเราท่าน มีสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิมากมาย คอยปกปักษ์รักษา คอยปกป้องคุ้มครอง ซึ่งจะทำให้สถาบันหลักทั้งสามดำรงคงอยู่เป็นหลักชัยของประชาชนชาวไทยตลอดไป

พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยยอมบิดเบือนข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ด้วยเพราะสหายเพียรกลับกลายเป็นฝ่ายตรงข้ามไป เรื่องราวของสหายเพียรจึงสืบค้นได้ยากมาก ๆ แต่ได้ความอนุเคราะห์ข้อมูลจากคุณพีระ ทองพิทักษ์ กัลยาณมิตรใน FB ได้กรุณาให้ข้อมูลเรื่องนี้มา ผู้เขียนจึงได้สอบทานกับผู้หลักผู้ใหญ่ในวงข่าวกรองก็ได้รับการบอกเล่าข้อมูลลักษณะเดียวกัน โดยกองกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเคยมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก่อนวันที่ 7 สิหาคม พ.ศ. 2508 หลายครั้งแล้ว


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : คุณพีระ ทองพิทักษ์


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

มทบ.12 จัดรถครัวสนามช่วยเหลือประชาชนให้ผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19

ปราจีนบุรี-มทบ.12 จัดรถครัวสนามช่วยเหลือประชาชนให้ผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19 

19 ส.ค.64 ที่โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี พล.ต.ดิฐพงษ์ เจริญวงศ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 12 และ คุณทัศนีย์ เจริญวงศ์ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก มทบ.12 นางอารีย์ เลิศกิจเจริญผล ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างปราจีนบุรี พร้อมด้วยผู้บริหาร กลุ่มวิทยากรจิตอาสา 904 จัดรถครัวสนาม เพื่อประกอบอาหารปรุงสำเร็จ และน้ำดื่ม จำนวน 500 ชุด พร้อมมอบเงินสนับสนุน เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ สำหรับใช้ช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 

ทั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนอาหารว่าง, Face Shield จำนวน 200 ชิ้น พร้อมด้วยน้ำดื่ม จากวิทยาลัยสารพัดช่างปราจีนบุรี เพื่อมอบให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนที่มารับบริการ รพ.ค่ายจักรพงษ์ อีกทั้งร่วมส่งกำลังใจ "หนึ่งคำพูด ล้านกำลังใจ สู้ภัยโควิด-19 " ขอบคุณบุคคลากรทางการแพทย์ ในการปฏิบัติงานอย่างทุ่มเท เสียสละเพื่อประชาชนชาวจังหวัดปราจีนบุรี

ในการนี้ได้นำอาหารปรุงสำเร็จแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ชุมชนรอบค่ายฯ (Army Delivery) เพื่อเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ตามโครงการ "มีแล้ว...แบ่งปัน"

ณัฐวัฒน์  กุลเศรษฐ์สุวภา  ผู้สื่อข่าว จ.ปราจีนบุรี

 

ปลัด พม. เปิดเผย จนท.พม. ทำงานทุ่มเท ตลอด 24 ชม. เฝ้าติดตามสถานการณ์ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 และได้ช่วยเหลือกลุ่มคนเปราะบางกว่า 44,000 ราย

ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว ถนนกรุงเกษม กรุงเทพฯ นางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เปิดเผยว่า ด้วยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการบริหารภาวะวิกฤติโควิด-19 กระทรวง พม. เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลและการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ คนเร่ร่อน ไร้บ้าน และผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งผู้ป่วยติดเตียง ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนและความยากลำบากจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมทั้งการสื่อสารสังคม การรายงาน และติดตามผลการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางจนสิ้นสุดกระบวนการ โดยทำงานเชื่อมโยงกับศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม. โทร. 1300 ที่ทำงานตลอด  24 ชั่วโมง  อีกทั้งได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการบริหารภาวะวิกฤติโควิด- 19 ระดับจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อประสานการช่วยเหลือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ 

นางพัชรี กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. 64 จนถึงวันที่ 19 ส.ค. 64 กระทรวง พม. ได้ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางที่เป็นผู้ป่วยโควิด-19 และประสบปัญหาทางสังคมทั่วประเทศ  รวมจำนวน 44,847 ราย โดยทำงานประสานความร่วมมือกับ กระทรวงสาธาณสุข สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร ภาคเอกชน มูลนิธิต่างๆตลอดทั้งสื่อมวลชน แบ่งเป็นในพื้นที่ กทม. 6,717 ราย และส่วนภูมิภาค 38,130 ราย โดยแบ่งเป็น 1. เด็กและเยาวชน 7,950 ราย 2. คนพิการ 8,698 ราย 3. ผู้สูงอายุ 6,650 ราย 4. ผู้ป่วยติดเตียงและป่วยเรื้อรัง 555 ราย 5. คนเร่ร่อนและคนไร้ที่พึ่ง 1,787 ราย 6. สตรีตั้งครรภ์ 97 ราย และ 7. ผู้ประสบปัญหาทางสังคมอื่นๆ 19,110 ราย  สำหรับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางตามภารกิจ กระทรวง พม. มีการดำเนินการที่สำคัญ  ดังนี้ 1. กระบวนการสังคมสงเคราะห์ ได้แก่ 1.1) การให้คำปรึกษา 13,920 ราย 1.2) ประสานส่งกลับภูมิลำเนา 377 ราย 1.3) ประสานส่งต่อ 2,729 ราย 1.4) การมอบเครื่องอุปโภคและบริโภค 183,552 ชุด และ 1.6) การช่วยเหลือเป็นเงิน 42,034,163 บาท และ 2. ประสานกระบวนการสาธารณสุข ได้แก่ 2.1) การตรวจเชื้อ 1,877 ราย 2.2) การรักษา 1,907 ราย 2.3) ฉีดวัคซีน 9,272 ราย และ 2.4) จัดหาที่พักชั่วคราวและศูนย์พักคอย 1,345 ราย 

นางพัชรี กล่าวเพิ่มเติมว่า หากประชาชนกลุ่มเปราะบางที่กำลังประสบปัญหาทางสังคมและได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบของโรคโควิด-19 สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ 1) ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม. โทร. 1300 บริการ 24 ชั่วโมง 2) สายด่วนคนพิการ โทร. 1479 บริการ 24 ชั่วโมง 3) สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดทั่วประเทศ และ 4) อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ในพื้นที่ 

กระทรวงแรงงาน ออกระเบียบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างฉบับใหม่ อำนวยความสะดวกให้ลูกจ้างใช้สิทธิรับเงินสงเคราะห์ได้รวดเร็วขึ้น

กระทรวงแรงงานเผยราชกิจจานุเบกษาประกาศเผยแพร่ ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค.2564 เป็นต้นไป อำนวยความสะดวกให้ลูกจ้างใช้สิทธิรับเงินสงเคราะห์ได้รวดเร็วขึ้น

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมทั้งส่งผลกระทบต่อลูกจ้างที่ได้รับ ความเดือดร้อนจากการเลิกจ้าง และอาจไม่ได้รับการชดเชยตามกฎหมาย กรณีที่ลูกจ้างได้ยื่นเรื่องขอใช้สิทธิรับเงินช่วยเหลือจากเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งติดระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่ใช้ระยะเวลานาน ดังนั้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว กระทรวงแรงงานจึงได้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2564 เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการพิจารณาคำขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2564 ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศระเบียบดังกล่าวแล้ว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาคือมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค. 2564 เป็นต้นไป การแก้ไขระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างครั้งนี้ประเด็นสำคัญคือให้ลูกจ้างได้รับการบรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างรวดเร็ว สามารถเข้าถึงสิทธิการขอรับเงินสงเคราะห์อย่างทั่วถึง

นางโสภา เกียรตินิรชา โฆษกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างฉบับใหม่นี้ มีประเด็นสำคัญ ได้แก่ กรณีนายจ้างนำคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานไปยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานจะต้องรอคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดลูกจ้างจึงมีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งได้แก้ไขระเบียบดังกล่าวเป็นลูกจ้างสามารถยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ โดยไม่ต้องรอคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด หรือนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปโดยพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยดังกล่าว แม้คำสั่งนั้นไม่เป็นที่สุด และขยายระยะเวลาการยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ เดิมลูกจ้างต้องยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด แก้ไขระเบียบเป็น ลูกจ้างสามารถยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด นอกจากนี้การรักษาสิทธิในการยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์ เดิมลูกจ้างจะต้องมารับเงินสงเคราะห์ภายใน 60 วันนับตั้งแต่วันที่ทราบผลการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์ หากไม่มารับเงินภายใน 60 วัน สิทธิการรับเงินสงเคราะห์นั้นเป็นอันระงับ แก้ไขระเบียบดังกล่าวเป็นกรณีลูกจ้างไม่สามารถมารับเงินภายใน 60 วัน ลูกจ้างสามารถยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์ใหม่ได้ภายใน 1 ปี หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการขอรับเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครทุกพื้นที่ หรือโทรศัพท์สายด่วน 1546 หรือ 1506 กด 

"มหาวิทยาลัยมหิดล" คณะเทคนิคการแพทย์ และภาครัฐ บริการตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้กับ "คนพิการ"

มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ต.หนองปรือ อ.บางบะมุง จ.ชลบุรี คณะเทคนิคการแพทย์ "มหาวิทยาลัยมหิดล" นำโดย "อ.ดร.ธารารัตน์  ขาวเขียว" รักษาการแทนหัวหน้าสถานเวชศาสตร์ชันสูตร และทีมงานจากคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล รพ.บางละมุง / นพ.ชาญชัย ลิ้มธงเจริญ รอง ผอ.บางละมุง และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 6 ระยอง / นายวิศิษฎ์ ยี่สุ่นทอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ รักษาการ ผอ.สปสช.เขต 6 ระยอง ร่วมกิจกรรมให้บริการตรวจคัดกรองหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้กับ กลุ่มคนพิการ และครอบครัว ในพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

โดยมี "บาทหลวงภัทรพงศ์ ศรีวรกุล, C.Ss.R." ประธานมูลนิธิฯ / นายสัมฤทธิ์ ชาภิรมย์ ผู้จัดการฯ และคณะเข้าร่วมกิจกรรมคัดกรองฯ ซึ่งกิจกรรมในวันนี้มี "คนพิการ"  และครอบครัว เข้าร่วมตรวจคัดกรองหาเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมทั้งสิ้น จำนวน 622 ราย โดยได้รับการตรวจแบบ RT PCR และในช่วงระหว่างรอผลตรวจ RT PCR ทางมูลนิธิฯ จัดเตรียมที่พักไว้ให้ หากทราบผลตรวจ RT PCR "เป็นบวก" จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนำตัวเข้ารับการรักษาที่ "ศูนย์พักคอย" Community Isolation (CI) ซึ่งตั้งอยู่ ในมูลนิธิฯ ต่อไป

ในการนี้ "มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ" (ชลบุรี) ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ได้เสียวละเวลาอันมีค่า และแรงกาย แรงใจ เพื่อมอบโอกาสให้ "คนพิการ" และครอบครัว เข้าถึงบริการตรวจคัดกรองหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ในครั้ง

ครอบครัว ‘ธนากิจอำนวย’ แถลงการณ์ยืนยัน ‘ไฮโซลูกนัท’ แพทย์สรุปตาขวาไม่สามารถมองเห็นได้อีก ต้องรักษาต่อเนื่องอีกกว่า 6 เดือน เตรียมยื่นฟ้องตำรวจทั้งแพ่งและอาญา เหตุใช้วิธีสลายการชุมนุมผิดหลักสากล

19 สิงหาคม 64 เฟชบุ๊ก “Nat Thanakitamnuay” ของนายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ ไฮโซลูกนัท ที่โดนลูกหลงถูกยิงด้วยของแข็งเข้าที่บริเวณใบหน้าจนคิ้วขวาแตกได้รับบาดเจ็บระหว่างเข้าร่วมชุมนุม เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 64 ที่บริเวณแยกดินแดง โพสต์ระบุว่าอยู่ที่ กรมทหารราบที่ 1 ถ.วิภาวดี-รังสิต พร้อมข้อความ ว่า “I’m back cr: ไข่แมวชีส ดวงตาหนึ่งข้างที่ดับไปตลอดกาล แต่ผมไม่เคยมองเห็นชัดเจนขนาดนี้มาตลอดชีวิต #เผด็จการจงพินาศประชาราษฎร์จงเจริญ”

นอกจากนี้ยังมีการโพสต์แถลงการณ์ ดังนี้...

คำแถลงการณ์

กรณีอาการบาดเจ็บของนายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย (คุณลูกนัท)

ตามที่ได้ปรากฏข่าวสารเผยแพร่ทั่วไปเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2564 ว่า นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย (ลูกนัท) ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณใบหน้าและดวงตาจากการดำเนินการควบคุมและสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ ณ บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและแยกดินแดง กรุงเทพมหานคร จนต้องเข้ารับการตรวจรักษาจากคณะแพทย์นั้น

นายธนัตถ์ฯ และครอบครัวธนากิจอำนวย ขอขอบคุณคณะแพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาและผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ตลอดจนญาติมิตรที่ได้กรุณาช่วยเหลือ หรือติดตามสอบถามอาการบาดเจ็บของนายธนัตถ์ฯ และความคืบหน้าในการตรวจรักษาด้วยความห่วงใยและปรารถนาดีมาโดยตลอด ในการนี้ นายธนัตถ์ฯ และครอบครัว

ขอเรียนต่อสาธารณชนว่า ที่ผ่านมาทางครอบครัวและคณะแพทย์ผู้รักษายังไม่เคยให้ข่าวใด ๆ กับสื่อมวลชนหรือบุคคลที่มิใช่สมาชิกในครอบครัว ฉะนั้น ครอบครัวธนากิจอำนวยจึงขอแถลงข้อมูลตามความเป็นจริง โดยมีรายละเอียดดังนี้

ในประการแรก นายธนัตถ์ฯ ได้รับบาดเจ็บโดยมีบาดแผลฉีกขาดเป็นรูปครึ่งวงกลมที่บริเวณคิ้วขวา ลักษณะเกิดจากการถูกกระแทกด้วยวัตถุของแข็งไม่มีคม ลักษณะเป็นกระบอกกลม ซึ่งคณะแพทย์ผู้ตรวจรักษาได้ตรวจวินิจฉัยแล้วพบว่านายธนัตถ์ฯ มีแผลบวมช้ำที่เบ้าตาขวาและมีบาดแผลฉีกขาดที่คิ้วขวา กระจกตาขวาฉีกขาด ลูกตาขวาแตก จอประสาทตาขวาลอก จากนั้น นายธนัตถ์ฯ จึงได้เข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บจากคณะแพทย์ด้วยการผ่าตัดแล้ว ปัจจุบันมีอาการเบื้องต้นปลอดภัยและทรงตัว แต่ยังมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์เพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกเป็นเวลามากกว่า 6 เดือน โดยแพทย์มีความเห็นว่าภายหลังการรักษาเสร็จสิ้นแล้ว ดวงตาข้างขวาของนายธนัตถ์ฯ จะไม่สามารถมองเห็นได้อีก

ครอบครัวธนากิจอำนวยขอเรียนว่า นายธนัตถ์ฯ ได้เข้าร่วมการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2564 ซึ่งเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ได้บัญญัติรับรองเสรีภาพดังกล่าวไว้ โดยนายธนัตถ์ฯ มีเจตนาที่จะแสดงความคิดเห็นและชุมนุมอย่างสงบโดยยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีมาแต่แรกเริ่ม โดยตลอดการร่วมชุมนุมนายธนัตถ์ฯ ได้แสดงออกและพยายามอย่างเต็มที่ในการป้องกันและหลีกเลี่ยงพฤติการณ์ใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรง หรือความเสี่ยงต่อความรุนแรง ความวุ่นวาย และความเสียหายแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ดังที่ได้ปรากฏหลักฐานเป็นที่รับทราบโดยทั่วไป

ทั้งนี้ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) หรือเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องนั้นจะมีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายและดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม แต่ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวโดยเคารพและคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพและความปลอดภัยโดยรวมของประชาชนผู้เข้าร่วมการชุมนุม

อย่างไรก็ตาม ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในระหว่างการชุมนุมนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ได้เลือกใช้มาตรการในการสลายการชุมนุมหลายประการที่มีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตหรือร่างกายของผู้เข้าร่วมชุมนุม เช่น การยิงแก๊สน้ำตา หรือการยิงกระสุนยางเข้าใส่กลุ่มประชาชนผู้ชุมนุม ทั้งที่การชุมนุมดังกล่าวยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือสถานการณ์การใช้ความรุนแรงถึงระดับที่จะเป็นเหตุให้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการที่มีความรุนแรงในการสลายการชุมนุมดังกล่าว หรือหากแม้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในขณะนั้นอยู่ในสภาวะที่จำเป็นจะต้องใช้มาตรการยิงแก๊สน้ำตา หรือยิงกระสุนยาง ก็ตาม การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวก็จะต้องกระทำไปตามหลักการและมาตรฐานสากล

กล่าวคือ ในการปฏิบัติการยิงแก๊สน้ำตานั้น ต้องใช้วิธีการยิงแบบวิถีโค้งในลักษณะโพรเจกไทล์ (Projectile) โดยต้องไม่ทำการยิงวิถีตรงหรือเล็งเข้าหาตัวบุคคลอย่างเด็ดขาด และในส่วนของการยิงหรือใช้กระสุนยางนั้นต้องเล็งยิงไปในบริเวณที่ต่ำกว่าเอวหรือบริเวณขาเท่านั้น ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นแก๊สน้ำตาหรือกระสุนยาง ต้องห้ามยิงจากที่สูงหรือมุมสูงโดยเด็ดขาด ซึ่งในกรณีของนายธนัตถ์ฯ เกิดจากการยิงแก๊สน้ำตาที่ไม่ใช่การยิงแบบวิถีโค้ง จนเกิดเป็นความเสียหายที่ไม่อาจประเมินได้นั่นเอง

ดังนั้น นายธนัตถ์ฯ และครอบครัวจึงเห็นว่าการใช้มาตรการสลายการชุมนุมดังกล่าวเป็นการใช้กําลังและเครื่องมือควบคุมฝูงชนที่เกินจําเป็น ไม่ได้สัดส่วนที่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับแนวทางสากลในการจัดการและควบคุมฝูงชน ทั้งยังเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนเป็นเหตุให้ประชาชนจำนวนมากรวมถึงนายธนัตถ์ฯ ได้รับบาดเจ็บอันเป็นการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมของประชาชน

ด้วยเหตุนี้ นายธนัตถ์ฯ และครอบครัวจึงมีความประสงค์ที่จะใช้สิทธิในการดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งในคดีอาญา คดีแพ่ง และคดีอื่นใด กับบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อนายธนัตถ์ฯ เนื่องจากการใช้อำนาจหน้าที่ การปฏิบัติการ และการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวจนถึงที่สุดในทุกวิถีทาง โดยมีเจตนาเพื่อที่จะให้เป็นบรรทัดฐานและแบบอย่างในการปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธของประชาชนตามรัฐธรรมนูญฯ ที่บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของตน และอยู่ร่วมกันในสังคมโดยสามารถแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ รวมถึงเพื่อเป็นการปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีของนายธนัตถ์ฯ และครอบครัวตามกรอบของกฎหมายและตามรัฐธรรมนูญฯ โดยการดำเนินการดังกล่าวข้างต้นนี้นายธนัตถ์ฯ และครอบครัวมิได้มีเจตนาและมิได้มีความประสงค์ที่จะให้บุคคล กลุ่มบุคคล หรือฝ่ายการเมืองใดนำไปใช้ประโยชน์ในทางการเมือง ไม่ว่าในลักษณะหรือแง่มุมใดก็ตาม

ครอบครัวธนากิจอำนวยขอเรียนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายธนัตถ์ฯ ถือเป็นความสูญเสียครั้งร้ายแรงของครอบครัว ซึ่งครอบครัวธนากิจอำนวยหวังว่าการดำเนินการใด ๆ ต่อจากนี้ จะช่วยไม่ให้เกิดความสูญเสียหรือความรุนแรงในลักษณะเดียวกันต่อบุคคล หรือประชาชนที่ต้องการแสดงออกทางความคิดของตนโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยขอยืนยันว่าการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญฯ ของประชาชนต้องไม่ถูกขัดขวางหรือคุกคามโดยรัฐ รวมทั้งการใช้อำนาจหรือการปฏิบัติงานของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายต้องเป็นไปตามแนวทางสันติวิธีและเป็นไปตามหลักสากล โดยหลีกเลี่ยงการใช้กำลังหรือการทำให้เกิดความรุนแรงใด ๆ

ขอแสดงความนับถือ
ครอบครัวธนากิจอำนวย
วันที่ 19 สิงหาคม 2564


ที่มา : https://www.facebook.com/nat.tanat.democrat/posts/10165228930350648


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

จับตา คลังเตรียมเสนอ ครม. ยืดเก็บ VAT 7% ต่ออีก 2 ปี          

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง  เปิดเผยว่า กรมสรรพากรอยู่ระหว่างการเสนอกระทรวงการคลัง เพื่อส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบให้ขยายเวลามาตรการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 10% เหลือ 7% ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 2564 ออกไปอีก 1-2 ปี เพื่อเบาเทาความเดือดร้อนประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19"สถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการระบาดโควิด-19 ตอนนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีการขึ้นภาษี VAT ดังนั้นกรมสรรพากรจึงเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาการเก็บภาษี VAT 7% ออกไป 1 หรือ 2 ปี โดยการที่เสนอทางเลือกให้ขยายนานถึง 2 ปีด้วยนั้น เพราะเห็นว่าโควิด-19 ยังกระทบกับเศรษฐกิจอีก 1-2 ปี ถึงจะเริ่มฟื้นตัวได้ และที่ผ่านมาการเสนอคง VAT ก็จะมีทั้ง 1 ปี และขอขยายทีเดียว 2 ปีเลย หากเห็นว่าเศรษฐกิจมีปัญหามาก เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการมีความมั่นใจและวางแผนธุรกิจในระยาวได้" แหล่งข่าว กล่าว

แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า การคงเก็บภาษี VAT ที่ 7% จะไม่กระทบกับการเก็บรายได้ของกรมสรรพากรในปีงบประมาณ 2564 และ 2565 เนื่องจากการทำงบประมาณในส่วนของการประมาณการเก็บรายได้มีการประเมินไว้แล้วว่าจะไม่มีการเพิ่มภาษี VATอยู่แล้ว โดยการขึ้นภาษี VATทุก 1% จะทำให้รัฐบาลเก็บรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 7 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ คาดว่านายอาคม  เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง จะนำข้อเสนอเรื่องการขยายเวลามาตรการลดการจัดเก็บภาษี VAT จาก 10% เหลือ 7% ออกไปอีก 1 ปี หรือ 2 ปี ให้ ครม. พิจารณาภายในเดือนนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนได้วางแผนในการลงทุนและเกิดความมั่นใจเศรษฐกิจมากขึ้น

"การคงภาษี VAT 7% ไม่ได้ขึ้นเป็น 10% ทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้น้อยลง แต่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่า เพราะในวิกฤตโควิด-19ที่เศรษฐกิจขยายตัวลดลงมาก ประชาชนและผู้ประกอบการมีรายได้ลดลง แต่รายจ่ายยังเท่าเดิม การขึ้น VATตอนนี้จะเป็นการซ้ำเติมให้ประชาชนและผู้ประกอบการมีภาระมากขึ้น จนทำให้มีปัญหาเศรษฐกิจขยายตัวลดลงเพิ่มมากขึ้นไปอีก" แหล่งข่าว ระบุ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top