Tuesday, 23 June 2026
TheStatesTimes

ธ.ก.ส. ขยายเวลาพักหนี้-ลดดอกเบี้ย ช่วยเกษตรกรเจอโรคลัมปีสกิน

นายสมเกียรติ กิมาวหา รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคระบาดปศุสัตว์ ปี 2564 (ผู้เลี้ยงโค กระบือ และสุกร) ทั้งในส่วนของเกษตรกรลูกค้ารายคน วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งมีหนี้คงเหลือ ณ วันที่ 1 ก.ค. 2564 และมีงวดชำระในปีบัญชี 2564 ไม่รวมหนี้ในโครงการนโยบายรัฐ  โดยแจ้งเหตุความเสียหายจากสถานการณ์ดังกล่าวต่อสำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดและนำเอกสารจากสำนักงานปศุสัตว์ (กษ.01 หรือ กษ.02) มายื่นที่สาขา ธ.ก.ส. ภายในวันที่ 31 ส.ค. 2564

ทั้งนี้มาตรการช่วยเหลือ กรณีที่มีหนี้วงเงินกู้เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ธ.ก.ส. จะขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปเป็นระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันครบกำหนดชำระหนี้เดิม และกรณีเงินกู้เพื่อเป็นค่าลงทุน จะทำการทบทวนกระแสเงินสดและปรับตารางการชำระหนี้ใหม่ให้สอดคล้องกับที่มาแห่งรายได้ของลูกค้า อีกทั้งยังลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เหลืออัตรา 0% ต่อปี เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2564 – วันที่ 28 ก.พ. 2565 โดยมีวงเงินให้ความช่วยเหลือ กรณีประเมินความเสียหายเกิน 50% วงเงินช่วยเหลือเท่ากับต้นเงินกู้คงเหลือ 

หากเป็นเกษตรกรลูกค้ารายคนสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท วิสาหกิจชุมชนสูงสุดไม่เกิน 3 ล้านบาท กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตรสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท กรณีประเมินความเสียหายไม่เกิน 50% วงเงินช่วยเหลือครึ่งหนึ่งของต้นเงินกู้คงเหลือ หากเป็นเกษตรกรลูกค้ารายคนสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท วิสาหกิจชุมชนสูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านบาท กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตรสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท 

“แรมโบ้” ไม่เห็นด้วยม็อบ 3 นิ้ว ประกาศเคลื่อนขบวนไปยังพระบรมมหาราชวัง 7 ส.ค. เป็นการจาบจ้วง ก้าวล่วงที่มิบังควร คนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย หวั่นมือที่ 3 สร้างสถานการณ์ พร้อมเตือนหากก่อความรุนแรง จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2564 นายเสกสก อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการนัดชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอก หรือ ม็อบ 3 นิ้ว ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ที่จะเคลื่อนขบวนไปยังพระบรมมหาราชวัง เพราะที่ผ่านมาการชุมนุมของม็อบกลุ่มนี้ได้สร้างความรุนแรง มีทั้งระเบิดเพลิง ระเบิดปิงปอง อาวุธ หนังสติ๊ก กระสุนเหล็กต่าง ๆ ระดมใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ ยั่วยุทุกรูปแบบ ปิดถนนสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่สัญจรไปมาได้รับผลกระทบการทำมาหากินอย่างหนัก

และในวันที่ 7 สิงหาคม การที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะเคลื่อนขบวนไปยังพระบรมมหาราชวังนั้นยังทำให้ประชาชนคนไทยที่ปกป้องและจงรักภักดี รับไม่ได้กับวิธีคิดเช่นนี้ โดยอย่าให้ประชาชนคนไทยที่จงรักภักดี ปกป้องสถาบันต้องออกมาชุมนุมคัดค้านกับกลุ่มนี้เลย ขณะเดียวกันการเคลื่อนไปพระบรมมหาราชวังยังเป็นการจาบจ้วง ก้าวล่วงที่มิบังควร ดังนั้นสิ่งที่กำลังคิดคนไทยส่วนใหญ่ไม่ยอมเด็ดขาด

“สิ่งสำคัญการชุมนุมครั้งนี้อาจจะเกิดมือที่สามเข้ามาสร้างสถานการณ์ สร้างความรุนแรง เราไม่ต้องการเห็นการเกิดความรุนแรงขึ้นในการชุมนุม จึงขอเตือนม็อบว่าอย่าได้มีการเคลื่อนไหว หรือเดินทางไปที่พระบรมมหาราชวัง และอย่าให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น

ส่วนพี่น้องประชาชนที่จงรักภักดี จะออกมาเคลื่อนไหวปกป้องสถาบัน แม้ว่าจะสามารถออกมาเคลื่อนไหวได้ตามสิทธิ แต่จะต้องเป็นไปตามกฎหมายเช่นกัน อย่าให้กระทบกระทั่งกัน อย่าให้เกิดความรุนแรงระหว่างม็อบด้วยกันจะเข้าทางม็อบสามกีบที่นิยมความรุนแรง เราคนไทยด้วยกันต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย อะไรที่ทำให้บ้านเมืองสงบสุขได้และปลอดภัยจากวิกฤตโควิด จะต้องช่วยกันและก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกันจะดีกว่าที่จะมาทะเลาะกันรบราฆ่าฟันกันเองจนแผ่นดินไทยนองเลือด จุดนี้คือสิ่งที่เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังที่สุดเพื่อระงับเหตุความรุนแรง

แต่หากกลุ่มผู้ชุมนุมปลดแอกหรือสามกีบ ก่อความวุ่นวายให้เกิดขึ้นหรือใช้ความรุนแรงเช่นเหตุการณ์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จำเป็นที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งเพียงแค่การร่วมชุมนุมก็มีความผิดทางอาญา โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เรื่อง การห้ามชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ฉบับที่ 9 ได้ มีผลตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2564

พร้อมฝากถึงแกนนำม็อบขอให้หยุดได้แล้ว เพราะขณะนี้บ้านเมืองต้องการความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา ไม่อยากเห็นคนไทยด้วยกันต้องมาทะเลาะกันเกิดเหตุรุนแรงบนท้องถนน

เพราะกลุ่มม็อบปลดแอกสามกีบนิยมความรุนแรงเพราะมีคนสนับสนุนอยู่เบื้องหลังที่ต้องการให้เกิดความรุนแรงหรือสงครามกลางเมือง เพื่อต้องการที่จะให้ประเทศไทยเกิดความวุ่นวาย มีคนวางแผนต้องการทำลายสถาบันฯ อย่างนายปิยบุตร แสงกนกกุล และพวกล้มเจ้าที่คอยบัญชาการวางแผนอยู่ต่างประเทศ เพื่อทำลายการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของไทยเรา พวกเราคนไทยที่ปกป้องสถาบันรู้ทันคนเหล่านี้เป็นอย่างดี จึงยอมคนพวกชั่ว ๆ แบบนี้ไม่ได้อย่างแน่นอน

“การเคลื่อนไหวอ้างว่า เรียกร้องประชาธิปไตยแต่กลับใช้ความรุนแรงและมุ่งหน้าไปพระบรมมหาราชวัง เป็นที่ชัดเจนคนชั่ว ๆ เลว ๆ เหล่านี้เป็นคนหนักแผ่นจริง ๆ ไม่สมควรจะมีที่ยืนหรืออาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินไทยอีกต่อไป”


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

แกะมูลค่าเหรียญโอลิมปิก 2020 รู้หรือไม่ เหรียญรางวัลโอลิมปิก 2020 มีมูลค่าเท่าไหร่?

???? แกะมูลค่าเหรียญโอลิมปิก 2020

???? รู้หรือไม่ เหรียญรางวัลโอลิมปิก 2020 มีมูลค่าเท่าไหร่?

????เหรียญทอง มูลค่า 800 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 26,660 บาท) ทำจากเงินบริสุทธิ์ชุบทองคำหนัก 6 กรัม น้ำหนักรวม 556 กรัม

????เหรียญเงิน มูลค่า 450 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 14,960 บาท) ทำจากเงินบริสุทธิ์ น้ำหนัก 550 กรัม

????เหรียญทองแดง มูลค่า 5 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 160 บาท) ผสมระหว่างทองแดง 95% กับสังกะสี 5% น้ำหนัก 450 กรัม

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่านักกีฬาส่วนใหญ่ไม่มีวันขายต่อให้มันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นไปแค่ไหน เพราะเป็นสิ่งที่มีความหมายและย้ำว่าพวกเขาเคยเป็นเลิศในเวทีโลกจากการการันตีโดยเหรียญเหล่านี้

หมายเหตุ : เหรียญรางวัล โอลิมปิก 2020 ออกแบบโดย จุนอิจิ คาวานิชิ ศิลปินชื่อดังของญี่ปุ่น ผลิตจากขยะอิเล็กโทรนิกส์ จำพวกซากโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ มาหลอมรวมเป็นเหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง


ที่มา : https://mgronline.com/infographic/detail/9640000077076


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

คนเสื้อแดงปากน้ำ ประกาศไม่เข้าร่วมม็อบบุกวัง 7 ส.ค. นี้ ย้ำ จะเข้าร่วมคาร์ม็อบ 'บก.ลายจุด' เป็นหลัก

นายวรชัย เหมะ อดีตส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง ให้สัมภาษณ์กรณีเคยประกาศรวมตัวคาร์ม็อบเพื่อชุมนุมร่วมกับแนวร่วมกลุ่มต่าง ๆ วันที่ 7 ส.ค. ว่า...

เนื่องจากการชุมนุมวันที่ 7 ส.ค.ไม่ได้ดำเนินการในรูปแบบคาร์ม็อบ ทราบมาว่า การเคลื่อนขบวนคาร์ม็อบจากทั้งกลุ่มของนายสมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยังไม่เกิดขึ้นวันที่ 7 ส.ค. หากดำเนินการเรื่องดังกล่าวจะมีคาร์ม็อบเพียงสายเดียวจากสมุทรปราการ ซึ่งจะไม่สามารถแสดงพลังได้เต็มที่ อยากให้การเคลื่อนขบวนคาร์ม็อบเกิดขึ้นหลายสายพร้อมกัน เพื่อให้เห็นถึงพลังประชาชนที่ต้องการขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม

"ดังนั้นจึงขอเลื่อนการเคลื่อนขบวนคาร์ม็อบจากสมุทรปราการออกไปก่อน และจะประสานงานกับคาร์ม็อบสายต่าง ๆ เพื่อรวมพลังการขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ ในคราวเดียวกันต่อไป" นายวรชัย กล่าว


ที่มา : https://www.thaipost.net/main/detail/112389


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

สมอ. โต้กลับบริษัท เอเจฯ เหตุบิดเบือนข้อเท็จจริงกรณีถูกจับนำเข้าสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต และแอบนำของกลางที่ยึดอายัดไว้ไปจำหน่าย ยืนยันค่าปรับ 7.5 ลบ.

สมอ. โต้กลับบริษัท เอเจ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เหตุบิดเบือนข้อเท็จจริงกรณีถูกจับนำเข้าสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต และแอบนำของกลางที่ยึดอายัดไว้ไปจำหน่าย หลังถูกดำเนินคดีแล้วจึงมาขออนุญาต ยืนยันค่าปรับ 7.5 ลบ. เป็นไปกรอบของตามกฎหมาย เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่ยำเกรงต่อกฏหมายและกระทำผิด 2 ข้อหา โดยกรรมการผู้มีอำนาจต้องร่วมรับผิดด้วยกับบริษัทอีก 2 ท่าน

6 ส.ค.64 นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) แถลงข้อเท็จจริงกรณีที่บริษัท เอเจ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี ให้ตั้งกรรมการสอบเลขาธิการ สมอ. ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น

สมอ. ขอเรียนชี้แจงว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 บริษัทฯ ได้ยื่นขอตรวจปล่อยสินค้าจำนวน 3 รายการ ได้แก่ หม้อทอดไร้น้ำมัน, เตาแม่เหล็กไฟฟ้า และเตาปิ้งย่าง รวม 5,898 หน่วย ผ่านระบบ National Single Window (NSW) ซึ่ง สมอ. ได้ดำเนินการตรวจปล่อยสินค้าดังกล่าวจากศุลกากร เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและลดภาระค่าเช่าโกดังให้กับบริษัทฯ พร้อมทั้งยึดอายัดสินค้าทั้งหมดไว้ที่คลังสินค้าของบริษัทฯ เนื่องจากสินค้าทั้ง 3 รายการยังไม่ได้รับใบอนุญาต

ต่อมาได้ตรวจสอบพบว่าบริษัทฯ มีการโฆษณาจำหน่ายหม้อทอดไร้น้ำมันบนเว็บไซต์ www.ajthai.com, www.24catalog.com และ www.lazada.com จึงเข้าตรวจควบคุมสินค้าที่อายัดไว้ และได้ตรวจนับสินค้า พบว่ามีสินค้าสูญหายทั้ง 3 รายการ รวมทั้งสิ้น 2,805 หน่วย จึงได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับ ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ เลขาธิการ สมอ. มีมติเห็นชอบให้ปรับบริษัทฯ โทษฐานกระทำความผิดตามมาตรา 21 นำเข้าสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นเงิน 2 ล้านบาท และความผิดตามมาตรา 36 ฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นเงิน 5 แสนบาท รวมเป็นเงิน 2.5 ล้านบาท รวมทั้งปรับกรรมการผู้มีอำนาจอีก 2 ท่าน ท่านละ 2.5 ล้านบาท รวมเป็นเงินค่าปรับทั้งสิ้น 7.5 ล้านบาท โดยกำหนดให้ชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

ทั้งนี้ เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาของผู้มีอำนาจเปรียบเทียบ พ.ศ. 2562 โดยหากเป็นความผิดครั้งแรก ให้ปรับไม่เกิน 20% ของมูลค่าของกลางซึ่งมีมูลค่ากว่า 12.5 ล้านบาท พร้อมทั้งส่งเรื่องให้สถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสาคร สอบสวนดำเนินคดีบริษัทฯ กรณีแอบนำของกลางที่ยึดอายัดไว้ไปจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับของกลางที่บริษัทร้องขอให้ปล่อยคืนนั้น ไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เนื่องจากยังเป็นคดีความอยู่กับ สภ.เมืองสมุทรสาคร และบริษัทฯ ยังไม่ได้ชำระค่าปรับ อีกทั้งยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าของเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ โดย สมอ. สรุปไทม์ไลน์การดำเนินการ ตามแนบ

เลขาธิการ สมอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า “สมอ.ตระหนักและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนอย่างถึงที่สุด สินค้าใดที่ไม่ได้มาตรฐานแล้วหากประชาชนนำไปใช้แล้วเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต เราจะไม่มีการอะลุ่มอล่วยอย่างเด็ดขาด เนื่องจากชีวิตคนไม่สมควรที่จะไปแลกกับความมักง่าย และความเห็นแก่ได้ของผู้ประกอบการที่ไร้จิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อประชาชน จึงขอให้เป็นกรณีตัวอย่างสำหรับผู้ประกอบการรายอื่น หากทำหรือนำเข้าสินค้าที่ สมอ. ควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดแบบนี้ทุกราย” เลขาธิการ สมอ. กล่าว


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ศาลแพ่งสั่งคุ้มครองชั่วคราวข้อกำหนดฯ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉ.29 ชี้การระบุห้ามแพร่ข้อความสร้างความหวาดกลัว มิได้จำกัดเฉพาะเรื่องเท็จ เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ มีลักษณะไม่แน่ชัด รวมถึงการปิดกั้น IP Address ขัด รธน.

ศาลแพ่งสั่งคุ้มครองชั่วคราวข้อกำหนดฯ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉ.29 ชี้การระบุห้ามแพร่ข้อความสร้างความหวาดกลัว มิได้จำกัดเฉพาะเรื่องเท็จ เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพสื่อ-ประชาชน มีลักษณะไม่แน่ชัด-ขอบเขตกว้าง ทำให้ไม่มั่นใจในการแสดงความเห็น-สื่อสาร รวมถึงการปิดกั้น IP Address ขัด รธน.ด้วย

จากกรณีเมื่อวันที่ 2 ส.ค. 64 ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก สื่อมวลชนและประชาชน นำโดย The Reporters, Voice, The Standard, The Momentum, THE MATTER, ประชาไท, Dem All, The People, way magazine, PLUS SEVEN และประชาชนเบียร์ พร้อมทีมทนายความจากภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน รวมตัวยื่นฟ้อง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และเป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กรณีออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ให้อำนาจ กสทช. ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตผู้โพสต์ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว เป็นการออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจ ไม่มีความจำเป็น ไม่ได้สัดส่วน และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อคุ้มครองเสรีภาพประชาชนด้วย ต่อมาศาลแพ่งนัดฟังคำสั่งไต่สวนฉุกเฉินคดีดังกล่าวในวันที่ 6 ส.ค. 64 นั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 64 ศาลแพ่งได้ออกนั่งพิจารณาไต่สวนพยานหลักฐานแล้วมีคำสั่งอันสรุปใจความได้ว่า ข้อกำหนดฯ ข้อ 1 ที่ห้ามเผยแพร่ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว มิได้จำกัดเฉพาะข้อความอันเป็นเท็จ ดังเหตุผลและความจำเป็นตามที่ระบุไว้ในการออกข้อกำหนดดังกล่าว ย่อมเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของโจทก์ทั้ง 12 และประชาชนที่รัฐธรรมนูญปี 2560 บัญญัติคุ้มครองไว้ ทั้งยังไม่ต้องด้วยข้อกำหนดฯ ที่ระบุว่า จำเป็นต้องมีมาตรการที่กำหนดให้การใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเป็นไปอย่างมีเหตุผล ถูกต้องตามข้อเท็จจริงตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด

ทั้งข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวตามข้อกำหนดฯ ดังกล่าวนั้น มีลักษณะไม่แน่ชัดและขอบเขตกว้าง ทำให้โจทก์ทั้ง 12 ประชาชน และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนไม่มั่นใจในการแสดงความคิดเห็นและสื่อสารตามเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 34 วรรคหนึ่ง และ 35 วรรคหนึ่ง บัญญัติคุ้มครองไว้ นอกจากนี้ยังเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอันเกินแก่สมควร ไม่ต้องด้วยมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่งรัฐธรรมนูญ

ทั้งข้อกำหนดฯ ดังกล่าว ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อมิให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่โจทก์ทั้ง 12 หรือประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ ตามความในมาตรา 9 วรรคสอง แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ส่วนข้อกำหนดฯ ข้อ 2 ที่ให้อำนาจระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ไอพี (IP Address) ที่มีการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารในอินเทอร์เน็ตที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดฯ ไม่ปรากฏว่ามาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีออกข้อกำหนดให้ดำเนินการระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ต จึงเป็นข้อกำหนดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อินเทอร์เน็ตมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 และรัฐสั่งปิดพื้นที่ หรือล็อกดาวน์จำกัดการเดินทาง หรือการพบปะระหว่างบุคคล ทั้งข้อกำหนดฯ ข้อดังกล่าวมิได้จำกัดเฉพาะการระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตสำหรับการกระทำครั้งที่เป็นเหตุแห่งการระงับให้บริการอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตในอนาคตด้วย ปิดกั้นการสื่อสารของบุคคล และเป็นการปิดกั้นสุจริตชนผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารดังกล่าว ไม่ต้องด้วยมาตรา 36 วรรคหนึ่ง แห่งรัฐธรรมนูญ

การให้ข้อกำหนดฯ ทั้ง 2 ข้อดังกล่าว มีผลบังคับใช้ต่อไป อาจทำให้เกิดความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังได้ กรณีมีเหตุจำเป็นเห็นเป็นการยุติธรรม และสมควรในการนำวิธีชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้เพื่อเป็นการระงับการบังคับใช้ข้อกำหนดฯ ทั้ง 2 ข้อดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) มาตรา 255 (2) (ง) ประกอบมาตรา 267 วรรคหนึ่ง และการระงับการบังคับใช้ข้อกำหนดดังกล่าว ไม่น่าเป็นอุปสรรคแก่การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐ หรือแก่ประโยชน์สาธารณะ เพราะยังมีมาตรการทางกฎหมายหลายฉบับ ให้สามารถดำเนินการเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายผ่านช่องทางสื่อสารต่าง ๆ อีกทั้งรัฐสามารถใช้สื่อวิทยุและโทรทัศน์ในการกำกับเป็นเครื่องมือในการให้ความรู้เพื่อการรู้เท่าทัน สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนแก่ประชาชนได้ด้วย

จึงมีคำสั่งห้ามจำเลยดำเนินการบังคับใช้ข้อกำหนดฯ ตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 29 เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา


ที่มา : https://www.isranews.org/article/isranews-news/101245-invesisra-212.html


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ปทุมธานี – ยอดทะลุ ‘บิ๊กแจ๊ส’ ปิดบัญชีรับบริจาคสร้างเตาเผาศพ หลังได้เงินกว่า 6 ล้านถวายหลวงพ่อชำนาญ

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2564 เวลา 10:30 น. ที่วัดชินวรารามวรวิหาร ตำบลบางขะแยง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ได้มอบเงินรับบริจาคสร้างเตาศพ จำนวน 3,000,000 บาท โดยมีประชาชนและชมรมต่าง ๆ เข้าร่วมถวายเงินและบริจาคเพิ่มเติมเข้ามาโดยมอบให้กับ พระมงคลวโรปการ (หลวงพ่อชำนาญ) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เจ้าอาวาสวัดชินวรารามวรวิหาร เพื่อนำไปสร้างเตาศพไร้มลพิษ จำนวน 6 เตา ปัจจุบันวัดชินวรารามวรวิหาร ได้ดำเนินการสร้างเตาเผาศพเสร็จแล้วจำนวน 2 เตา ซึ่งมีเตาเผาเดิมที่ทางวัดใช้อยู่จำนวน 2 เตาเป็นเตาหลัก1 เตาสำรองอีก 1 เตา  และกำลังก่อสร้างอีกจำนวน 4 เตา หากสร้างเสร็จทางวัดจะมีเตาเผาศพจำนวน 9 เตา เพื่อรองรับจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดโควิด-19

ในส่วนของทาง อบจ.ปทุมธานีได้เปิดบัญชีให้ประชาชนร่วมบริจาคเงิน ได้กว่า 6,000,000 บาท และได้นำมามอบให้กับทางวัดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 จำนวน 2,000,000 บาท โดยวันนี้ได้นำมอบเงินเพิ่มอีกจำนวน 3,000,000 บาท เมื่อครบจำนวนที่ทางวัดต้องการทาง อบจ.จึงได้ปิดบัญชีแล้ว หากประชาชนมีความประสงค์จะร่วมบริจาคค่าน้ำมันเผาศพ สามารถร่วมสมทบบุญที่ ชื่อบัญชี พระมงคลวโรปการ ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 9123002777

ด้าน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี กล่าวว่า ที่ได้ทำโครงการนี้ขึ้นมา เนื่องจาก หลวงพ่อชำนาญ เจ้าอาวาสวัดชินฯ ได้มีการเผาศพให้กับผู้ที่เสียชีวิตจากโควิดฟรี เมื่อมีผู้เสียชีวิตจากโควิดเกิดขึ้น ทางกู้ภัยจะมาเอาโลงศพที่วัดชินฯ เพื่อที่จะเอาไปใส่ศพมา เมื่อมาถึงวัดก็จะรีบเผาเลย ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2564 จนถึงวันนี้ทางวัดชินฯได้เผาศพไปแล้วจำนวน 131 ศพ ดังนั้นโครงการที่เกิดขึ้นมา กว่า 10 วันนี้ ได้มีผู้บริจาคเงินมาร่วมสมทบทุนสร้างเตาเผาศพเป็นเงินว่า 3,000,000 บาท วันนี้ อบจ.ได้เปิดบัญชีแล้ว เป็นการหมดภารกิจในส่วนนี้ไป จึงได้นำเงินทั้งหมดมาถวายท่าน เพื่อเป็นค่าเตาเผาศพจำนวน 3,000,000 บาท ซึ่งเราได้รับเงินที่บริจาคมาทั้งหมดเกือบ จำนวน 6,000,000 บาท ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ช่วยกันบริจาคเงินทำบุญในครั้งนี้ ซึ่งเงินที่เหลือจะเป็นยอดของกองทุนน้ำมันและค่าใช้จ่ายในการเผาศพต่อไป


ภาพ/ข่าว ประภาพรรณ ขาวขำ/รายงาน

แม่ฮ่องสอน - ผบ.ร.7 พัน.5 ช่วยเกษตรกรช่วงโควิดระบาด รับซื้อข้าวโพดหวาน แจกจ่ายกำลังพลและครอบครัว สร้างความสุขใจ- อิ่มท้อง

วันที่ 6 ส.ค.64 เวลา 09.00 น. พ.อ.สันติพงษ์ ชิงดวง ผบ.ร.7 พัน.5 ได้สั่งการให้ฝ่ายกิจการพลเรือน ดำเนินการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรเป็นข้าวโพดหวานพันธุ์ชูก้า จำนวน 100 กิโลกรัม เพื่อช่วยเหลือเกษตกร บ้านทุ่งโป่ง ต.ทุ่งยาว อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัส (โควิด-19) โดยรับซื้อในราคาตลาด ซึ่งผลผลิตดังกล่าวที่รับซื้อทั้งหมดจะได้นำไปมอบให้แก่กำลังพลและครอบครัวไว้รับประทาน สร้างความสุขใจอิ่มท้อง และมีโภชนาการ รวมถึงเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจต่อไป

พ.อ.สันติพงษ์ ชิงดวง กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัส (โควิด-19) ยังคงเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง  พืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำ ไม่สามารถนำออกสู่ตลาดเพื่อจำหน่ายได้ ถึงแม้ผลผลิตจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถระบายผลผลิตออกได้ทัน เนื่องจากการประกาศยกระดับมาตรการป้องกันโควิด-19 ห้ามการเดินทางข้ามพื้นที่ตอนกลางคืนซึ่งมีผลกระทบต่อการขนส่งสินค้า ดังนั้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาปัญหาดังกล่าว ทางกองพันทหารราบที่ 5 กรมทหารราบที่ 7 จึงได้สั่งการให้กำลังพลได้ช่วยเหลือประชาชนโดยการรับซื้อผลผลิตเกษตรจากเกษตรกรผู้ปลูกถึงที่ โดยรับซื้อตามราคาตลาด และยินดีรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรตามศักยภาพของหน่วย โดยการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนไปอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง และขอเป็นกำลังใจให้ก้าวข้ามผ่านวิกฤตโควิดนี้อย่างปลอดภัย

ซูเปอร์โพล เผยประชาชน 97.4% รู้ทันม็อบ 7 ส.ค. ชี้!! 99.2% หวั่นเกิดคลัสเตอร์แพร่โควิดเพิ่มขึ้น

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม และประมวลผลข้อมูลการศึกษา เรื่อง ประชาชน รู้ทัน ม็อบ 3 นิ้ว 7 สิงหาคม กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 2,772 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1-5 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา

ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.4 รู้ทันว่า มีขบวนการอยู่เบื้องหลัง ม็อบ 3 นิ้ว ต้องการให้เกิดความรุนแรง ร้อยละ 97.2 รู้ทันว่า ม็อบ 3 นิ้ว 7 สิงหาคม ต้องการให้เกิดการขยายผลความแตกแยก เผชิญหน้ากันด้วยข้อความสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ระดมคนกันมาข่มขู่ คุกคามผู้อื่น ทำร้ายผู้อื่นในโลกโซเชียล ร้อยละ 97.1 รู้ทันว่า มีความพยายามให้เกิดเผชิญหน้า ระหว่างกลุ่มคนสุดขั้ว 2 กลุ่ม คือ กลุ่มม็อบ 3 นิ้ว กับ กลุ่มปกป้องสถาบัน

ร้อยละ 97.0 รู้ทันว่า มีขบวนการออกแบบให้เกิดความรุนแรงบานปลายจากการเผชิญหน้า ดึงทหารออกมาล้อมปราบ เกิดความสูญเสีย เข้าทางเข้าเกมฝ่ายตรงข้าม และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.1 รู้ทันว่า กระแสที่ปั่นกันในโลกโซเชียลถูกปั่นจากต่างชาติ และมีคนรับจ้างปั่นยอดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชี้นำผู้คนในโซเชียลมีเดียให้คล้อยตามการแบ่งขั้วสุดขั้วเพื่อเกิดการปะทะ

ที่น่าเป็นห่วง คือ ร้อยละ 99.2 กังวลต่อการเกิดคลัสเตอร์แพร่ระบาดโควิดเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมปัญหาให้บุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ ร้อยละ 98.7 กังวลต่อข่าวความรุนแรง ด้วยระเบิด การเผาทำลายต่าง ๆ จะซ้ำเติมความบอบช้ำวิกฤตของชาติและประชาชน ร้อยละ 97.4 เชื่อว่ามีขบวนการท่อน้ำเลี้ยงจากต่างชาติ นักการเมือง กลุ่มนายทุน ให้กลุ่มผู้ชุมนุม ร้อยละ 97.1 ระบุ ความรุนแรง และการสูญเสียจะทำลายงบประมาณภาษีของประชาชน และร้อยละ 97.1 เช่นกัน ระบุ กังวลต่อความรุนแรงบานปลาย และความสูญเสีย

ที่น่าพิจารณา คือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.7 ระบุ ม็อบต้องหยุดคุกคามสถาบันหลักของชาติ ร้อยละ 98.5 ระบุ มีวิธีอื่นแก้ปัญหาชาติด้วยสันติวิธีและสร้างสรรค์มากกว่า และร้อยละ 97.5 ระบุ ไม่เห็นประโยชน์จาก การชุมนุมด้วยความรุนแรง

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า โพลชิ้นนี้สะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับม็อบที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านอำนาจรัฐ และสถาบันหลักของชาติโดยมองว่า เสี่ยงต่อการเกิดคลัสเตอร์กลุ่มใหญ่แพร่เชื้อโควิดซ้ำเติมวิกฤตเดือดร้อนของประชาชนสร้างภาระความเหนื่อยยากให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อมากขึ้น

“ที่น่าพิจารณายิ่ง คือ ม็อบนิยมความรุนแรงกำลังทำลายรากฐานของประเทศ ประชาชนไม่เห็นด้วยต่อการล่วงละเมิดสถาบัน แสดงความหยาบคาย คุกคามสถาบันฯ คุกคามผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น ไม่มีสัมมาคารวะโดยยั่วยุสร้างความเกลียดชัง อาฆาตมาดร้าย อันเป็นเหตุให้เกิดความไม่พอใจของประชาชนส่วนใหญ่ และเกิดความแตกแยกสู่การเผชิญหน้าของคนในชาติสร้างความสูญเสียเข้าทางเกมแย่งชิงอำนาจของต่างชาติที่เข้ามาครอบครองทรัพยากรและผลประโยชน์ชาติของคนไทยในที่สุด” ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าว

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังเห็นร่วมกันถึงการปลุกปั่นกระแสความเกลียดชัง และการเผชิญหน้าด้วยการบิดเบือน ดราม่า สร้างภาพ และลดทอนความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่รัฐ มุ่งหวังให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงขาดความน่าเชื่อถือ และชอบธรรม ในการใช้อำนาจรัฐออกมาปกป้องสถาบัน และผลประโยชน์ของชาติ

“ที่สำคัญ ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่เห็นประโยชน์กับการสร้างสถานการณ์ และการใช้ความรุนแรง ที่นำมาซึ่งความเสียหายทางกายภาพ และจิตใจ รวมทั้งผลกระทบทางสังคม และภาระงบประมาณ ซึ่งมีผลซ้ำเติมกับวิกฤตเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของต่างประเทศ  นอกจากนั้นประชาชนส่วนใหญ่ ยังสะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ของม็อบที่ขัดต่ออุดมการณ์ทางการเมือง และหลักการประชาธิปไตยที่สร้างสรรค์ โดยเฉพาะการไม่เคารพกฎหมาย ที่เป็นกติกาของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของทุกคนในสังคม” ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าว


ที่มา : https://www.naewna.com/politic/593067


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

กรุงเทพฯ - สภากาชาดไทยผนึกกำลัง - รัฐ - เอกชน ให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่บ้าน (Home Isolation)

จากสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวนมาก ทำให้การบริการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลไม่เพียงพอต่อการดูแล สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงได้เปิดระบบดูแลผู้ป่วยโควิดกลุ่มสีเขียวที่บ้าน (Home Isolation: HI) แต่เนื่องจากมีผู้ลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก ทำให้พบว่ายังคงมีบางส่วนที่ลงทะเบียนแล้วแต่ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งผู้ป่วยบางส่วนที่รอการติดต่อเป็นระยะเวลานาน กลายเป็นผู้ป่วยสีเหลืองและสีแดง และบางส่วนก็เสียชีวิตแล้ว

สภากาชาดไทย โดยสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ เล็งเห็นความสำคัญในส่วนนี้ จึงประสานความร่วมมือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด19 (ศบค.) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข สำนักอนามัย ศูนย์เอราวัณ แพทยสภา กรุงเทพมหานคร และทีมอาสาสมัครภาคเอกชน ผนึกกำลังร่วมดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่บ้าน (Home Isolation) หลังลงทะเบียนในระบบ Home Isolation ในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี และได้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการ Home Isolation กับ สปสช.

ทั้งนี้ สปสช. สภากาชาดไทย ร่วมกับทีมงานจิตอาสา เช่น Let’s be heroes หมอริทช่วยโควิด Thai CoCare HICV และอาสาสมัครของสภากาชาดไทยเอง ได้รับผู้ป่วยมาอยู่ในการดูแลในเบื้องต้น จำนวน 3,163 ราย ซึ่งผู้ป่วยจำนวนดังกล่าว ได้ลงทะเบียนในระบบ Home Isolation แล้ว โดยมีสถานีกาชาดที่ 11 วิเศษนิยม กรุงเทพฯ เป็นผู้ประสานงานหลักกับ สปสช. ในการให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่บ้าน ซึ่งหลังจากผู้ป่วยผ่านการติดต่อประสานงาน ประเมินและคัดกรองอาการแล้ว ผู้ป่วยจะได้รับการประเมินอาการทางโทรศัพท์วันละ 2 ครั้ง (Telemedicine) อาหาร 3 มื้อ ปรอทวัดไข้แบบดิจิตอล เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ยา Favipiravir ยาฟ้าทะลายโจร และยาพื้นฐานอื่น ๆ โดยด่วน

ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม – 5 สิงหาคม 2564 สำนักงานบรรเทาทุกข์ฯ สภากาชาดไทย ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่บ้าน (Home Isolation) ตามการประเมินและคัดกรองอาการของผู้ป่วยดังนี้

1. ลงทะเบียนผู้ป่วยและรับเข้าระบบรักษาพยาบาล จำนวน 3,163 ราย

2. ประเมินอาการทางโทรศัพท์วันละ 2 ครั้ง (Telemedicine) โดยทีมแพทย์ พยาบาลอาสาสมัคร จาก Let’s be heroes หมอริทช่วยโควิด Thai CoCare HICV และอาสาสมัครของสภากาชาดไทย จำนวน 2,778 ราย

3. ส่งชุดอาหารพร้อมรับประทาน จำนวน 1,600 ราย ถึงบ้านผู้ติดเชื้อโควิด-19 เบื้องต้นก่อนที่จะได้รับอาหารกล่อง

4. ส่งอาหารกล่อง 3 มื้อ  จำนวน 1,383 ราย ถึงบ้านผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตลอดระยะเวลา Home Isolation

5. ส่งปรอทวัดไข้แบบดิจิตอล  จำนวน 1,012 ราย ถึงบ้านผู้ติดเชื้อโควิด-19

6. ส่งเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว  จำนวน 868 ราย ถึงบ้านผู้ติดเชื้อโควิด-19

7. ส่งยา Favipiravir และยาอื่น ๆ จำนวน 1,400 ราย ถึงบ้านผู้ติดเชื้อโควิด-19

โดยมีอาสาสมัครจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกสภากาชาดไทย ได้ให้การสนับสนุนงานด้าน Telemedicine โทรศัพท์คัดกรองข้อมูลผู้ป่วย และจัดส่งอาหาร ยา เวชภัณฑ์ต่างๆ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการติอต่อ ดูแล และรักษาพยาบาลได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top