Tuesday, 23 June 2026
TheStatesTimes

“องอาจ” หนุนชาวบ้านตั้ง “จุดแยกผู้ติดเชื้อจากชุมชน” (Mini CI) ดูแลกันเองจนกว่าจะเข้าระบบของราชการได้

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค และประธาน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างมากในขณะนี้ว่า จากการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนใน กทม. ของอดีต ส.ส. ส.ก. ส.ข. และตัวแทนพรรคพบความจริงที่เกิดขึ้นว่า มีผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งในชุมชนแออัดยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบโฮมไอโซเลชั่น (HI) หรือ คอมมูนิตี้ไอโซเลชั่น (CI) ด้วยหลายสาเหตุ เช่น ติดต่อตามช่องทางต่างๆ ที่ทางราชการกำหนดขึ้นไม่ได้ โทรศัพท์ติดต่อไปเบอร์ต่างๆ แล้วไม่มีผู้รับสาย หรือมีผู้รับสายแล้วบอกให้รอ ซึ่งส่วนมากจะให้รอนานหลายวัน ทำให้ผู้ติดเชื้อในชุมชนแออัดซึ่งอยู่ในห้องเช่าแคบๆ กันหลายคนต้องติดเชื้อกันทั้งครอบครัว

นอกจากติดเชื้อกันเองในห้องเช่าแคบๆ แล้ว คนกลุ่มนี้ยังนำเชื้อกระจายออกไปติดผู้อื่นนอกบ้านอีกด้วย เพราะต้องออกไปทำมาหากินเพื่อยังชีพแบบหาเช้ากินค่ำ เมื่อผู้ติดเชื้อในชุมชนแออัดไม่สามารถกักตัวที่บ้านแบบ HI ได้ จะไปศูนย์พักคอยก็ยังไม่มี หรือที่เต็ม หากปล่อยให้ผู้ติดเชื้ออยู่ในชุมชนต่อไปโอกาสที่เชื้อจะแพร่กระจายในชุมชนก็จะมีมากขึ้น 

จึงมีคณะกรรมการชุมชนบางแห่งเริ่มใช้วิธี “ชุมชนจัดการตนเอง” โดยการจัดหาสถานที่ในชุมชนหรือใกล้ชุมชน เช่น วัด หรือโรงเรียน เป็นที่ให้ผู้ติดเชื้อที่ผ่านการตรวจหาเชื้อเบื้องต้นด้วยวิธี ATK มาอยู่ร่วมกัน แล้วมีคนในชุมชนช่วยกันดูแลเรื่องอาหาร 3 มื้อ และอุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆ เช่น หน้ากากอนามัย เครื่องวัดอุณหภูมิ ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร เท่าที่จะหาได้ เพื่อช่วยกันดูแลช่วยเหลือกันเองจนกว่าผู้ติดเชื้อเหล่านี้จะสามารถติดต่อเข้าสู่ระบบการดูแลของทางราชการได้ 

การที่ชุมชนจัดการตนเองนี้ อาจจะเรียกว่าเป็นระบบ Mini CI (Mini Community Isolation) หรือระบบ “จุดแยกผู้ติดเชื้อจากชุมชน” ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่ชุมชนช่วยเหลือดูแลกันเอง และยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนได้อีกทาง ที่สำคัญยังอาจเป็นแบบอย่างให้ชุมชนอื่นๆ ที่มีผู้ติดเชื้อประสบปัญหากักตัวที่บ้านไม่ได้เพราะสถานที่ไม่อำนวย หรือยังไม่สามารถเข้าไปอยู่ในศูนย์พักคอย (CI) ของทางราชการได้ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้แยกผู้ติดเชื้อในชุมชนให้ออกมาอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมได้ชั่วคราว 

ขณะนี้พบว่ามีการดำเนินการจัดตั้ง “จุดแยกผู้ติดเชื้อจากชุมชน” (Mini CI) นี้ ที่ชุมชนวัดพระยาทำ เขตบางกอกน้อย ซึ่งชุมชนได้รับการสนับสนุนสถานที่จากทางวัดและจัดระบบดูแลกันเองได้เป็นอย่างดี ถือเป็นการแบ่งเบาภาระของทางราชการอีกทางหนึ่ง จึงขอฝากให้ทางราชการเข้าไปสนับสนุนบ้างตามสมควร เพื่อร่วมมือกันทำให้การแพร่ระบาดของเชื้อโควิดลดน้อยถอยลงได้ในที่สุด

พลังธรรมใหม่ ทำนายม็อบ 7 ส.ค. รุนแรงแน่ เหตุแกนนำเจตนาร้ายหวังล้มล้างสถาบัน จงใจซ้ำเติมทำบ้านเมือง แนะ ตำรวจทำตามกม.เต็มที่ ชี้เหมือนจับโจรกลุ่มหนึ่ง

นายณัฐดนัย ชนิตร์วัฒน์ รองเลขาธิการพรรคพลังธรรมใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เพจเฟซบุ๊กเพจ เยาวชนปลดแอก-Free YOUTH ปลุกระดมม็อบในวันเสาร์ที่ 7 ส.ค.นี้ โดยนัดบุกพระบรมมหาราชวังว่า ถ้อยคำที่เยาวชนกลุ่มนี้ นำออกมาโพสต์แสดงให้เห็นชัดแล้วว่า กำลังคิดจะทำอะไรกันอยู่ เหตุผลที่ออกมาก่อความวุ่นวายไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์โควิด - 19 หรือการบริหารประเทศของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แต่เป้าหมายหลักคือ การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ตนเชื่อว่าสถานการณ์ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ จะมีความรุนแรงเกิดขึ้น เนื่องจากแกนนำจงใจ และมีเจตนาต้องการก่อความวุ่นวาย ซ้ำเติมทำบ้านเมืองให้วิกฤตหนักกว่าเดิม 

“นายพริษฐ์  ชิวารักษ์ นายอานนท์ นำภา และนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ล้วนเป็นผู้ต้องหามาตรา 112 มีคดีติดตัวทั้งนั้น มีหลักฐานการแสดงความผิดชัดเจน บรรดาแกนนำหยุดพูดเสียทีว่า เป็นการชุมนุมที่ถูกต้องตามสันติวิธี และหากเกิดการปะทะกันขึ้น กรุณาอย่าโยนความผิดให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกว่าใช้ความรุนแรงละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ไม่ดูสิ่งที่พวกคุณกล่าวอ้าง ว่าจาบจ้วงเกินเลยไปถึงเพียงใด ผมเห็นใจเจ้าหน้าที่ ที่ปฎิบัติหน้าที่จริงๆ เพราะทุกคนรู้ดีว่า การชุมนุมทุกครั้งที่ผ่านมา ผู้ร่วมชุมนุมมีเจตนาในการพกพาอาวุธครบมือเพื่อก่อความวุ่นวาย รวมถึงบรรดาแกนนำสามกีบผิดเงื่อนไขการประกันตัว และศาลสามารถเพิกถอนการประกันตัวได้ นี่คือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่” นายณัฐดนัย กล่าว

นายณัฐดนัย กล่าวต่อว่า ตนขอแนะนำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพราะวันนี้การกระทำของคนกลุ่มนี้สถานะไม่แตกต่างจากโจร โดยโจรบางคนยังมีสามัญสำนึก รู้ผิดรู้ชั่ว มากกว่า ดังนั้น ถ้าอยู่ข้างนอกแบบคนปกติไม่ได้ ก็ควรเข้าไปอยู่ในคุก

ผบช.สตม.ตรวจเยี่ยม ตม.จังหวัดกาญจนบุรี 

ตามนโยบาย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ให้ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วยพล.ต.ต.วรณัน สุขเจริญ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี, พ.ต.อ.สถิตย์ พรหมอุทัย รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.มานะ นาคทั่ง รอง ผบก.ตม.5 และ พ.ต.อ.อาภากร โกมลสุทธิ รอง ผบก.สส.สตม. เดินทางตรวจเยี่ยม มอบนโยบาย กำชับการปฏิบัติราชการ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จ.กาญจนบุรี 

พบ พ.ต.อ.หฤทธิ์ เอกอุรุ รอง ผบก.ฯ ปรท.ผกก.ตม.จว.กาญจนบุรี และข้าราชการ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ปฏิบัติหน้าที่โดยเคร่งครัดและได้ร่วมปฏิบัติกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และ เจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข นำโดย นายชำนาญ ชื่นตา  รองผู้ว่าราชการ จว.กาญจนบุรี ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสนามห้องกัก ของ ตม.จว.กาญจนบุรี โดยให้คำแนะนำในการบริหารเหตุการณ์ เพื่อไม่ให้มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น โดยให้ประสานงานกับสาธารณสุขโดยใกล้ชิด และกำชับการปฏิบัติตัวให้อยู่ตามคำแนะนำของสาธารณสุขและปฏิบัติตาม SOP อย่างเคร่งครัด


ทั้งได้ร่วมกันมอบสิ่งของบำรุงขวัญ อาทิ หน้ากากอนามัย, เจลแอลกอฮอล์ และ เครื่องอุปโภค บริโภคที่จำเป็น ในการปฏิบัติงาน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าตำรวจ ในการปฏิบัติหน้าที่ ตามนโยบายของ ผบ.ตร.พร้อมทั้งได้มอบนโยบาย กำชับการปฏิบัติราชการดังนี้

1.ให้ศึกษาข้อกำหนดฯฉบับที่ 27 และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในเรื่องการห้ามออกนอกเคหสถาน  การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ การปฏิบัติในการเข้าช่วยเหลือประชาชนและให้เตรียมพร้อมสนับสนุนกำลังพลและอุปกรณ์ให้กับตำรวจภูธรในพื้นที่ และถือปฏิบัติตามแนวทางด้านสาธารณสุขหรือ ศบค.กำหนด

2.กำชับการปฏิบัติตามข้อสั่งการ ตร. เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ให้หน่วยปรับรูปแบบการปฏิบัติงานให้เกิดความเหมาะสมตามแนวทางที่ ตร.กำหนด โดยพิจารณาปรับรูปแบบการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home) ต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการและการบริการประชาชน

3.จากเหตุคนจีนยิงตำรวจชลบุรี กำชับให้เพิ่มความเข้มในการบังคับใช้กฎหมาย กรณีคนต่างด้าวสัญชาติจีนให้ตรวจสอบ สืบสวนก่อนการอนุญาต และตรวจสอบหลังได้รับอนุญาตว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ หากพบว่าไม่ถูกต้องให้ดำเนินการเพิกถอนทุกราย ให้มีผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม

4.สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดสายพันธ์ใหม่ ให้มีมาตรการในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด ในส่วนของเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดอย่างเคร่งครัด

5.กำชับให้ปฏิบัติตามข้อสั่งการ ตร. เรื่อง แนวทางการปฏิบัติกรณีคนต่างด้าวเป็นผู้เสียหาย หรือผู้ต้องหาในคดีอาญา หรือถึงแก่ความตายโดยผิดธรรมชาติ

'โมเดอร์นา' เผย วัคซีนป้องกันโควิด-19 ยังคงมีประสิทธิภาพสูงถึง 93% หลังฉีดโดสที่ 2 ผ่านไปแล้ว 4-6 เดือน

6 สิงหาคม 2564 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน โมเดอร์นาเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของโมเดอร์นายังคงมีประสิทธิภาพที่ประมาณ 93% หลังการฉีดโดสที่ 2 ผ่านไป 4-6 เดือน ซึ่งถือว่าลดลงเพียงเล็กน้อยจาก 94% ในผลการทดลองทางคลินิกฉบับดั้งเดิม แต่มากกว่าของวัคซีนไฟเซอร์-ไบออนเทคที่เหลือราว 84% หลังพ้นระยะ 6 เดือน

รายงานรอยเตอร์และเอเอฟพีกล่าวว่า ผลลัพธ์สุดท้ายของการวิเคราะห์จากการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 ที่เป็นระยะสุดท้าย บ่งชี้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนโมเดอร์นามีความคงทนแม้จะผ่านพ้นการฉีดโดสที่ 2 ไปแล้ว 6 เดือน

ตัวเลขประสิทธิภาพที่ยังคงสูงถึงราว 93% นี้ ถูกนำไปเปรียบเทียบกับประสิทธิภาพของวัคซีนจากบริษัทคู่แข่งที่ใช้เทคโนโลยี mRNA แบบเดียวกันคือ ไฟเซอร์-ไบออนเทค ที่เปิดเผยข้อมูลเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า วัคซีนของพวกเขาประสิทธิภาพลดลงราว 6% ทุก 2 เดือน หรือลดลงเหลือราว 84% หลังฉีดโดสที่ 2 ผ่านไปแล้ว 6 เดือน

บริษัทโมเดอร์นายังกำลังทำการทดลองทางคลินิกวัคซีนบูสเตอร์อีก 3 ชนิดด้วย ซึ่งทั้งหมดสร้างสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีระดับสูงในการต่อต้านไวรัสโควิดสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์ที่น่ากังวล ซึ่งรวมถึง แกมมา, บีตา และเดลตา

สเตฟาน บองเซล หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารของโมเดอร์นา กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคมว่า เรายินดีที่วัคซีนโควิด-19 ของโมเดอร์นาแสดงประสิทธิภาพที่คงทนถึง 93% ตลอดเวลา 6 เดือน แต่เราตระหนักดีว่าสายพันธุ์เดลตาเป็นภัยคุกคามใหม่ที่สำคัญ ดั้งนั้นเราจึงยังต้องระมัดระวังต่อไป

วัคซีนที่มีความคงทนนั้นจะทำให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วสามารถยืดเวลารอได้นานขึ้นหากจำเป็นต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิอีกโดส หรือบางทีอาจไม่จำเป็นต้องฉีดโดสเสริมเพื่อป้องกันโควิด-19 ก็ยังได้ โดยบองเซลชี้ว่า ความคงทนของวัคซีนจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คนหลายร้อยล้านคนที่ได้ฉีดวัคซีนของโมเดอร์นาไปแล้ว

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขทั่วโลกที่กำลังดิ้นรนรับมือไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตา กำลังถกเถียงกันว่าวัคซีนบูสเตอร์นั้นมีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และจำเป็นหรือไม่ บริษัทไฟเซอร์มีแผนยื่นขออนุญาตวัคซีนโดสที่ 3 ต่อทางการสหรัฐฯ ในเดือนนี้ และบางประเทศ เช่น อิสราเอล ได้เริ่มหรือวางแผนจะฉีดวัคซีนโดสเสริมให้แก่ผู้สูงอายุหรือกลุ่มเสี่ยงกันแล้ว

โมเดอร์นาได้รับอนุมัติจากทางการสหรัฐฯ เพื่อใช้งานแบบฉุกเฉินกับคนวัยผู้ใหญ่เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว และถึงขณะนี้วัคซีนโควิด-19 เมื่อเดือนมิถุนายน และคาดว่ากระบวนการขออนุมัติจะเสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคมนี้

ปีนี้โมเดอร์นาทำสัญญาขายวัคซีนโควิดมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะผลิตวัคซีน 800-1,000 ล้านโดส สำหรับปี 2565 บริษัททำข้อตกลงไว้แล้วมูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมออปชันเสริมอีกราว 8,000 ล้านดอลลาร์ โดยคาดว่าจะสามารถผลิตวัคซีนได้ 2,000-3,000 ล้านโดส


ที่มา : https://www.naewna.com/inter/593053


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

รองนายกฯ ‘ดอน ปรมัตถ์วินัย’ ต่อสายตรงแสดงความเสียใจต่อทูตสวิส กรณีนักท่องเที่ยวผู้หญิงถูกฆาตกรรมที่น้ำตกโตนอ่าวยน จังหวัดภูเก็ต ด้านผบ.ตร. บินด่วน พร้อมทีมหนุมานกองปราบ ลงพื้นที่ เร่งคลี่คลายคดี

วันที่ 6 สิงหาคม 2564 จากกรณีพบศพนักท่องเที่ยวสาวสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ ผู้เสียชีวิต คือ MRS. NICOLE SAUVAIN WEISSKOPF (นิโคล ซาเว่น ไวครอป์) สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ อายุ 57 ปี เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาภายใต้โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เป็นเจ้าหน้าที่รองหัวหน้าพิธีการทูตสหพันธรัฐสาธารณรัฐเยอรมนี ใช้หนังสือเดินทางประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เดินทางเข้ามาประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 64 ที่ผ่านมา และพักโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จนครบ 14 วัน จากนั้นได้เดินทางไปท่องเที่ยวที่ จ.กระบี่ ก่อนจะกลับมาพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.วิชิต และมาพบเสียชีวิตดังกล่าว

ล่าสุ นายธานี แสงรัตน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ได้โทรศัพท์ด่วนแจ้งข่าวดังกล่าวต่อ นางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทีเอดา เอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทยแล้ว

กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตผ่านหัวหน้าสำนักงานหนังสือเดินทางของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศที่จังหวัดภูเก็ต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้โทรศัพท์ถึงเอกอัครราชทูตสวิสประจำประเทศไทยเพื่อแสดงความเสียใจ และย้ำว่าจะเร่งผลชันสูตร และจับกุมผู้ต้องหาโดยเร็วที่สุด และจะประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตสวิสประจำประเทศไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป

ทางด้านพล.ต.ท.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของพื้นที่ จังหวัด และภาค 8 เพื่อติดตามและเร่งรัดคลี่คลายคดี เนื่องจากเป็นคดีอุฉกรรจ์และอยู่ในความสนใจของคนไทยและชาวต่างชาติ เนื่องจากมีรายงานว่า ผู้เสียชีวิตเป็นชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในภูเก็ตภายใต้โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์

โดยตำรวจได้แบ่งทีมทำงานลงพื้นที่สืบสวนออกเป็น 3 ชุด ประกอบด้วย ทีมตรวจสอบไทม์ไลน์ของผู้เสียชีวิต ทีมตรวจสอบสภาพแวดล้อมในบริเวณที่เกิดเหตุและพื้นที่ใกล้เคียง และทีมสอบสวนหาพยานบุคคลและพยานหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยในวันนี้ (6 ส.ค.) พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. จะลงพื้นที่ภูเก็ตเพื่อติดตามความหน้าของคดีด้วยตนเอง พร้อมนำเจ้าหน้าที่หนุมานกองปราบ ลงพื้นที่สืบหาเบาะแสคนร้ายด้วย

ภายหลังการประชุมด่วน พล.ต.ท.กิตติ์รัฐ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้อง ผู้เสียชีวิตเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แต่จะเข้ามาตามโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์หรือไม่นั้น ขอตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนอีกครั้ง ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และรอผลการชันสูตรของแพทย์ว่า เกิดจากอะไรกันแน่

แต่จากที่มีการนำผ้ายางมาคลุมร่างของศพกึ่งห่อกึ่งคลุมนั้น ทำให้วิเคราะห์ได้ว่า ต้องมีคนนำมาคลุมไว้ จึงสันนิษฐานได้ว่าการเสียชีวิตน่าจะไม่ปกติ ส่วนที่มีกระแสข่าวทางโซเซียลมีเดียว่า เป็นการฆ่าข่มขืนหรือข่มขืนแล้วฆ่านั้น ในเรื่องนี้ยังไม่สามารถระบุได้ จะต้องรอผลชันสูตรของแพทย์เท่านั้น

หากดูจากสภาพศพที่เปลือยท่อนร่าง พอจะสันนิษฐานได้ว่า คนร้ายไม่ได้ประทุษร้ายต่อทรัพย์ เนื่องจากทรัพย์สินของผู้ตายยังอยู่ครบ ส่วนว่าผู้ก่อเหตุจะมากับผู้ตายหรือเป็นคนที่มาพบระหว่างที่นักท่องเที่ยวเดินเข้าป่ามาคนเดียว หรือเป็นคนที่นำพานักท่องเที่ยวเข้าไป ในเรื่องนี้ก็ต้องรอผลการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอีกครั้ง


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“บิ๊กตู่”แสดงความเสียใจกรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติเสียชีวิตที่ภูเก็ต กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนข้อเท็จจริง ย้ำให้เข้มงวดดูแลนักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบกรณี Mrs. Nicole Sauvain-Weisskopf (นางนิโคล โซเวน ไวสคอป) สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ นักท่องเที่ยวในโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) เสียชีวิตบริเวณธารน้ำตกโตนอ่าวยน ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา และขอแสดงความเสียใจไปถึงครอบครัวผู้เสืยชีวิตด้วย  

โดยขณะนี้ เจ้าหน้าทีตำรวจทั้งจากส่วนกลางและในพี้นที่ เร่งสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว พร้อมทั้งสั่งให้รายการกลับมาให้ทราบด้วย ทั้งนี้ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  ได้โทรศัพท์แสดงความเสียใจกับเอกอัครราชทูตสวิสประจำประเทศไทย ไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วยตนเอง ซึ่งกระทรวงการต่างเทศจะประสานกับสถานเอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย เพื่อรายงานความก้าวหน้าทางคดีอย่างต่อเนื่อง 

“นายกรัฐมนตรีกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการสืบสวนและจับกุมผู้กระทำความผิดให้ได้โดยเร็ว พร้อมเน้นย้ำให้ทุกส่วนราชการเพิ่มความเข้มงวดดูแลนักท่องเที่ยวตามโครงการฯ ให้มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เร่งประสานหน่วยงานต่างๆ เพื่อยกระดับมาตรการด้านสาธารณสฺขและความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติโดยเร็ว พร้อมขอให้คนไทย ช่วยกันรักษาภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดรายได้ให้กับประเทศไทยต่อไป” นายอนุชา กล่าว

ขอดเกล็ดมังกร!! 1​ ศตวรรษ​ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ความยิ่งใหญ่​ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง​ ที่หาใครปรับตัวตามยาก

เป็นที่ทราบกันดีว่าพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนคือสถาบันทางการเมืองที่ปกครองประเทศจีนมาอย่างยาวนาน และที่จีนพัฒนาประเทศมาได้ถึงขั้นนี้นั้น พรรคคอมมิวนิสต์ก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินนโยบายและบริหารราชการแผ่นดิน จนถึงวันนี้ที่คนจีนสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าตัวเองเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกไปแล้ว

เมื่อไม่นานมานี้ เพิ่งจะมีการฉลองอย่างเอิกเกริกในวาระครบ 100 ปี การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ซึ่งหากย้อนกลับไปดูประเทศจีนในยุคก่อตั้งพรรคเมื่อร้อยปีที่แล้ว เทียบกับประเทศจีนในวันนี้ การเดินทางอันสุดเหลือเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องผ่านอะไรมาบ้างในแต่ละยุคสมัย ? และเพราะเหตุใดที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนจึงถูกนักวิเคราะห์ทั่วโลกขนานนามว่า “พรรคคอมมิวนิสต์ที่ปรับตัวมากที่สุดในโลก” ?

พรรคคอมมิวนิสต์ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1921 ซึ่งเชื่อกันว่า Timeline ประวัติศาสตร์ของจีนในช่วงนี้เป็นยุคที่ตกต่ำและมืดหม่นที่สุด นับตั้งแต่จีนพ่ายแพ้อย่างน่าอับอายในสงครามฝิ่น อันเป็นเหตุให้เสียดินแดนฮ่องกงและเกาลูนไป จนยุคล่มสลายของราชวงศ์ชิงในปี 1912 ซึ่งอำนาจการปกครองก็เปลี่ยนไปอยู่ในมือของ ‘พรรคกั๋วหมินตั่ง’ หรือที่คนไทยรู้จักกันในนามก๊กมินตั๋ง ซึ่งก็คือพรรคประชาธิปไตยนั่นแหละครับ

สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์นั้นผงาดขึ้นมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนสามารถปฏิวัติประเทศและเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองสำเร็จ ทำให้จีนเริ่มต้นยุคสมัยที่ปกครองประเทศด้วยรูปแบบสังคมนิยมในปีค.ศ. 1949 ภายใต้การนำของประธานเหมา หรือ เหมาเจ๋อตง

พรรคคอมมิวนิสต์ในยุคประธานเหมาเป็นรูปแบบที่นักวิชาการนิยามว่า “คอมมิวนิสต์แบบลัทธินิยม” หรือ “หรือคอมมิวนิสต์ในแบบเหมาเจ๋อตง” (Maoist - communism) ซึ่งเน้นไปที่การปลูกฝังให้คนหนุ่มสาวเป็นคอมมิวนิสต์ในแบบที่เหมาต้องการ เกิดลัทธิบูชาบุคคล เกิดการ “ปฏิวัติวัฒนธรรม” ที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 10 ล้านชีวิต แต่สุดท้ายแล้ว การบริหารของรัฐบาลในยุคนั้นก็ยังไม่สามารถพาให้คนจีนหลุดพ้นจากความยากจนได้เสียทีเดียว

ด้วยความที่การปกครองของเหมานั้นถูกครหาว่า “ได้ไม่คุ้มเสีย” จึงเป็นหน้าที่ของผู้นำรุ่นต่อไปอย่าง “เติ้งเสี่ยวผิง” ที่จะต้องเข้ามาปฏิรูปแนวคิดทางการบริหารประเทศใหม่ ไม่ต้องเน้นอุดมการณ์ แต่เน้นไปที่ความเป็นจริง ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองว่าการปกครองในรูปแบบดั้งเดิมของคอมมิวนิสต์ยังมีจุดอ่อน ปรับตรงไหนได้ก็ต้องปรับ เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ซึ่งทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ในยุคสมัยของผู้นำเติ้งถูกมองว่าปกครองแบบ “เศรษฐกิจนิยม”

“ไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ ขอเพียงจับหนูได้ก็คือแมวที่ดี”

“ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ทุนนิยมหรือสังคมนิยม ขอเพียงทำให้คนจีนรวยได้ก็ถือเป็นอุดมการณ์ที่ดี”

นั่นทำให้วิธีการของผู้นำเติ้งมีรูปแบบของการผสมผสานระหว่างทุนนิยมและสังคมนิยม ซึ่งก็ได้ผลลัพท์อย่างเป็นรูปธรรมเลยครับ เศรษฐกิจจีนกลับมาเติบโต ประชาชนจีนกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง

การปกครองในรูปแบบ “เศรษฐกิจนิยม” นี้ถูกใช้มาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งประเทศจีนเติบโตขึ้นมาและมีบทบาทมากขึ้นบนเวทีโลก ซึ่งก็เป็นวิวัฒนาการขั้นต่อไปของพรรคคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของ “สีจิ้นผิง” ซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายแค่การยืนบนลำแข้งตัวเอง หรือทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปากเท่านั้น แต่คือการทำให้ประเทศจีนกลับมายิ่งใหญ่ เป็นมหาอำนาจโลกเหมือนอย่างในอดีต ขึ้นมาตีคู่กับเจ้าโลกในยุคปัจจุบันอย่างสหรัฐฯ 

การปกครองของพรรคคอมิวนิสต์ในยุคนี้ถูกนักวิเคราะห์ทั่วโลกเรียกว่า “ชาตินิยม” คือ อะไรก็ตามที่จะทำให้ประเทศจีนแข็งแกร่ง ผู้นำก็จะนำประชาชนให้มุ่งไปทางนั้นอย่างพร้อมเพรียง ไม่ว่าจะเป็นการบุกตลาดการค้า ตีตลาดนวัตกรรมเทคโนโลยี และผนึกกำลังสร้างห่วงโซ่อุปทานของตัวเองขึ้นมา โดยมิได้เกรงกลัวแรงต้านใด ๆ ทั้งสิ้น

ซึ่งเพื่อเป้าหมายในการเป็นหนึ่ง ผมมองว่าพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนในปัจจุบันอยู่ในช่วงเวลาที่เข้มแข็งที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีความผสมผสานระหว่างการใช้อุดมการณ์เพื่อรวมใจคนในชาติ และการออกนโยบายเชิงรุกเพื่อเดินเกมเศรษฐกิจ เป็นมังกรนักล่าที่ครบเครื่อง มีทั้งเขี้ยวเล็บ มีทั้งปีก และยังสามารถพ่นไฟได้อีกด้วย!! 

สำหรับการปรับตัวในครั้งต่อไปของพรรคคอมมิวนิสต์ในยุคหลังโควิด-19 นั้นจะเป็นอย่างไรก็คงจะต้องติดตามดูกันไปครับ เพราะช่วงนี้ทางฝั่งสหรัฐฯ ก็กำลังเดินเกมรวบรวมพรรคพวกและพันธมิตรเพื่อเข้าสกัดการเจริญเติบโตของจีนอยู่เช่นกัน

จะเป็นอย่างไรไม่รู้ รู้แต่ว่าเกมนี้จะมีผลกระทบต่อประเทศไทยไม่มากก็น้อย...ไม่ดีก็ร้ายอย่างแน่นอน


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“สิระ” ยื่น อธิบดีศาลอาญาฯ บี้ ถอนประกัน "ไผ่ ดาวดิน”และพวก 29 คน เหตุก่อวุ่นวาย ผิดเงื่อนไข ตั้งค่าหัวนำจับ 500 บาท ไม่ห่วง ชุมนุม 7ส.ค.เชื่อคนร่วมน้อย

นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ในฐานะประธานกรรมาธิการกฎหมายฯยื่นหนังสือถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ให้พิจารณาถอนประกันตัวนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (ไผ่ ดาวดิน)กับพวก รวม 29 คน ผู้ต้องหาข้อหาร่วมกันชุมนุม ก่อความวุ่นวาย ร่วมกันพยายามข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายและร่วมกันชุมนุมหรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในพื้นที่ที่มีการประกาศหรือคำสั่งกำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จากกรณีที่ชุมนุมกดดันหน้ากองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด(บช.ปส.)ถนนวิภาวดีรังสิต ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจคืนรถบรรทุก6ล้อและเครื่องขยายเสียง ซึ่งถูกยึดเป็นของกลางในคดี และสาดสีแดงใส่รั้วประตูและเจ้าหน้าที่ และพยายามเข้าสถานที่ราชการเพื่อเอาของกลางที่ถูกยึดไว้ ซึ่ง จนท.ตำรวจได้เข้าจับกุม และต่อมาศาลอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 29 คน แต่ผู้ชุมนุมก่อความวุ่นวาย พร้อมทั้งทำลายทรัพย์สินของราชการของสน.ทุ่งสองห้อง หลังจากที่ได้รับการปล่อยตัว

“พฤติการณ์ของนายจตุภัทร์ เป็นการกระทำความผิดในลักษณะเดิม ไม่เกรงกลัว ไม่เคารพกฏหมายบ้านเมือง ที่อาจทำให้ผู้อื่นเอาเยี่ยงอย่างเพื่อก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และผิดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวใน กรณีห้ามก่อความวุ่นวายหรือทำกิจกรรมในลักษณะเดียวกันกับที่ถูกกล่าวหาในคดีแรก จึงขอให้อธิบดีผู้พากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตรวจสอบว่ากระทำที่ผิดเงื่อนไขให้ประกันตัวหรือไม่ และให้พิจารณาถอนการประกันตัว ผมในฐานะประธานกรรมาธิการกฎหมายฯ  ไม่ยอมให้คนกลุ่มนี้อยู่เหนือกฎหมาย และนายไผ่ จบนิติศาสตร์ รู้ดีว่าการกระทำใดเป็นการทำผิดกฎหมาย แต่ใช้กำลังทำตัวอยู่นอกกฎหมายตลอดเวลา บุคคลเหล่านี้ไม่ปกติ จะอยู่ร่วมกับคนปกติไม่ได้ และวันนี้ชัดเจนว่านายไผ่และพรรคพวกจงใจก่อม็อบเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ และเจตนาล้มล้างสถาบัน ทั้งนี้มีการออกหมายจับนายไผ่ ดังนั้นประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากพบเจอจับกุมได้ทันที และตนตั้งรางวัลนำจับ 500 บาท ซึ่งแพงเกินความจริงแล้ว ตอนแรกจะให้ 5 บาท ก็เกรงใจจึงคิดว่ามีค่าเท่านี้ เหมือนโจร 500” นายสิระ กล่าว 

ผู้สื่อข่าวถามถึงการชุมนุมของเยาวชนปลอดแอกในวันที่ 7 ส.ค.นี้ นายสิระ กล่าวว่า ไม่ห่วงการชุมนุมที่จะเกิดขึ้น เพราะเชื่อว่ามีไม่กี่คนที่จะออกไปทำพฤติกรรมเลวแบบนั้น และผู้ปกครองต้องตักเตือนเยาวชนในปกครอง ที่สำคัญเยาวชนต้องรู้ทันแกนนำที่รู้กฎหมาย หากทำแล้วชอบด้วยกฎหมาย ทำไมแกนนำอีแอบ จึงปลอมตัว ปกปิดไปยืนหลังม็อบ เป็นเตี้ยหลังม็อบ ไม่ขึ้นเวทีเปิดเผยตัวให้ชัด แต่หลอกใช้เยาวชน ทั้งนี้สัปดาห์หน้าตนจะไปยื่นเอา ผิดกับส.ส.อีแอบ ที่อ้างว่าไปสังเกตการณ์ในที่ชุมนุมโดยไม่ได้รับการมอบหมาย

“DeFi” โลกการเงินไร้กฎหมาย (จริงหรือ?)

ปัจจุบันระบบการเงินการธนาคารของโลกเราพัฒนาไปมาก เราสามารถทำธุรกรรมทางการเงินผ่านคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือได้อย่างสะดวกสบายจากที่บ้าน แทบไม่ต้องไปต่อแถวทำธุรกรรมอะไรที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินอีกต่อไป

แต่โลกการเงินก็ยังไม่หยุดพัฒนาเพียงเท่านี้ ตอนนี้กระแสของโลกการเงินในยุคใหม่ที่กำลังมาแรงและถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ โลกการเงินแบบ DeFi

DeFi ย่อมาจากคำว่า Decentralized Finance หรือระบบการเงินที่ไม่มีตัวกลางเหมือนในระบบการเงินในปัจจุบันที่เรามีธนาคาร หรือ สถาบันการเงินเป็นตัวกลางในการตรวจสอบการทำธุรกรรมต่าง ๆ

>>> ตัวอย่างเช่น เราไปทำการฝากเงินกับธนาคาร ธนาคารก็จะบันทึกข้อมูลการทำธุรกรรมการฝากเงินเข้าไปในระบบของธนาคาร ส่วนเราก็จะได้ข้อมูลนั้นกลับมาในรูปแบบของสมุดบัญชีเงินฝาก หากเราต้องการตรวจสอบดูว่าเรามีเงินคงเหลือในธนาคารเท่าไหร่ เราก็สามารถนำสมุดบัญชีเงินฝากนั้นไปอัพเดทที่ธนาคาร แล้วเราจะเห็นข้อมูลล่าสุดที่เป็นปัจจุบัน

ธนาคารจึงมีบทบาทสำคัญในระบบการเงินของโลกเรามาโดยตลอด เพราะทุกคนมีความเชื่อมั่นว่าข้อมูลที่เรามีอยู่กับธนาคารนั้นมีความถูกต้อง เงินที่เราฝากไว้กับธนาคารจะไม่สูญหายหรือถูกขโมยไปไหน เว้นแต่ธุรกิจของธนาคารจะล้มละลายและต้องปิดกิจการไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อคริปโตเคอร์เรนซีเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้น เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่อมาเทคโนโลยีดังกล่าวก็ถูกนำมาต่อยอดในรูปแบบ Smart Contract  หรือ สัญญาอัจฉริยะ ที่เราสามารถแปลงเงื่อนไขสัญญาต่าง ๆ มาอยู่ในรูปแบบของโค้ดและโค้ดนั้นก็จะสามารถทำงานได้ทันทีที่ตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงไว้

ยกตัวอย่างเช่น หากผมทำสัญญากับบริษัทไว้ว่า ถ้ามีคนอ่านบทความของผมเกิน 10,000 วิว ผมจะได้รับเงิน 1,000 บาท และต่อจากนั้นที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 1,000 วิว ผมจะได้เพิ่มอีก 100 บาท เวลาที่บริษัทจะจ่ายเงิน บริษัทก็จะต้องส่งคนมาตรวจสอบว่ามีบทความนี้มียอดวิวเท่าไหร่แล้ว หลังจากตรวจแล้วก็ต้องนำเรื่องไปเสนอผู้มีอำนาจในการอนุมัติเพื่อสั่งจ่าย ต่อจากนั้นฝ่ายบัญชีถึงจะทำการจ่ายเงินให้กับผมได้

แต่ถ้าเราเปลี่ยนใหม่มาเขียนข้อตกลงดังกล่าวไว้ในรูปแบบของ Smart Contract โค๊ดที่เราเขียนไว้ก็จะสามารถเช็กยอดวิวบนบทความผมได้ตลอดเวลา และเมื่อยอดวิวถึงตามข้อกำหนดที่ตกลงกันเอาไว้ ระบบก็จะโอนเงินมาเข้าบัญชีผมทันทีโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมีใครมานั่งนับ ตรวจสอบ แล้วก็ทำเรื่องจ่ายเงินอีก

เมื่อมีคนเห็นถึงประโยชน์ของ Smart Contract ที่ทำให้การทำธุรกรรมต่าง ๆ มีความสะดวก โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้บนเทคโนโลยีบล็อกเชน จึงมีการต่อยอดนำเอาเทคโนโลยีดังกล่าวมาพัฒนาเป็นระบบการเงินที่ไร้ตัวกลาง หรือ DeFi โดยสิ่งที่เข้ามาทำหน้าที่แทนธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เป็นตัวกลาง คือ Smart Contract ที่เขียนเงื่อนไขต่าง ๆ ขึ้นไว้นั่นเอง 

ประโยชน์หลักของการเงินแบบ DeFi คือ การที่ไม่มีกลางเข้ามากินส่วนต่าง ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับผลตอบแทนมากขึ้น เพราะเราไม่ต้องเสียค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมให้ตัวกลางเหล่านั้น

เช่น คนที่ต้องการปล่อยกู้ กับ คนที่ต้องการกู้เงิน สามารถกู้เงินกันได้โดยตรง ไม่ต้องมีธนาคารมาเป็นตัวกลาง คนกู้ก็เสียดอกเบี้ยถูกลง ส่วนคนให้กู้ก็ได้ดอกเบี้ยมากขึ้น เพียงแต่เราก็จะมีความเสี่ยงถ้าคนกู้ไม่ยอมชำระหนี้ แล้วเราจะไปติดตามทวงคืนยาก ต่างจากการฝากเงินไว้กับธนาคารที่เราสามารถไปถอนเงินเมื่อไหร่ก็ได้

แต่ Smart Contract สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในส่วนนี้ได้ โดยคนกู้อาจจะต้องมีหลักประกันอะไรเข้ามาวางไว้ในระบบ และถ้าถึงกำหนดชำระหนี้แล้วไม่ชำระ ระบบก็จะโอนหลักประกันนั้นให้เจ้าหนี้ได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาไปฟ้องร้องกันทีหลัง

อย่างไรก็ตาม ระบบการเงินแบบ DeFi ที่ทำให้ตัวกลางหรือสถาบันการเงินหายไปนั้น สิ่งที่ตามมา คือ หน่วยงานที่กำกับดูแลสถาบันการเงินเหล่านั้น ก็จะไม่สามารถเข้าไปช่วยกำกับดูแลแพลตฟอร์ม DeFi ต่าง ๆ ได้

ดังนั้น หากผู้ใช้บริการเกิดปัญหาเราก็จะไม่สามารถไปเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลเข้ามาช่วยเหลือได้

ยกตัวอย่าง เช่น หากเราถอนเงินออกจากแพลตฟอร์ม DeFi แห่งหนึ่งไม่ได้ เราจะไปร้องเรียนให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ สำนักงาน ก.ล.ต. เข้ามาช่วยจัดการกับแพลตฟอร์ม DeFi ดังกล่าวไม่ได้ เพราะหน่วยงานเหล่านั้นไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม ​DeFi 

ทำให้หลายคนเข้าใจว่า DeFi เป็นโลกการเงินที่ไร้กฎหมาย คนที่ใช้บริการทุกคนต้องรับความเสี่ยงและต้องดูแลรับผิดชอบตัวเอง หากถูกแพลตฟอร์ม DeFi หลอกลวง หรือโกง เราไม่สามารถเรียกร้องจากใครได้

ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดนะครับ เพราะ โลกการเงินแบบ DeFi เป็นระบบการเงินที่ไร้ตัวกลาง ทำให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือเงื่อนไขของหน่วยงานกำกับดูแลในการประกอบธุรกิจเท่านั้น

แต่ก็ไม่ได้ความว่าใครจะเข้ามาโกงใครในโลก DeFi ก็ได้ครับ

เพราะการโกงหรือหลอกลวงไปให้ได้ซึ่งทรัพย์สินของบุคคลอื่น เป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามกฎหมายอาญา และยิ่งเป็นการหลอกคนจำนวนมาก ๆ ก็จะถือว่าเป็นการฉ้อโกงประชาชนที่มีโทษหนักขึ้นด้วย

ถ้าใครจำคดี Forex3D กันได้ บริษัทที่ให้บริการ Forex3D เขาก็ไม่ได้มีใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย หากใครไปลงทุนกับบริษัทนั้นก็จะต้องรับความเสี่ยงกันเอาเอง ซึ่งช่วงแรกมีกรณีที่คนถอนเงินแล้วมีความล่าช้าใช้เวลาเป็นเดือนกว่าที่จะได้เงินคืน แบบนี้เราก็ไม่สามารถไปร้องเรียนให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาช่วยเหลือได้ เพราะบริษัทเขาไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย

แต่ภายหลังเมื่อมีการเปิดโปงออกมาว่า Forex3D นั้น ความจริงแล้วไม่ได้มีการประกอบธุรกิจจริง แต่บริษัทดังกล่าวหลอกลวงให้คนเข้ามาลงทุนในลักษณะของแชร์ลูกโซ่ ผู้เสียหายจึงสามารถรวมตัวกันไปแจ้งความเอาผิดฐานฉ้อโกงประชาชนกับ DSI

ซึ่งไม่ต่างจากโลกการเงินแบบ DeFi ที่แม้ว่าเราจะไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม แต่ถ้าแพลตฟอร์ม DeFi นั้นมีลักษณะหลอกลวงคนเข้าไปลงทุนในลักษณะของแชร์ลูกโซ่ เราก็สามารถแจ้งความเอาผิดเจ้าของแพลตฟอร์มดังกล่าวได้

เพียงแต่ความยากของการดำเนินคดีกับพวกที่โกงในโลกการเงินแบบ DeFi นี้อาจจะยากเสียหน่อย เพราะต้องอธิบายการทำผิดนั้นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ ศาล เข้าใจก่อนว่า DeFi คืออะไร คนที่หลอกลวงคนให้เข้ามาลงทุนได้ทรัพย์สินอะไรไปบ้าง ซึ่งบางทีสิ่งที่เขาได้ไปอาจจะไม่ใช่เงินจริง ๆ แต่เป็น คริปโตเคอร์เรนซี เราก็ต้องอธิบายเรื่องของคริปโตเคอร์เรนซีหรือสินทรัพย์ดิจิทัลให้คนในกระบวนการยุติธรรมเข้าใจด้วย เขาถึงจะช่วยเราเอาผิดได้

สรุปแล้ว โลกการเงินแบบ DeFi แม้จะเป็นระบบการเงินที่ไร้ตัวกลาง ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจ แต่ก็ไม่ใช่โลกที่ไร้กฎหมาย เรายังสามารถดำเนินคดีอาญากับคนที่เข้ามาหลอกลวงหรือฉ้อโกงได้เหมือนระบบการเงินปกติ เพียงแต่โลกการเงินแบบ DeFi นี้ เราจะต้องใช้ความระมัดระวังตัวมากขึ้นในการทำธุรกรรมต่าง ๆ เนื่องจากไม่มีธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ สำนักงาน ก.ล.ต. เข้ามาช่วยสอดส่องดูแลนั่นเอง


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“อุบลศักดิ์” ขอ 72 กมธ.งบ 65 ยุติแตกแยกเรื่องงบกลาง ยัน เพื่อไทยไม่ได้ช่วยนายกฯ-คิดร่วมพรรคใดพรรคหน่ึง ไม่อย่างนั้นคงไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ 

ที่รัฐสภา นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายงบประมาณ 2565 แถลงว่า การประชุมกมธ. ในวันนี้(6 ส.ค.)ถือเป็นวันสุดท้ายและจะต้องมีการพิมพ์เล่มให้เสร็จภายในวันที่ 15 ส.ค.เพื่อนำส่งสภาฯ พิจารณาในวาระ 2-3 ในวันที่ 18-20 ส.ค. ดังนั้นสงครามทางความคิดในเรื่องงบประมาณของกมธ. ทั้ง 72 คนควรยุติได้แล้ว และกมธ.ได้มีมติตั้งอนุกมธ.ให้มีหน้าที่ปรับลดงบประมาณ ซึ่งโครงการใด หน่วยงานไหนที่มีความซ้ำซ้อนหรือรอได้ ก็ปรับลดเพื่อที่จะไปช่วยแก้ปัญหาโควิด-19 เพราะประชาชนได้รับผลกระทบแสนสาหัส แม้แนวความคิดของกมธ. ทั้ง 72 คนจะต่างกันอย่างหลากหลาย แต่เมื่อมีการปรับลดงบประมาณไปเท่าไหร่ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะต้องไปดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด เพราะการถกเถียงกันไปมาทำให้ประชาชนหมดความศรัทธา ดังนั้นจึงอยู่ที่จิตสำนึกของกมธ.แต่ละคน และตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ชัดเจนอยู่แล้วว่าทำไม่ได้ที่จะแปรไปเป็นอย่างอื่น งบต่างๆ ที่ถูกตัดออกก็ควรที่จะนำเข้างบกลาง ซึ่งหลายคนคิดว่าเอาไปกองให้นายกฯ ใช้นั้นไม่ใช่เพราะนายกฯ ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารจะต้องทำตามกระบวนการ และงบที่ได้ไปนั้น นายกฯ จะใช้หรือไม่ก็ไม่รู้เพราะในอนาคตท่านอาจจะลาออกหรือยุบสภาก็ได้ ซึ่งใครก็ตามที่เข้ามาเป็นรัฐบาลก็มีสิทธิที่จะบริหารแต่ไม่มีสิทธิใช้ 

นายอุบลศักดิ์ กล่าวต่อว่า อยากเรียกร้องวิงวอนให้สมาชิกทุกฝ่ายหันหน้ามาแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่อยากให้มีการทะเลาะเบาะแว้งกันทางความคิด แต่เมื่อความคิดไม่ตรงกัน แล้วเสียงข้างมากเป็นอย่างไรก็ต้องยอมรับ จึงขอให้ทุกฝ่ายยุติการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติและไม่ต้องไปใส่ความกัน เราจะโทษใครไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญเขียนมาอย่างนี้ จึงขอให้ทุกคนหันหน้ามาแก้ปัญหาและมาช่วยกันตรวจสอบงบประมาณว่าใครทำได้ถึงปลายทางอย่างไร

“ขอยืนยันว่าในฐานะพรรคเพื่อไทยไม่มีเจตนาจะไปช่วยนายกฯ เพราะเราเห็นว่าหากงบที่ถูกปรับลดไม่เอาไปไว้ในงบกลางก็จะเหลือทิ้ง ไม่สามารถใช้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องควรจะนำเงินส่วนนี้มาแก้ปัญหาโดยที่ไม่ต้องกู้ ถ้าพรรคเพื่อไทยช่วยนายกฯ หรือคิดจะไปร่วมกับพรรคนั้นพรรคนี้ ไม่อย่างนั้นเราคงไม่เตรียมที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ  ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมอยู่แล้ว 136 เสียงสามารถยื่นญัตติได้ด้วยตัวเอง แต่เราเห็นว่าพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายค้านด้วยกัน จึงประนีประนอมและให้โอกาสทุกคนช่วยกันคิด แต่ละคนอาจคิดไม่เหมือนกัน ซึ่งก็คิดได้ จึงคิดว่าฝ่ายค้านไม่มีความแตกแยก แต่อาจจะคิดไม่เท่ากันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” นายอุบลศักดิ์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top