Monday, 22 June 2026
TheStatesTimes

‘รถแท็กซี่’ ถูกนำมาใช้บริการในประเทศไทยครั้งแรก เมื่อ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 โดยมี ‘พระยาเทพหัสดิน’ เป็นผู้ริเริ่ม

วันนี้เมื่อ 98 ปีที่แล้ว ประเทศไทยเริ่มมีแท็กซี่ให้บริการเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2466 โดยผู้ริเริ่ม คือ พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ร่วมกับพระยาพิไชยชาญฤทธิ์ ก่อตั้ง บริษัท แท็กซี่สยาม ขึ้นในประเทศไทย จุดประสงค์ในการก่อตั้งเพื่อช่วยทหารอาสาในสงครามโลกครั้งที่ 1 มีอาชีพหลังจากปลดจากราชการ 

โดยแรกเริ่มมีรถให้บริการเพียง 14 คันเท่านั้น โดยนำเอารถเก๋งออสติน (Austin) ขนาดเล็ก ติดป้ายรับจ้างไว้ด้านหน้าและหลังของตัวรถ ในส่วนของอัตราค่าบริการคิดตามไมล์ โดยคิดไมล์ละ 0.15 บาท หรือ 15 สตางค์  (1 ไมล์ = 1.609344 กิโลเมตร) เมื่อเทียบกับราคาค่าโดยสารในปัจจุบันถือว่าแพงมาก และเนื่องจากการคิดอัตราค่าโดยสารตามเลขไมล์ จึงทำให้ในสมัยนั้นเรียกกันว่า “รถไมล์” 

แต่ท้ายสุด บริษัท แท็กซี่สยาม ต้องประสบกับปัญหาขาดทุน เนื่องจากค่าโดยสารที่มีราคาแพง อีกทั้งผู้คนในสมัยนั้นไม่คุ้นเคยจึงไม่นิยมใช้บริการ ประกอบกับเมืองกรุงเทพฯ ในขณะนั้นมีขนาดเล็กและมีรถรับจ้างอื่น ๆ อยู่มากอีกทั้งราคาถูกกว่าจึงต้องล้มเลิกกิจการไป 

จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี 2490 เจ้าของธุรกิจเอกชนบางราย ได้ฟื้นฟูกิจการแท็กซี่ในประเทศไทยขึ้นมาใหม่ โดยในช่วงแรกจะนิยมใช้รถยนต์ยี่ห้อเรโนลต์ (Renault) สมัยนั้นจึงเรียกแท็กซี่ว่า “เรโนลต์” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากสะดวก รวดเร็วกว่ารถจักรยานสามล้อถีบ ซึ่งมีอยู่มากมายในสมัยนั้น 

ด้วยเหตุนี้ทำให้อาชีพขับรถแท็กซี่กลายเป็นที่จับตาอีกครั้ง มีผู้นำรถเก๋งไปทำเป็นรถแท็กซี่กันมากขึ้นจนแพร่หลายไปต่างจังหวัด จนต้องมีการควบคุมกำหนดจำนวนรถ และต่อมารถที่นำมาใช้บริการรับจ้าง ก็ได้เปลี่ยนกลับมานิยมใช้รถยี่ห้อออสติน และ ดัทสัน, บลูเบิร์ด, และโตโยต้าในที่สุด

ซึ่งก็นับเป็นเวลากว่า 98 ปี แล้วที่ ‘รถแท็กซี่’ ได้เริ่มให้บริการและกลายเป็นที่นิยม เหมือนที่เราสามารถเห็น ‘รถแท็กซี่’ วิ่งขวักไขว่ สัญจรไปมาบนท้องถนนเมืองไทยในปัจจุบัน


ที่มา : https://www.nanitalk.com/interesting-story/important-day/this-day-in-history/8622


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

สตูล แถลงข่าวจับยาไอซ์ มูลค่าประมาณ 6,000,000 บาท

(28 ก.ค.2564)​ นายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล,​ พ.ต.อ.สมชาย ศรีศรยุทธ์ รอง ผบก.ตชด.ภาค 4,​ พ.ต.ท.ธีรศักดิ์ ศรีราชยา ผบ.ร้อย ตชด.436,​ ร.ต.อ.พรเทพ หมื่นแกล้ว รอง ผบ.ร้อย ตชด.436 สนธิกำลังกับตำรวจน้ำสตูล,​ ชุดสืบสวน สภ.เมืองสตูล,กอ.รมน.จังหวัดสตูล,​ ชุด ชปข.ร้อย ตชด.436, ตร.น้ำ สตูล,​ ชุดสืบสวน สภ.เมืองสตูล,​ ตำรวจตม.สตูล​ เข้าจับกุมผู้กระทำความผิด พรบ. ยาเสพติด

หลังจากได้รับแจ้งจากสายข่าวว่ามีชายอายุประมาณ 30​ ถึง​ 35 ปี รูปร่างท้วมผิวดำแดงสูงประมาณ 160 -165 ซม. ซึ่งขับเรือปั่นไฟ ชื่อก.นิยมสิน19 ออกเรือหาปลาบริเวณร่องน้ำระหว่างเกาะตะรุเตากับเกาะราวี น่าจะมียาเสพติดยา​ (ไอซ์) ซุกซ่อนอยู่​ จึงขอให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบโดยด่วนๆ

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและได้รับคำสั่งให้เดินทางเข้าตรวจสอบเรือดังกล่าว​ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประชุมวางแผนที่กองร้อยตชด 436 ในการเข้าทำการตรวจค้นจับกุมและได้ประสานกับตำรวจน้ำจังหวัดสตูล​ เพื่อขอสนับสนุนเรือตรวจการณ์ 521 ของทางตำรวจน้ำเพื่อเข้าทำการตรวจสอบในวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้เจอเรือปั่นไฟชื่อ​ ก.นิยมสิน19 ลอยลำอยู่บริเวณร่องน้ำเกาะแกวใหญ่หมู่ 2 ตำบลตันหยงโป อำเภอเมือง จังหวัดสตูล

จึงได้นำเรือเข้าเทียบเพื่อขอทำการตรวจสอบพบชายวัยรุ่น 1 คนนั่งอยู่บริเวณท้ายเรือดังกล่าว ลักษณะตรงตามที่สายรับแจ้งไว้เมื่อชายดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงอาการมีพิรุธ ลุกลี้ลุกลน​ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้สอบถามชื่อของชายวัยรุ่นคนดังกล่าวทราบชื่อนายจเร หรือตี๋ แห่ชู อยู่บ้านเลขที่ 167 หมู่ 1 ตำบลเกตรี อำเภอเมือง จังหวัดสตูลเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงขอทำการตรวจค้นตัวและเรือผลการตรวจสอบพบกระสอบยาเสพติด​ (ยาไอซ์) จำนวน 3 กระสอบซุกซ่อนอยู่ในห้องเครื่องบริเวณหัวเรือปั่นไฟ ชื่อ​ ก.นิยมสิน19 ทั้งหมดจำนวน 29 ก้อนและบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกจำนวน 2 ถุงน้ำหนักรวมประมาณ 30 กิโลกรัมมูลค่ายาไอซ์ประมาณ 6,000,000 บาท​ ตรวจพร้อมทั้งยึดเรือจำนวน 1 ลำ ราคาประมาณ  4,000,000  บาท

ผู้ถูกจับกุมให้การรับสารภาพว่ายาดังกล่าวเป็นของตนจริงเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2564 ผู้ถูกจับกุมได้ออกเรือปั่นไฟไปทางทิศใต้ของเกาะหลีเป๊ะเพื่อหาปลาและเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลาประมาณ 9.00 น ได้สังเกตเห็นกระสอบสีขาวจำนวน 5 กระสอบลอยตามกระแสน้ำำ​ จากนั้นจึงเดินเรือไปเพื่อเก็บกระสอบดังกล่าวและได้เปิดดูภายในพบยาเสพติด​ (ยาไอซ์)  ซุกซ่อนอยู่ภายในกระสอบ​ จากนั้นได้นำกระสอบดังกล่าวมาเก็บไว้ภายในห้องเครื่องบริเวณหัวเรือเพื่อนำมาไว้เสพ จนมาถูกเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ผู้ถูกจับกุมให้การยอมรับตลอดข้อกล่าวหา 

ที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 25564 เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำร่วมกับหน่วยต่างๆ​ ได้ตรวจยึดยาไอซ์จำนวน 391 กิโลกรัม เฮโรอีน ประมาณ 390 กิโลกรัม ซึ่งยาไอซ์มีบรรจุหีบห่อ สีแดง สีเขียวอ่อนและสีเขียว มีตัวอักษรภาษาจีนบรรจุอยู่ในตะกร้าผลไม้คลองกุ้ง ตำบลตำมะลังอำเภอเมืองจังหวัดสตูล

จากการสอบถามผู้ถูกจับกุมเบื้องต้นลักษณะห่อยาไอซ์ที่จับกุมมีลักษณะเป็นถุงชาสีเขียวมีตัวอักษรภาษาจีน​ ซึ่งเหมือนกับยาไอซ์ที่มีการตรวจยึดที่ตำมะลัง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะได้สืบสวนเพื่อติดตามผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป

นิตยา แสงมณี // ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสตูล

 

(กระบี่)​ ร.15 พัน.1 จัดกิจกรรม 'มีแล้วแบ่งปัน'​ มอบหน้ากากอนามัยและสเปรย์แอลกอฮอล์ให้ชาวคลองท่อม

(28 ก.ค. 64) พ.อ.ธนพล นุ้ยสุข ผบ.ร.15 พัน.1 จัดกำลังพลลงพื้นที่ตั้งจุดบริการมอบหน้ากากอนามัยและสเปรย์แอลกอฮอล์แบบพกพาสำหรับล้างมือให้กับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่สัญจรไป-มาในพื้นที่ตลาดสดเทศบาลตำบลคลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม จ.กระบี่

ทั้งนี้เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2564 รวมถึงเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (Covid-19) 

และเพื่อเป็นการลดการสัมผัส ทางหน่วยได้นำโต๊ะมาวางหน้ากากอนามัย และให้ประชาชนหยิบ ตามมาตรการในการป้องกันโรค Covid-19 ต่อไป

"อย่างไรก็ตาม เราจะร่วมเป็นกำลังใจให้ประชาชนร่วมฝ่าฟันวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ไปได้ด้วยกัน" พ.อ.ธน​พล​ กล่าว

ข้อมูลข่าว / ภาพ
มโนธรรม ใจหาญ จ.กระบี่ รายงาน 

“บิ๊กบี้” ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจจนท. จุดบริการต้านโควิด ใน กทม. ย้ำทหารพร้อมประสานการช่วยเหลือปชช. “บิ๊กบี้” ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ จนท. จุดบริการต้านโควิด ใน กทม. ย้ำทหารพร้อมประสานการช่วยเหลือปชช. 

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ ที่ทุกหน่วยงานได้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือเน้นการดูแลเชิงรุกอย่างทันต่อสถานการณ์ และความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดและพื้นที่ควบคุมสูงสุด 13 จังหวัด รวมทั้ง กทม.  ในส่วนของกองทัพบก พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้สั่งการให้หน่วยทหารในพื้นที่ กทม. จัดตั้ง “จุดบริการอำนวยความสะดวกประชาชน” ขึ้นในบริเวณแหล่งพักอาศัย ชุมชน ปมคมนาคม แหล่งค้าขาย หรือสถานที่ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ รวม 53 จุด ครอบคลุมทุกพื้นที่สำนักงานเขต กทม.  มีเจ้าหน้าที่ทหารและ ฝ่ายปกครอง ร่วมกันให้การดูแล อำนวยความสะดวก  เป็นจุดรับแจ้งเรื่องเดือดร้อน ขอความช่วยเหลือในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด  ช่วยประสานส่วนราชการเพื่อส่งต่อการช่วยเหลือต่างๆ ให้คำแนะนำ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น บริการอุปกรณ์ป้องกันเชื้อ ช่วยติดต่อเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อ เป็นต้น

โดยผู้บัญชาการทหารบกได้เดินทางไปเยี่ยมที่ “จุดอำนวยความสะดวกประชาชนกองทัพบก” 5จุดได้แก่ วัดแก้วฟ้า, BTSหมอชิต, ชุมชนวัดมะกอก, หน้าเอเซียทรีค และชุมชนสะพานผ่านฟ้า และในช่วงกลางวันผู้บัญชาการทหารบกได้ตรวจเยี่ยม อีก 4 พื้นที่ ได้แก่ People park อ่อนนุช,หน้า รร. Hyatt Regency Bangkok Sukhumvit ,ศูนย์พักคอยรอการส่งต่อผู้ป่วยCOVID19 เขตคลองสานและสถานีรถไฟเตาปูน  โดยได้กล่าวให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ กำชับเรื่องการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยความรวดเร็วทันต่อความเดือดร้อนของประชาชน การแบ่งโซนความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยทหาร พร้อมให้คำแนะนำการเสริมความพร้อมอื่นๆเช่น เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ “ศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิด19 กองทัพบก”  การจัดตู้ปันสุขมีสิ่งของที่จำเป็นสำหรับผู้ที่เดือดร้อน เตรียมชุดเคลื่อนที่เร็วสำหรับการช่วยเหลือในสถานกาณ์ฉุกเฉินต่างๆที่อาจเกิดขึ้น  ที่สำคัญคือให้ความอุ่นใจกับประชาชนและชุมชนว่ามีเจ้าหน้าที่อยู่ใกล้ พร้อมดูแลช่วยเหลือเคียงข้างประชาชนในทุกเรื่อง 

ทั้งนี้ผู้บัญชาการทหารบก ยังได้ย้ำให้กำลังพลปฏิบัติตามมาตรการพิทักษ์พล การใส่อุปกรณ์ป้องกันอย่างระมัดระวัง มีอุปกรณ์ป้องกันชุดPPE ,Face shield เครื่องมือที่จำเป็นอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับตนเอง ตลอดจนประชาชนในการปฏิบัติทุกภารกิจเฉพาะหน้าเร่งด่วนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สำหรับประชาชนที่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือดูแล สามารถแจ้งได้ทันที ตามจุดบริการที่พบเห็นทั่ว กทม.

“บิ๊กตู่” เรียกถก ผู้ว่าฯ13 จังหวัดสีแดง รับมือ-เร่งแก้โควิด เผยวานนี้ บ่นกลางที่ประชุม ครม.ขอโฆษกฯทุกกระทรวงเร่งสื่อสารทำความเข้าใจ “เคือง” ใครไม่อยากทำงานก็ลาออกไป

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรึ และ รมว.กลาโหม ในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ว่า วันที่ 28 ก.ค.ภายหลังเสร็จภารกิจ เป็นประธานในพิธีวางพานพุ่ม ถวายพระพรชัยมงคล และถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2564 ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 08.30 น.แล้ว เวลา 13.00 น.พล.อ.ประยุทธ์ เรียกประชุม ผู้ว่าราชการจังหวัดสีแดงเข้ม 13 จังหวัดผ่านระบบ zoom จากบ้านพัก ภายในกรมทราบราบ มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ร.1 ทม.รอ.) เพื่อหารือถึงแนวทางการรับมือกับการแพร่ระบาด รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย การตั้งโรงพยาบาลสนามต่างๆ รวมทั้งการสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน

ทั้งนี้ รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า วานนี้ (27 ก.ค.) ช่วงหนึ่งในการประชุม ครม.พล.อ.ประยุทธ์ ได้ขอความร่วมมือจากทุกกระทรวง ทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะทีมโฆษกกระทรวงทุกกระทรวง ช่วยกันสื่อสารทำความเข้าใจข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของมาตรการการแก้ปัญหา โควิด-19 ขอให้ทุกคนช่วยกันสื่อสาร แต่ถ้าไม่อยากทำก็ให้ลาออกกันไป 

'วราวุธ' สั่งด่วน ผ่อนมาตรการ ปิดอุทยานฯทั่วประเทศนาน 2 เดือน ลดผลกระทบโควิด-19

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นางสริญทิพญ ทัพมงคลทรัพย์ นายกสมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด ร้องเรียนถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรณีที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่อให้ทบทวนยกเลิกคำสั่งปิดการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้าหมู่เกาะเสม็ดประจำปี เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ ประกอบด้วย เกาะเสม็ด เขาแหลมหญ้า และหาดแม่รำพึง เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.64 ถึง 30 ก.ย.64 เป็นการปิดเพื่อฟื้นฟูเหมือนกันทั่วประเทศ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และชาวบ้านกว่า 900 หลังคาเรือน ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ขณะนี้ ว่า 

ตนได้รับทราบเรื่องดังกล่าวก่อนอื่นต้องขอโทษประชาชนและผู้ประกอบการ และต้องขอขอบคุณที่ได้ร้องเรียนเรื่องดังกล่าว จึงได้รีบสั่งการไปยังนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช แล้วว่า ขอให้ทางกรมอุทยานพิจารณายกเว้นมาตรการดังกล่าวไปจนกว่าสถานการณ์ โควิด-19 และการท่องเที่ยวจะกลับมาได้เป็นปกติ "ต้องขอโทษพี่น้องประชาชนที่กรมอุทยานทำให้ต้องเดือดร้อนแต่เมื่อทราบความเดือดร้อนก็ได้สั่งการเพื่อแก้ปัญหาในทันที" 

นายวราวุธ กล่าวว่า ฉะนั้นจะเปิดการท่องเที่ยวอุทยานให้ได้เหมือนเดิม โดยยกเว้นมาตรการที่ให้ปิดอุทยานเพื่อฟื้นฟูเป็นเวลา 2 เดือนนี้ไปก่อน ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเคยออกมาในช่วง สถานการณ์การท่องเที่ยวที่ยังเป็นปกติ มีการท่องเที่ยวมากตลอดทั้งปี ได้กำชับไปยังอธิบดีกรมอุทยานเพื่อแจ้งทุกอุทยานทั่วประเทศให้ดำเนินการในทันที แต่อย่างไรก็ตามอุทยานบางแห่งที่จะต้องปิดตามธรรมชาติอยู่แล้ว เช่น หมู่เกาะสิมิลันที่เป็นฤดูมรสุม ภูกระดึงเป็นช่วงฤดูฝน ก็ให้ปิดไปตามปกติ และขอย้ำว่า ถึงแม้จะเปิดอุทยานให้ท่องเที่ยวได้ตามปกติก็ต้องเข้มงวดมาตรการป้องกัน โควิด-19 ดูแลเรื่องความสะอาดให้ดี

"กรณ์" ย้ำ 5 ข้อเสนอ ปลดล็อก “ระบบราชการรวมศูนย์” ทางออกช่วยคนไทยแก้วิกฤตโควิด  แนะนำเทคโนโลยีและ Data Management มาใช้ทุกขั้นตอน เพื่อให้ทันต่อการรับมือวิกฤตเร็วที่สุด 

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า กล่าวถึงการบริหารจัดการในการแก้ปัญหาการระบาดของโควิด-19 โดยใช้ระบบราชการรวมศูนย์ ว่ากำลังจะทำให้คนไทยตาย เพราะแม้หลายเรื่อง นโยบายออกมาแล้ว แต่ในความเป็นจริงประชาชนก็ยังเข้าไม่ถึงผลลัพธ์ของทางออกดังกล่าวเลย การรวมศูนย์อำนาจทำการแก้ปัญหาให้อุ้ยอ้าย ล่าช้า และสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด ช้าไปวันสองวันอาจมีผลถึงชีวิตได้ 

ซึ่งที่ผ่านมา พรรคกล้าพยายามผลักดันมาอย่างน้อย 2 เดือนให้รัฐบาล “ปลดล็อคระบบราชการรวมศูนย์” มาแล้วหลายเรื่อง ตั้งแต่การยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงท่านนายกฯ ไปจนถึงข้อเสนออื่นๆ ซึ่งตระหนักดีว่า หลายข้อทำแล้ว แต่ผลยังไม่ปรากฎชัดในภาคปฏิบัติ ได้แก่
1. ปลดล็อก การเข้าถึงยาฟาวิพิราเวีย 
2. ปลดล็อก ระบบการตรวจโควิดด้วย antigen test แทนคอขวด PCR 
3. ปลดล็อก ระบบ Home Isolation 

แทนที่รัฐบาลจะแก้ปัญหาทีละปม ซึ่งช้าเกินไปมาก รัฐบาลต้อง "โอนอำนาจหน้าที่ดูแลประชาชนลงไปในระดับท้องถิ่นโดยด่วน” ซึ่งคำว่า ‘ท้องถิ่น’ นี้ไม่ได้หมายความเพียงแค่สั่งงานไปให้ผู้ว่าฯ แต่ต้องลงไปถึงระดับ อปท. เลย เขาใกล้ปัญหามากกว่า ใกล้ประชาชนมากกว่า และงบประมาณก็มีในมือ วิธีการทางกฎหมายที่จะทำได้คือ การออกพระราชกำหนดเร่งด่วน ซึ่งคือ 

4. ออก พ.ร.ก.ปลดล็อก เงื่อนไขอุปสรรคทางราชการเพื่อแก้วิกฤตโควิด 

มองง่ายๆ คือ ทุกศูนย์ตรวจ Rapid Antigen Test ในทุกพื้นที่ เมื่อตรวจพบเชื้อ เขาควรมีสิทธิมอบ ‘กล่องรักษาโควิด’ ถึงมือผู้มีผลติดเชื้อได้ทันที ในกล่องนี้ ควรมีทั้งยารักษาอาการต่างๆ สมุนไพรไทย และยา favipiravia พร้อมอุปกรณ์วัดไข้และวัดออกซิเจน แต่วันนี้กลับต้องรอส่วนกลางเป็นผู้มาตามแจก ช้าก็ช้า มาถึงก็ต้องแจกทีละบ้าน ขอความร่วมมือจากท้องถิ่นอยู่ดีว่าบ้านผู้ป่วยอยู่ไหน 

แม้แต่ระบบการฉีดวัคซีน ภาพความแออัดที่ปรากฏที่บางซื่อนั้นสะเทือนใจทุกคนที่เห็นมาก
นอกจากระบบจัดคิว ทำไมรัฐบาลไม่กระจายการฉีดลงไปให้เขตหรือแม้แต่เอกชนดูแล หรือเป็นเพราะการเมืองระหว่างพรรคยังเป็นอุปสรรค 

5. ปลดล็อก ระบบจัดการคิววัคซีนให้เอกชนบริหารจัดการ 

ลองดูสถิติการฉีดวัคซีน วันธรรมดาฉีดได้ 300,000 เข็มหรือมากกว่า พอวันหยุดเสาร์อาทิตย์ลดลงเหลือวันละ 80,000! ถ้าราชการไม่ไหว วันหยุดต้องพัก ก็ควรเปิดให้คนอื่นเข้ามาช่วย นี่คือ สงครามโรคระบาด และเป็นสงครามที่ข้าศึกโควิดไม่พักรบตามเวลาราชการ 

หัวหน้าพรรคกล้า เน้นย้ำว่า ทั้ง 5 ข้อนี้จะปลดล็อกให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด รัฐต้องนำเทคโนโลยีและ Data Management มาใช้ในทุกขั้นตอนต่อจากนี้ เพื่อให้ทันต่อการรับมือวิกฤตโดยเร็วที่สุด 

(ลิงค์ ข้อเสนอ 5 ข้อ https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=366522731502961&id=100044357112719&sfnsn=mo)
( ลิงค์จดหมายเปิดผนึก https://www.facebook.com/100044357112719/posts/351006703054564/?d=n
( ลิงค์ปลดล็อก Antigen test kit https://www.facebook.com/100044357112719/posts/355768149245086/?d=n )

“ตั๊น จิตภัสร์” สั่งลุย อุดหนุนมังคุดเกษตรกรเมืองคอน ไม่ผ่านล้ง 4 ตัน ให้ทีม ส.ก.ปชป. ส่งต่อปันน้ำใจ ให้ผู้รับผลกระทบในชุมชนต่างๆ ทั่วกทม.สู้โควิด-19  ได้สองต่อช่วยระบายผลผลิตชาวสวนได้เงิน-ชาวกทม.ได้ทานผลไม้สด

ที่พรรคประชาธิปัตย์ น.ส. จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์มังคุดในจ.นครศรีธรรมราชราคาตกต่ำจากผลลิตล้นตลาด ว่า  ตนได้จัดทำโครงการ “อุดหนุนเกษตรกร ซื้อมังคุดเมืองคอน ปันน้ำใจ สู่ชุมชน กทม. สู้โควิด-19”  โดยการช่วยรับซื้อมังคุดจากเกษตรกรชาวสวนมังคุดในจังหวัดนครศรีธรรมราชโดยตรง ไม่ผ่านคนกลาง หรือล้งผลไม้ จำนวน4,000 กิโลกรัม(กก.)หรือ4 ตัน

เพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวสวนมังคุดก่อนที่จะเน่าเสีย และเป็นการช่วยระบายผลผลิต เป็นส่งนหนึ่งของแก้ไขปัญหามังคุดราคาตกต่ำ เพื่อนำมาส่งมอบให้อดีต สก. และทีมงานสมาชิกพรรคเพื่อนำไปกระจายแจกจ่าย แบ่งปันความสุขต่อให้แก่พี่น้องประชาชนผู้กักตัวอยู่ที่บ้าน และผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด- 19 ในชุมชนต่างๆทั่วกรุงเทพฯ โดยจัดเตรียมไว้กว่า 2,000 ชุด ในเวบา 15.00 น.ของวันพฤหัสบดีที่ 29 ก.ค.นี้ ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ถ.เศรษฐศิริ ทั้งนี้ มังคุดเป็นผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซี สูงเหมาะต่อการรับประทานเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ตามหลักทานอาหารผลไม้ให้เป็นยาด้วย

“คุณหญิงกัลยา” ขอบคุณครม.หลังอนุมัติเยียวยาค่าเรียนคนละ 2,000 บาท บรรเทาความเดือดร้อนช่วงวิกฤติโควิด-19 ย้ำที่ผ่านมาได้วางนโยบายระยะยาวสร้างงาน สร้างอาชีพ แก้จนยั่งยืนเตรียมพร้อมรับมือทุกวิกฤติ

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอบคุณครม.หลังอนุมัติเยียวยาค่าเรียนคนละ 2,000 บาท บรรเทาความเดือดร้อนผู้ปกครองรับมือวิกฤติโควิด-19 ย้ำในฐานะกำกับดูแลอาชีวะเกษตรเตรียมพร้อมรับมือทุกวิกฤติ วางนโยบายระยะยาวสร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ ระหว่างเรียนมีรายได้ จบมามีงานทำ แก้จนอย่างยั่งยืน พร้อมให้ทุนการศึกษาช่วยเหลือและส่งเสริมนักเรียนอาชีวะเกษตร

นางดรุณวรรณ  ชาญพิพัฒนชัย โฆษกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอขอบคุณคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ได้มีมติเห็นชอบโครงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ของกระทรวงศึกษาธิการ วงเงินรวมเกือบ 22,000 ล้านบาท โดยเฉพาะมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้โดยให้ความช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาสังกัด ศธ.ทั้งภาครัฐและเอกชน และสถานศึกษานอกสังกัด ศธ. คนละ 2,000 บาท ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) วงเงินรวมประมาณ 21,600 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นมาตรการเร่งด่วนระยะสั้นที่ต้องการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง

“คุณหญิงกัลยาได้ขอบคุณคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติงบประมาณให้การช่วยเหลือ โดยเฉพาะให้เงินเยียวยาค่าเรียนคนละ 2,000 บาท ตั้งแต่อนุบาลถึงม.6 และระดับปวช.และปวส. วงเงินรวมประมาณ 21,600 ล้านบาท ซึ่งวงเงินส่วนนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แม้ตัวเลขการช่วยเหลือต่อคนอาจจะไม่มากนักแต่เชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ปกครองหลายครอบครัวที่กำลังเผชิญกับวิกฤติ” นางดรุณวรรณ กล่าว

นางดรุณวรรณ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการภายใต้ความรับผิดชอบของคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช         มีนโยบายหลายส่วนที่ได้กำหนดไว้เป็นประโยชน์ต่อการวางรากฐานการศึกษาไทยเพื่อรองรับศตวรรษที่ 21 รวมไปถึงที่สำคัญคือการวางนโยบายระยะยาวในการสร้างคน คือ การให้การศึกษากับทุกคนอย่างเท่าเทียม เน้นสร้างงาน คือ ระหว่างเรียนมีรายได้ และสร้างอาชีพ คือ จบมาต้องมีงานทำ โดยเฉพาะนโยบายด้านอาชีวะเกษตรที่คุณหญิงผลักดันและส่งเสริมอย่างต่อเนื่องเพราะเชื่อมั่นว่าประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม หากนำองค์ความรู้ด้านการเกษตรมารวมกับด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้จะสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน และเศรษฐกิจฐานราก จะเป็นการแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน 

ทั้งนี้ที่ผ่านมาคุณหญิงกัลยาได้ให้การช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการเรียนของผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาทิ การให้ทุนการศึกษาส่วนตัวกับนักศึกษาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) ในหลักสูตร “ชลกร” รุ่นที่ 1 ที่ทุกคนจะได้รับการสนับสนุนค่าเล่าเรียน โดยได้รับการงดเว้นค่าหน่วยกิตตลอดหลักสูตร 2 ปี รวมถึงการผลักดันให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั่วประเทศปลูกสมุนไพรที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มและสอดรับเทรนด์การดูแลรักษาสขภาพ เช่น ฟ้าทะลายโจร กระชาย เป็นต้น เพื่อจำหน่ายและแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน 

รัฐสภา จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เป็นประธานในพิธีถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 ก.ค.2564 มีนายสุชาติ ตันเจริญ นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานฯ และเลขาธิการสภาฯ พร้อมด้วยข้าราชการรัฐสภา ร่วมพิธี โดยนายชวนได้ถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และเปิดกรวยกระทงดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกล่าวกราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล จากนั้นประธานและคณะร่วมกันร้องเพลงสดุดีจอมราชา พร้อมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกัน โดยพิธีดังกล่าวเป็นการจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top