Tuesday, 9 June 2026
TheStatesTimes

สมุทรปราการ-โรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ จัดการแข่งขันกีฬาฟุตซอลต้านยาเสพติด ชิงถ้วยรางวัลนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่สนามกีฬาโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ คณะผู้บริหารโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ พร้อมด้วย คณะครู นักเรียน จัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาฟุตซอลต่อต้านยาเสพติด ประจำปี 2568

ด้วยนางสาวศศิวิมล อั๋งสกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ ตระหนักเห็นถึงความสำคัญโทษของยาเสพติดที่กำลังแพร่ระบาดในหลายพื้นที่ และเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดในสถานศึกษา

อีกทั้ง ให้นักเรียนในสถานศึกษาทุกระดับชั้นของโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ มีความรู้ ความเข้าใจ โทษภัยของสารเสพติดจึงได้จัดการแข่งขันกีฬาฟุตซอลต้านยาเสพติดขึ้นในครั้งนี้

โดยมีทางคณะผู้บริหาร คณะครู นักเรียน เข้าร่วมในกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งนักเรียนที่ร่วมการแข่งขันประกอบไปด้วย นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 ถึงชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 

ซึ่งในปี 2568 นี้ การแข่งขันกีฬาฟุตซอลต้านยาเสพติดของนักเรียนโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์นั้น เป็นการชิงถ้วยรางวัลจาก นายอำนวย บุญริ้ว (นายกนาจ) นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ นอกจากนี้ โรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ยังได้รับเกียรติจาก นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ เป็นประธานกล่าวเปิดงานการแข่งขันกีฬาฟุตซอลต่อต้านยาเสพติด ประจำปี 2568

อย่างไรก็ตาม โครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต้านสารเสพติดในสถานศึกษา เป็นการแข่งขันฟุตซอลชิงถ้วยรางวัลจาก นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ นอกจากนี้ ยังได้มอบเงินสนับสนุนอีกจำนวนหนึ่งให้กับทางโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ใช้สนับสนุนการแข่งขันกีฬา ทั้งนี้ การจัดการแข่งขันกีฬาในสถานศึกษายังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนในสถานศึกษาอีกด้วย การแข่งขันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-19 พฤศจิกายน 2568 ณ สนามกีฬาโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1

‘ปูติน’ ย้ำสัมพันธ์เดินหน้าไร้สะดุด ดันโปรเจกต์มูลค่าหมื่นล้านดอลลาร์ สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับ Rosatom พร้อมขยับค้าขายด้วยเงินท้องถิ่น 100%

(14 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ระบุว่ารัสเซียต้องการพัฒนาความสัมพันธ์กับคาซัคสถานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมย้ำว่าทั้งสองประเทศเป็น “หุ้นส่วน มิตร และพันธมิตรใกล้ชิด” ที่ยกระดับความร่วมมือไปสู่ระดับรัฐต่อรัฐที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่างการหารือกับประธานาธิบดีคัสซิม-โจมาร์ต โทคาเยฟ ผู้นำคาซัคสถานที่เดินทางเยือนมอสโก

ปูตินเผยอีกว่า ความร่วมมือระหว่างสองประเทศกำลังเดินหน้าอย่างมั่นคง ทั้งในเวทีระหว่างประเทศและด้านเศรษฐกิจ โดยรัสเซียถือเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของคาซัคสถาน และเกือบ 100% ของการชำระเงินระหว่างกันใช้สกุลเงินประจำชาติ แทนการพึ่งพาเงินสกุลหลักอย่างดอลลาร์ เพิ่มความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจทั้งสองฝ่าย พร้อมเปิดเผยว่ามีโครงการร่วมที่อยู่ระหว่างวางแผนรวมมูลค่า “หลายหมื่นล้านดอลลาร์”

ด้าน โทคาเยฟ ผู้นำคาซัคสถาน ย้ำว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างคาซัคสถานและรัสเซีย “ไม่มีปัญหา” และทุกมิติพัฒนาไปได้ดี ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง เขาเรียกการเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” กับรัสเซียว่าไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่เป็นพันธกรณีที่อัสตานาปฏิบัติจริง พร้อมเชิญปูตินเดินทางเยือนคาซัคสถานในปี 2026

ทั้งนี้ ผู้นำคาซัคสถานยังเปิดเผยว่า ทั้งสองประเทศใกล้บรรลุข้อตกลงสำคัญในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ในคาซัคสถาน ร่วมกับบริษัทพลังงานนิวเคลียร์รัสเซีย “รอสอะตอม” (Rosatom) ซึ่งเขามองว่าไม่ใช่แค่โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า แต่เป็น “โปรเจกต์บุกเบิก” ที่จะสร้างองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ชุดใหม่ให้ประเทศ ขณะที่ปูตินย้ำว่าทั้งคู่จะได้พบกันอีกในการประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน (CSTO) ที่บิชเคก ในประเทศคีร์กีซสถาน 

ตำรวจสระแก้วรวมพลปล่อยแถว 200 นาย เตรียมพร้อมเสริมทัพทหารพิทักษ์ชายแดนไทย – กัมพูชา “บ้านหนองหญ้าแก้ว -บ้านหนองจาน” ผบ.ตร. ส่งกำลังใจ ย้ำภารกิจสำคัญดูแลประชาชนป้องกันประเทศ รักษาอธิปไตย  

 

เมื่อวานนี้ (13 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ชายไทย - กัมพูชา ฝั่ง จ.สระแก้ว ที่ล่าสุดกองทัพบก ยืนยันว่าการตอบโต้ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามกฎการใช้กำลัง การเตือน และการป้องกันตัวเอง โดยในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.รับผิดชอบงานความมั่นคง กำชับให้ตำรวจเตรียมความพร้อมปฏิบัติสนับสนุนกองทัพในการร่วมพิทักษ์อธิปไตยชายแดนทันทีเมื่อมีการร้องขอ โดยเน้นให้ดูแลพิทักษ์ส่วนหลังดูแลความปลอดภัยสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชน

รอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เช้าวันนี้ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว นำโดย พ.ต.อ.จตุรภัทร สิงหัษฐิต รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว, พ.ต.อ.ดำรง เอี่ยมไพโรจน์ ผกก.สส.ภ.จว.สระแก้ว, พ.ต.อ.ชูชาติ คงเมือง ผกก.สภ.อรัญประเทศ, พ.ต.อ.สุทธิพงษ์ อินทสิทธิ์ ผกก.สภ.โคกสูง ได้รวมกำลังตำรวจ ปล่อยตำรวจชุดกองร้อยควบคุมฝูงชน ภ.จว.สระแก้ว กว่า 200 นาย เคารพธงชาติ สวดมนต์ กล่าวคำปฏิญาณตน กล่าวอุดมคติตำรวจ รวมพลัง พร้อมทั้งตรวจสอบความพร้อมของกำลังพล และอุปกรณ์ สำหรับปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่แนวชายแดนบ้านหนองหญ้าแก้ว -บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ในทันที่ที่มีการร้องขอ ร่วมยุทธการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง 

พล.ต.ท.ชัยต์พจนฯ กล่าวด้วยว่า ผบ.ตร.ส่งกำลังใจให้ตำรวจที่ร่วมภารกิจนี้ทุกนาย เน้นย้ำให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ให้ผู้บังคับบัญชานำการปฏิบัติโดยคำนึงถึงปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และเจ้าหน้าที่ทุกนาย และให้ระลึกว่านี่คือภารกิจสำคัญร่วมปกป้องประเทศ รักษาความสงบสุขของพี่น้องประชาชน

เชียงใหม่-กก.2 บก.ปส.3 แถลงข่าวผลการจับกุมยาเสพติด 2 คดี ใหญ่ ยึดยาบ้าได้ประมาณ3,500,000 เม็ด


จากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายการปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้านการปราบปรามยาเสพติดโดยให้เป็นนโยบายเร่งด่วน ขจัดยาเสพติดให้สิ้นซาก และให้ยกระดับการจัดการปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็น ภัยคุกคามร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศในการร่วมกันปราบปรามยาเสพติด ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศพร้อมสั่งการให้ "อัปเดต - อัปเกรด" การทำงานให้ทันต่ออาชญากรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะการปราบปรามยาเสพติด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตต์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.(ผอ.ศอ.ปส.ตร.), พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร.(รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร.) จึงได้สั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด การสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนในและการทำลายแหล่งพักยาในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ตอนใน เพื่อมิให้ถูกลำเลียงไปสู่ภูมิภาคต่างๆ และเข้าสู่ชุมชน โดยบูรณาการกับหน่วยร่วม

วันนี้ 13 พ.ย.68 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด โดย พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3, พ.ต.อ.กฤษดา ศรีอิสาณ รอง ผบก.ปส.3, หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) โดย พล.ท.ชายแดน กฤษณสุวรรณ แม่ทัพน้อยที่3/รอง ผบ.นบ.ยส.35, กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 โดย พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ภาค 5, กองกำลังผาเมืองโดย พล.ต.สุชาติ พุ่มสุวรรณ ที่ปรึกษา กกล.ผาเมือง และ พ.อ.มีชัย นิลศาสตร์ รอง ผบ.กกล.ผาเมือง, ฉก.ไชยานุภาพ โดย พ.อ.เดชาธร สายหยุด รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ, กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน โดย พ.ต.อ.รังสิมันต์ สงเคราะห์ธรรม รอง ผบก.ตชด.ภาค 3 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดย นายดนุชา ไชยวงค์ ผู้อำนวยการส่วนบังคับใช้กฎหมาย ปปส.ภาค 5 และ ฝ่ายปกครอง โดย นายปณิธาน แก้วติ๊บ ป้องกันจังหวัดเชียงใหม่

คดีที่ 1 สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปส.3 และหน่วยร่วมข้างต้นได้สืบสวนขยายผลเครือข่ายลำเลียงยาเสพติด กลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีแหล่งพักคอยในเขตพื้นที่ บ้านทับเดื่อ ต.อินทขิล อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ จึงได้เฝ้าระวัง กระทั่งวันที่ 11 พ.ย.68 พบรถยนต์บรรทุกตู้ทึบ ยี่ห้ออีซูซุ ปิดแผ่นป้ายทะเบียน 3ฒฐ xxxx กทม. ขับขี่วนเวียน และขับช้าสลับเร็วในพื้นที่ อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตนขอทำการตรวจค้นแต่รถคันดังกล่าวได้เร่งความเร็วฝ่าการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ไป กระทั่งเวลาประมาณ 23.00 น.

ของวันเดียวกัน ขณะรถคันดังกล่าวได้ขับหลบหนีและได้เสียหลักลงข้างทาง โดยผู้ต้องหาทั้งสองอยู่ในรถ จึงได้ตรวจค้นรถยนต์บรรทุกตู้ทึบ พบยาบ้า ประมาณ 1,430,000 เม็ดชุกซ่อนอยู่ภายในช่องลับบริเวณฝนังตู้ทึบของรถคันดังกล่าว จึงได้ทำการจับกุมผู้ห้องหาพร้อมของกลางนำส่งหนักงานสอบสวน บก.ปส.3ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

คดีที่ 2 เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปส.3 และหน่วยร่วมข้างต้นได้ร่วมกันทำการสืบสวนขยายผลเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งจะลำเลียงยาเสพติดจากแนวชายแดน อ.เวียงแหง จว.เชียงใหม่ เข้ามาพักคอย ในเขตพื้นที่บ้านแม่อ้อใน ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ เพื่อรอส่งต่อเข้าสู่พื้นที่ตอนในหลายคดีจึงได้เฝ้าระวังพื้นที่ดังกล่าว ต่อมาจากการข่าวพบความเคลื่อนไหวน่าเชื่อว่า กลุ่มเครือข่ายดังกล่าวได้นำยาเสพติดมาเก็บซุกซ่อนไว้ในสวนลำใยท้ายหมู่บ้านแม่คะนิน ของบ้านแม่อ้อใน ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ 

วันที่ 12 พ.ย.2568 เจ้าหน้าชุดสืบสวนพร้อมหน่วยร่วมในพื้นที่ จึงได้เข้าทำการตรวจสอบบริเวณสวนลำใยดังกล่าว พบกระสอบบรรจุยาบ้า จำนวน 11 กระสอบ ประมาณ 2,100,000 เม็ด ซุกช่อนไว้ใต้กิ่งลำใยแห้ง จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง และนำส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.3 ดำเนินการตามกฎหมาย

สรุปผลการปฏิบัติ จับกุมคดียาเสพติด 2 คดี ผู้ต้องหา 2 คน ตรวจยึดยาบ้า ประมาณ 3,500,000 เม็ด และรถยนต์ จำนวน 1 คัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจสำคัญนี้ร่วมกันปกป้องลูกหลานของเรา ให้ห่างไกลจากยาเสพติด เพื่อสังคมปลอดภัยและอนาคตรุ่นใหม่ที่มั่นคงหากพบเห็นหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ทันทีผ่านช่องทาง สายด่วนยาเสพติด 191 และสถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้บ้าน

ชวนรู้จัก “ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ” ผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ ผู้มีปณิธานสร้างบ้านให้เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่ต้องสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ครบทุกมิติ

“การเคหะแห่งชาติ” คือรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำหน้าที่พัฒนาที่อยู่อาศัยให้ประชาชนเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ทั้งรูปแบบซื้อ-เช่า ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนเมืองและชุมชนรอบเมือง ซึ่งดำเนินการมาแล้วกว่า 52 ปี ปัจจุบันดำเนินงานตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2537 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือจัดหาที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง ให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน และปรับปรุงย่านเสื่อมโทรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน

หากใครเข้าไปในเว็บไซต์ของการเคหะแห่งชาติ ก็จะเห็นข้อความที่ว่า “กคช. นอกจากต้องสร้างบ้านแล้ว ยังต้องสร้างคุณภาพชีวิตให้ครบทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นคำพูดของ “ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ” ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ คนปัจจุบัน

“ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ” จบปริญญาตรีรัฐประศาสนศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปริญญาโทการบริหารนโยบายสาธารณะ (Public Policy) จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา โดยต่อยอดมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ผ่านหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 66 ซึ่งเป็นประสบการณ์สำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเชิงระบบ

ในส่วนเส้นทางการทำงาน เขาเริ่มจาก “องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)” เติบโตจากผู้อำนวยการสำนัก สู่ผู้จัดการพื้นที่พิเศษเมืองพัทยา รองผู้อำนวยการ และผู้อำนวยการ อพท. ก่อนเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการ กคช. ในปี 2563 และได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งต่ออีกวาระตามมติ ครม. เมื่อ 6 ส.ค. 2567 สะท้อนความต่อเนื่องในการปฏิรูปองค์กรและความเชื่อมั่นต่อทิศทางงานเคหะของประเทศ

ผลงานเด่นในช่วงที่ผ่านมา ภายใต้การนำของทวีพงษ์ กคช. ยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีงบประมาณ 2568 การเคหะแห่งชาติได้คะแนน ITA (Integrity and Transparency Assessment) 98.66 จาก 100 คะแนน สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และอยู่ในอันดับต้น ๆ ของรัฐวิสาหกิจทั้งประเทศ ชี้ถึงระบบงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเชื่อถือได้ขององค์กรการเคหะฯ สมัยใหม่

นโยบายเด่นปี 2568 เขาวางทิศทาง “ที่อยู่อาศัยเพื่อทุกคน” เดินหน้าขับเคลื่อนตามนโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร ของกระทรวง พม. ผ่าน “พันธกิจสำคัญ 9 ด้าน” ที่ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่ การปรับปรุงชุมชนเดิมให้ปลอดภัย อยู่สบาย รองรับผู้สูงอายุ-ผู้พิการ ไปจนถึงการสร้างงาน-สร้างรายได้ในชุมชนเคหะฯ ทั้งยังเร่งโครงการเรือธงเพื่อรับมือโครงสร้างประชากรและความท้าทายด้านความเป็นอยู่ของเมืองในอนาคต 

ผลงานเด่นจากนโยบาย 5x5 ฝ่าวิกฤตประชากร ได้แก่ โครงการบ้านตั้งต้น First Jobber นำอาคารเช่ามาให้กลุ่มคนวัยเริ่มทำงาน หรือ First Jobber เช่าราคาพิเศษ มีการคัดเลือกโครงการเด่นโซน กทม.-ปริมณฑล 8 โครงการ รวม 1,428 หน่วย ค่าเช่าเริ่ม 1,200 บาท/เดือน และยังมีอาคารเช่าพักอาศัยทั่วทุกภูมิภาคอีก 12 โครงการ 

นอกจากนี้ยังมีการฟื้นฟูชุมชนดินแดง (ระยะที่ 2) เดินหน้าอาคาร D1 สูง 35 ชั้น รวม 612 หน่วย (รองรับผู้อาศัยเดิมจากอาคารแฟลต 23-32) และก่อสร้างอาคาร A1 สูง 32 ชั้น รวม 635 หน่วย คาดแล้วเสร็จ ในปี 2569

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีโครงการ Senior Complex พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ และที่อยู่อาศัยเช่าแนวใหม่ (Smart Home) ปรับปรุงทรัพย์สินอาคารที่เป็น sunk cost พร้อมยกระดับชุมชนให้มีความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยมีการออกแบบเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดโลกร้อน ตามเกณฑ์การออกแบบและประเมินโครงการชุมชนยั่งยืน (NHA Eco-Village Standard) รวมถึงการออกแบบเพื่อรองรับการอยู่อาศัยของคนทั้งมวล ตามแนวทาง Universal Design (UD) เพื่อพัฒนา Sustainable Affordable Housing และเป็นที่อยู่อาศัย Resilient Housing

ที่กล่าวมา เป็นเพียงแค่ผลงานบางส่วนของ “ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ” ที่มุ่งมั่นทำให้บทบาทของการเคหะแห่งชาติเป็นส่วนที่ช่วย “เชื่อมบ้านกับโอกาสชีวิต” ไว้ด้วยกัน ทำให้บ้านเข้าถึงได้ง่าย มีมาตรฐาน พาชุมชนเติบโต ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า…เมื่อบ้านมั่นคง เมืองก็เข้มแข็ง และประเทศก็มีฐานสังคมที่พร้อมก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

ฟื้นฟู "พื้นที่แม่เมาะ" แหล่งพลังงานสู่ "ผืนป่าแห่งชีวิต" กว่า 4,000 ไร่ สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ตอบโจทย์ “พลังงาน-สิ่งแวดล้อม” ที่ยั่งยืน

ในโลกยุคปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และถือเป็นภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อมที่ยากจะหลีกเลี่ยง “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity) จึงได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศบนโลกใบนี้ ไม่เพียงเป็นรากฐานของอาหาร ยา และทรัพยากรธรรมชาติที่เราใช้ในการดำรงชีวิต แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการรักษาสมดุลของโลก เช่น การผลิตออกซิเจน การดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการป้องกันภัยธรรมชาติ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพจึงหมายถึงการสูญเสียความมั่นคงของชีวิตมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหมด

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะองค์กรหลักที่ดูแลภารกิจสำคัญในการรักษาความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ตระหนักดีถึงความรับผิดชอบนี้ที่ไม่ใช่ของใครคนหนึ่งแต่เป็นของเราทุกคน และได้ผสานภารกิจดังกล่าวเข้ากับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ดำเนินงานสำคัญอย่างเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ จังหวัดลำปาง กฟผ. ได้ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมฟื้นฟู อนุรักษ์ระบบนิเวศ และเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ เพื่อตอบสนองเป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับชาติและสากล รวมถึงเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ให้ได้ ร้อยละ 30 ในปี ค.ศ. 2030 หรือที่เรียกว่าเป้าหมาย 30x30 ของกรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออล ที่ได้กำหนดไว้ ในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 15 ทั้งนี้ การดำเนินงานของ กฟผ. ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะ เป้าหมายที่ 13 ว่าด้วยการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ เป้าหมายที่ 15 ว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบกอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างพลังงาน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ทั้งนี้ กฟผ. ได้ยกระดับพื้นที่โครงการที่ประสบความสำเร็จด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยได้เสนอพื้นที่ฟื้นฟูทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ จังหวัดลำปาง ขนาดกว่า 4,000 ไร่ เพื่อขอการรับรองเป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (Other Effective area-based Conservation Measures: OECMs) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของพื้นที่นอกเขตป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายในการธำรงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

พื้นที่ฟื้นฟูแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เหมืองลิกไนต์แม่เมาะ ที่มีขนาดรวมกว่า 40,000 ไร่ และเป็นแหล่งผลิตถ่านหินลิกไนต์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศมาอย่างยาวนาน ที่ผ่านมาได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องตามหลักวิชาการมาตั้งแต่ปี 2525 จนปัจจุบันสามารถพลิกฟื้นผืนดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และก่อเกิดประโยชน์อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดยแบ่งพื้นที่เป็น 3 ประเภท ดังนี้

1.  พื้นที่ฟื้นฟูป่าทดแทน: จากผืนดินที่เคยแห้งแล้ง สู่ป่าฟื้นฟูที่เขียวขจี ที่มีต้นไม้สูงใหญ่กว่า 20 เมตร 
แผ่กิ่งก้านสาขา เป็นสังคมพืชที่พัฒนาและฟื้นฟูตัวเองได้ตามธรรมชาติ โดยมีป่าผสมผลัดใบเป็นสังคมพืชเด่น ซึ่งสอดคล้องกับระบบนิเวศดั้งเดิมของพื้นที่ การกลับมาของป่าไม้ยังนำมาซึ่งการกลับมาของสัตว์ป่านานาชนิด ที่เข้ามาอาศัยและสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศ นอกจากนี้ ผืนป่าเหล่านี้ยังเป็นเสมือนปอดของโลก ทำหน้าที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมหาศาล ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป็นแหล่งออกซิเจนสำคัญ

2.  พื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์: พื้นที่ฟื้นฟูแห่งนี้ไม่ได้มีดีแค่ป่าไม้ แต่ยังถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่น่าสนใจ เป็นจุดชมดาวยามค่ำคืนที่สวยงามไม่แพ้ที่ใด และยังเป็นจุดชมทะเลหมอกยามเช้าและพระอาทิตย์ขึ้นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชม และที่ผ่านมา กฟผ. ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เช่น กิจกรรมย่ำค่ำดูดาวเช้าดูนก และกิจกรรมวิ่ง ปั่นจักรยานในเส้นทางธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน แต่ยังช่วยสร้างจิตสำนึก ความรู้ ความเข้าใจในความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้กับผู้มาเยือน

3.  พื้นที่แหล่งเรียนรู้ศาสตร์พระราชา: กฟผ. ยังได้น้อมนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ โดยจัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ เน้นแนวคิดความพอเพียง และการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง (ปลูกไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ เพื่อประโยชน์ในการใช้สอยในครัวเรือน การอยู่ดีกินดี การมีรายได้ และการอนุรักษ์ดินและน้ำ) นอกจากนี้ ยังได้ขยายผลไปสู่การจัดตั้งป่าชุมชนรอบพื้นที่อำเภอแม่เมาะจำนวน 20 แห่ง เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการปกป้อง อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ของตนเอง และยังเป็นแหล่งสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

กฟผ. ตระหนักถึงความสำคัญและมุ่งมั่นในการรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างไม่หยุดยั้ง การฟื้นฟูพื้นที่เหมืองให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน คือเจตนารมณ์อันแน่วแน่ เพื่อเป็นต้นแบบของการฟื้นฟูพื้นที่อย่างมีความรับผิดชอบ และตอกย้ำถึงพันธกิจของ กฟผ. ในการดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทยและของโลกใบนี้

เปิด 10 อันดับแรก!! เมืองที่มีความสุขที่สุด ในเอเชีย 2025

ประเทศไทย ติดอันดับ 2 เมือง!! เชียงใหม่ อันดับ 4 และ กรุงเทพมหานคร อันดับ 8 ติดอันดับ TOP 10 เมืองที่มีความสุขที่สุดในเอเชียประจำปี 2025 ซึ่งทำการสำรวจโดย Time Out

‘อุทัย มิ่งขวัญ’ รวมเกษตรกรโครงการโคบาลบูรพา เรียกร้องแก้ปัญหาวัวผอม - ป่วย - ตาย หลังได้รับมอบวัวไม่ตรงปกเลี้ยงไม่โต สุดท้ายแบกหนี้หลังแอ่นไร้หน่วยงานเหลียวแล

จากกรณีเมื่อวันที่ (10 พ.ย. 68) กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวในโครงการโคบาลบูรพา จังหวัดสระแก้ว รวมตัวกันหลายร้อยคนจากหลายอำเภอ หลายตำบล เดินทางมารอที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่เวลา 04.00 น. เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนและเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาวัวที่ได้รับจากโครงการ

นายอุทัย มิ่งขวัญ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะแกนนำเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว ในโครงการโคบาลบูรพา กล่าวว่า การเดินทางมายื่นเรื่องให้กับผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ ขอยืนยันว่าพวกเรามาจากใจ มาจากความทุกข์ความยาก มาจากความเดือดร้อนจริงๆ เราทานข้าวด้วยกัน หลายคนมาจากหลายหมู่บ้าน ไม่เคยรู้จักกัน แต่วันนี้ความเป็นพี่น้องในสายเลือดโคบาลบูรพาจังหวัดสระแก้วอยู่ในหัวใจของเราทุกคน

นายอุทัย ได้ระบุปัญหาหลัก 3 ประการ ของโครงการนี้ที่สร้างปัญหาให้กับเกษตรกรว่า 1. วัวตายเอง ไม่ได้ขาย เกษตรกรถูกกล่าวหาว่าขายวัว แต่ความจริงคือวัวที่ได้รับมานั้นตายเองตั้งแต่เดือนที่ 5-6 เนื่องจากสภาพร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ 2. แม่วัวสาวไม่สามารถผสมพันธุ์ได้ วัวที่ส่งมาให้เป็นวัวสาวที่บอกว่าผสมพันธุ์ได้ทันที แต่ความจริงต้องรอ 2-3 ปี บางตัวก็ผสมไม่ได้เลย ทำให้เกษตรกรไม่มีวัวคืนให้รัฐบาลตามโครงการ และ 3. วัวผอม วัวถูกฉีดยา และวัวติดโรค 

ทั้งนี้ นายอุทัย ระบุว่า สืบทราบว่า วัวส่วนใหญ่มาจากเวียดนาม ลักลอบเข้ามาขายให้โครงการ เป็นวัวที่มีปัญหาด้านสุขภาพ ผอมมาก บางตัวถูกฉีดยาเพื่อให้ดูอ้วน

พร้อมกันนี้ นายอุทัย ยังได้นำคำกล่าวของเกษตรกรบางราย ที่ได้รับความเสียหายหนัก บางรายหนีหนี้ออกจากจังหวัดตนเอง เช่น

นายสุรอด ดอกบัว เกษตรกรจากอำเภอเขาฉกรรจ์ เล่าว่า เลี้ยงวัวจากโครงการ 20 ตัว เหลือรอดเพียง 8 ตัว ส่วนที่เหลือตายหมด บางตัวถูกยึดเพราะไม่สามารถดูแลได้

นายอรุณ หนึ่งในเกษตรกร จากตำบลหนองแก้ว เผชิญสถานการณ์เดียวกัน เลี้ยง 20 ตัว เหลือเพียง 8 ตัว ส่วนที่เหลือตาย 10 กว่าตัว และถูกยึดไปอีก 30 กว่าตัว 

ปัจจุบันนายอรุณต้อง หนีหนี้ออกนอกจังหวัดไปทำงานที่จังหวัดน่าน เป็นเวลา 5 ปี เพราะหนี้สินที่กู้ยืมมาดูแลวัวไม่สามารถชำระได้ หากไม่หนีออกจากบ้าน จะต้องเผชิญกับการถูกติดตามทวงหนี้ตลอดเวลา

นายอุทัย เรียกร้องว่า รัฐบาลต้องดูแลและบรรเทาทุกข์ให้กับเกษตรกร ไม่ใช่สร้างความเดือดร้อน และต้องหาผู้รับผิดชอบที่ทำให้เกษตรกรได้รับวัวที่ไม่มีคุณภาพ

"อย่ามาใส่ร้ายว่าเราขายวัว วัวมันตายเอง มันทำอะไรไม่ได้ เราเชื่อมั่นว่าวัวผอมๆ ถ้าเลี้ยงจะอ้วนขึ้น แต่มันไม่ใช่ วันนี้เราจะต้องเอาปัญหาฟ้องให้ชัดเจน" นายอุทัยกล่าวเน้นย้ำ

ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรยืนยันว่าพวกเขามาด้วยความสุภาพ แต่หากไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง พวกเขาพร้อมที่จะดำเนินการในขั้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากกลุ่มเกษตรกร ได้ร่วมหารือที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการศึกษาการแก้ไขปัญหาโครงการโคบาลบูรพา โดยมีผู้แทนสหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพา และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม 

การประชุมนี้นับเป็นครั้งแรกหลังเกษตรกร 3 อำเภอของจังหวัดสระแก้ว กว่า 1,000 คน ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการโคบาลบูรพา ตั้งแต่ปี 2560  เดินทางมายื่นข้อเรียกร้อง 6 ข้อ ต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 พ.ย.68 ก่อนมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาการแก้ไขปัญหาโครงการโคบาลบูรพา ในวันเดียวกัน ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ และภาคประชาชนฝ่ายละ 7 คน 

ที่ประชุมมีมติให้เร่งดำเนินการตรวจสอบโดยเปรียบเทียบความสำเร็จของโครงการที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 ว่าล้มเหลวหรือไม่ มีกรอบระยะเวลาดำเนินการทั้งหมด 30 วัน สิ้นสุดในวันที่ 10 ธ.ค.68 เพื่อสรุปผลการศึกษาก่อนส่งเรื่องให้ครม.พิจารณา

หากผลการศึกษาพบว่าโครงการไม่ประสบความสำเร็จ รัฐต้องเยียวยาให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทั้ง 6,000 คน คนละ 160,000 บาท พร้อมฟื้นฟู กลุ่มสหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพา ทั้ง 3 อำเภอ ของจังหวัดสระแก้ว

รัสเซียเร่งผลิตน้ำมัน!! ต.ค. เพิ่มกำลังผลิตอีก 48,000 บาร์เรลต่อวัน สวนทาง OPEC+ ที่ลดกำลังผลิต โลกจับตา “ดีมานด์–ซัพพลาย” เปิดโอกาสให้ราคาผันผวนต่อเนื่อง

(15 พ.ย. 68) รายงานฉบับล่าสุดของโอเปก (OPEC) ระบุว่า รัสเซียเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในเดือนตุลาคม 2568 ขึ้นอีกราว 48,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน ทำให้ตัวเลขการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 9.382 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิม 9.334 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้จะยังอยู่ภายใต้กรอบข้อตกลงร่วมกับกลุ่ม OPEC+ ก็ตาม

ในภาพรวม กลุ่ม OPEC+ กลับมีกำลังการผลิตรวมในเดือนตุลาคมลดลงราว 73,000 บาร์เรลต่อวัน เหลือเฉลี่ย 43.02 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ในกลุ่มประเทศที่ร่วมลดกำลังผลิตโดยสมัครใจ เช่น รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย และพันธมิตร ผลิตรวมกันเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 27,000 บาร์เรลต่อวัน และสูงกว่าโควตารวมที่กำหนดไว้ราว 24,000 บาร์เรลต่อวัน สะท้อนความพยายามในการพยุงราคา กับการรักษาส่วนแบ่งตลาดของแต่ละประเทศ

ด้านดีมานด์ โอเปกยังคงมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวัง โดยประเมินว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นราว 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันแตะระดับเฉลี่ย 105.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากประมาณ 103.84 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2024 และคาดว่าปี 2026 จะยังเติบโตต่ออีกประมาณ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะเดียวกันยังปรับเพิ่มคาดการณ์การผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ในปี 2025 เป็นเฉลี่ยราว 13.37 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อนจะคาดว่าปี 2026 จะลดลงเล็กน้อย

โอเปกระบุด้วยว่า สต็อกน้ำมันเชิงพาณิชย์ของกลุ่มประเทศ OECD ในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 6 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ราว 2.845 พันล้านบาร์เรล แม้จะสูงกว่าปีก่อนหน้า แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีล่าสุดอยู่ระดับหนึ่ง ขณะที่การผลิตจากประเทศนอกกรอบข้อตกลง OPEC+ ถูกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 0.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2025 ไปแตะเฉลี่ย 54.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้ตลาดน้ำมันโลกยังต้องจับตาความสมดุล “ดีมานด์–ซัพพลาย” อย่างใกล้ชิด และเปิดโอกาสให้ราคายังผันผวนในระยะถัดไป

ในหลวง - พระราชินี เสด็จฯ เยือนจีนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โปรดเกล้าฯ ให้ ‘อนุทิน - สีหศักดิ์’ ตามเสด็จฯ ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ ย้ำสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน 50 ปี

นายกฯ เผย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทย ย้ำสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี และโปรดเกล้าฯ นายกฯ ตามเสด็จฯ ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ

(13 พ.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือน สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13 - 17 พฤศจิกายน 2568 ว่า ทุกครั้งที่องค์พระประมุขของชาติเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ รัฐบาลจะต้องมีรัฐมนตรีเกียรติยศตามเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งในครั้งนี้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ตนและนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ ยืนยันว่าไม่มีภารกิจเพิ่มเติม แต่เป็นเพียงองค์ประกอบของขบวนเสด็จเท่านั้น การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ อันเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่ความทรงจำ และเป็นการเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน โดยแท้จริงแล้ว ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์บริเวณชายแดน ขณะนี้ได้มีการเปิดช่องทางการสื่อสารกับผู้ที่เกี่ยวข้องตลอด 24 ชั่วโมง ยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างดีที่สุด โดยไม่มีความประสงค์ที่จะรุกรานหรือสร้างความขัดแย้งกับประเทศใด แต่ในขณะเดียวกันก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดมาคุกคามอธิปไตยของชาติ รวมถึงจะไม่ยอมให้พี่น้องประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ทหารต้องประสบภัยอันตราย ทั้งนี้ กองทัพมียุทธวิธีและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ขณะที่รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการปฏิบัติการและการเยียวยาประชาชน โดยได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว

“แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อม เป็นคำสอนจากบรรพบุรุษที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ยืนยันว่าตั้งแต่วันที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบอำนาจการตัดสินใจทางยุทธวิธีให้กับกองทัพอย่างเต็มที่ โดยมีการสั่งการผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งจะประชุมเพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ การเตรียมความพร้อม และพิจารณาการสนับสนุนตามที่กองทัพร้องขอ รวมถึงการปรับแผนปฏิบัติการให้เหมาะสมตามสถานการณ์ ขอยืนยันว่ากองทัพมีความพร้อมเต็มที่ในการรับมือกับทุกสถานการณ์ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินและอธิปไตยของชาติ รวมทั้งดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอนุทิน กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างฝ่ายรัฐบาลและรัฐสภา ซึ่งขณะนี้รัฐสภาได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประชุมวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สองและวาระที่สามให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขในบันทึกความเข้าใจ (MOA) ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ซึ่งถือเป็นข้อผูกพันที่ทั้งสองพรรคต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดต้องกังวล ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมขอให้สอบถามนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top