Thursday, 11 June 2026
TheStatesTimes

อ.เจษฎา ออกตัวแรง แสดงความยินดี หลังภาพยนตร์สารคดีพรรคอนาคตใหม่ เรื่อง “อำนาจ ศรัทธา อนาคต” คว้ารางวัลสุพรรณหงส์ ในสาขา ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม ได้สำเร็จ

(15 ก.ย. 68) ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์ข้อความ โดยได้ระบุว่า ขอแสดงความยินดีด้วยครับ สารคดีพรรคอนาคตใหม่ เรื่อง “อำนาจ ศรัทธา อนาคต” ได้รับรางวัลสุพรรณหงส์ สาขา ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม ครับ

สำหรับ “อำนาจ ศรัทธา อนาคต” หรือชื่ออังกฤษ : Breaking the Cycle เป็นสารคดีการเมืองไทยปี พ.ศ. 2567 กำกับโดยเอกพงษ์ สราญเศรษฐ์ และธนกฤต ดวงมณีพร ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้เล่าถึงการก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่โดยธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจและการยุบพรรคในเวลาต่อมา ฉายครั้งแรกที่เทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติฮอต ด็อกส์ คาเนเดียน ประจำปี 2024 และต่อมาได้ฉายในโรงภาพยนตร์ในประเทศไทย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 33 จำนวนสี่สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์ และธนกฤต ดวงมณีพร), ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม และลำดับภาพยอดเยี่ยม โดยสามารถคว้ารางวัล ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม มาครอง

บทเรียนประชาธิปไตย 2 ราชอาณาจักรแห่งเทือกเขาหิมาลัย ‘ภูฏาน’ คงระบอบกษัตริย์ - ยึดในหลวง ร.9 เป็นต้นแบบพัฒนาชาติ

เมื่อวันที่ (14 ก.ย. 68) รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อว่า Piti Srisangnam  ว่า ในปี 2008 ราชอาณาจักร 2 แห่งสุดท้ายบนเทือกเขาหิมาลัย เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองสู่ ระบอบประชาธิปไตย

เนปาล ราชอาณาจักรฮินดูแห่งสุดท้าย ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ถูกแรงกดดันอย่างต่อเนื่องเนื่องจากปกครองแบบรวมศูนย์และละเมิดสิทธิพลเมือง ทำให้ Napali Congress ลุกฮือต่อต้านมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแบบที่ราชวงศ์พยายามประสานผลประโยชน์กับฝ่ายการเมือง ความมั่งคั่งกระจุกตัวเฉพาะคนข้างบน คนข้างล่างทนไม่ได้จึงหันไปนิยมลัทธิเหมา สังคมนิยมสุดโต่ง จนเกิดเหตุการณ์สงครามกลางเมือง Maoist Insurgency ตั้งแต่ 1996 จนถึง 2006

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ปี 2001 มกุฎราชกุมารลุกขึ้นมาสังหารหมู่พระราชวงศ์ของตนเอง ตำแหน่งกษัตริย์เปลี่ยนมือ

2006 ข้อตกลงสันติภาพระหว่างราชวงศ์ นักการเมือง และขบวนการหัวรุนแรงลัทธิเหมาเกิดขึ้น หลังการประท้วงใหญ่ Jana Andolan II

2008 คือจุดสิ้นสุดของระบอบกษัตริย์ในเนปาล ประเทศเดินหน้าสู่ระบอบ Federal Parliamentary Republic แต่ละรัฐมีรัฐบาลท้องถิ่นที่มีอำนาจในท้องถิ่นตนเอง มีเมืองหลวงทำนโยบายระดับชาติ ประธานาธิบดีเชิงสัญลักษณ์ อำนาจบริหารอยู่ที่นายกฯ 

2008-2025 ประเทศลงเหวจากการผูกขาดการเมืองของนักการเมืองกลุ่มเดิม ๆ ที่ผลัดกันครองตำแหน่ง คนรวย-รวยขึ้น คนจน-จนลง เครือข่ายนักการเมืองสวาปามกอบโกยความมั่นคั่ง ทอนเงินแบ่งเงินกันในทุกระดับ ลูกหลานโชว์รวย+โชว์โง่ สร้างความเกลียดชัง

2025 ประชาชนโกรธแค้น ลุกฮือ

ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย
กษัตริย์ Jigme Singye Wangchuck (พระราชบิดาของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน)  ประกาศในปี 2001 ในการปฏิรูปประเทศเพื่อเปลี่ยนประเทศไปสู่ระบอบ Constitutional Monarchy ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

เจ้าชายหนุ่ม Jigme Kheser Namgyel Wangchuck เดินทางออกไปเรียนหนังสือในต่างประเทศทั้งที่ สหรัฐอเมริกา ประเทศไทย และ ประเทศอังกฤษ ก่อนที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ที่ 5 ต่อจากพระราชบิดา

ในหลายวาระ เราได้เห็นความใกล้ชิดระหว่าง 2 พระราชวงศ์ ไทย-ภูฏาน ที่ทั้ง King Jigme Singye Wangchuck (คนพ่อ) และ King Jigme Kheser Namgyel Wangchuck (คนปัจจุบัน) ต่างก็แสดงให้ประชาคมโลกได้เห็นว่าพระองค์ท่านมี ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นบุคคลต้นแบบ เป็น Role model ทฤษฎีการพัฒนาแบบเศรษฐกิจพอเพียง และโครงการหลวงฯ กลายเป็นเครื่องมือหลักในการปฏิรูปประเทศภูฏาน

จาก 2001-2008 เราเห็นภูฏานพัฒนาดัชนีชี้วัดประเมินการพัฒนาของตนเองที่เรียกว่า Gross National Happiness (GNH) เราเห็นการปรับปรุงระบบสาธารณสุข แบบ Universal Health Coverage เราเห็นการขยายโอกาสการศึกษา เราเห็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ปี 2008 เราราชอาณาจักรพุทธแห่งสุดท้ายบนเทือกหิมาลัย ภูฏาน เปลี่ยนสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
 เราเห็นสถาบันกษัตริย์ที่ผูกพันกับศาสนาที่เป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่เข้มแข็ง เราเห็นพระราชวงศ์ที่ใกล้ชิดเป็นกันเองร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน

เราเห็น Bhutan Model ที่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็น Role Model

ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ ประชาชน คือ เสาหลักของการพัฒนาประเทศ

ในเวลาที่โลกระส่ำ ฝรั่งเศสประท้วงเพราะรัฐบาลจะลดงบประมาณ ลดสวัสดิการ ลดวันหยุด ของประชาชน แต่ยังเอาเงินไปสนับสนุนสงคราม, อังกฤษประท้วงต่อต้านคนต่างชาติ ต่างอัตลักษณ์, สหรัฐอเมริกายิงทิ้งผู้ที่คิดต่างจากตนเอง, อิสราเอลถล่มการ์ตาทั้งที่เขาต้องการเป็นตัวกลางในการสร้างสันติภาพ... 

ผมว่าไทยเราเองต้องสร้าง model การเมือง การปกครอง การพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นของเราเอง เพื่อผลประโยชน์ของคนไทย

‘ปวิน’ โพสต์แซะ ‘พล.ท.บุญสิน พาดกลาง’ แม่ทัพภาคที่ 2 ไม่อยากเป็นนักการเมือง!! แต่เดินสายหาเสียงยิ่งกว่านักการเมือง

(15 ก.ย. 68) อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม.เกียวโต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึง พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ด้วยข้อความว่า… 

“พูดว่าเป็นทหาร ไม่อยากเป็นนักการเมือง แต่วันนี้ เดินสายหาเสียงยิ่งกว่านักการเมืองอีกค่ะ #บุญสิน”

โดยก่อนหน้านี้ในงานบรรยายพิเศษที่ มธ.ท่าพระจันทร์ พลโท บุญสิน พาดกลาง ยืนยันจะไม่เล่นการเมือง และขอรักษาจุดยืนไปตลอด และทิ้งท้ายว่า “พร้อมเกษียณจากแม่ทัพ แต่ไม่เกษียณจากสายเลือดคนไทย”

ทั้งนี้ ‘แม่ทัพกุ้ง’ พลโท บุญสิน เตรียมเป็นวิทยากรให้แรงบันดาลใจกับนักศึกษา ในหัวข้อ “เรื่องเล่าจากแม่ทัพกุ้ง : จากแนวหน้าสู่แนวหลัง สร้างพลังแห่งความสามัคคี” ที่ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น วันอังคารที่ 16 ก.ย. นี้

‘เอมิลี่ ศรีชะลา’ ยูทูบเบอร์อังกฤษหัวใจไทย ผิดหวังสารคดี BBC เสนอด้านมืดไทย!! เพื่อยอดวิวและรายได้…มากกว่าความจริง

(15 ก.ย. 68) เอมิลี่ ศรีชะลา (Emily Srichala) ยูทูบเบอร์และติ๊กต็อกเกอร์ชาวอังกฤษที่ย้ายมาอยู่ประเทศไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความไม่สบายใจต่อสารคดีของสำนักข่าว BBC เรื่อง The Dark Side of Paradise ซึ่งนำเสนอภาพด้านลบของประเทศไทย เธอกล่าวว่ารู้สึกตกใจและเสียดายที่สื่อใหญ่ของอังกฤษเลือกนำเสนอในลักษณะนี้

เอมิลี่เล่าว่า เมื่อปีที่แล้วทีมงาน BBC ติดต่อขอสัมภาษณ์ชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในไทย ตอนแรกเธอคิดว่าจะเป็นสารคดีเชิงบวกเพื่อโปรโมตการท่องเที่ยว แต่เมื่อออกมาเป็นสารคดีด้านมืดกลับทำให้เธอรู้สึกผิดหวัง พร้อมย้ำว่าตนเองใช้ชีวิตเหมือนคนไทยทั่วไป และไม่เคยสร้างคอนเทนต์ที่ทำให้ประเทศไทยเสียหาย

เธอยังเผยว่า เพื่อนชาวอังกฤษบางคนที่เข้าร่วมถ่ายทำก็ไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะถูกใช้ในสารคดีชื่อ The Dark Side of Paradise ทำให้เกิดความไม่พอใจที่ทีมงานไม่ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนตั้งแต่แรก เอมิลี่มองว่าสารคดีนี้อาจทำเพื่อยอดวิวและรายได้มากกว่าที่จะนำเสนอความจริงอย่างรอบด้าน

ยูทูบเบอร์รายนี้ย้ำว่า ในฐานะคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เธอพยายามนำเสนอประเทศไทยในมุมดีๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเชื่อว่าประเทศไทยมีสิ่งที่งดงามและปลอดภัยกว่าหลายประเทศ รวมถึงอังกฤษเอง เธอจึงรู้สึกเสียใจที่สารคดีของ BBC อาจทำให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยเสียหายต่อสายตาชาวโลก

ท้ายที่สุด เอมิลี่ได้กล่าวขอโทษชาวไทยแทนสื่อใหญ่จากแดนผู้ดี โดยย้ำว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกนำเสนอในซีรีส์นี้ และอยากให้ผู้ชมทั่วโลกเปิดใจมองอีกหลายแง่มุมที่ดีของประเทศมากกว่าที่ปรากฏบนจอทีวี

ย้อนบทเรียนประชาธิปัตย์ยุค ‘ถนัด คอมันตร์’ กู้วิกฤต ก่อน ‘ชวน หลีกภัย’ นำพรรคพลิกฟื้นกลับเป็นรัฐบาล

(15 ก.ย. 68) บทเรียนประชาธิปัตย์ ยุค “ถนัด คอมันตร์” ในสถานการ์พรรคอ่อนแอ

ผมเคยได้รับมอบหมายให้ทำต้นฉบับพ๊อคเก็ตบุ๊ค บทเรียนประชาธิปัตย์ในยุค “พ.อ..ถนัด คอมันตร์” ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค เนื้อหาหลักคือบทสัมภาษณ์ พ.อ.ถนัด ที่มีสุทธิชัย หยุ่น เป็นคนดำเนินการสัมภาษณ์

เป็นบทสัมภาษณ์ที่สนุกมาก เต็มไปด้วยลีลา สำนวนที่ยียวนในสไตล์นักการทูต และยากมากกับการแกะเทปสัมภาษณ์ ถนัด คอมันตร์ 

ขออนุญาตนำบทเรียนเล็กๆน้อยของพรรคประชาธิปัตย์ในยุค พ.อ.ถนัด คอมันตร์ เป็นหัวหน้าพรรคมาเล่นให้ฟังสั้นๆ เท่าที่พอจำได้นะ

พ.อ.ถนัด คอมันตร์ เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2522–2525) ไม่ใช่เรื่องปกติ เนื่องจากท่านเป็นนักการทูต ไม่ใช่นักการเมืองโดยอาชีพ ท่านประสบความสำเร็จด้านการทูตมากกว่า

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญของการเมืองไทย ที่นำการเปลี่ยนแปลงโดยนักศึกษาประชาขน และการเปลี่ยนแปลงการเมืองสู่ยุค รัฐบาลธานินทร์–เกรียงศักดิ์–เปรม พรรคประชาธิปัตย์เองประสบปัญหาหนักคือ

1.เกิดความแตกแยกภายใน กลุ่มรุ่นใหญ่ เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (แม้ไม่ได้อยู่ ปชป. แต่มีอิทธิพลในฝ่ายอนุรักษ์นิยม) และกลุ่มภายในพรรค ไม่สามารถหาคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ พรรคขาดผู้นำที่มีพลัง มีอำนาจบารมี ผู้นำรุ่นก่อน ไม่เข้ามารับตำแหน่ง
 2.ภาพลักษณ์พรรคย่ำแย่ พรรคประชาธิปัตย์เคยเป็นแกนกลางรัฐบาล แต่หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ประชาชนจำนวนมากมองว่าพรรคเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมและไม่ตอบโจทย์ประชาธิปไตย พรรคถอดถอย ฐานเสียงในสภาก็อ่อนแรง
 3.การหาคนกลางที่ “สะอาด” และเป็นที่ยอมรับไม่ได้ พรรคต้องการ “คนกลาง” ที่มีภาพลักษณ์ดี ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยในการเมือง ต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากทั้งฝ่ายทหาร (ผู้มีอำนาจจริงในยุคนั้น) และสังคมสากล

พรรคประชาธิปัตย์ยุคนั้นจึงสอดส่ายสายตาไปยัง พ.อ.ถนัด คอมันตร์ และไปเชิญ พ.อ.ถนัดมาเป็นหัวหน้าพรรค ด้วยเหตุผลที่เชิญถนัด คอมันตร์ ถนัดเป็นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศชื่อดัง (สมัยจอมพลสฤษดิ์) และผู้ก่อตั้งอาเซียน อันเป็นภาพลักษณ์ในระดับสากล น่าเชื่อถือ ไม่เคยลงเล่นการเมืองในสนามเลือกตั้งมาก่อน มองว่าเป็น “คนนอก” ที่ไม่เกี่ยวพันความขัดแย้งภายในพรรค

พ.อ.ถนัดได้รับการยอมรับจากทั้งฝ่ายทหารและราชสำนัก ว่าสามารถรักษาเสถียรภาพพรรคได้ ในปี 2522 ที่มีการเลือกหัวหน้าพรรค พรรคจึงเชิญท่านมาเป็นหัวหน้าพรรค “แบบประนีประนอม” เพื่อกอบกู้ศรัทธาพรรคเป็นการชั่วคราว

พ.อ.ถนัด คอมันตร์ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 2522–2525 แต่ท่านไม่ถนัดงานการเมืองในสภาและการจัดตั้งพรรค พรรคก็ยังคงอ่อนแรง ไม่ฟื้นจากศรัทธา ในที่สุด 2525 พ.อ.ถนัด คอมันตร์ ลาออก พรรคได้เปลี่ยนหัวหน้าอีกครั้ง โดยเลือก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรคใหม่ชั่วคราวอีกรอบ

พิชัย รัตตกุล เสี่ยหมากหอมเยาวราช ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนยุคชวน หลีกภัย และจริง ๆ แล้วถือเป็น “สะพานเชื่อม” ที่สำคัญมากระหว่างรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ของพรรค

ช่วงพิชัย รัตตกุล ถือเป็น “ยุคฟื้นตัว” ของพรรคประชาธิปัตย์ มีวีระ มุสิกะพงศ์ นักการเมืองรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรค

พิชัยมีภาพลักษณ์นักการทูตสายสากล เคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
🔹 ในสมัยของพิชัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านหลักที่คอยตรวจสอบรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย–เปรม และวางฐานให้คนรุ่นใหม่อย่าง ชวน หลีกภัย, สุเทพ เทือกสุบรรณ, พล.ต.สนั่น ขจรประสาท และอีกหลายคนเข้ามามีบทบาทในพรรค และทางการเมือง

ชวน หลีกภัย ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคในปี 2535 หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และนำพรรคเข้าสู่ตำแหน่งรัฐบาล โดยมี พล.ต.สนั่น เป็นเลขาธิการคู่ใจ

วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ตกอยู่ในฐานะไม่แตกต่างจากยุคก่อนพ.อ.ถนัด คอมันตร์ จึงขออนุญาตนำบทเรียนครั้งนั้นมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจสำหรับชาวประชาธิปัตย์ในยุคนี้

คนอังกฤษนับแสนทนไม่ไหว!! ออกมาประท้วงไล่ผู้อพยพ และโวยรัฐบาล...หลังทุ่มเงินให้ ‘ยูเครน’ ไม่ห่วงปากท้องประชาชน

(15 ก.ย. 68) การชุมนุมใหญ่ภายใต้ชื่อ “Unite the Kingdom” เกิดขึ้นทั่วสหราชอาณาจักร แสดงความไม่พอใจของประชาชนต่อภาระหนี้สาธารณะมหาศาล และการที่รัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ เพิ่มบทบาททางทหารในสงครามยูเครน นักวิเคราะห์ระบุว่าชาวอังกฤษจำนวนมากมองว่าเป็นการทุ่มทรัพยากรให้ประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์โดยตรงของตนเอง

ปีเตอร์ แมคอิลเวนนา (Peter McIlvenna) ผู้ร่วมก่อตั้งพอดแคสต์ Hearts of Oak ชี้ว่าชาวอังกฤษเริ่มเบื่อหน่ายกับการที่เงินและกองกำลังถูกส่งไปต่างแดน ขณะเดียวกันก็ไม่พอใจที่รัฐบาลสตาร์เมอร์ถูกมองว่าจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น มีประชาชนถูกดำเนินคดีเพียงเพราะแสดงความคิดเห็นออนไลน์

ด้านเดวิด เคอร์ตัน (David Kurten) หัวหน้าพรรค British Heritage Party เสริมว่าชาวอังกฤษจำนวนมากรู้สึกเหมือนถูกละเลย เมื่อแสดงความกังวลเกี่ยวกับการนำผู้อพยพจากต่างแดนเข้าเมืองจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่ออาชญากรรม แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกเหยียดเชื้อชาติหรือขวาจัดจากรัฐบาล

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าความไม่พอใจเหล่านี้สะท้อนปัญหาที่แท้จริงของรัฐบาลสตาร์เมอร์ ซึ่งกำลังเผชิญคะแนนนิยมตกต่ำ หากมีการเลือกตั้งทั่วไปในเวลานี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าสตาร์เมอร์อาจสูญเสียเก้าอี้นายกรัฐมนตรีทันที

Tops ผนึก ‘มหาสมุทรซีฟู้ด’ ดันปลากะพง 3 น้ำขึ้นห้าง ส่งของดี GI จากทะเลสาบสงขลาสู่ห้างค้าปลีกระดับพรีเมียม

(15 ก.ย. 68) มหาสมุทรซีฟู้ด ได้ยกระดับขึ้นอีกขั้น โดยได้รับความร่วมมือจากท็อปส์ กลุ่มเซ็นทรัล รีเทล โดยนำสินค้าของเกษตรผู้เพาะเลี้ยงปลากะพง 3 น้ำจากทะเลสาบสงขลา เข้ามาจำหน่ายในท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ที่เป็นห้างที่มีมาตรฐานสูงมากในการคัดสรรอาหารทะเลคุณภาพดี ปลอดภัยและสดใหม่ เข้ามาจำหน่าย

ด้วยมาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI: Geographical Indication) จากกระทรวงพาณิชย์ ที่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลากะพง 3 น้ำได้รับการรับรอง พร้อมทั้งเทคนิคการปลิดชีพปลาแบบอิเคะจิเมะ (Ikejime) ที่ทำให้ปลาไม่เครียด สามารถรักษาความสดของเนื้อปลาให้สดแน่นและไม่คาว สามารถเก็บรักษาคุณภาพได้นานขึ้น พร้อมทั้งได้รับมาตรฐานธงเขียวจากกรมประมง จึงทำให้ปลากะพง 3 น้ำจากทะเลสาบสงขลาได้รับการยอมรับจาก Tops Supermarket ให้นำสินค้ามาวางจำหน่าย ณ สาขาของห้าง และจะขยายสาขาเพิ่มขึ้นเพื่อนำปลากะพง 3 น้ำไปจัดจำหน่ายให้ลูกค้าทั่วประเทศต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2568 ณ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ สาขาเซ็นทรัล พระราม 9 และมหาสมุทรซีฟู้ด ยังได้รับเกียรติจาก นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง มาเยี่ยมชมและให้กำลังใจเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพง 3 น้ำทะเลสาบสงขลา พร้อมสัมผัสสุดยอดวัตถุดิบคุณภาพที่ได้รับมาตรฐาน GI กลุ่มแรกและที่เดียวในประเทศไทย และได้ทำการมอบตราสัญลักษณ์ธงเขียว ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพสินค้าประมงที่แสดงถึงความสด สะอาด ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค จากกรมประมง ให้กับ มหาสมุทรซีฟู้ด

ในงานนี้ นายพิริยะ กมลเดชเดชา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดซื้อสินค้าอาหารสด นางสาวอรินทร์ จันทมาศรักษา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายปฏิบัติการ คุณโสภาพรรณ  จุ้ยเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายจัดซื้อกลุ่มสินค้าอาหารสด บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล พร้อมทั้งทีมงานผู้บริหารและผู้จัดการแผนกอาหารสด ได้มารอต้อบรับท่านอธิบดีกรมประมง ในการจัดงานในวันนี้ด้วย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลงพื้นที่บรรเทาทุกข์ แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย มอบเงินและกระเช้าปลอบขวัญผู้บาดเจ็บ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังทั้งหลัง และช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลากที่บ้านปางอุ๋ง อำเภอแม

เมื่อวานนี้ (14 ก.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมลงพื้นที่หมู่บ้านปางอุ๋ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลาก โดยแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ รวม 200 ชุด รวมทั้ง มอบเงินปลอบขวัญให้แก่ผู้บาดเจ็บรวม 4 รายๆ ละ 5,000 บาท พร้อมกระเช้าสุขภาพ มอบเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้ที่บ้านเรือนพังเสียหายทั้งหลัง รวม 34 หลังๆ ละ 12,000 บาท และมอบเงินค่าฌาปนกิจให้แก่ญาติผู้เสียชีวิตรวม 3 รายๆ ละ 20,000 บาท รวมงบประมาณการช่วยเหลือในครั้งนี้ทั้งสิ้น 594,800 บาท (ห้าแสนเก้าหมื่นสี่พันแปดร้อยบาทถ้วน) โดยมี นายเกรียงศักดิ์ บุญตาปวน นายอำเภอแม่แจ่ม พร้อมด้วย คณะมูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยต่าง ๆ ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง #ช่วยชีวิต #รักษาชีวิต #สร้างชีวิต 
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

“อลงกรณ์”เปิดวิสัยทัศน์ “ถอยไปข้างหน้า”ฟื้นฟูประชาธิปัตย์ถอดบทเรียน สตาร์บัคส์สู่ก้าวใหม่ที่ท้าทาย

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ อดีตรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคและส.ส.พรรประชาธิปัตย์ หนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์และปฏิรูปประเทศนับแต่ปี2556เป็นต้นมาได้เขียนบทความในเฟสบุ้ควันนี้เรื่อง“ประชาธิปัตย์ & สตาร์บัคส์ : “ถอยไปข้างหน้า”(Onward)สู่ก้าวใหม่ที่ท้าทาย”ในห้วงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังถดถอยและต้องเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารใหม่ภายใน60วัน นับเป็นบทความที่น่าสนใจในสถานการณ์ขณะนี้

“ประชาธิปัตย์ & สตาร์บัคส์ : 
“ถอยไปข้างหน้า”(Onward)สู่ก้าวใหม่ที่ท้าทาย”

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ อดีตรัฐมนตรี-ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

บทนำ: วิกฤตคือโอกาสในการสร้างรากฐานใหม่

ประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดของไทย กำลังเผชิญกับจุดหักเหสำคัญ ( Turning Point) เมื่อเกิดการเปลี่ยน2เรื่องในเวลาใกล้เคียงกันคือการกลับมาเป็นฝ่ายค้านและการลาออกของหัวหน้าพรรคซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ท้าทาย แต่ก็เปิดโอกาสให้พรรคทบทวนอดีตและวางอนาคตที่ตอบโจทย์ความท้าทายในวันข้างหน้าทั้งวิสัยทัศน์ อุดมการณ์ ภาวะผู้นำ แนวทางของพรรค การพัฒนาองค์กรและบุคลากรพรรค

บทความเชิงเปรียบเทียบระหว่างประชาธิปัตย์และสตาร์บัคส์โดยมองผ่านแนวคิดในหนังสือ "ถอยไปข้างหน้า" (Onward: How Starbucks Fought for Its Life without Losing Its Soul) โดย โฮวาร์ด ชูลท์ส (Howard Schultz) ผู้ก่อตั้งสตาร์บัคส์ หนึ่งในหนังสือที่ผมชื่นชอบและพบว่าทั้งสององค์กรมีสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันในการเผชิญวิกฤตและพยายามกลับสู่พื้นฐานเดิม โดยเน้นการรักษาจิตวิญญาณหลักและก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

หนังสือเล่มนี้บันทึก เรื่องราวการพลิกฟื้นกิจการสตาร์บัคส์ ระหว่างวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจ ที่ผู้เขียนเรียกว่า "การถอยไปข้างหน้า" (Onward) เพื่อกลับไปหาตัวตนที่แท้จริงของแบรนด์สตาร์บัคส์

วิกฤตสตาร์บัคส์: บทเรียนแห่งการฟื้นฟู

สตาร์บัคส์เติบโตขยายตัวอย่างรวดเร็วแต่สูญเสีย "จิตวิญญาณ" และคุณค่าดั้งเดิม ยิ่งเมื่อประสบกับคู่แข่งใหม่ๆ ทำให้ลูกค้าตีจากยอดขายและราคาหุ้นลดลงอย่างมาก จากสาเหตุหลักคือการให้ประสบการณ์และรสชาติกาแฟที่ลดลง รวมถึงการเบี่ยงเบนไปจากแนวทางหลัก
คือร้านกาแฟซึ่งเคยเป็น "สถานที่ที่สาม" (Third Place) นอกเหนือจากบ้านและที่ทำงานก็เสียเอกลักษณ์ไปเช่นกัน

โฮวาร์ด ชูลท์ส ต้องต่อสู้กับคณะผู้บริหารและผู้ถือหุ้นในการขอโอกาสกลับมากอบกู้สตาร์บัคส์ที่กำลังถดถอยท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงโดยสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งซีอีโออีกครั้งในปี 2008 ได้นำกลยุทธ์สำคัญๆ มาปรับใช้เพื่อกอบกู้กิจการ

1. การหยุดและทบทวน: ชูลท์สตัดสินใจ ปิดร้านสตาร์บัคส์ทุกสาขาในสหรัฐอเมริกาชั่วคราว เพื่อฝึกอบรม
บาริสต้าในเรื่องการชงเอสเปรสโซให้สมบูรณ์แบบ นี่คือสัญลักษณ์ของ "การถอยเพื่อก้าวไปข้างหน้า" ที่โดดเด่นที่สุด 
2. การกลับสู่พื้นฐาน: เน้นย้ำ คุณภาพของกาแฟ, ประสบการณ์ในร้าน และการบริการ แทนการขยายสาขาอย่างเดียว 
3. การปรับเปลี่ยนโลโก้: เอาคำว่า "coffee" ออกจากโลโก้ เพื่อสื่อถึงความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ beyond กาแฟ พร้อมกับรักษาเอกลักษณ์ไว้ 
4. การเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน: ส่งเสริมให้แต่ละสาขามี ความเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น ผ่านโครงการต่างๆ และการ有จริยธรรมในการซื้อกาแฟ 
5. การพัฒนาพนักงาน (พาร์ตเนอร์): คัดเลือกและพัฒนาพนักงานให้มี "เลือดสีเขียว" (Green Blood) ซึ่งหมายถึงการมีคุณสมบัติ 5 ประการ: เป็นมิตร (Welcoming), มีส่วนร่วม (Involve), มีความรู้ (Knowledge), เป็นตัวของตัวเอง (Genuine) และเอาใจใส่(Considerate) 
6.  Starbucks Shared Planet: มุ่งเน้น ความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านสามเสาหลัก ได้แก่ การสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอย่างมีจริยธรรม, การดูแลสิ่งแวดล้อม และการบริการชุมชน 

ภายใน สองปี สตาร์บัคส์สามารถ พลิกฟื้นสถานการณ์ และกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงบอกเล่าประวัติศาสตร์และความลับเบื้องหลังการตัดสินใจของผู้บริหารเท่านั้น แต่ยังเป็น แรงบันดาลใจ ในการก้าวผ่านวิกฤตด้วยการกลับไปหาคุณค่าหลัก ชูลท์สเน้นย้ำว่า "กาแฟทุกแก้วคือการให้บริการที่ยิ่งใหญ่ และสร้างบริษัทด้วยจิตวิญญาณ" 

การฟื้นฟูสตาร์บัคส์ให้บทเรียนดังนี้
1.การยอมถอยกลับเพื่อทบทวนคือความเข้มแข็ง ไม่ใช่ความอ่อนแอ
2.การรักษาจิตวิญญาณดั้งเดิมขณะปรับปรุงกลยุทธ์คือกุญแจความสำเร็จ (Key success)
3.วิกฤตคือโอกาสในการปฏิรูปตัวเอ

 "ถอยไปข้างหน้า"สู่การปฏิรูปประชาธิปัตย์ (Democrat Reformation)
    
พรรคประชาธิปัตย์กำลังเผชิญความท้าทายคล้ายคลึงกับสตาร์บัคส์ในการค้นหาทางออกจากวิกฤต(Exit strategy)
โดยเฉพาะปัญหา
1.ความไม่เป็นเอกภาพทั้งแนวคิดแนวทางและกลุ่มบุคคล(Factions)ภายในพรรค
2.จุดยืนทางการเมืองที่สับสนภายใต้บริบทการเมืองที่สลับขั้วและซับซ้อน
3.ความคาดหวังของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้นการเป็นฝ่ายค้านจึงเปิดโอกาสในการพิสูจน์การทำงานแนวใหม่ภายใต้ภาวะผู้นำใหม่(new leadership)ในการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลและเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนฝากความหวังได้ซึ่งเป็นโอกาสในการฟื้นฟูความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ครั้งใหม่เช่น
1. การกลับสู่ค่านิยมและอุดมการณ์พื้นฐาน(Democrat DNA)คือการเมืองสุจริตยึดมั่นอุดมการณ์ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและอัตลักษณ์การเป็นพรรคการเมืองที่มีหลักการเพื่อฟื้นฟูและสร้างเสริมต่อยอดความเชื่อมั่นศรัทธา
2.การปฏิรูปพรรคโดยพัฒนานโยบายที่ทันสมัยก้าวหน้าตอบโจทย์ปัญหาและความท้าทายของประชาชนและประเทศชาติทั้งปัจจุบันและอนาคตโดยใช้เทคโนโลยีดิจิตอล-ปัญญาประดิษฐ์เอไอ.(AI:Artificial intelligence)และการสื่อสารสมัยใหม่
ตลอดจนขยายฐานสมาชิกใหม่โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน คนรุ่นใหม่และสมาชิกดั้งเดิม
3.การอัพเกรดองค์กรพรรคทั้งส่วนกลางและภูมิภาคเป็นองค์กรทันสมัยก้าวหน้า(progressive organization)พร้อมกับพัฒนา (reskill&upskill)ทีมทำงานพรรคและแกนนำทุกระดับอย่างต่อเนื่อง
4.ฯลฯ.

สรุป: จุดหักเหไม่ใช่จุดจบแต่ถอยเพื่อก้าวไปข้างหน้า

การกลับมาเป็นฝ่ายค้านและการเปลี่ยนผู้นำของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดหักเห(Turning Point)ที่สำคัญ พรรคประชาธิปัตย์สามารถแปรวิกฤตเป็นโอกาสในการกำหนดทิศทางและอัตลักษณ์ของพรรคด้วยแนวคิด "การถอยไปข้างหน้า"ในการฟื้นฟูพรรคเพื่อก้าวเดินต่อไปอย่างมีคุณค่าและความหมาย
เช่นเดียวกับสตาร์บัคส์ที่กลับมาทบทวนรากฐานก่อนก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

แนวคิด "ถอยไปข้างหน้า"(Onward) ยังคงเป็นแรงบันดาลใจและบทเรียนที่มีคุณค่าสำหรับการปฏิรูปและการพัฒนาองค์กรในทุกวงการเมื่อเผชิญกับวิกฤตและความท้าทายใหม่ๆเช่นกรณีพรรคประชาธิปัตย์.

ประวัติผู้เขียน
นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ
ประธานมูลนิธิWorldview Clmate Foundation
ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติศักดิ์มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย
รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์
อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และทำหน้าที่รมต.เศรษฐกิจอาเซียน ปี 2551-2554
อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ปี 2558-2560
อดีตส.ส.เพชรบุรีและส.ส.บัญชีรายชื่อ6สมัย 
อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS) ปี2660-2561
อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ 2562-2566
อดีตประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2567-2568

เชียงใหม่-โครงการส่งเสริมสุขภาพคนพิการทางจิตให้มีสุขภาพดีทั้งกายและจิตใจ ด้วยการกีฬาและการสันทนาการ

(15 ก.ย. 68) ประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการ ส่งเสริมสุขภาพคนพิการทางจิตให้มีสุขภาพดีทั้งกายและจิตใจ ด้วยการกีฬาและ การสันทนาการ ระหว่างวันที่ 15 - 16  กันยายน 2568 ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีพระครูสังฆกิจดิลก, ดร. เจ้าอาวาสวัดสารอด กทม. วิทยากร ​บรรยาย เรื่อง “สติปัญญาทุกลมหายใจเพื่อสันติสุขอย่างยั่งยืน”นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ  นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิต
แห่งประเทศไทยบรรยาย เรื่อง “กีฬาที่เหมาะสมสำหรับคนพิการทางจิต และการเข้าถึงกีฬา ของคนพิการทางจิต”
 นายวัชรพล  จึงเจริญ    หัวหน้างานเครือข่ายและความร่วมมือศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APCD  หรือ ศพอ.)เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน  มีศักยภาพที่ดีทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม  เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน  สามารถพัฒนาตนเองจากการเล่นกีฬาและการทำสันทนาการ มีสุขภาพดีทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสามารถเข้าร่วมสังคมกับผู้อื่นได้ 

กลุ่มเป้าหมาย  ผู้เข้าร่วมกาคประชุมทั้งโครงการ รวมจำนวน  426  คน ประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ กรรมการที่ปรึกษาหรือผู้แทนภาคเหนือ คณะกรรมการบริหารฯ ปรึกษาฯ หรือผู้แทนสมาคมฯแห่งประเทศไทย แกนนำชมรมเครือข่าย คนพิการ/ผู้ดูแล เจ้าหน้าที่สมาคมฯ/เจ้าหน้าที่ภาค-เขต อาสาสมัคร 
วิทยากร คณะทำงาน 

โดยวิทยากรที่มาให้ความรู้เป็น ผู้มีความเชี่ยวชาญ ได้แก่ผู้แทนจาก ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APCD) ด้านกีฬา พยาบาลจิตเวช ข้าราชการบำนาญ และโค้ชที่มีความสามารถถ่ายทอดการบริหารวุฒิภาวะทางอารมณ์

สำหรับประเภทกีฬาเล่นแข่งได้แก่ 1.โยนห่วง 2.ชักกะเย่อ 3.เดินกระสอบ 4.เดินสามขา 5.เต้นออกกำลังกาย
6.อื่นๆตามความเหมาะสม กีฬาสาธิต 1.ปิงปอง  รูปแบบการเล่นคิดค้นจากประเทศญี่ปุ่น สำหรับคนพิการทางจิต

คาดหวังว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน  มีศักยภาพที่ดีทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม  ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน  สามารถพัฒนาตนเองจากการเล่นกีฬาและการทำสันทนาการ มีสุขภาพดีทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ลดความเครียด เพิ่มความสุข และสามารถเข้าร่วมสังคมกับผู้อื่นได้

นภาพร ขัติยะ/ เชียงใหม่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top