Friday, 12 June 2026
TheStatesTimes

AI Culture วัฒนธรรมองค์กรยุคใหม่ ในโลกของปัญญาประดิษฐ์ กลยุทธ์ระยะยาว!! การสร้างความได้เปรียบ ในการแข่งขันทางธุรกิจ

(27 ก.ค. 68) ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความท้าทายและโอกาสที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในปัจจัยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิต การบริการ การเงิน การแพทย์ รวมไปถึงภาครัฐและภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากจำเป็นต้องมีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้าใจและพร้อมทำงานร่วมกับ AI อย่างเป็นระบบและยั่งยืน วันนี้ OPEN-TEC (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC TECHNOLOGY GROUP จะพาทุกท่านไปสำรวจ “AI Culture” ที่จะกลายเป็นรากฐานสำคัญขององค์กรยุคใหม่

AI Culture คืออะไร?
AI Culture หรือ วัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมอยู่ร่วมกับ AI หมายถึงการบูรณาการ AI เข้ากับแนวคิด กระบวนการทำงาน และค่านิยมขององค์กรอย่างสมดุลและมีจริยธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คนและ AI สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เปิดโอกาสในการสร้างนวัตกรรม และขยายศักยภาพขององค์กรให้กว้างขึ้น ทั้งนี้ จากข้อมูลของสถาบัน Human Technology Institute ระบุว่า องค์กรที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมอยู่ร่วมกับ AI จะมีความเข้าใจในศักยภาพและข้อจำกัดของ AI พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการฝึกอบรม การทดลองใช้งาน และการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง1 ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญในขับเคลื่อนองค์กรในยุคดิจิทัล

บทบาทของผู้นำในการผลักดัน AI Culture
การเสริมสร้าง AI Culture ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน เริ่มต้นจาก “ผู้นำ” ที่มีวิสัยทัศน์และเข้าใจบทบาทของ AI อย่างชัดเจน พร้อมสามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากลยุทธ์และแนวคิดด้านจริยธรรมขององค์กร จากรายงานของ World Economic Forum ชี้ให้เห็นว่า 74% ของบุคลากรต้องการเรียนรู้ผ่านผู้นำของตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของบทบาทผู้นำในการเสริมสร้างศักยภาพคนในองค์กร2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ทักษะด้านเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การลงทุนด้านการเรียนรู้จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มพูนทักษะ เสริมสร้างแรงจูงใจ และการเติบโตขององค์กรในระยะยาว

การส่งเสริม AI Literacy ในทุกระดับ
AI Literacy หรือ การรู้เท่าทัน AI ไม่ได้จำกัดเฉพาะฝ่ายงานด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป ทุกฝ่ายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการตลาด การเงิน ทรัพยากรบุคคล หรือผู้บริหารระดับสูง ต่างมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้และประยุกต์ใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในบริบทของตนเอง ตามรายงานจาก Microsoft ชี้ให้เห็นว่าบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมด้าน AI อย่างเหมาะสม มีแนวโน้มที่จะมองเห็นคุณค่าของ AI มากกว่าคนทั่วไปถึง 1.9 เท่า โดยเฉพาะในด้านการตัดสินใจและการเพิ่มประสิทธิภาพงาน3 ดังนั้น องค์กรจึงควรเริ่มต้นจากการให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทำงานของ AI พร้อมปลูกฝังแนวคิดด้านจริยธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการใช้งาน เพื่อให้บุคลากรมีความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เพราะเมื่อการเรียนรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร การเปลี่ยนแปลงก็จะไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว แต่คือโอกาสในการยกระดับความสามารถของคนและองค์กรไปพร้อมกัน

AI Culture ต่อความสามารถในการแข่งขัน
การมี AI Culture อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการตอบสนองต่อกระแสเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่เป็นกลยุทธ์ระยะยาวในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน องค์กรที่มีวัฒนธรรมการใช้ช้อมูลและ AI อย่างมีระบบจะสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น พร้อมทั้งสร้างสิ่งใหม่ๆได้อย่างต่อเนื่อง ตามข้อมูลของ Deloitte ยังระบุว่า องค์กรที่ใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพมีโอกาสบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจสูงถึง 48% ภายในหนึ่งปี ในขณะที่องค์กรที่ขาดวัฒนธรรมดังกล่าวกลับเผชิญปัญหาด้านการปรับตัว4 ทั้งนี้ AI Culture ที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างและ ความคิดของผู้คนภายในองค์กรยังเป็นจุดแข็งที่ยากจะลอกเลียนแบบ เพราะไม่ใช่แค่การใช้เทคโนโลยีอย่างฉาบฉวย แต่เป็นแนวคิดและพฤติกรรมที่สอดคล้องกันในทุกระดับขององค์กร

สุดท้ายนี้ ในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นสินทรัพย์อันล้ำค่า การแปลงข้อมูลให้กลายเป็นการตัดสินใจที่แม่นยำ คือหัวใจของความสำเร็จ และ “AI Culture” คือกลไกสำคัญที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน และเปลี่ยนแปลงองค์กรให้ก้าวเดินไปพร้อมกับ AI อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน

ผู้เชี่ยวชาญ เผย!! ‘โดรนเกษตร’ เอามาดัดแปลงทำเป็น ‘โดรนทหาร’ เซตไม่เป็น!! ก็เหมือนส่งเครื่องมือล่อเป้า ไปให้ทหารใช้ เสี่ยงโดนดักข้อมูล

(27 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Tuck Teerapong Sookjit’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ โดรนเกษตร และ โดรนทหาร โดยมีใจความว่า ...

ใช้ opensource เสี่ยงโดนดักข้อมูลไม่ใช่แค่จะโดนแจม แต่โดนจอยการควบคุม ฝั่งตรงข้ามสามารถเข้ามาคุมลำฝั่งเราได้เลย หรือดึงข้อมูลที่ตั้ง บันทึกการบินทั้งหมด เรื่องนี้ทำไม่ยากเลย เพราะมัน เป็น opensource ทุกอย่าง เรื่องแจมเรื่องจอยการควบคุมไม่ยากอะไร

ใช้โดรนทางทหาร, โดรนเฉพาะทางจากจีนหรือที่จากไหนๆถ้าไม่ได้ทำเองก็ไม่ปลอดภัยเพราะเราควบคุม protocol การสื่อสาร การเข้ารหัสไม่ได้

เอาโดรนเกษตรมาดัดแปลงทำโดรนทางทหาร แน่นอนว่าอนาคตมีปัญหาแน่กับอุตสาหกรรมโดรนเกษตร เพราะผู้ผลิตจะไม่ขายของให้ เพราะเอาไปใช้ผิดประเภท ซึ่งตอนนี้ก็เกิดขึ้นแล้ว

ต่อไปไทยต้องทำอุปกรณ์พวกนี่เองให้ได้ ทั้ง hardware, software ไม่ใช่แค่ซื้อมาประกอบ แล้วหลอกคนอื่นว่าทำเอง คนเอาไปใช้บางทีไม่รู้ เป็นอันตรายต่อชีวิตเค้า

โดรนทางทหารไม่เหมือนโดรนเด็กเล่น ตายจริงเจ็บจริง

‘อดีตสว.สมชาย’ เตือน!! การแทรกแซง จากสหรัฐฯ อย่าเอาเอกราชแลกภาษี!! อาจบานปลายขยายวงได้

(27 ก.ค. 68) นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ระวังการเข้าแทรกแซงจากสหรัฐที่เกินพอดี

อย่าเอาเรื่องการเจรจาภาษี การขอใช้หรือตั้งฐานทัพ ที่ทับละมุ อู่ตะเภา สงขลา อุดรธานี อุบลราชธานี ตาคลี เชียงใหม่ 

อย่าเอาเอกราชแลกภาษี 36%

การปล่อยให้ต่างชาติแทรกแซงทำให้จีนมีปัญหาความไม่เข้าใจจนสงครามบานปลายขยายวงได้

‘รัฐบาล’ เชิญชวน!! บริจาคเงินช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยชายแดน ‘ไทย-กัมพูชา’ ผ่าน!! กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี

(26 ก.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่ารัฐบาลประสานเปิดช่องทางในการรับบริจาคทางการ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่าน “กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี” เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่ประสงค์ร่วมช่วยเหลือ ในชื่อบัญชี: กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทำเนียบรัฐบาล เลขที่บัญชี: 067-0-06895-0 (ยอดเงินบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-283-4319, 0-283-4324, 06-3081-4921 หรือเว็บไซต์ www.opm.go.th

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังได้จัดตั้ง “ศูนย์ส่งต่อกำลังใจจาก กทม. สู่ผู้ประสบภัยชายแดน” เปิดรับบริจาคสิ่งของจำเป็นตลอด 24 ชั่วโมง ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ห้องรัตนโกสินทร์ และที่สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต (เวลา 08.30 – 16.30 น.) โดยมีรายการสิ่งของที่ขาดแคลน คือ เสื้อ มุ้ง ปลั๊กไฟ ยากันยุง ผ้าอ้อม ผ้าอนามัย ขัน สบู่ แชมพู ยาสีฟัน แปรงสีฟัน

ส่วนสิ่งของที่ไม่รับบริจาค คือ น้ำดื่ม เสื้อผ้ามือสอง และอาหารสด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 2224 2947, 0 2224 2953

‘ลุงป้อม’ ส่งสาร!! ถึงทหารไทยทุกนาย ภารกิจพิทักษ์ชาติ คือ เกียรติสูงสุดของชีวิต

(26 ก.ค. 68) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีตผู้บัญชาการทหารบก ได้แสดงจุดยืนและส่งสารถึงกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ว่า “แม้จะอยู่ท่ามกลางเสียงปืนและความตึงเครียดในสมรภูมิรบ แต่เพื่อนทหารไทยยังยืนหยัดต่อสู้ใต้ผืนธงไตรรงค์ เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ด้วยหัวใจของทหารไทยที่ยอมตายเพื่อชาติ”

พล.อ.ประวิตร ย้ำว่า กำลังพลตามแนวชายแดนคือแนวหน้าในการปกป้องเอกราชของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สถานการณ์ในพื้นที่มีความเปราะบางและจำเป็นต้องใช้สติ ปัญญา ความกล้าหาญ และความเสียสละสูงสุด เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลาม

“ทหารไทยทุกนาย คือผู้แบกรับศักดิ์ศรีของชาติ เป็นปราการสุดท้ายของแผ่นดิน ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนในแนวหน้า ปฏิบัติภารกิจด้วยเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของทหารไทย” พล.อ.ประวิตร กล่าวทิ้งท้าย

วิกฤตชายแดน ตึงเครียด!! ‘ไทย-กัมพูชา’ เวทีเศรษฐกิจ เพื่ออธิปไตยไทย ส่งผลกระทบในวงกว้าง บั่นทอนต่อความเชื่อมั่น ‘นักลงทุน-นักท่องเที่ยว’

(26 ก.ค. 68) สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยวของไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปีนี้ ซึ่งจะบั่นทอนต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน-นักท่องเที่ยว 

ยอดนักท่องเที่ยวครึ่งปีแรก ต่างชาติเที่ยวไทย 17.75 ล้านคน ลดลง 5% ช่วงโลว์ซีซั่นมีโอกาสลดลงหนักกว่าปีที่ผ่านมา เจอข่าวร้ายวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา กระหน่ำอีกระลอก โรงแรมที่พักแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง คงได้รับผลกระทบหนัก

ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ แต่กัมพูชาจะได้รับผลกระทบมากกว่า ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของทั้งสองประเทศ โดยมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทย และ 9% ของกัมพูชาในปี 2567

ในปีที่แล้ว ไทยมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศมากกว่า 35 ล้านคน ขณะที่กัมพูชามีจำนวนนักท่องเที่ยว 6.7 ล้านคน    โดย ‘การค้าชายแดน’ ซึ่งไทยมีมูลค่าส่งออกไปกัมพูชาราว 1.4 แสนล้านบาทในปี 2567 เฉลี่ยแล้วคิดเป็นผลกระทบราวหมื่นกว่าล้านบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ หากดูข้อมูลการส่งออกชายแดนในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจะพบว่า การส่งออกไปกัมพูชาผ่านการค้าชายแดนติดลบแล้ว

‘ตลาดแรงงาน’ อาจจะได้รับผลกระทบบ้าง ในบางอุตสาหกรรม เนื่องจากแรงงานกัมพูชาในไทยมีอยู่ประมาณ 1 ล้านคน รายงานข่าวจากกรมประชาสัมพันธ์ จังหวัดสระแก้ว แจ้งว่า บริเวณหน้าจุดตรวจหนังสือเดินทางขาออกไปยังประเทศกัมพูชา ด่านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว มีชาวกัมพูชาเกือบ 1,000 คน เดินทางมาจากหลายจังหวัด เพื่อเดินทางข้ามกลับประเทศ 

ตลาดแรงงานไทยยังพึ่งพาแรงงานเมียนมาเป็นหลักถึง 73% ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้อาจเข้ามาทดแทนแรงงานกัมพูชาได้ นอกจากนี้ การได้รับค่าจ้างที่สูงกว่ายังคงเป็นปัจจัยจูงใจให้แรงงานกัมพูชา ส่วนใหญ่ ยังตัดสินใจอยู่ในประเทศไทยต่อ หากความขัดแย้งไม่รุนแรงและขยายวงกว้างมากไปกว่านี้

ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาตรการช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางชายแดน โดยขอความร่วมมือสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่มิใช่สถาบันการเงิน พิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าวตามความเหมาะสมโดยเร่งด่วน โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

1. สินเชื่อบัตรเครดิต สามารถพิจารณาปรับลดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำสำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ ให้ต่ำกว่าอัตราที่ ธปท. กำหนดได้ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568

2. สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับและสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล สามารถพิจารณาเงื่อนไขวงเงินชั่วคราวกรณีฉุกเฉินให้เกินกว่าอัตราที่ ธปท. กำหนดได้ เพื่อให้ลูกหนี้มีแหล่งเงินทุนฉุกเฉินเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูความเสียหายอันเนื่องมาจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยให้อนุมัติวงเงินดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ภายในไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568

3. สินเชื่อทุกประเภท สามารถพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้ เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจต่อได้ รวมถึงการปรับเงื่อนไข เช่น ลดหรือยกเว้นดอกเบี้ยค่าธรรมเนียม ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยให้อนุมัติวงเงินดังกล่าวโดยเร็ว ภายในไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568

ทั้งนี้ ระหว่างการให้ความช่วยเหลือ ธปท. จะผ่อนปรนหลักเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ ให้คงการจัดชั้นเดิมเช่นเดียวกับก่อนประสบสถานการณ์ด้วย

‘ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด’ ความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ของทุกภาคส่วน จะช่วยเยียวยา พี่น้องชาวไทยที่ได้รับผลกระทบได้ ถึงแม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่วิกฤติเศรษฐกิจไทยที่ยังป่วยอยู่ หวังว่าประชาชนชาวไทย คงน่าจะเริ่มรับรู้แล้ว ว่า.. ศักยภาพของผู้นำรัฐบาลในช่วง 10 กว่าปี ที่ผ่าน การแก้ไขปัญหา การพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ใครที่แก้ไขปัญหาได้ดีกว่ากัน ??

‘พีระพันธุ์’ ลงพื้นที่!! ‘ศรีสะเกษ’ ให้กำลังใจชาวบ้าน และครอบครัวผู้เสียชีวิต จากเหตุปะทะ!! ‘ไทย-กัมพูชา’ พร้อมเร่ง!! อนุมัติ เงินช่วยเหลือเยียวยา

(26 ก.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้อพยพ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว จ.ศรีสะเกษ และมอบกระเช้าให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยมีนายธาตรี สิริรุ่งวนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษและหัวหน้าส่วนราชการร่วมให้การต้อนรับ 

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน กล่าวว่า วันนี้มาดูแลพี่น้องประชาชน มาสร้างขวัญกำลังใจ แล้วก็มาดูสภาพความเป็นอยู่ และสภาพของศูนย์พักพิง ที่เราช่วยดูแลประชาชนกันอยู่วันนี้ ก็ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่เป็นกำลังใจ รวมถึงขอบคุณทางเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ทุกคนทุกระดับที่มาช่วยกันดูแลพี่น้องประชาชนในครั้งนี้ด้วย

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า จากการพบปะพูดคุยกับประชาชน ตอนนี้ทุกคนก็มีขวัญกำลังใจดี แต่ทุกคนก็เป็นห่วงในเรื่องทรัพย์สิน เป็นห่วงบ้าน บางคนก็อยากจะกลับไปอยู่บ้านแล้ว แต่ตนก็เตือนให้ระมัดระวัง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ไม่อยากให้กลับไปอยู่บ้านในตอนนี้ เพราะตอนนี้มันอันตรายมาก โดยในส่วนที่ตนมาวันนี้ในฐานะเป็นประธานกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย ก็ได้อนุมัติเงินให้กับผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และทหารพราน ด้วย ซึ่งวันนี้ก็ได้มาเยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวของ ผู้เสียชีวิตในร้านสะดวกซื้อภายในปั้มน้ำมัน และอีกครอบครัวหนึ่ง ก็สูญเสียลูกชาย ซึ่งจะได้เร่งตรวจสอบความถูกต้อง และจะได้เร่งอนุมัติเงินช่วยเหลือให้อย่างเร่งด่วนต่อไป

กระทรวงเกษตรฯ ปั้นผู้นำเกษตรอัจฉริยะ มอบเข็มวิทยฐานะ วกส. รุ่น 6 สู่ขุนพลเกษตร 4.0สานเครือข่ายผู้นำ 110 คนทั่วประเทศ ยกระดับเกษตรไทยสู่ความมั่นคงระดับโลก

(25 ก.ค. 68) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมูลนิธิเกษตราธิการ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จัดพิธีมอบเข็มวิทยฐานะแก่ผู้สำเร็จหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 6 โดยได้รับเกียรติจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมมอบเข็มวิทยฐานะแก่ผู้เข้ารับการอบรมที่สำเร็จหลักสูตรฯ จำนวน 110 คน ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร โดยมี นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการหลักสูตรฯ นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการ ARDA และ ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการ ARDA เข้าร่วมเป็นเกียรติและเป็นสักขีพยานในพิธี ณ ห้องแคทลียา โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ  

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้สำเร็จการอบรมว่า “ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่สำเร็จการอบรมหลักสูตรวกส.รุ่นที่ 6 ผมเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ ความรู้ และเครือข่ายที่ทุกท่านได้รับ จะเป็นพลังสำคัญในการรับใช้พี่น้องเกษตรกร รับใช้แผ่นดินได้ดียิ่งขึ้น เพื่อยกระดับศักยภาพภาคเกษตรไทย โดยเฉพาะในยุคที่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมกลายเป็นเครื่องมือหลักในการแข่งขัน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของผม และท่านอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำหนดเป็นนโยบายการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ”  

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หลักสูตร วกส. ถือเป็น “หลักสูตรเกษตรระดับสูงอันดับ 1 ของประเทศ” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างผู้นำเกษตรยุคใหม่ ที่มีวิสัยทัศน์ เข้าใจเทคโนโลยี เข้าใจบริบทโลก และเข้าใจเกษตรกร โดยเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ด้าน เกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีดิจิทัล การตลาด
การบริหารจัดการ และนวัตกรรม ที่สามารถนำไปต่อยอดเชิงนโยบาย และขยายผลสู่ภาคปฏิบัติได้จริง สำหรับวกส. รุ่นที่ 6 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 กุมภาพันธ์ – 25 กรกฎาคม 2568 โดยมีเนื้อหาการอบรมที่เข้มข้นครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อาทิ การสัมมนาวิชาการ การดูงานเทคโนโลยีเกษตรระดับสากล และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้นำจากทุกภาคส่วน เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็น “Change Agent” ในการพลิกโฉมภาคเกษตรไทย
ภาคการเกษตรในศตวรรษที่ 21 ต้องการผู้นำที่พร้อมรับมือกับความท้าทายรอบด้าน

ทั้งด้านการผลิตการแข่งขัน และความมั่นคงทางอาหารในระดับโลก... หลักสูตรนี้จึงไม่ใช่แค่ห้องเรียน แต่คือเวทีสร้างขุนพลเกษตรไทยในโลกเกษตรวิถีใหม่ และตลอด 6 รุ่นที่ผ่านมา วกส. ได้สร้างเครือข่ายผู้นำเกษตรไทยแล้วกว่า 600 คน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดหลัก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อสร้างผลผลิตเกษตรที่มีคุณภาพด้วยการใช้งานวิจัย ควบคู่

ไปกับหลักปรัชญาศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความ สมดุล มั่นคง และยั่งยืนของระบบเกษตรไทย นอกจากนี้เครือข่ายวกส. ยังได้พัฒนาข้อเสนอในการขอทุนสนับสนุนงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาด้านการเกษตร โดยจัดทำโครงการวิจัยพัฒนาการเกษตรได้มากกว่า 40 โครงการ สามารถแก้ไขปัญหาในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร รวมถึงการต่อยอดสินค้าเกษตรมูลค่าโครงการได้ไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท

โฆษก กรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ห่วงกรณี สหรัฐอเมริกา ที่นำเรื่องภาษี 36 % , มาเป็นเครื่องมือ บีบ รัฐบาล ให้ ยุติ การ สู้รบ กับ กัมพูชา

(27 ก.ค. 68) นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการและโฆษก คณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิ สภา กล่าวว่า การที่ประธานาธิปดีโดนัล ทรัมป์ ผู้นำ สหรัฐอเมริกา ได้โทรศัพท์ มาเพื่อพูดดุยกับ นายภูมิธรรม เวชยชัย  รักษาการนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ เจรจากับ ผู้นำ กัมพูชา  เพื่อ ยุติการ สู้รบ โดยเร็ว โดย ที่ ทรัมป์ ได้นำเอา เรื่องการ เจรจาต่อรอง ระหว่าง รัฐบาล กับ สหรัฐอเมริกา ในเรื่อง ภาษีการส่งออกสินค้า 36 % มาเป็น ข้อ ต่อรอง ว่า ถ้าการสู้รบ ยังไม่ยุติ สหรัฐอเมริกา จะไม่ เจรจาเรื่องของ อัตราภาษี

ทางหนึ่ง เป็นความหวังของ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ต้องการเห็นการ สู้รบ ขยายขอบเขตและยึดเยื้อ เพราะผู้ได้รับผลกระทบหนักหน่วงคือ ประชาชน ที่ต้องมีการ อพยพ ทั้งฝ่ายไทย และ กัมพูชา ในฐานะที่ สหรัฐเป็น พี่ใหญ่ ที่เป็น มหาอำนาจ ถือเป็นการ ปฏิบัติ ที่ถูกต้อง แต่อีกทางหนึ่งการใช้เรื่อง ภาษีส่งออก 36 %  มาเป็นเหมือการบังคับกลายๆว่า ถ้าไทย ไม่มีการ เจรจากับกัมพูชา เพื่อ ยุติ ปัญหาการสู้รบ เพื่อกลับเข้าสู่การ เจรจา ทรัมป์ จะไม่ เจรจากับ ผู้แทนรัฐบาลไทยในเรื่องการ ลดภาษี 36 % คนไทยส่วนใหญ่ หลังการรับรู้ข่าวที่เกิดขึ้น สร้างความไม่สบายใจ และเป็นห่วงกับ สถานการณ์การสู้รบ ที่เกิดขึ้น หาก รัฐบาล ต้องทำตาม ข้อเรียกร้องของ สหรัฐอเมริกา ซึ่งนำเอาการเจรจาเรื่องภาษีมาเป็นข้อ ต่อรอง

คณะกรรมาธิการทหารฯ ซึ่งติดตามสถานการณ์การสู้รบ และการใช้การทูตเพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด มีความเป็นห่วงกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยขอให้ รัฐบาล มีความตระหนัก ในการดำเนินนโยบายต่างๆประเทศ กับ มหาอำนาจ อย่าง สหรัฐอเมริกา และ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรกับไทย และ กัมพูชา  เพื่อมิให้มีความ เอนเอียง ไปยังมหาอำนาจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโดยเด็ดขาด

และ รัฐบาล ต้องไม่ หมกเม็ก นำเรื่อง ภาษี 36%  เพื่อที่จะ ทำตามความต้องการของ สหรัฐอเมริกา เพราะเรื่องภาษี เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ต้องไม่นำมาเกี่ยวข้องกับการ สู้รบ และ ข้อพิพาท ในเรื่องของ ดินแดน ไทย-กัมพูชา รวมทั้ง รัฐบาล ต้อง เปิดเผย ข้อเท็จจริง กับประชาชน โฆษก กรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา กล่าวท้ายสุด

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top