Saturday, 13 June 2026
TheStatesTimes

อพท. ดัน!! ชุมชนท่องเที่ยว คว้า 6 รางวัลนานาชาติ ด้านความยั่งยืน และความรับผิดชอบต่อสังคม

(20 ก.ค. 68) สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ PATA ประกาศผลผู้ชนะรางวัลด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. คว้ารางวัลชนะเลิศระดับ Grand Award จำนวน 1 รางวัล และอีก 5 รางวัลระดับ Gold Awards ประจำปี 2568 จาก 10 ประเภทรางวัล รวมทั้งหมด 6 รางวัล 

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เปิดเผยว่า ในนามทีมงาน อพท. นักพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบของ อพท. ที่ได้รับรางวัลทั้งระดับ Grand และ Gold Awards ของสมาคม PATA ประจำปี 2568 รวมถึงหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ได้ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่กันมาอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง ปีนี้นับเป็นปีแรกของการได้รับรางวัลชนะเลิศ หรือ PATA Grand Award 2025 และได้รับรางวัลระดับ PATA Gold Awards 2025 อีก 5 รางวัลจาก 10 ประเภทรางวัล รวมได้รางวัลทั้งสิ้น 6 รางวัล 

ถือเป็นความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมที่ได้รับการยอมรับถึงกระบวนการทำงานและผลลัพธ์ของการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืนของ อพท. ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่ง อพท. ดำเนินงานภายใต้ปรัชญาการทำงาน Co-Creation ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผิดชอบ ร่วมรับผลประโยชน์และร่วมเป็นเจ้าของ ตามแนวทางเกณฑ์การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หรือ Global Sustainable Tourism Criteria (GSTC) ของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก ผ่านกระบวนการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม ติดตามและประเมินผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง ร่วมกับชุมชนท่องเที่ยวและหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่พิเศษ กระบวนการทำงานและชุมชนท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลนี้ จะได้เป็นต้นแบบในการขยายผลองค์ความรู้ไปยังพื้นที่อื่นๆ เพื่อพัฒนาจุดหมายปลายทางทางการท่องเที่ยวและชุมชนท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล รองรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง สนับสนุนนโยบายของรัฐบาล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่มุ่งเป้าหมายกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง 

สำหรับรางวัลที่ อพท. ได้รับในปีนี้ ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ PATA Grand Award 2025 ด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม (Sustainability and Social Responsibility: SSR) ในผลงาน “การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่นอย่างยั่งยืน (Sustainable Cultural Heritage Preservation of the Ban Na Ton Chan Homestay Community Enterprise)” 

รางวัล PATA Gold Awards 2025 จำนวน 5 รางวัล ได้แก่ 

1. ประเภท การริเริ่มด้านการปฏิบัติการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ดีที่สุด (ระดับแหล่งท่องเที่ยว) (Best Climate Action Initiative (Destination) ในผลงาน “ต้นแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ปลดปล่อยคาร์บอนอย่างสมดุล (Carbon Neutral Community-based Tourism Prototype)”

2. ประเภท การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All: Best Inclusion and Diversity Initiative) ในผลงาน “การริเริ่มด้านการมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่มและความแตกต่างหลากหลายที่ดีที่สุด (Community-based Tourism for All : CBT for All)”

3. ประเภท การปรับตัวและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว (ทุกพื้นที่) (Destination Resilience (All Destinations)) ในผลงาน “พื้นที่สร้างสรรค์ สู่การพลิกฟื้นคืนเมืองเก่าสงขลา สู่ย่านเมืองเก่าที่มีชีวิต (Creative Spaces Revitalizing the Old Town into a Lively Heritage District)”

4. ประเภท การริเริ่มด้านการพัฒนาบทบาทสตรีที่ดีที่สุด (Best Women Empowerment Initiative) ในผลงาน “พลังสตรีกับการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชน: กรณีศึกษา บ้านสันทางหลวง จังหวัดเชียงราย (Women’s Empowerment in Driving Community-Based Tourism: A Case Study of Ban San Thang Luang, Chiang Rai Province)”

5. ประเภท การริเริ่มด้านการพัฒนาบทบาทเยาวชนที่ดีที่สุด (Best Youth Empowerment Initiative) ในผลงาน “กลุ่มชวนน้องออมถวายพ่อหลวง” (องค์กรสาธารณประโยชน์) SE For Youth in Thailand - Loei Youth Saving Group / SE For Youth in Thailand

ในโอกาสเดียวกันนี้ ร่วมแสดงความยินดีกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ที่ได้รับ 2 รางวัล PATA Gold Awards 2025 ในด้านการส่งเสริมการตลาด ประเภท Best Integrated Digital Marketing Campaign (Destination) “Love Season” Initiative และ Best Travel Photography “The Hidden Romance of Sam Roi Yot”

นอกจากนี้ อพท. ยังมีเครื่องมือในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่เป็นมาตรฐานสากลและเกิดผลสำเร็จเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติสำหรับหน่วยงานภาคีในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมถึงยังมีพื้นที่ชุมชนท่องเที่ยวและพื้นที่พิเศษที่พัฒนาเป็นต้นแบบ อยู่ระหว่างการพิจารณาการรับรองมาตรฐานและรางวัลทางการท่องเที่ยวในระดับประเทศและนานาชาติ และพร้อมส่งมอบสู่ตลาดการท่องเที่ยวคุณภาพสูงต่อไป

ตีแผ่!! พฤติกรรมการเงิน ของคนรุ่นใหม่ วิธีบริหารเงิน ให้สมดุล ‘เหตุผล-อารมณ์’

(20 ก.ค. 68) ในยุคที่ความรวดเร็วคือความเคยชินโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับบริบททางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากยุคก่อนหน้าอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนของอาชีพในโลกยุค AI หรืออิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคแบบทันทีทันใด จากรายงานของ Bank of America ในปี 2024 ระบุว่า Gen Z มียอดใช้จ่ายเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับยอดเงินออมเฉลี่ย ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารการเงินที่ต้องเผชิญกับแรงจูงใจจากทั้งเหตุผลและอารมณ์อยู่ตลอดเวลา เคทีซีจึงได้รวบรวม 5 วิธีการบริหารเงินสำหรับคนรุ่นใหม่ ให้ตอบโจทย์ทั้งความต้องการในปัจจุบันและเป้าหมายในอนาคตได้อย่างสมดุล

1.กำหนดงบประมาณอย่างมีขอบเขต 
แม้การใช้เงินเพื่อเยียวยาความรู้สึกในวันที่เหนื่อยล้าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่การปล่อยให้การใช้จ่ายถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์โดยไม่มีการวางแผนอาจนำไปสู่ปัญหาการเงินในระยะยาว การตั้งวงเงินสำหรับค่าใช้จ่ายหมวดตามใจที่ชัดเจน จะช่วยควบคุมการตัดสินใจไม่ให้ส่งผลต่อภาพรวมทางการเงินได้ เช่น กำหนดว่าในแต่ละเดือนจะใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง อาหารนอกบ้าน หรือไลฟ์สไตล์ไม่เกิน 10–15% ของรายได้ นอกจากนี้ ควรแยกบัญชีเงินใช้กับเงินเก็บออกจากกันเพื่อป้องกันการใช้เกินแผนโดยไม่รู้ตัว

2.ใช้เครื่องมือให้เห็นภาพรวมการใช้จ่าย 
การบริหารเงินอย่างมีเหตุผล เริ่มต้นจากการรู้จักตัวเองผ่านพฤติกรรมการใช้จ่ายจริง การมีตัวช่วยที่ทำให้ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลค่าใช้จ่ายแบบเรียลไทม์ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ เช่น อาหาร ท่องเที่ยว หรือผ่อนสินค้า จะทำให้ทราบว่าตนเองใช้อะไรมากเกินไปและวางแผนล่วงหน้าได้อย่างมีระบบ นอกจากนี้ยังสามารถตั้งเป้าหมายทางการเงินหรือเตือนเมื่อใช้จ่ายเกินงบ ทำให้ควบคุมอารมณ์ขณะตัดสินใจได้ดีขึ้น

3.ใช้สิทธิประโยชน์ของบัตรเครดิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด 
การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตไม่ได้ก่อให้เกิดภาระเสมอไปหากใช้อย่างเข้าใจและมีวินัย การใช้สิทธิประโยชน์ เช่น สะสมคะแนน KTC FOREVER เพื่อแลกส่วนลดหรือเครดิตเงินคืนจากร้านค้าที่ร่วมรายการ ถือเป็นการได้เพิ่มจากการใช้จ่ายที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว นอกจากนี้บัตรเครดิตยังมีแผนการผ่อนชำระ 0% ที่ช่วยให้วางแผนรายจ่ายก้อนใหญ่ได้โดยไม่ต้องแบกรับดอกเบี้ยเพื่อความคล่องตัวในการบริหารค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด

4.สร้างระบบการออมแบบอัตโนมัติ 
การตั้งระบบโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีรายรับไปยังบัญชีเงินออมทันทีเมื่อเงินเดือนเข้า เป็นวิธีที่ช่วยให้การออมเกิดขึ้นได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งพาแรงจูงใจ เช่น โอนเข้าบัญชีเงินฝากประจำ หรือบัญชีเงินเก็บทันทีหลังเงินเดือนเข้า จะช่วยสร้างวินัยโดยไม่ต้องตัดสินใจทุกเดือน และลดความเสี่ยงที่เงินจะหมดก่อนออม นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดเป้าหมายรายเดือน เช่น ออม 20% ของรายได้ หรือตั้งเป้าสำหรับเป้าหมายระยะกลาง เช่น เที่ยวต่างประเทศ ซื้อคอร์สเรียน หรือสร้างกองทุนฉุกเฉิน

5.ให้รางวัลตัวเองอย่างมีหลักการ 
การให้รางวัลตนเองไม่ใช่เรื่องผิดเมื่อมาพร้อมกับการกำหนดขอบเขตและเงื่อนไข เช่น หากสามารถออมได้ครบตามเป้าหมายจะซื้อของที่อยากได้ 1 ชิ้น หรือพาตัวเองไปเที่ยวพักผ่อนเล็ก ๆ จะช่วยให้ไม่รู้สึกว่าการบริหารการเงินเป็นเรื่องที่กดดันเกินไป แนวคิดนี้ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมทางการเงินที่ยั่งยืน เพราะความรู้สึกภูมิใจในความสำเร็จและให้รางวัลกับความพยายามจะช่วยให้มีแรงจูงใจในระยะยาวได้

ในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้าและความเปลี่ยนแปลง คนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องเลือกข้างระหว่างการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในปัจจุบัน หรือการวางแผนอนาคตอย่างรอบคอบ หากมีระบบคิดและเครื่องมือที่เหมาะสม การใช้จ่ายอย่างรู้คุณค่าและการออมอย่างมีเป้าหมายสามารถเกิดขึ้นควบคู่กันได้

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC PHONE 02 123 5000 หรือติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่ https://www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ 

สำนักดับเมืองเพลิงเมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น เลือกใช้ แอร์บัส H160 เสริมศักยภาพ ภารกิจฉุกเฉิน

(20 ก.ค. 68) สำนักดับเพลิงเมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น สั่งซื้อเฮลิคอปเตอร์แอร์บัสรุ่น เอช160 (H160) เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานด้านการดับเพลิง การค้นหาและกู้ภัย ตลอดจนการตอบสนองต่อภัยพิบัติต่าง ๆ โดยเฉพาะการบินสำรวจพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ฉุกเฉิน

ฌอง-ลุค แอลฟองซี กรรมการผู้จัดการ แอร์บัส เฮลิคอปเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น กล่าว “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่สำนักดับเพลิงเมืองนาโกยา ซึ่งเป็นลูกค้าคนสำคัญที่ให้ความไว้วางใจเราอย่างต่อเนื่อง ได้เลือกเฮลิคอปเตอร์ H160 สำหรับภารกิจที่มีความสำคัญต่อชุมชน เฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ได้ยกระดับมาตรฐานใหม่ทั้งด้านความปลอดภัย สมรรถนะ และการออกแบบ ซึ่งตอบโจทย์ภารกิจที่ท้าทายของหน่วยงานฯ ได้อย่างลงตัว” และกล่าวเพิ่มเติมว่า “เรามั่นใจว่า H160 จะเข้ามามีบทบาทอย่างมีนัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน และแอร์บัสยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนภารกิจของสำนักดับเพลิงเมืองนาโกยาอย่างเต็มที่ พร้อมเดินหน้าสานต่อความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในระยะยาว”

เฮลิคอปเตอร์ H160 ลำใหม่นี้จะถูกปรับแต่งเพื่อภารกิจค้นหาและกู้ภัย รวมถึงภารกิจดับเพลิงทางอากาศ โดยสามารถติดตั้งอุปกรณ์ได้ทั้งถังน้ำแบบแขวนใต้ลำตัว (firefighting bucket) หรือถังน้ำแบบติดตั้งใต้ท้องเครื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสนับสนุนการควบคุมไฟป่าของเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน

สำนักดับเพลิงเมืองนาโกยาเริ่มนำเฮลิคอปเตอร์มาใช้ในการปฏิบัติงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 โดยเริ่มจากเฮลิคอปเตอร์รุ่น อาลูเอ็ตต์ 3 (Allouette III) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนจากทางอากาศ ปัจจุบันมีเฮลิคอปเตอร์รุ่น เอเอส365เอ็น3 (AS365N3) ประจำการอยู่สองลำ และเมื่อได้รับมอบ H160 ลำใหม่ หนึ่งในเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้งานอยู่ในขณะนี้จะปลดประจำการ เพื่อเปิดศักราชใหม่ของการสนับสนุนภารกิจทางอากาศของเมืองนาโกยา

H160 ถือเป็นหนึ่งในเฮลิคอปเตอร์ที่ล้ำหน้าที่สุดของโลก ได้รับการออกแบบและผลิตมาเพื่อยกระดับความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน พร้อมมอบความสะดวกสบายเหนือระดับเมื่อเทียบกับเฮลิคอปเตอร์ในระดับเดียวกัน รองรับภารกิจได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานด้านความมั่นคงการขนส่งนอกชายฝั่ง ภารกิจค้นหาและกู้ภัย การบินส่วนบุคคลและธุรกิจ ตลอดจนการให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน ปัจจุบัน H160 ได้เริ่มปฏิบัติงานแล้วในหลายประเทศทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่น บราซิล แคนาดา ฝรั่งเศส มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ซาอุดีอาระเบีย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา รวมถึงอีกหลายประเทศในยุโรป

แอร์บัส เฮลิคอปเตอร์ ดำเนินธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นมาอย่างยาวนานกว่า 65 ปี ปัจจุบันมีเฮลิคอปเตอร์ราว 380 ลำที่สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจหลากหลายทั่วประเทศ เฮลิคอปเตอร์รุ่น H160 ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีใช้งานแล้ว 3 ลำในญี่ปุ่น ได้แก่ 2 ลำสำหรับภารกิจด้านความมั่นคง และอีก 1 ลำสำหรับการรายงานข่าว การสั่งซื้อ H160 เพิ่มในครั้งนี้จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของฝูงบินที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในญี่ปุ่น และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นจากผู้ใช้งานในสมรรถนะและความอเนกประสงค์ของเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้

‘กองทัพไทย’ ประณาม!! การรุกล้ำชายแดนของกัมพูชา พร้อมเรียกร้อง!! ความรับผิดชอบ อย่างเป็นรูปธรรม

(20 ก.ค. 68) พลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน ซึ่งทหารกัมพูชาได้รุกล้ำเขตแดนเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ของประเทศไทย กองทัพไทยขอยืนยันจุดยืนที่ชัดเจนว่า การกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ ไม่อาจยอมรับได้ และ กัมพูชาจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม

แม้เราจะยึดมั่นในหลักการของสันติวิธีและความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านมาโดยตลอด แต่การละเมิดอธิปไตยและสร้างภัยคุกคามต่อชีวิตของประชาชนและกำลังพลของเราเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความไว้วางใจและความร่วมมือที่เราพยายามสร้างสรรค์มา กองทัพไทยตระหนักดีว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายใด ดังนั้น เราจึงเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้

เราคาดหวังว่ากัมพูชาจะแสดงความรับผิดชอบโดย:

* ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส: การสอบสวนอย่างละเอียดและเปิดเผยถึงสาเหตุและผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

* ดำเนินการลงโทษผู้กระทำผิด: ผู้ที่รับผิดชอบต่อการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ของไทยจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการจัดการปัญหาและป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการนอกขอบเขตอำนาจอีก

* ให้หลักประกันว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกกัมพูชาต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีการรุกล้ำอธิปไตยหรือการกระทำที่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยเกิดขึ้นอีกในอนาคต

* เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น: การประเมินและชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ชีวิต ทรัพย์สิน และขวัญกำลังใจของประชาชนชาวไทย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความรับผิดชอบที่จำเป็น

กองทัพไทยเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายเคารพในอธิปไตยซึ่งกันและกัน และปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด หากไม่มีการดำเนินการเพื่อแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจจากฝ่ายกัมพูชา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความร่วมมือและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสองประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะทำให้สถานการณ์ชายแดนไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้

เราพร้อมเสมอที่จะหารือและร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างสันติวิธี แต่ในขณะเดียวกัน กองทัพไทยก็มีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชนไทยในทุกสถานการณ์

ปราสาทตาเมือนธม ใช้อักษร ปัลลวะ ไม่ใช่!! ‘เขมร’ อย่างที่บางคนเข้าใจ

(20 ก.ค. 68) กลางเชิงเขาพนมดงรัก คือสถานที่ตั้งของปราสาทหินเก่าแก่ที่ชื่อ ‘ตาเมือนธม’ ในเขตตำบลตาเมียง จังหวัดสุรินทร์ ฝั่งแผ่นดินไทย ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรบนผืนหินภูเขา โดยมีแผนผังเชิงยุทธศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในอดีต ไม่ใช่เพียงในแง่ศาสนา แต่ยังรวมถึงการควบคุมเส้นทางสัญจรระหว่างที่ราบลุ่มอีสานกับชายฝั่งทะเลในอุษาคเนย์

ตาเมือนธมไม่ใช่เพียงซากปรักหักพัง หากแต่ยังเก็บรักษาหลักฐานสำคัญที่สุดไว้นั่นคือ จารึกบนหินทราย ที่จารไว้ด้วย ภาษาสันสกฤต และเขียนด้วย อักษรหลังปัลลวะ อักษรที่พัฒนามาจากอินเดียใต้ และแพร่กระจายเข้ามาสู่คาบสมุทรอินโดจีนพร้อมกับศาสนาพราหมณ์ ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของอักษรหรือภาษาที่เรียกว่า “ขอม” หรือ “เขมรโบราณ” ปรากฏอยู่บนหินนี้เลย

เนื้อหาของจารึกแม้จะชำรุดไปบางส่วน แต่ข้อความที่ยังคงปรากฏได้อย่างชัดเจนคือ:

> “พึงให้ผู้ใดผู้หนึ่งทำงานที่เกี่ยวข้องกับเทพ ด้วยความภักดีในพระศิวะ...”
“ท่านทั้งหลายพึงถึงพระศิวะ โดยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเทพเจ้า... ตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว”

จากข้อความนี้ เราเข้าใจได้ว่า ปราสาทแห่งนี้คือศาสนสถานในลัทธิ ไศวนิกาย หนึ่งในสายของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งเน้นการบูชาพระศิวะ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธมหายานที่รุ่งเรืองในยุคอาณาจักรเจนละหรือขอมในยุคหลัง ดังนั้นผู้ที่สร้างและใช้งานสถานที่แห่งนี้ ย่อมไม่ใช่ชนชาติที่เรียกว่า “เขมร” ในความหมายปัจจุบัน

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ตัวอักษร “หลังปัลลวะ” ซึ่งเป็นอักษรของอินเดียใต้ ถูกใช้ในจารึกนี้ เป็นหลักฐานโดยตรงว่าผู้สร้างปราสาทมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับอินเดีย ไม่ใช่กับเขมรทางตะวันออก แม้บางฝ่ายจะพยายามเชื่อมโยงทุกสิ่งในแถบนี้ให้กลายเป็น “มรดกของเขมร” ด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือวาทกรรมสร้างชาติก็ตาม

ข้อเท็จจริงทางโบราณคดีนั้นไม่ยอมรับการแอบอ้างที่ไร้หลักฐาน เพราะ ประวัติศาสตร์จารไว้ในหิน มิใช่ในคำพูดของนักการเมือง พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนแผ่นดินไทย จารึกด้วยภาษาอินเดีย ใช้อักษรอินเดีย และกล่าวถึงเทพเจ้าของศาสนาที่แพร่จากอินเดีย ไม่มีส่วนใดเอ่ยถึง “ขอม” หรือ “เขมร” และไม่มีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียวที่ชี้ว่าอาณาจักรเจนละหรือเขมรเคยปกครองพื้นที่นี้อย่างเป็นระบบ

สิ่งที่น่ากังวลในยุคนี้คือความพยายามบิดเบือนอดีต เพื่อสร้างความชอบธรรมในปัจจุบัน หลายครั้งมาจากกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์จากความไม่รู้ของประชาชน — และตาเมือนธม กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิทางประวัติศาสตร์ ที่พวกเขาพยายามเข้ายึดครองทาง “ความเชื่อ”

แต่หากเราเข้าใจที่มาของภาษา เข้าใจที่มาของอักษร และเข้าใจบทบาทของศาสนาในอดีต เราก็ย่อมต้องยอมรับว่า ตาเมือนธมคือมรดกของอารยธรรมอินเดียที่ฝังรากอยู่ในแผ่นดินไทย มิใช่ของผู้แอบอ้าง

> สรุปข้อเท็จจริงทางโบราณคดี:
– ปราสาทตาเมือนธม สร้างขึ้นใน พุทธศตวรรษที่ 13–14
– จารึกด้วย ภาษาสันสกฤต
– ใช้ อักษรหลังปัลลวะ จากอินเดียใต้
– เนื้อหาเกี่ยวข้องกับ ศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย
– ตั้งอยู่ใน จังหวัดสุรินทร์ ประเทศไทย

‘แมนนี่ ปาเกียว’ ขึ้นสังเวียนเสมอ!! ‘มาริโอ บาร์ริออส’ ทำให้ ‘นักรบแอซแทค’ ป้องกันแชมป์โลก เอาไว้ได้

(20 ก.ค. 68) เมื่อใจสั่ง แต่ร่างกายไม่สามารถพุ่งออกไปดั่งใจนึก

‘แพคแมน’ แมนนี่ ปาเกียว ในวัย 46 ปี สู้เต็มที่แต่เสมอ ‘นักรบแอซแทค’ มาริโอ บาร์ริออส

113-115,114-114,114-114 

ทำให้บาร์ริออส ป้องกันแชมป์โลก WBC รุ่นเวลเทอร์เวทเอาไว้ได้ 

ที่สังเวียน เอ็มจีเอ็ม แกรนด์ แกรนด์การ์เด่นอารีน่า เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา

‘เชียงใหม่’ ของไทย ขึ้นเมืองน่าอยู่อันดับ 1 แซงหน้า ‘เสียมเรียบ’ จาก กัมพูชา

(20 ก.ค. 68) ขอแสดงความยินดีกับชาวเชียงใหม่ อันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในเอเชีย ตามมาด้วย โตเกียว กรุงเทพฯ เสียมเรียบ 

ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก ตอบโต้ ดร.ทักษิณ ชินวัตร

(20 ก.ค. 68) จากกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากนี้จะไม่เจรจากัมพูชาโดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวอีกแล้ว เพราะกลัวโดนอัดเทป ล่าสุดวันที่ 20 ก.ค. 68 สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความตอบโต้แล้ว โดยระบุว่า ...

ผมขอย้ำเตือนทักษิณอีกครั้งว่าผมเองต่างหากที่ไม่อยากคุยกับเขา นับตั้งแต่ลูกสาวของเขาดูถูกเหยียดหยามผม ยิ่งไปกว่านั้น ผมเองก็ไม่มีเจตนาจะคุยกับคนที่มีประวัติอาชญากรรมและกำลังเตรียมถูกดำเนินคดีเพิ่ม ดังนั้นอย่าคิดมาก เพราะการคุยกับคุณไม่มีประโยชน์อะไรกับผมเลย!!

สำหรับข้อสังเกตของผม นับตั้งแต่ทักษิณเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองไทย ประเทศไทยก็ตกอยู่ในความวุ่นวายอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 ผมไม่อยากพูดถึงคำพูดดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยอย่างรุนแรงของคุณ เพราะมันเป็นการพูดที่น่ารังเกียจและไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่ผมต้องพูดถึง เพราะมันทำลายศักดิ์ศรีของสถาบันกษัตริย์ไทย แต่คุณกลับยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คุณบอกว่าผู้นำกัมพูชาขาดศีลธรรม นี่เป็นการดูหมิ่นอย่างรุนแรง เหมือนกับที่ลูกสาวของคุณดูหมิ่นผู้นำกัมพูชา โดยกล่าวหาว่าเขา (ฮุน มาเนต) ไม่เป็นมืออาชีพ ซึ่งก่อให้เกิดความโกรธแค้นในหมู่ชาวกัมพูชา

ผมอยากถามคุณว่า ถ้าผมขาดคุณธรรม ทำไมคุณถึงพึ่งพาผมมาตลอด 19 ปี (2549-2568) โดยทำตามคำแนะนำของผม และยังเรียกผมว่า “ผู้นำหมายเลข 1” อีกด้วย

คุณยังจำการจัดตั้งพรรคเพื่อไทยเพื่อเข้าร่วมการเลือกตั้งปี 2554 ได้ไหม นอกจากแนวคิดบางอย่างแล้ว ยังมีทฤษฎีหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นทฤษฎีของฮุนเซน ซึ่งผมควรเตือนคุณด้วย

ยังมีอีกหลายสิ่งที่ผมยังไม่ได้กล่าวถึง รวมถึงการแต่งตั้งข้าราชการ

ข้อกล่าวหาที่ว่าท่านเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นเรื่องจริง รวมทั้งกรณีที่ท่านทรยศต่อพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นความคิดของท่านเองทั้งสิ้น ไม่ใช่ของอุ๊งอิ๊ง 

เผย!! บทสนทนา ถาม-ตอบ ‘ชายชุดดำ’ ที่กัมพูชา ‘ฮุนเซน’ ให้อาวุธสงคราม สนับสนุน ให้ก่อความวุ่นวาย

(20 ก.ค. 68) รองศาสตราจารย์ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักประวัติศาสตร์ชาวไทย อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ  ชายชุดดำ เวทีคนเสื้อแดง และสมเด็จฮุนเซน โดยมีใจความว่า ...

ผมได้พูดคุยกับ ‘ชายชุดดำ’ อย่างใกล้ชิด โดยมีการสัมภาษณ์ ‘ถาม-ตอบ’ กันที่กัมพูชาดังนี้  

1. เป็นทหารบก ทหารเรือ หรือทหารอากาศ?? 
ปรากฏว่าผิดหมด!! เขาเป็นสามัญชนที่อาสามาร่วมต่อสู้โดยไม่ได้เป็นทหารสังกัดเหล่าทัพใด

2. เมื่อไม่ได้เป็นทหารแล้วเอาอาวุธมาจากไหน??
คำตอบก็คือ ‘เวทีคนเสื้อแดง’ ...เป็นคำตอบที่ทำให้ผมรู้สึกเหนือความคาดหมายมากยิ่งขึ้น

3. ผมต้องถามย้ำเวทีคนเสื้อแดง แล้วเสื้อแดงทำไม จึงมีอาวุธสงครามให้ใช้??
คำตอบก็คือ ‘สมเด็จฮุนเซน’ ให้มาเพื่อการต่อสู้จำนวน 2 ตู้ คอนเทนเนอร์ 
ซึ่งนายจักรภพ เพ็ญแข ก็ยืนยันในข้อเท็จจริง ทำให้เชื่อสนิจใจ จากที่เคยได้ยินมาบ้าง

4. อาวุธมากมายขนาดนี้ น่าจะเพียงพอสำหรับการต่อสู้แบบกองโจร หรือโจมตีแล้วพรางตัวเข้ากับมวลชน สร้างความระส่ำให้กับเจ้าหน้าที่??
คำตอบคือ ไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง เพราะแค่กระสุนหมด จะเบิกกระสุนรอบใหม่ยังต้องจ่ายตัง เลยถอดใจทิ้งอาวุธ และหนีมาอยู่กัมพูชา

5. ก็ไหนบอกว่า ‘เป็นอาวุธที่ฮุนเซนให้มา’ เพื่อช่วยการต่อสู้ เหตุใดจึงต้องซื้อ??
คำตอบคือ ใช่ ‘ฮุนเซน’ ให้มาเพื่อการต่อสู้จริง แต่ ‘คนเสื้อแดง’ เอาไปขายเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองไม่ได้เก็บไว้สำหรับต่อสู้

ผมหวังว่า ‘พี่น้องเสื้อแดง’ ที่ได้อ่านบทความนี้ คงจะกระจ่างถึงสาเหตุแห่งความพ่ายแพ้!!

‘อรรถกร’ เดินหน้า!! โครงการสวนยางอารยเกษตร ส่งเสริมใช้ แก๊สเอทธิลีน ตั้งเป้าหมาย!! ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ให้ชาวสวน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

(20 ก.ค. 68) อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน้าใหม่ เดินทางไปพัทลุงเป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการใช้แก๊สเอทธิลีนร่วมกับการติดตั้งระบบน้ำในสวนยางพารา ตามโครงการ ‘สวนยางอารยเกษตร’ ภายใต้แผนงาน ‘พัทลุงโมเดล’ 

โครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กรมชลประทาน

อรรถกร กล่าวว่าแนวทางการทำสวนยางแบบ “อารยเกษตร” นั้นเป็นรูปแบบการจัดการสวนยางแนวใหม่ ที่ผสานองค์ความรู้จากงานวิจัย เทคโนโลยีสมัยใหม่ และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่สวนยางอย่างยั่งยืน โครงการฯ นี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการระหว่าง กยท. และกรมชลประทาน สะท้อนถึงเป้าหมายในการมุ่งมั่นยกระดับการทำเกษตรกรรมโดยปรับใช้แนวคิดการจัดการสวนยางที่สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรชาวสวนยางใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างความมั่นคงในครัวเรือน โดยผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อให้สวนยางกลายเป็นแหล่งผลิตที่ให้ทั้งรายได้ อาหาร และความยั่งยืนในระยะยาว

“เป้าหมายหลักของโครงการฯ คือต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และให้ชาวสวนยางมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ “สวนยางอารยเกษตร” จึงไม่ใช่แค่แนวทางในการผลิตยาง แต่คือแนวคิดเชิงระบบที่จะเปลี่ยนรูปแบบการทําสวนยางในประเทศไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืน ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นรากฐานที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต” รมว.อรรถกร กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ โครงการนี้จะมีการส่งเสริมการใช้แก๊สเอทิลีนร่วมกับการติดตั้งระบบน้ำในสวนยางพารา “สวนยางอารยเกษตร” พัทลุงโมเดล กยท. ได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมชลประทาน โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังบน ในการวางระบบส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยใส เข้าสู่พื้นที่สวนยางอารยเกษตรของเกษตรกร (ในระยะแรก) จำนวน 13 ราย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 80.80 ไร่ โดยระบบน้ำดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในหลากหลายกิจกรรม ทั้งการให้น้ำแก่ต้นยางโดยตรง การให้น้ำแก่พืชแซมยาง และการทำประมงในสวนยาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสวนอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ กยท. ยังสนับสนุนการนำนวัตกรรมแก๊สเอทิลีน มาใช้ในการเพิ่มผลผลิตยางพารา ซึ่งช่วยกระตุ้นให้น้ำยางไหลได้นานขึ้น และส่งผลให้ปริมาณน้ำยางที่กรีดได้เพิ่มขึ้นด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการพัฒนาอาชีพสวนยางอย่าง ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่มาเลเซียใช้มาระยะหนึ่งแล้ว

กล่าวสำหรับ ‘พัทลุงโมเดล’ เป็นแนวคิดหรือโครงการต้นแบบในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราโดย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดยเน้นการยกระดับเกษตรกรชาวสวนยางแบบครบวงจรจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มใช้ที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของการปลูกยางในภาคใต้

แนวคิดหลักของ ‘พัทลุงโมเดล’ โดย กยท.

1. รวมกลุ่มเกษตรกร
ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางรวมกลุ่มกันเป็น สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน/สหกรณ์ชาวสวนยาง เพื่อให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น และเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาและการสนับสนุนจากรัฐได้ง่ายขึ้น

2. แปรรูปยางในพื้นที่
สนับสนุนให้มี โรงงานแปรรูปยางระดับชุมชน หรือ โรงงานผลิตยางแผ่นรมควัน/ยางแท่ง เพื่อไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง โดย กยท.ช่วยเรื่องเทคโนโลยีและการจัดการ

3. สร้างมูลค่าเพิ่ม
ส่งเสริมการ นำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี มาต่อยอดผลิตภัณฑ์ยาง เช่น การผลิตหมอนยาง, ที่นอนยางพารา, ยางกันกระแทก ฯลฯ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์มีมูลค่าสูง

4. ตลาดนำการผลิต
ใช้แนวทาง ‘ตลาดนำการผลิต’ โดยหาความต้องการของตลาดก่อน แล้วส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตตาม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาล้นตลาด

5. เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรผสมผสาน
แทรกแนวคิดเกษตรยั่งยืน เช่น ปลูกพืชแซมในสวนยาง หรือทำปศุสัตว์ร่วมกับสวนยาง เพื่อเพิ่มรายได้หลายทาง

ผลที่คาดหวังจากพัทลุงโมเดล
 •เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงจากการทำสวนยาง
 •ลดการพึ่งพาตลาดยางดิบเพียงอย่างเดียว
 •สร้างงานในท้องถิ่นจากกิจการแปรรูปยาง
 •เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด

ความสำคัญ

‘พัทลุงโมเดล’ ถือเป็นต้นแบบที่ กยท. ตั้งใจจะ ขยายผลไปยังจังหวัดอื่น โดยเฉพาะในภาคใต้ ที่มีพื้นที่ปลูกยางจำนวนมาก เช่น นครศรีธรรมราช สงขลา ตรัง และสุราษฎร์ธานี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top