Monday, 22 June 2026
TheStatesTimes

รทสช. ผลักดันเต็มที่ ‘กฎหมายโซลาร์เซลล์เสรี’ ขณะที่ ‘พีระพันธุ์’ เล็งใช้กลไกกองทุนฯ หนุนผ่อนจ่ายปลอดดอกเบี้ย

รทสช. เผย กฎหมายโซลาร์เซลล์เสรีอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นประชาชน สัญญาเร่งติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่ต้องขออนุญาต 4 หน่วยงาน ข่าวดี! ‘พีระพันธุ์’ เตรียมใช้กองทุนอนุรักษ์พลังงาน อุดหนุนให้ผ่อนจ่ายโซลาร์เซลล์-โซลาร์รูฟ ปลอดดอกเบี้ย

(25 ก.พ. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรระหว่างวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์ 2568 ว่า 

การประชุมในวันนี้นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยมีรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติต่างเข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง 

สำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์นี้มีกฎหมายสำคัญที่จะเข้าสู่การพิจารณา ได้แก่ การพิจารณาในวาระที่ 2 และที่ 3 ของร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. .... ซึ่งทางพรรครวมไทยสร้างชาติมีมติเห็นชอบในทั้งสองวาระ

และการพิจารณาในวาระที่ 1 ของร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนกลาโหม พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....  ซึ่งเสนอโดยคณะรัฐมนตรี ทางพรรครวมไทยสร้างชาติมีมติ รับหลักการในวาระที่ 1 ของกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ

ทั้งนี้ในการประชุมได้มีบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้สอบถามถึงความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ฉบับที่ ... พ.ศ. ... หรือกฎหมายโซลาร์เซลล์-โซลาร์รูฟเสรี ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 

ซึ่งขณะนี้กฎหมายฉบับนี้ได้บรรจุในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่รัฐสภามีความเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายการเงินจึงจะต้องได้รับการรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อนที่จะมีการพิจารณา ซึ่งนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่าจะติดตามอย่างใกล้ชิด และคาดว่าจะไม่มีปัญหาใด ๆ เนื่องจากเป็นการส่งเสริมพลังงานสะอาด ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าราคาถูก และอำนวยความสะดวกในการติดตั้งโซลาร์เซลล์-โซลาร์รูฟเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลรวมถึงนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว 

สำหรับกฎหมายฉบับนี้จะช่วยให้ประชาชนไม่ต้องขออนุญาตสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์-โซลาร์รูฟ กับ 4 หน่วยงาน อันได้แก่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.), กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.),องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.), และการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) - การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) อีกต่อไป โดยเปลี่ยนเป็นการแจ้งเพื่อทราบ ซึ่งในอดีตการขออนุญาตจากหลายหน่วยงานทำให้เกิดความล่าช้าในการติดตั้งโซลาร์เซลล์-โซลาร์รูฟของประชาชน และมีค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

นอกจากนี้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้เตรียมกองทุนอนุรักษ์พลังงานเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงโซลาร์เซลล์-โซลาร์รูฟได้ง่ายขึ้นผ่านการผ่อนจ่ายโดยไม่มีดอกเบี้ย โดยกองทุนอนุรักษ์พลังงานจะสนับสนุนในส่วนของดอกเบี้ยดังกล่าว 

และการผลักดันการติดตั้งโซลาร์เซลล์-โซลาร์รูฟจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดกระทรวงอุตสาหกรรมภายใต้การนำของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่ได้ผลักดันให้ที่ประชุม ครม. วันที่ 17 ธันวาคม 2567 มีมติอนุมัติร่างกฎกระทรวงอุตสาหกรรม ยกเว้นให้การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาหรือโซลาร์รูฟท็อปทุกกำลังการผลิตไม่เข้าข่ายเป็นโรงงาน และไม่ต้องขออนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม 

การแก้ไขให้ไม่ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานราชการทั้ง 4 หน่วยงานของกฎหมายโซลาร์เซลล์-โซลาร์รูฟเสรี จะทำให้ต่อจากนี้ประชาชนไม่ต้องขออนุญาตเพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์-โซลาร์รูฟเสรี ซึ่งทางพรรครวมไทยสร้างชาติยืนยันว่าจะเร่งรัดและผลักดันเพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดในราคาถูกลงได้

เชียงใหม่-ผบช.ภ.5 แถลงการณ์จับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญยึดยาบ้า 3.1 ล้านเม็ด 

(24 ก.พ. 68) เวลา 11.00 น. พล.ต.ท. กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงข่าวจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ ยึดยาบ้า 3.1 ล้านเม็ด ผู้ต้องหา 6 ราย ณ ลานแถลงข่าว อาคารกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

ตามนโยบายรัฐบาล สั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด บูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร, พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง,พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์, พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ
เลขาธิการ ป.ป.ส. และ พล.ท.กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ มทภ.3 ได้รับบัญชาและข้อสั่งการนำไปสู่การปฏิบัติ

ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร,พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์, พล.ต.ต.พิชญา บุญขจร, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5,พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ และ พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา นวตระกูล พิสุทธิ์ผบก.ภ.จว.ลำปาง ฝ่ายทหาร นบ.ยส.35 โดย พล.ท.กิตติพงศ์ ชื่นใจชน มทน.3/ผบ.นบ.ยส.35 ฝ่ายปกครอง โดย นายนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผวจ.เชียงใหม่ นายชุติเดช มีจันทร์ ผวจ.ลำปาง สำนักงาน ปปส.ภาค 5 โดย นายธันวา ผุดผ่อง ผอ.ปปส.ภาค 5 แถลงผลการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 2 คดี

1. กรณี สภ.สบปราบ จ.ลำปาง จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 3,176,046 เม็ด
2. กรณี สภ.ช้างเผือก ร่วมกับ สภ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 201,000 เม็ด รวมของกลางยาบ้าจำนวน 3,377,046 เม็ด

คดีที่ 1 สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม สืบทราบว่าจะมีกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด จากพื้นที่แนวชายแดน เข้าสู่พื้นที่ตอนใน โดยผ่านพื้นที่ อ.สบปราบ จ.ลำปาง โดยใช้รถยนต์กระบะจำนวน  2คัน ใช้ป้ายทะเบียน จ.เชียงราย ทั้ง 2 คัน จึงได้เพิ่มความเข้มในการตั้งด่านตรวจตามแผนการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียง ยาเสพติดตามยุทธศาสตร์ ตำรวจภูธรภาค 5

จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ไล่ติดตามไป จนสามารถควบคุมตัวไว้ได้จำนวน  2 คน ทราบชื่อ คือนายนวพลฯ และนายปรีชาฯ จึงได้ควบคุมตัวพร้อมทั้งนำรถยนต์มาตรวจสอบที่ด่านตรวจยาเสพติด พบเป็นยาบ้าจำนวน  13กระสอบ ประมาณ 3,176,046 เม็ด จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหา ทั้ง 6 คน พร้อมทั้ง ตรวจยึดของกลางทั้งหมด นำส่งพงส.สภ.สบปราบ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป และหาตัวผู้กระทำผิดต่อไป

คดีที่ 2 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 เวลาประมาณ 23.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่ ได้สืบสวนขยายผลจนพบผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในเขตพื้นที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ จนสามารถจับกุม นายราชันย์ อายุ 42 ปี พบของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 1,000 เม็ด จากการซักถามขยายผล พบว่านายราชันย์ฯยังมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่อีกเป็นจำนวนมาก จึงได้ทำการสืบสวนสวนขยายผลเพิ่มเติม และสามารถตรวจยึดของกลาง เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) อีกจำนวน 200,000 เม็ด

จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการสืบสวนขยายผล ต่อเนื่อง จากกลุ่มผู้ลำเลียงยาเสพติดในเขตพื้นที่ จว.เชียงใหม่, พื้นที่ จว.ลำพูน และกลุ่มลูกค้าที่จะนำยาเสพติดไปจำหน่าย ในพื้นที่ จว.ลำพูน โดยสามารถจับกุมตัวผู้ร่วมขบวนการได้รวมทั้งหมด 6 คน พร้อมของกลางทั้งหมด เป็นยาเสพติด ให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 201,000 เม็ด พร้อมยึดทรัพย์ในการกระทำผิดเป็น รถยนต์จำนวน 3 คัน รถจักรยานยนต์จำนวน 1 คัน โทรศัพท์จำนวน 6 เครื่อง รวมมูลค่าประมาณ 1,700,000 บาท นำส่ง พงส.สภ.แม่แตง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป และหาตัวผู้กระทำผิดต่อไป

ตำรวจภูธรภาค 5 ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายตำรวจ ฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง สำนักงาน ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ได้นำบัญชาและข้อสั่งการของรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดไม่ให้เข้าไปสู่พื้นที่ตอนในอย่างเข้มข้นและจริงจัง และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

สรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจภูธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ต.ค.67 – 23 ก.พ.68 จับกุมคดียาเสพติด จำนวน 9,065 คดี คดียาเสพติดรายสำคัญ 44 คดี
- ยาบ้า 33 ล้านเม็ดเศษ - ไอซ์ 1,863 กิโลกรัมเศษ
ตรวจยึดของกลางยาเสพติด
- เฮโรอีน 143 กิโลกรัมเศษ - เคตามีน 802 กิโลกรัมเศษ
- ฝิ่น 8.9 กิโลกรัมเศษ

ตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติด

- มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 289 ล้านบาทเศษ
 

ส่อง 17 อันดับแรก โรงเรียนที่ได้คะแนนสูงที่สุดใน ‘ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ’ จากผลการสอบ O-NET ปี 2567

(26 ก.พ. 68) อย่างที่ทราบกันดีว่า การสอบ O-NET เป็นหนึ่งในการสอบวัดผลขั้นพื้นฐานที่นักเรียนไทยทุกคนต้องผ่านสนามสอบนี้ เพื่อนำคะแนนสอบไปใช้ยื่นสอบเข้ามหาวิทยาลัย และเป็นการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคนในระดับชาติ ขณะที่การจัดอันดับโรงเรียนที่นักเรียนมีผลสอบที่ได้คะแนนสูงสุด ก็เป็นอีกหนึ่งดัชนีชี้วัดมาตรฐานการเรียนการสอนของโรงเรียนอีกด้วย ในปี 2567 ที่ผ่านมา โรงเรียนใน ‘ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ’ 17 อันดับแรก มีโรงเรียนใดบ้าง ไปส่องกันเลย... 

‘นักข่าวลี้ภัยพม่า’ ยอมรับ กำลังเผชิญวิกฤติหนัก หลัง USAID ถอนทุนฟ้าผ่า แต่ขอเดินหน้าทำหน้าที่ต่อ

สถานการณ์สื่ออิสระพม่าที่ลี้ภัยอยู่ในเมืองแม่สอด ชายแดนไทย-เมียนมา กำลังเผชิญวิกฤติหนัก ภายหลังรัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจระงับการสนับสนุนเงินทุนจากองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐฯ (USAID) ซึ่งเดิมเป็นผู้สนับสนุนหลักของสื่ออิสระในหลายประเทศรวมถึงเมียนมา การตัดสินใจนี้ส่งผลกระทบต่อนักข่าวพลัดถิ่นประมาณ 200 คนในไทย ซึ่งเคยได้รับเงินสนับสนุนจาก USAID จนไม่สามารถดำเนินการทำข่าวได้ตามปกติ โดยเฉพาะกลุ่ม ThanLwinKhet News ที่นำโดย ซู มยัต นักข่าวอาวุโสที่เคยพึ่งพิงงบประมาณดังกล่าว เธอเปิดเผยว่าต้องนำเงินส่วนตัวมาจ่ายเงินเดือนพนักงานได้เพียงครึ่งเดียว และต้องจัดหาอาหารและที่พักราคาถูกเพื่อให้พวกเขาอยู่รอด แม้กระทั่งนักข่าวบางคนที่ไม่ได้รับเงินเดือนอีกต่อไปยังคงยืนยันทำหน้าที่ต่อไป เพราะเชื่อว่าการรายงานข้อเท็จจริงเป็นภารกิจสำคัญเพื่อปกป้องประชาชนจากข่าวลวงและข้อมูลที่บิดเบือน

ในขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลทหารเมียนมาได้แสดงความเห็นว่าการสนับสนุนเงินทุนจากต่างชาติโดยเฉพาะจาก USAID ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศและเป็นการสนับสนุนกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลโดยตรง โดยมองว่าการสนับสนุนดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายในการสร้างเสรีภาพสื่ออย่างแท้จริง แต่มีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองในการต่อต้านรัฐบาลเมียนมา

ด้านองค์กรสื่อใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ เช่น Irrawaddy ซึ่งได้รับทุนจาก USAID ประมาณ 35% ของงบประมาณทั้งหมด ออกมายอมรับว่าผลกระทบจากการตัดงบครั้งนี้รุนแรงอย่างมาก และจำเป็นต้องมีการปรับแผนดำเนินงานใหม่ทั้งหมด สื่อในกัมพูชาและอินโดนีเซียที่เคยได้รับเงินทุนลักษณะเดียวกันนี้ต่างแสดงความกังวลในลักษณะคล้ายกัน โดยระบุว่าการระงับเงินทุนครั้งนี้อาจทำให้รัฐบาลที่มีแนวคิดเผด็จการในภูมิภาคได้เปรียบ เนื่องจากสื่ออิสระไม่สามารถดำเนินงานได้เหมือนเดิม เปิดช่องให้เกิดการแพร่ระบาดของข่าวปลอมและโฆษณาชวนเชื่อเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักข่าวหลายรายยังคงยืนยันที่จะรายงานข่าวต่อไป แม้ไม่มีรายได้ เนื่องจากเชื่อว่าการรายงานความจริงยังเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ ขณะที่บางส่วนก็ยอมรับว่าความเป็นกลางและอิสระในการทำข่าวอาจได้รับผลกระทบจากการรับทุนต่างชาติ แต่ก็ยืนยันว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นไปเพื่อเปิดเผยความจริงและสร้างความโปร่งใสต่อสถานการณ์ภายในเมียนมา

สหรัฐ-ยูเครน ปิดดีลแร่หายาก ทรัมป์ปลดล็อกส่งอาวุธ แต่ไร้หลักประกันความมั่นคง เปิดช่องรัสเซียเดินเกมรุก

(26 ก.พ. 68) เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐและยูเครนได้อนุมัติร่างข้อตกลงแร่ ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของยูเครนเพื่อกระตุ้นการลงทุนและการฟื้นฟูประเทศ อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้ระบุการรับประกันความปลอดภัยจากสหรัฐแก่ยูเครนโดยตรง ซึ่งเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดข้อกังวลในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ

ร่างข้อตกลงฉบับนี้กำหนดให้มีการจัดตั้ง "กองทุนการลงทุนเพื่อการฟื้นฟู" (Reconstruction Investment Fund) เพื่อรวบรวมรายได้จากแหล่งแร่ธาตุ ไฮโดรคาร์บอน และทรัพยากรอื่น ๆ ของยูเครน โดยยูเครนจะต้องสมทบเงิน 50% ของรายได้สุทธิจากทรัพยากรธรรมชาติเข้ากองทุนจนกว่าจะถึง 500,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 16.8 ล้านล้านบาท) ขณะที่สหรัฐจะให้การสนับสนุนทางการเงินระยะยาวเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของยูเครน

แม้ว่าข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐและยูเครน แต่ประเด็นเรื่องความมั่นคงยังคงเป็นข้อถกเถียงสำคัญ แหล่งข่าวระบุว่าร่างข้อตกลงไม่ได้ให้การรับประกันด้านความปลอดภัยจากสหรัฐแก่ยูเครนอย่างชัดเจน หรือให้คำมั่นเกี่ยวกับการส่งอาวุธเพิ่มเติม โดยระบุเพียงว่าสหรัฐต้องการให้ยูเครนเป็น "อิสระ มีอำนาจอธิปไตย และปลอดภัย"

อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้ผลักดันข้อตกลงนี้ กล่าวว่า หากสามารถบรรลุข้อตกลงยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนได้ อาจจำเป็นต้องมีกองกำลังรักษาสันติภาพเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตาม รัสเซียแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นกองกำลังจากองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต้)

การหารือเกี่ยวกับข้อตกลงเกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน โดยทรัมป์เคยกล่าวหาเซเลนสกีว่าเป็น "เผด็จการ" ขณะที่ผู้นำยูเครนตอบโต้โดยระบุว่า ทรัมป์ได้รับข้อมูลผิด ๆ จากรัฐบาลรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ เซเลนสกีปฏิเสธที่จะลงนามข้อตกลง เนื่องจากเห็นว่าสหรัฐเรียกร้องผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของยูเครนมากเกินไปเมื่อเทียบกับความช่วยเหลือที่มอบให้ โดยสหรัฐได้ให้เงินช่วยเหลือยูเครนแล้วกว่า 350,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 11.8 ล้านล้านบาท) รวมถึงอาวุธและอุปกรณ์ทางทหาร

นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงมองว่า แรงผลักดันของทรัมป์ในการเร่งยุติสงครามและท่าทีที่ประนีประนอมกับรัสเซีย อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของยูเครนและยุโรป รวมถึงเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์

สก็อตต์ แอนเดอร์สัน นักวิจัยจากสถาบันบรูคกิ้งส์ ให้ความเห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากยูเครน แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทรัมป์และสมาชิกสภาคองเกรสของพรรครีพับลิกัน เนื่องจากช่วยให้สหรัฐมีบทบาทสำคัญในสถานการณ์นี้

จับตาพระคาร์ดินัล ตัวเต็งสืบทอดประมุขคาทอลิก หลังโป๊ปฟรานซิสประชวรหนัก พระอาการทรงตัว

(26 ก.พ.68) สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสยังคงอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ หลังทรงเข้ารับการรักษาด้วยอาการปอดบวมทั้งสองข้างมาเป็นวันที่สี่ วาติกันแถลงเมื่อวันอังคาร (25 ก.พ.) ว่าพระอาการของพระองค์ทรงตัว ไม่มีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

ขณะนี้พระองค์มีพระชนมายุ 88 พรรษา และประทับอยู่ที่โรงพยาบาลเจเมลลีในกรุงโรมเป็นคืนที่ 12 ซึ่งเป็นระยะเวลาการรักษาที่ยาวนานที่สุดในรอบเกือบ 12 ปีแห่งสมณสมัยของพระองค์

"พระอาการทางคลินิกของพระองค์ยังคงอยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แต่ระบบไหลเวียนโลหิตยังคงเสถียร" วาติกันระบุในแถลงการณ์ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากวาติกันเผยว่า สมเด็จพระสันตะปาปายังสามารถเสวยพระกระยาหารและเคลื่อนไหวภายในห้องพักได้ตามปกติ

แม้ยังอยู่ระหว่างรักษาพระองค์ พระสันตะปาปายังคงปฏิบัติภารกิจบางประการ โดยมีการประชุมกับพระคาร์ดินัลปิเอโตร ปาโรลิน และคณะผู้ช่วยของพระองค์เมื่อวันจันทร์ (24 ก.พ.) เพื่อหารือเกี่ยวกับกระบวนการแต่งตั้งบุคคลเป็นนักบุญ รวมถึงตำแหน่งที่ต้องได้รับการอนุมัติจากพระองค์

มีรายงานเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี ของอิตาลี ได้เข้าเฝ้าพระองค์ที่โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้วาติกันเคยรายงานว่าพระองค์มีภาวะไตบกพร่องเล็กน้อย แต่ยืนยันว่าปัญหาดังกล่าว "ไม่น่าเป็นห่วง" ซึ่งในแถลงการณ์ล่าสุดไม่ได้กล่าวถึงภาวะนี้อีก

ขณะเดียวกัน พระคาร์ดินัลหลุยส์ ตาเกล ได้นำการสวดภาวนาเพื่อพระสันตะปาปาที่จัตุรัสนักบุญเปโตร โดยมีผู้ศรัทธาจำนวนมากเข้าร่วม และพิธีนี้จะจัดขึ้นทุกวันตลอดสัปดาห์นี้

ภาวะปอดบวมสองข้างเป็นภาวะติดเชื้อที่ทำให้ปอดอักเสบและส่งผลกระทบต่อระบบหายใจ วาติกันเผยว่าการติดเชื้อครั้งนี้เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์หลายชนิด ซึ่งทำให้การรักษามีความซับซ้อน

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2013 มีประวัติสุขภาพที่เปราะบาง โดยทรงเคยป่วยเป็นเยื่อหุ้มปอดอักเสบในวัยเยาว์และต้องผ่าตัดปอดบางส่วนออก ทำให้ทรงมีความเสี่ยงต่อโรคปอดมากกว่าปกติ

ด้านพระคาร์ดินัลออสการ์ โรดริเกซ มาราเดียกา พระสหายชาวฮอนดูรัสของพระองค์ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ลา รีพับบลิกา ของอิตาลีว่า "ผมเชื่อว่ายังไม่ถึงเวลาที่พระองค์จะเสด็จสู่สวรรค์"

ข่าวการประชวรของสมเด็จพระสันตะปาปาทำให้ผู้ศรัทธาจากทั่วโลกมารวมตัวกันเพื่ออธิษฐานขอให้พระองค์มีพระพลานามัยแข็งแรง โดยในกรุงบัวโนสไอเรส บ้านเกิดของพระองค์ มีการจัดพิธีสวดภาวนาที่พลาซ่าคอนสติทิวชัน ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระองค์เคยประกอบพิธีมิสซาในอดีต

ขณะที่ คาร์ลา ราเบซซานา พระญาติของพระองค์วัย 93 ปี ที่อาศัยอยู่ในอิตาลี เปิดเผยว่าครอบครัวมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของพระองค์ ส่วนพระคาร์ดินัลทิโมธี โดแลน แห่งนิวยอร์ก กล่าวระหว่างพิธีมิสซาที่แมนฮัตตันว่า "พระองค์ทรงมีสุขภาพอ่อนแอมากและอาจใกล้จะสิ้นพระชนม์"

การสืบตำแหน่งพระสันตะปาปา

ในฐานะประมุขแห่งนครรัฐวาติกันและพระสันตะปาปาองค์ที่ 266 แห่งคริสตจักรคาทอลิก สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2013 ทรงมีปัญหาสุขภาพหลายประการในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับเข่าและเส้นประสาทไซแอติก ซึ่งทำให้ต้องใช้รถเข็นหรือไม้ค้ำยันบ่อยครั้ง

หากพระองค์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป การประชุมเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่จะเกิดขึ้นตามกระบวนการดั้งเดิม โดยคณะคาร์ดินัลจะประชุมลับและลงคะแนนเสียงในโบสถ์ซิสติน

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงขยายวาระการดำรงตำแหน่งของพระคาร์ดินัลจีโอวานี บาททิสทา เร ซึ่งมีหน้าที่เตรียมการประชุมลับดังกล่าว

แม้จะยังไม่มีการกำหนดผู้สืบทอดที่แน่ชัด แต่ตามธรรมเนียมแล้ว พระสันตะปาปามักได้รับเลือกจากคณะคาร์ดินัล โดยรายชื่อบุคคลที่อาจได้รับการพิจารณา ได้แก่

พระคาร์ดินัลปิเอโตร ปาโรลิน เลขาธิการแห่งรัฐของวาติกัน

พระคาร์ดินัลปีเตอร์ เติร์กสัน จากกานา อดีตประธานสภาสันติภาพและความยุติธรรมแห่งวาติกัน

พระคาร์ดินัลหลุยส์ ตาเกล จากฟิลิปปินส์ ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในสำนักวาติกัน

‘ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด’ มอง ‘ริยาดห์’ ของซาอุฯ มาแรง ชี้ อีเว้นต์ใหญ่เพียบ ทั้ง World Expo 2030 - ฟุตบอลโลก 2034

(26 ก.พ. 68) นายจิรวัฒน์ เดชาเสถียร ผู้เชี่ยวชาญด้านการขาย การตลาดและการจัดการค้าปลีกค้าส่งในภูมิภาคอาเซียน โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงผู้ประกอบการไทยควรมุ่งเจาะตลาดซาอุดีอาระเบียต่อเนื่อง ในตอนที่ 2 ว่า หลังจากที่คุยกับ รศ.ดร นิสิต หัวหน้าศูนย์อาเซียนศึกษาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อยากเขียนเรื่องเมีย เมียที่ว่าคือ MEA หรือ Middle East Africa โดยมีซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

สำหรับ ซาอุฯนั้นโซนสำคัญคือโซนเมืองศาสนาทางตะวันตก ประกอบด้วยเจดดาห์ มักกะห์ เมดนะห์ โชนนี้มีศาสนสถานของมุสลิมอยู่และเป็นจุดที่ทำให้เกิดการเดินทางแสวงบุญ ท่องเที่ยว อีก 4 วันจะถึงช่วงรามาฎอน แน่นหนาแน่นอนสำหรับโซนนี้ ปีก่อนมีนักเดินทางไปซาอุทางเครื่องบินถึง 128 ล้านคน ซึ่งมีจำนวนเยอะกว่าเมืองไทยอีก ขณะที่ซาอุฯ มีคน 35 ล้านคน 

“ผมพูดถึงโซนตะวันตกที่ติดทะเลแดง เมื่อก่อนเราส่งสินค้าไปเจดดาห์ ที่นั่นมี สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ไทยอยู่ด้วย เดี๋ยวนี้หาเรือไปเส้นทางนี้ลำบากขึ้น เพราะการไปทะเลแดงต้องผ่านโซมาเลียที่มีโจรสลัด ดังนั้นจึงมีสายเรือน้อยและไม่มีเรื่องประกันภัย ถ้ามีเบี้ยก็จะแพง ในขณะการค้าขายถูกเปลี่ยนผ่านไปโซนตะวันออกที่ Ad Damman ตรงนั้นเลยดูไบ ใกล้กาตาร์ อยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ที่โซนตะวันออกจึงยืดหยุ่นมากกว่า และมีต่างชาติเริ่มไปที่นั่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ดามมานใกล้ริยาดห์ครับ ห่างกันโดยขับรถประมาณ 4 ชั่วโมง ในขณะที่การขับรถจากริยาดห์ไปเจดดาห์ใช้เวลาถึง 10 ชั่วโมงทีเดียว”

สรุปสั้น ๆ ทำการค้า ไปทางตะวันออกน่าจะรุ่งกว่าในตอนนี้ โครงการยักษ์ ทั้งหลายเกิดที่ตะวันออกนี่หละ ไล่เรียง Timeline ดูครับ งานสำคัญๆ จะเกิดที่ซาอุตั้งแต่ Olympic e-sport ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย ต่อด้วย World Expo 2030 ที่ริยาดห์ และต่อด้วยฟุตบอลโลก 2034 งานดึง tourist ไปที่นั่นนี่ชัดเจน

รัฐบาลริยาดห์ บอกว่า ธุรกิจตนจะพึ่งพาพลังงานอย่างเดียวไม่ได้ เลยพยายามกระจายการหารายได้ออกจากพลังงาน และท่องเที่ยวนี่แหละคือคำตอบ คนซาอุ โดยเฉพาะสตรีได้สิทธิเสรีมากขึ้น จำนวนผู้หญิงที่รัฐตั้งเป้าว่าปี 2030 จะมีผู้หญิงเข้ามามีบทบาทการทำงานให้ได้ถึง 30% ปรากฏว่าวันนี้สิ้นปี 2024 ผู้หญิงออกมาทำงานแล้ว 35% ทำให้การขับเคลื่อนธุรกิจภาคท่องเทียวเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม เขายังต้องการคนไทยไปทำภาค services ที่นั่นมากครับ เราปั้นเด็กๆ จบมหาวิทยาลัยแล้วต้องชี้ช่องให้เด็กๆ ด้วย ไม่งั้นตัวเลขคนตกงาน 4 แสนคนในเมืองไทย ลดลงยากครับ ถ้ารัฐมัวแต่เชียร์แขกไปเก็บผลไม้ที่หลายประเทศ คนของเราจะขาดโอกาสใน Tourist sector และ Entertainment ดันให้ถูกตัว คั่วให้ถูกคนครับ ช่างเชื่อมที่ต้องการมากในอิสราเอล ถูกนำไปซ่อมรถถังทั้งนั้น ท้ายสุดเรื่องความปลอดภัยก็ดูแลยาก

‘ธนกร’ จี้ ตั้งศูนย์ปราบอาชญากรรมออนไลน์ระหว่างประเทศ พร้อมจัดการเอาผิดขั้นเด็ดขาดเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์

‘ธนกร’ หนุน รัฐบาลเอาจริงปราบต่อเนื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จี้ ตั้งศูนย์ปราบอาชญากรรมออนไลน์ระหว่างปท. เร็วที่สุด ฝาก ฝ่ายมั่นคงซีลชายแดนเข้ม คัดแยก-ป้องกันเครือข่ายทะลักเข้าไทย

(26 ก.พ.68) นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ รองหัวหน้าพรรคและสส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวภายหลังที่รัฐบาลร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และประเทศเพื่อนบ้านทั้งเมียนมา กัมพูชา อินโดนีเซีย ที่สำคัญคือจีน ในการร่วมมือแก้ปัญหาปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง ว่า มาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาแก้ปัญหานั้นได้ผลเป็นรูปธรรมชัดเจน ทำให้สถิติประชาชนถูกหลอกลวงลดลงอย่างเห็นได้ชัด ตนขอสนับสนุนให้รัฐบาล ฝ่ายความมั่นคง เดินหน้าร่วมกับทุกประเทศ จัดการเอาผิดขั้นเด็ดขาดกับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะคีย์แมนคนสำคัญที่อาจเป็นข้าราชการระดับสูง ตำรวจ ทหาร หรือส่วนท้องถิ่นก็ตาม ที่รู้เห็นเป็นใจอำนวยความสะดวกให้แก่พวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายค้ามนุษย์ กลุ่มคนพวกนี้จะต้องได้รับโทษหนัก เพื่อไม่ให้กลับมาทำผิดอีก ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนคนไทย โดยที่ผ่านมาก็ทราบดีว่าเรื่องนี้ได้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศไทย รวมถึงกระทบต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างมาก

นอกจากนี้ขอฝากเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานทั้งตำรวจทหารและฝ่ายความมั่นคง วางกำลังซีลสกัดเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลายสัญชาติที่ขณะนี้ถูกปล่อยลอยแพในเมียวดี ประเทศเมียนมากว่า 7,000 คน ไม่ให้ทะลักเข้ามาในประเทศไทยได้ จึงต้องมีการคัดกรองตรวจสอบประวัติให้ละเอียด ว่าใครเป็นเครือข่ายกลุ่มผู้กระทำความผิดและใครเป็นเหยื่อ เพื่อประสานความร่วมมือดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ระหว่างประเทศขึ้นโดยเร็วเพื่อประสานความร่วมมือระหว่างกันและส่งตัวกลุ่มเครือข่ายทั้งหมดกลับไปยังประเทศต้นทาง

“เป็นเรื่องดีที่ทราบว่าวันศุกร์นี้นายกฯจะไปดูพื้นที่ด้วยตัวเอง ซึ่งบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องมีการจัดการปราบปรามอย่างจริงจังขั้นเด็ดขาด เพื่อไม่ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้กลับมาสร้างความเสียหายให้กับประเทศได้อีก และเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยให้ปลอดภัยจากการถูกหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขอฝากทั้งตำรวจและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทยเร่งสร้างการรับรู้ให้ประชาชนรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ รู้เท่าทันกลลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อซ้ำอีก” นายธนกร กล่าว

ทรัมป์ผุดไอเดียขายกรีนการ์ดใบละ 168 ล้านบาท ลดหนี้ชาติ-ดึงหัวกะทิเข้าประเทศ

(26 ก.พ. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนการขาย "บัตรทอง" หรือ Gold Card มูลค่า 5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 168 ล้านบาท) ซึ่งจะมอบสิทธิ์ให้แก่ชาวต่างชาติได้รับ "กรีนการ์ด" พร้อมกับเส้นทางสู่ความเป็นพลเมืองสหรัฐฯ ภายในช่วงการแถลงข่าวเมื่อวันอังคาร (25 ก.พ.) โดยคาดว่าจะมีการจำหน่ายบัตรจำนวน 1 ล้านใบ

ทรัมป์กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายช่วยลดหนี้สินของสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว โดยจะมุ่งเน้นที่กลุ่มผู้มีความสามารถและผู้มีทรัพย์สินจากทั่วโลก โดยเฉพาะคนที่มีความสามารถพิเศษในด้านต่างๆ หรือผู้ที่สามารถสร้างงานและมีส่วนช่วยเศรษฐกิจของประเทศ "มันจะเป็นการสร้างโอกาสให้กับคนที่มีความมั่งคั่งและพรสวรรค์ รวมถึงสร้างรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นและโอกาสในการจ้างงาน" เขากล่าว

ในระหว่างการแถลงข่าว นายโฮเวิร์ด ลุตนิค รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ได้กล่าวเสริมว่า โครงการนี้จะเป็นการแทนที่โครงการวีซ่า EB-5 ซึ่งเคยใช้ให้กรีนการ์ดกับนักลงทุนบางราย โดยการซื้อบัตรทอง 5 ล้านดอลลาร์จะต้องผ่านการตรวจสอบตามกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติและมีส่วนในการพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ ทรัมป์คาดว่าผู้ที่มีฐานะดีจากทั่วโลก เช่น กลุ่มนักลงทุนจากรัสเซียและผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีจากอินเดีย จะให้ความสนใจในการซื้อบัตรนี้ "บริษัทใหญ่ๆ อย่างแอปเปิลหรือบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ก็สามารถซื้อบัตรทองเพื่อดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในอเมริกา" เขากล่าว

ประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มรายได้ภาษีและสร้างงานให้กับประชาชนสหรัฐฯ "เมื่อผู้ซื้อบัตรทองเข้ามาทำงานในอเมริกา พวกเขาจะจ่ายภาษีเต็มเพดาน เหมือนกับพลเมืองทั่วไป" ทรัมป์กล่าว

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากทนายความของรัฐบาล และมีความพร้อมในการเปิดตัวภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า ขณะที่ทรัมป์หวังว่าจะสามารถขายบัตรได้ถึง 1 ล้านใบ ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ให้แก่รัฐบาลถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์ หากมีการขายจำนวนมากขึ้นก็จะช่วยลดหนี้สาธารณะของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทอ.ทดสอบนำเครื่องขับไล่ Gripen บินขึ้นลงถนนหลวง 26 - 27 กุมภาพันธ์นี้

กองบิน 56 แจ้งว่า จะมีการทดสอบการขึ้นลงของเครื่องบิน Gripen บนถนนทางหลวงในจังหวัดสงขลาในวันที่ 26 และ 27 กุมภาพันธ์ 2568 โดยจะมีการปิดถนนบางช่วงเพื่อการฝึกซ้อมในกิจกรรมสำคัญด้านความมั่นคงดังกล่าว

ตามประกาศจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ Hi Songkhla ระบุว่าในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 (วันซ้อม) จะมีการทดสอบการลงของเครื่องบิน Gripen บนถนนหน้า ภาค 9 ตั้งแต่เวลา 10:00-11:00 น. ซึ่งจะทำให้มีการปิดถนนในช่วงเวลาดังกล่าว

ส่วนในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 (วันจริง) การปิดถนนจะเกิดขึ้นในช่วงเวลา 09:00-12:00 น. โดยการจราจรจะได้รับผลกระทบที่ถนนเพชรเกษม (เส้น 4287) บางช่วง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.ทุ่งตำเสาจะเป็นผู้รับผิดชอบการปิดถนนชั่วคราว โดยมีเส้นทางการอ้อมดังนี้

ผู้ที่ต้องการเดินทางไปสตูล จะต้องเลี้ยวซ้ายที่แยกไฟแดงหูแร่ แล้วตรงไป จากนั้นเลี้ยวขวาก่อนถึงโรงเรียนบ้านนาแสน มุ่งหน้าตรงไปจนออกบ้านฉลุง

ผู้ที่ต้องการเข้าตัวเมืองหาดใหญ่ จะต้องเลี้ยวขวาที่แยกทางเข้าบ้านฉลุง มุ่งหน้าตรงไปแล้วเลี้ยวซ้ายก่อนถึงโรงเรียนบ้านนาแสน จากนั้นเลี้ยวขวาที่แยกไฟแดงหูแร่

ตลอดเส้นทางจะมีป้ายเตือนและเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกในการจราจรให้กับผู้ใช้เส้นทาง

ประชาชนและผู้เดินทางในพื้นที่ควรติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและเตรียมตัวเพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ได้รับผลกระทบจากการฝึกซ้อมดังกล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top