Friday, 10 July 2026
TheStatesTimes

ตร. เตือน วันแห่งการโกหก เล่นตลกอยู่ในกรอบ ทุกคนไม่ได้ชอบ อาจถูกฟ้องดำเนินคดี

วันนี้ (1 เมษายน 2567) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ และด้วยวันที่ 1 เม.ย.นี้ ตรงกับวัน April Fool’s Day หรือ วันแห่งการโกหก ซึ่งมักจะมีการสร้างเรื่องโกหกเพื่อความสนุกสนาน หรือเพื่อหยอกล้อซึ่งกันและกันในหมู่เพื่อนฝูง โดยหลาย ๆ คน มักจะใช้เป็นกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์และคลายความเครียด แต่บางครั้งการล้อเล่นหรือการโกหก ก็อาจส่งผลกระทบต่อผู้อื่นหรืออาจสร้างความตื่นตระหนกในสังคมได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการโพสต์เรื่องโกหกผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจมีการเผยแพร่ ส่งต่อ หรือแชร์ ทำให้เรื่องโกหกกระจายไปในวงกว้าง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอประชาสัมพันธ์มายังพี่น้องประชาชน ให้ระมัดระวังในการสร้างเรื่องโกหกเพื่อความสนุกสนานหรือหยอกล้อบุคคลอื่น เพราะการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย หรือเกิดความตื่นตระหนกในสังคม ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย อาทิ

1. การเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

2. การนำเข้าหรือเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ ที่ส่งผลกระทบต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14(2),(5) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ก่อนที่จะแชร์ข่าวหรือข้อมูลใด ๆ ให้กับบุคคลอื่น ขอให้ตรวจสอบก่อนว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นได้ที่เว็บไซต์ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย URL : www.antifakenewscenter.com 

สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหาย หรือพบเห็นบุคคลใดสร้างข่าวปลอมจนทำให้เกิดความสับสนในสังคม สามารถแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้านท่าน หรือแจ้งเบาะแสไปยังสายด่วน 191 และสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

'ตร.หนุ่ม' สั่งเดลิเวอรีส่งที่โรงพัก แต่เจอไรเดอร์เท บอกให้ยกเลิกหาคนขับใหม่ เพราะ ‘ไม่บริการตำรวจ’

(1 เม.ย. 67) กลายเป็นประเด็นถกเสียงแตกในโลกออนไลน์ หลังจากที่นายตำรวจรายหนึ่ง ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้แชร์เรื่องราวสั่งอาหารผ่านเดลิเวอรี่รายหนึ่ง ให้มาส่งที่โรงพัก ทว่าเมื่อไรเดอร์ทราบว่าเป็นตำรวจ ได้ส่งข้อความขอยกเลิก พร้อมระบุว่า “ขออภัยครับ ขอยกเลิกหาคนขับใหม่ครับ ผมไม่บริการตำรวจครับ”

โดยระบุไว้ว่า “เพิ่งออกเวร หิว สั่งข้าวผ่าน xxx แต่…ก็พอเข้าใจได้ว่าอาจจะมีอคติกับตำรวจ แต่ได้โปรดอย่าเหมารวมได้ไหม ตั้งใจช่วยคนที่เดือดร้อนทุกวัน ถึงไม่ได้รับคำขอบคุณ แต่ขออย่าตั้งอคติได้ไหม ผมก็มีหัวใจ มีกระเพาะที่ต้องการอาหาร #ผมผิดอะไรทิ้งผมทำไมครับพี่ #กลับมาก๊อนนนนน”

ซึ่งภายหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ได้รับความสนใจอย่างมากในโลกโซเชียล รวมถึงมาร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งฝ่ายที่เข้าใจนายตำรวจ และเข้าใจไรเดอร์ เช่นว่า เขาอาจจะไม่ได้มีอคติ แต่กลัวโดนล่อซื้อ, เกินปุยมุ้ย, มีงี้ด้วยเหรอ, ตำรวจ ก็หิวข้าว เป็นนะครับ, สุดจัด, สงสัยโรงพักล่อซื้อบ่อย, พลาดแล้วบ่าว ไม่มาแลสารวัตรหล่อก่อน

'โบว์ ณัฏฐา' มองงานบอล 'จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์' มาตรฐานหดหาย ผลจากโควิดตัดขาดการส่งต่อ 'ความรู้-ความเป็นทีม' แบบรุ่นสู่รุ่น

(1 เม.ย.67) น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กถึงงานเทศกาลงานกีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์ 'จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์' CU-TU Unity Football Match 2024 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มี.ค.67 ณ สนามศุภชลาศัย ว่า...

ที่คุณภาพของงานบอลออกมาแย่ขนาดนั้น ส่วนหนึ่งเพราะช่วงล็อกดาวน์โควิดสองสามปีมันไม่มีการส่งต่อความรู้ ความเป็นทีม และวิธีทำงานจากรุ่นสู่รุ่นด้วย การไม่ได้เจอใครเลยตลอดปีการศึกษา ทำให้ Team Spirit มันหายไป และไม่ได้ฟื้นขึ้นมาได้แบบจตุรมิตรที่เขามีเวลาใช้ชีวิตอยู่ในสถาบันยาวนานกว่าแค่สี่ปี 

คิดว่าฟื้นไม่ได้แล้ว เพราะพอมาตรฐานหายไปก็ไม่มีอะไรไว้ส่งต่อ และด้วยวัฒนธรรมปัจจุบันที่ต่างคนต่างอยู่กับตัวเองเป็นหลัก งานแบบนี้ยังไงก็จะค่อย ๆ ย่อส่วนลง โควิดเป็นแค่ตัวมาเหยียบคันเร่ง ให้ผู้คนเห็นความแตกต่างชัดจนคนตกใจในความหยาบของผลงาน

‘ศรีริต้า’ ระดมทุน 100 ล้านบาท ช่วยมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก หวังปรับปรุงหอผู้ป่วยเด็กไอซียู - จัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย

เมื่อวาน (31 มี.ค. 67) เรียกว่าหล่อ สวย รวย เก่ง แถมยังเป็นสายบุญทั้งครอบครัวอีกต่างหสก สำหรับครอบครัวของ ‘ศรีริต้า เจนเซ่น’ และสามีนักธุรกิจ ‘กรณ์ ณรงค์เดช’ ล่าสุดทั้งคู่แท็กทีมหลานชาย หลานสาวทำบุญ ด้วยการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัยให้กับโรงพยาบาลเด็ก ในโครงการช่วยน้องให้มองเห็น และปาฏิหาริย์ต่อลมหายใจสำหรับเด็กคลอดก่อนกำหนด

โดย ‘ศรีริต้า’ ได้โพสต์ภาพครอบครัวพร้อมหลานสาว หลานชาย และเขียนข้อความระบุว่า "ขออนุโมทนากับทุกภาคส่วนนะคะ ริต้าในฐานะ Angel Ambassador ของมูลนิธิ เราระดมทุนได้ถึง 100 ล้านบาท ได้ปรับปรุงหอผู้ป่วยเด็ก ICU เป็นที่เรียบร้อยและจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัยให้กับโรงพยาบาลเด็ก ในโครงการช่วยน้องให้มองเห็น และปาฏิหาริย์ต่อลมหายใจสำหรับเด็กคลอดก่อนกำหนดค่ะ ภูมิใจกับ ภัทร พิมพ์ กวิณท์ ที่ลุกขึ้นมาทำโครงการของตัวเองเพื่อช่วยน้อง ๆ ที่ป่วยกับทางมูลนิธิด้วย อนุโมทนาค่ะ"

งานนี้ทำเอาแฟน ๆ แห่เข้ามาร่วมอนุโมทนาบุญ พร้อมทั้งชื่นชมครอบครัว ‘ณรงค์เดช’ กันยกใหญ่

'สวนดุสิตโพล' เช็กเรตติง!! ‘รัฐบาล-ฝ่ายค้าน’ วัดดัชนีการเมืองไทย ชี้!! แต้มฝ่ายค้านเพิ่ม อานิสงส์ประชาชนเห็นใจจากการถูก 'ยุบพรรค'

(1 เม.ย. 67) ‘สวนดุสิตโพล’ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ‘ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนมีนาคม 2567’ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,254 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 21-29 มีนาคม 2567 โดยมีตัวชี้วัด 25 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยในด้านต่าง ๆ ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน สรุปผลเรียงลำดับจากค่าคะแนนสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้

1. ‘ดัชนีการเมืองไทย’ เดือนมีนาคม 2567 ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 5.10 คะแนน (เดือนกุมภาพันธ์ 2567 ได้ 5.16 คะแนน)

2. ประชาชนให้คะแนน 25 ตัวชี้วัด ‘ดัชนีการเมืองไทย’ โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้


3. นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ประชาชนคิดว่ามีบทบาทโดดเด่นในเดือนมีนาคม 67
>>นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล 
1.เศรษฐา ทวีสิน 53.22%
2.อนุทิน ชาญวีรกูล 28.30%
3.แพทองธาร ชินวัตร 18.48%

>>นักการเมืองฝ่ายค้าน      
1.พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ 59.32%
2.รังสิมันต์ โรม 20.91%
3.ศิริกัญญา ตันสกุล 19.77%

4. ผลงานของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ประชาชนชื่นชอบในเดือนมีนาคม 67
>>ผลงานฝ่ายรัฐบาล
1.สงกรานต์ 21 วัน ดัน Soft Power 47.51%
2.จับบ่อน ปราบมาเฟีย ผู้มีอิทธิพล 30.94%
3.ย้าย 2 บิ๊กตำรวจ 21.55%

>>ผลงานฝ่ายค้าน
1.อภิปรายงบประมาณ ปี 2567 48.36%
2.กระตุ้นเรื่องแก้ฝุ่น PM2.5 ดับไฟป่า 31.75%
3.ผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม 19.89%

5. ปัญหาที่ประชาชนอยากให้เร่งแก้ไข คือ

(1) ยาบ้า กัญชา ยาเสพติด 50.62%
(2) เศรษฐกิจ ปากท้อง ค่าครองชีพ 31.78%
(3) ฝุ่น PM2.5 มลพิษทางอากาศ 17.60%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัยสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ระบุว่า จากผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าดัชนีการเมืองไทยเดือนนี้ยังคงอยู่ในระดับปานกลาง คะแนนลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน สาเหตุหลักอาจมาจากปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจที่ประชาชนกังวล ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ได้คะแนนไม่ดีนัก 

นอกจากนี้ผลสำรวจชี้ว่าฝ่ายค้านยังคงครองใจประชาชน อาจเป็นเพราะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพของฝ่ายค้านในการทำงาน แต่ฝ่ายรัฐบาลเองก็เริ่มมีผลงานที่โดนใจประชาชนมากขึ้น ทั้งการผลักดัน Soft Power การจับบ่อน และแก้ปัญหาวงการตำรวจ

ด้าน ผศ.ดร.เบญจพร พึงไชย ผู้ช่วยคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า สำหรับการเมืองไทยในช่วงเดือนมีนาคมนี้ แม้จะมีประเด็นทางการเมืองเกิดขึ้นหลาย ๆ เหตุการณ์ อาทิ การทัศนาจรของอดีตนายกรัฐมนตรีไปยังที่ต่าง ๆ หรือประเด็นการอภิปรายของ สว. เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลเศรษฐา แต่ผลการสำรวจมีคะแนนลดลงเล็กน้อยในภาพรวมเดือนมีนาคม 5.10 คะแนน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ที่ได้ 5.16 คะแนน นั่นแสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่โฟกัสไปที่การแก้ไขปัญหาปากท้องว่ารัฐบาลจะทำได้จริงหรือไม่ ซึ่งคะแนนเดือนนี้อยู่ที่ 4.80 เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา คือ 4.78 คะแนน ซึ่งแทบไม่ต่างจากเดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังมีคะแนนลดลงจากเดิม 5.14 โดยในเดือนนี้ ได้เพียง 5.00 คะแนน ยิ่งชี้ชัดว่าการแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ยังไม่เห็นผล

ในทางตรงกันข้าม ผลงานของฝ่ายค้านกลับได้คะแนนเพิ่มขึ้นจาก 5.52 เป็น 5.56 คะแนน ซึ่งอาจมาจากความเห็นใจของประชาชนกรณีการยุบพรรค ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการที่จะให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นจะต้องแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ประชาชนอยากให้เร่งแก้ไขปัญหายาเสพติดมีคะแนนถึง ร้อยละ 50.62  อาจเป็นเพราะประเด็นข่าวหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเกิดขึ้นบ่อยครั้งในรอบเดือนที่ผ่านมา คงต้องจับตาดูกันว่าปัญหาในประเด็นนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปสำหรับเดือนหน้า

‘สุทิน’ วอน!! เลิกด้อยคุณค่าการเป็น ‘ทหาร’ ให้ข้อมูลผิดๆ ทำเด็กสับสน จนไม่อยากเป็น

(1 เม.ย. 67) ที่กองพันทหารสื่อสารที่ 1 เขตสาทร กทม. นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ตรวจเยี่ยมการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประจำปี 2567 โดยมีทหารกองเกินที่สมัครรายงานตัววันนี้ 85 คน ผ่อนผัน 38 คน หลีกเลี่ยง 1 คน อายุครบเกณฑ์ 21 ปี มี 15 คน ส่วนคนที่อายุ 22-29 ปี มี 26 คน คนขาดของปีที่แล้ว 5 คน และมีคนแจ้งสมัครใจ 1 คน ยอดความต้องการ กองทัพบก 4 นาย / กองทัพเรือ 4 นาย

โดยเมื่อนายสุทิน มาถึงได้ร่วมเคารพธงชาติกับทหาร และผู้ที่มารับการตรวจเลือก ในเวลา 7.20 น. ซึ่งมีการอัดเสียงการเคารพธงชาติเหมือนในเวลา 8.00 น. มาเปิดช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

นายสุทิน กล่าวกับผู้เข้ารับการตรวจเลือกฯ ตอนหนึ่ง ว่า เป็นโอกาสสำคัญของลูกผู้ชายไทย เนื่องจากบางประเทศไม่ได้จับสลากเพื่อเข้ารับการตรวจเลือก หลายประเทศต้องเป็นทหารทันทีเมื่ออายุถึงเกณฑ์ เช่นเกาหลีใต้ และบางประเทศแม้แต่ผู้หญิงก็ต้องเป็นทหาร เช่นอิสราเอล ในขณะที่ของประเทศไทย ผู้ชายก็ไม่จำเป็นต้องเป็นทหารทั้งหมด โดยใช้วิธีจับสลากจำนวนเท่าที่จำเป็น ดังนั้นการเป็นชายไทย มีโอกาส มีเสรีภาพที่สูงมาก แต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง เพราะมีความจำเป็นที่ต้องรักษาความมั่นคง

ทั้งนี้ ตนเข้าใจว่าหลายคนที่มารับการคัดเลือกมีความวิตกกังวลในหลายเรื่อง เช่น กลัวจับใบดำใบแดงแล้วต้องเป็นทหาร ต้องเสียโอกาส ไม่ได้เรียนต่อ หรือต้องออกจากงาน หรือชีวิตจะลำบาก ไม่มีคนดูแลพ่อแม่ บางคนก็กลัวครูฝึกจะฝึกแบบโหด แบบนอกลู่นอกรอย จึงขอแจ้งกับทุกคนว่า ในปีนี้รัฐบาลชุดใหม่ และตนซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้คำนึงถึงเรื่องนี้ จึงมีการปรับเปลี่ยนการคัดเลือกหลายอย่าง เพื่อไม่ให้ผู้ที่เข้ารับราชการเป็นทหาร ต้องเสียสิทธิ์ต่าง ๆ ไป ทั้งยังได้สิทธิ์เพิ่มขึ้น ใครเรียนอยู่แล้วจะได้เรียนต่อ โดยให้แจ้งความจำนงที่หน่วย เพราะกลาโหมได้เซ็น MOU กับกระทรวงศึกษาธิการไปแล้ว ซึ่งกระทรวงศึกษาฯ ยินดีจัดการศึกษาให้ถึงหน่วย และปรับเวลาให้เรียนหลังการฝึก ดังนั้นทุกวันนี้การศึกษาก็จะเรียนได้หลายระบบ และในทุกระดับ ยืนยันว่าไม่เสียสิทธิ์การเรียนแน่นอน นอกจากนี้ยังได้เรื่องของอาชีพ รวมถึงมีบริษัทเอกชนเปิดรับหลังจบเกณฑ์ทหาร 

นายสุทิน กล่าวอีกว่า ลูกผู้ชายต้องมีประสบการณ์ที่เบาบ้างเข้มบ้าง เบาอย่างเดียวก็จะอ่อนแอ ผู้ชายต้องเป็นมนุษย์หินบ้างในบางโอกาส เพราะฉะนั้นการฝึกทหารก็จะมีด่านที่ให้ทำให้แข็งแกร่ง เข้มแข็ง อดทน อึด บึก เพราะฉะนั้นระบบฝึกก็จะมีทั้งเข้มแข็ง เบาหนัก แต่ถ้านอกลู่นอกรอย บังคับขู่เข็ญทำร้าย มีน้อยมาก ส่วนที่เป็นข่าวคือมีคนจงใจ แต่ยอมรับบางส่วนอาจจะมีจริงบ้าง ซึ่งต่อไปนี้จะกวดขันอย่างเด็ดขาด กำชับไม่ให้มีการลงโทษนอกรูปแบบ แต่ให้เป็นไปตามระเบียบเท่านั้น ต่อไปจะมีศูนย์ออนไลน์ให้ร้องทุกข์ ใครถูกกลั่นแกล้ง ถูกลงโทษนอกระเบียบ ก็ให้ออนไลน์ร้องทุกข์ได้ ขอให้ไม่ต้องกังวล พร้อมยืนยันการตรวจเลือกโปร่งใสทุกขั้นตอน ใครเห็นกระบวนการที่ไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรม ให้เรียกร้องได้ทันที

นายสุทิน กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ในโอกาสที่วันนี้เป็นวันแรก ของการตรวจเลือกทหารกองเกิน จึงถือโอกาสมาดูความเรียบร้อย เพื่อให้ความมั่นใจกับเยาวชนและผู้ปกครอง วันนี้ก็ได้เห็นกระบวนการตรวจเลือกซึ่งมีทั้งพยานบุคคล ระบบ ระเบียบ และขั้นตอนที่ชัดเจน จึงขอให้ทุกคนสบายใจได้ว่า กระบวนการตรวจเลือกทหารไว้ใจได้ เชื่อถือได้ ซึ่งหลายคนคงได้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนขึ้น และน่าจะมีผู้สมัครใจมากขึ้นด้วย ส่วนเรื่องที่ยังคงห่วงใย คือความรู้สึกของเด็กที่ยังสับสนอยู่ เพราะว่าในขณะที่ตนพยายามชี้แจง ทำความเข้าใจ ถึงคุณค่าของการเป็นทหาร ก็ยังมีอีกฝ่าย หรือหลายฝ่ายที่พยายามด้อยคุณค่าของการเป็นทหาร ซึ่งข้อมูลมีทั้งกระแสบวกและกระแสลบ อาจทำให้เด็กสับสน 

“ผมขอร้องและขอฝากไปยังกระบวนการที่ทำให้เด็กไขว้เขว หรือพยายามทำให้เด็กไม่สมัคร ไม่อยากเป็นทหาร ตนมองว่าเป็นความคิดที่ไม่มีประโยชน์ต่อประเทศ ถึงแม้จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ก็ไม่ได้เป็นประโยชน์ในระยะยาว จึงอยากจะขอให้เบาลงหรือเลิกพฤติกรรมเหล่านี้” นายสุทิน กล่าว 

‘พราวฟ้า-เสี่ยโบ๊ท’ แจ้งข่าวเศร้า ‘ลูกน้อย’ ในท้องไม่อยู่แล้ว เผย เข้าใจโชคชะตา-พยายามยิ้มสู้ ท่ามกลางแฟนคลับแห่ส่งกำลังใจ

เมื่อวานนี้ (31 มี.ค.67) ‘พราวฟ้า’ การัญชิดา คุ้มสุวรรณ นักแสดงสาวชื่อดัง และ ‘เสี่ยโบ๊ท’ ณัฐเดช วชิรรัตนวงศ์ โปรโมเตอร์หนุ่มจากค่ายมวยเพชรยินดี โพสต์อินสตาแกรมแจ้งข่าวเศร้า สูญเสียสมาชิกตัวน้อยในท้อง หลังเพิ่งประกาศข่าวดีได้ไม่นาน

โดยก่อนหน้านี้ ‘พราวฟ้า’ ควง ‘เสี่ยโบ๊ท’ แจ้งข่าวดีแก่แฟน ๆ ว่ากำลังตั้งครรภ์ต้อนรับปีมังกรทองในโซเชียลมีเดียส่วนตัว อย่างไรก็ตามล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา จากข่าวดีดังกล่าวต้องกลายเป็นข่าวเศร้า

"ผ่านเวลามาพอสมควรที่จิตใจของพราวและพี่โบ๊ทเข้มแข็งพอที่จะบอกให้ทุกคนรับทราบว่า ลูกของเรา ไม่อยู่แล้วนะคะ" พราวฟ้า เริ่มกล่าว

"แน่นอนว่าเป็นเรื่องราว และช่วงเวลาที่ยากลำบากของเราสองคนมากที่สุด และพยายามยิ้มสู้กับโชคชะตาอย่างสุดความสามารถ ดังนั้นหากใครได้เดินผ่านเราสองคน ฝากส่งยิ้ม ให้กำลังใจเรานะคะ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่เห็นน้ำตาของใครอีก เราสองคนจะรักษาร่างกาย จิตใจ ให้เข้มแข็งมากขึ้นในเร็ววัน เพื่อที่จะมีข่าวดีอีกครั้งค่ะ"

"อย่างไรก็ตาม ขอบคุณจากใจจริง ถึงพี่ ๆ แม่ ๆ ที่ส่งความห่วงใยมาให้พราวทุกช่องทาง รวมถึงคำแนะนำต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่รับรู้ว่าพราวมีเบบี๋ หัวใจพราวฟูทุกครั้งที่ได้รับพลังงานดี ๆ เหล่านี้ค่ะ"

"สุดท้ายอยากบอกกับลูกว่า ขอบคุณที่ทำให้แม่มีความสุข ทุกครั้งที่แม่หายใจแล้วมีหนูอยู่ด้วย เป็นอะไรที่พิเศษมาก ๆ ขอบคุณ…ที่มอบบทเรียนให้แม่ ในช่วงเวลาที่ทุกข์ที่สุด แม่ได้เห็นถึงคนที่รักแม่จริง ๆ ครั้งหน้ากลับมา ไม่ต้องกลับไปเอาของเล่นแล้วนะครับ ขอให้ลูกสุขภาพแข็งแรง แม่อยากเห็นหน้าหนูเร็ว ๆ จัง รักลูกที่สุดครับ ดวงใจแม่" นักแสดงสาวชื่อดัง ทิ้งท้าย

หลังมีการประกาศข่าวเศร้าออกไปก็มีบุคคลในวงการบันเทิง วงการมวย รวมไปถึงแฟนคลับเข้ามาคอมเมนต์ส่งกำลังใจให้ทั้งสองคนผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้

รู้จัก ‘สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ฯ’ จอมพล เจ้าฟ้า อัจฉริยะนักดนตรี ต้นสำเนาตำนาน ‘โหมโรง’

ไม่แน่ใจว่าคุณจำภาพจากภาพยนตร์อนิเมชันเรื่อง ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ ตอนหนึ่งได้หรือไม่? ตอนที่พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น) นำกำลังบุกเข้าไปใน ‘วังบางขุนพรหม’ ก่อนเข้าควบคุมตัว ‘สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต’ ผู้รักษาพระนคร โดยที่พระองค์ไม่ทรงเชื่อสายตาว่าคนที่ทรงใกล้ชิดและทรงมีบุญคุณอย่างมากมาก่อน

แต่เรื่องที่จะเล่าไม่ใช่เรื่องในปี พ.ศ. 2475 แต่จะเป็นเรื่องราวทางการดนตรีที่เกิดขึ้นใน ‘วังบางขุนพรหม’ และพระอัจฉริยภาพทางดนตรีของ ‘สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต’ ซึ่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระอัจฉริยภาพทางการด้านการทหารเลยแม้แต่น้อย ซึ่งได้เรียบเรียงมาเล่าสู่กันฟังแบบนี้ 

เริ่มตั้งแต่เมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุได้ 8 พรรษา พระองค์ทรงเข้ารับการศึกษาตามแบบอย่างพระราชกุมารและพระราชกุมารีในสมัยนั้น โดยทรงศึกษาทั้งวิชาด้านภาษาทั้งไทยและอังกฤษ รวมไปถึงศิลปวิทยาในด้านต่าง ๆ เช่น การละคร การดนตรีไทย โดยเฉพาะดนตรีไทยพระองค์สามารถทรงซออู้ได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังทรงเครื่องดนตรีอื่น ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว 

จนเมื่อ ‘ทูลกระหม่อมบริพัตร’ เสด็จ ฯ ไปทรงศึกษาต่อวิชาการทหารที่ประเทศเยอรมนี นอกจากวิชาทหารพระองค์ยังได้ทรงศึกษาวิชาโปรดของพระองค์นั่นก็คือ ‘ดนตรี’ โดยได้ทรงศึกษาการเล่นเปียโน การประสานเสียง การประพันธ์เพลง การเป็นวาทยากรควบคุมวงดนตรีขนาดใหญ่ เรียกว่าผลการเรียนทั้งในส่วนที่เป็นทหารก็ยอดและในส่วนของการดนตรีก็เยี่ยม 

พระองค์ทรงเคยเล่าเรื่องเกี่ยวกับความชอบทางดนตรี ประทานแก่ ‘พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอินทุรัตนา’ พระธิดาฟังว่า “…ถ้าพ่อเลือกได้ พ่อจะเรียนดนตรีและภาษา และจะทำงานด้านดนตรีอย่างเดียว แต่พ่อเลือกไม่ได้ เพราะพ่อบังเกิดมามียศตำแหน่ง ต้องทำงานให้ประเทศชาติ ทูลหม่อม (รัชกาลที่ 5) สั่งให้พ่อไปเรียนวิชาทหารเพื่อกลับมาปรับปรุงกองทัพไทย พ่อก็ไปเรียนวิชาทหาร บางครั้งพ่อเบื่อบางวิชาที่ต้องเรียนจนทนไม่ไหว ต้องเก็บพ็อกเก็ตมันนี่เอาแอบไปเรียนดนตรี แอบไปเรียนเพราะพวกผู้ใหญ่สมัยนั้นเห็นว่าวิชาดนตรีไม่เหมาะกับชายชาติทหาร เมื่อได้เรียนดนตรีที่พ่อรักก็สบายใจ เกิดความอดทนที่จะเรียนและทำงานที่พ่อเบื่อ…”

มาในปี พ.ศ. 2442 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมจัดซื้อที่ดินพระราชทานแก่ ‘ทูลกระหม่อมบริพัตร’ เพื่อใช้สร้างวังที่ประทับ หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2444 ในขณะที่ยังทรงศึกษาอยู่พระองค์ได้ทรงให้สร้างวังในรูปแบบเรอเนซองส์ผสมผสานกับลวดลายศิลปะแบบนีโอ-บารอก โดยเริ่มก่อสร้างจากตำหนักหอจากไม้เป็นประเดิม จนกระทั่งพระองค์ทรงศึกษาจบและนิวัติกลับสยามในปี พ.ศ. 2446 ซึ่งที่ตำหนักหอแห่งนี้เองที่ทูลกระหม่อมได้เริ่มทรงดนตรีไทย ก่อนที่วังจะแล้วเสร็จทั้งหมดในปี พ.ศ. 2449 ซึ่งที่ประทับแห่งนี้ก็คือ ‘วังบางขุนพรหม’ อันโอ่อ่า โดยเป็นสถานที่จัดงานต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ใช้เป็นที่จัดงานสังสรรค์ของพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นสถานศึกษาซึ่งเรียกกันในสมัยนั้นว่า ‘บางขุนพรหมยูนิเวอร์ซิตี้’ หรือ ‘บางขุนพรหมคอลเลจ’ และอีกหนึ่งความสำคัญของวังแห่งนี้ก็คือ ‘คอนเสิร์ตฮอลล์’ ห้องบันทึกเสียงและศูนย์การประชันวงดนตรี 

ย้อนกลับในปีพ.ศ. 2446 ‘ทูลกระหม่อมบริพัตร’ ได้เริ่มทรงดนตรีไทยอย่างจริงจัง โดยทรงรวบรวมมหาดเล็กเรือนนอกที่สามารถเล่นดนตรีไทยได้มาก่อตั้งเป็นวงพิณพาทย์ไม้แข็งของวังบางขุนพรหม จากการเริ่มวงที่รวบรวมมหาดเล็กมาต่อเพลง ไม่ช้าก็กลายเป็นวงที่อุดมไปไปด้วยนักดนตรีไทยชั้นยอดแห่งยุคอย่างด้วยการจัดการวงจากหลวงกัลยาณมิตตาวาส (ทับ พาทยโกศล) และนำการบรรเลงโดยจางวางทั่ว พาทยโกศล นอกจากวงปี่พาทย์พระองค์ก็ยังทรงตั้งวงเครื่องสายที่ทรงบรรเลงร่วมกับพระญาติและผู้ใกล้ชิดอีกด้วย 

สำหรับยุคนั้น ‘วังบางขุนพรหม’ คือสถานที่สำคัญแห่งการประลองทางดนตรี โดยมีวงดัง ๆ นอกไปจาก วงปี่พาทย์วังบางขุนพรหมที่นำโดย ‘จางวางทั่ว พาทยโกศล’ ก็จะมีวงอย่างเช่น วงปี่พาทย์วังบูรพานำโดย ‘จางวางศร’ (หลวงประดิษฐ์ไพเราะ) วงสมเด็จพระบรมฯ (เมื่อครั้งที่ในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น ‘สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ’) นำโดย ‘นายโสม’ (พระเพลงไพเราะ) วงพระองค์เพ็ญ (กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม) นำโดย นายขลิบ ชำนิราชกิจ เป็นต้น ซึ่งบรรยากาศในการประชันก็จำลองมาอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง ‘โหมโรง’ ซึ่งท่านผู้อ่านลองไปหาชมกันได้ โดย ‘ทูลกระหม่อมบริพัตร’ ก็เป็นพระองค์แรกในการทดลองบันทึกเสียงทั้งการประชัน การบรรเลงต่าง ๆ ไว้ในแผ่นครั่ง ตั้งแต่ในครั้งกระนู้น ซึ่งถ้าวงใดได้มาบรรเลงหรือประชัน ณ วังบางขุนพรหมแม้จะไม่ชนะ แต่ก็มีชื่อเสียงกลับไปว่าได้มาแสดง ณ วังแห่งนี้แล้ว

จากดนตรีไทยมาสู่ดนตรีสากล จริง ๆ แล้วทูลกระหม่อมบริพัตรทรงเริ่มนิพนธ์เพลงไทยสากลก่อนเพลงไทยเดิม แม้ว่าพระองค์จะทรงตั้งวงปี่พาทย์ขึ้นก่อน เอ้า !!! ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ ? 

เรื่องของเรื่อง ‘กรมพระนครสวรรค์วรพินิต’ ในขณะที่ทรงเป็นผู้บัญชาการกรมทหารเรือ พระองค์ได้ทรงนิพนธ์ทำนองเพลงตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ของดนตรีสากล สำหรับบรรเลงด้วยแตรวงโดยเฉพาะขึ้นเป็นครั้งแรกในสยาม เพลงนั้นก็คือเพลง ‘วอลซ์ปลื้มจิต’ ซึ่งถือว่าเป็นเพลงไทยสากลเพลงแรกในประวัติศาสตร์การดนตรีของประเทศไทย โดยเพลงพระนิพนธ์ในชุดแรกที่เรียกว่าเพลงฝรั่งแท้ ๆ นอกจากวอลซ์ปลื้มจิตแล้วก็จะมีอีก 4 เพลงคือ เพลงวอลซ์ประชุมพล เพลงวอลซ์โนรี เพลงมณฑาทอง และ เพลงมาร์ชบริพัตร ทั้ง 5 เพลงนี้ ในปัจจุบันพบเพียงแค่ 4 เพลง เพลงที่หายไปก็คือ ‘เพลงวอลซ์โนรี’ ซึ่งเพลงวอลซ์โนรีนี้เป็นเพลงที่ทรงนิพนธ์ประทานให้แก่เจ้าหญิงโนรี แห่งประเทศสวีเดน เมื่อครั้งที่เจ้าหญิงโนรีเสด็จมาในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

จากเพลงแบบสากล พระองค์ยังทรงนำเพลงไทยแท้ ๆ  มาเรียบเรียงเสียงประสานแบบสากล จนกลายเป็นเพลงไทยทำนองฝรั่ง โดยเพลงที่เราคุ้นเคยก็คงเป็นเพลง ‘มหาฤกษ์ มหาชัย’ กับเพลงอื่น ๆ อาทิ เพลงสรรเสริญเสือป่า เพลงสาครลั่น และเพลงที่มีความลุ่มลึก คำนึง ถึงคนที่จากไปไกลอย่าง ‘เพลงพญาโศก’ ซึ่งนำไปบรรเลงโดยทั่วไป 

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงนิพนธ์เพลงไทยแท้ ๆ สำเนียงแบบไทย เรียบเรียงแบบไทยแต่เอามาเล่นในแตรวง โดยทรงทำไว้เป็นโน้ตรวมฉบับรวมทั้งวง (Score) ทั้งหมด 20 เพลง ตัวอย่างเช่น เพลงแขกมอญบางขุนพรหม (เพลงนี้เมื่อแรกเริ่มทรงนิพนธ์เป็นเพลงสำหรับวงโยธวาทิตก่อนแล้วจึงปรับปรุงเป็นทางพิณพาทย์ในเวลาต่อมา ชื่อบางขุนพรหมแต่พระองค์ทรงแต่งเพลงนี้ที่พระราชวังบ้านปืน จังหวัดเพชรบุรี ) เพลงเขมรพวงสามชั้น เพลงเขมรชมจันทร์ เพลงถอนสมอ เพลงบุหลันชกมวย ฯลฯ 

โดยทั้ง 20 เพลง ทูลกระหม่อมบริพัตรได้ได้ทรงประพันธ์ขึ้นใหม่ทั้งหมด ทรงทำทางเป็นเพลงสำหรับแตรวงหรือวงโยธวาทิต แต่ทรงยึดแนวเพลงของเก่าเป็นพื้น แล้วก็ดัดแปลง ตัดลงจากสามชั้นเป็นชั้นเดียวบ้าง แล้วก็ทรงประทานให้แตรวงทหารเรือหรือทหารบกได้นำไปบรรเลง นับเป็นพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีที่ไม่เหมือนใคร

นอกจากเพลงที่เล่นในแตรวงแล้ว กรมพระนครสวรรค์ยังทรงนิพนธ์เพลงไทยแท้ที่บรรเลงด้วยปี่พาทย์ โดยเพลงประเภทนี้ พระองค์ทรงนิพนธ์เป็นส่วนมาก เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงลี้ภัยการเมืองไปประทับที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยเพลงที่พระองค์ทรงนิพนธ์สำหรับวงปี่พาทย์นี้มีทั้งหมด 25 เพลง เช่น เพลงแขกมอญบางขุนพรหม เถา (ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงแรกในพระชนม์ชีพของพระองค์ โดยนอกจากเรียบเรียงเพื่อใช้กับแตรวงแล้ว ทางเพลงนี้ก็เป็นทางแบบไทยเดิมจึงสามารถเรียบเรียงเป็นแบบปี่พาทย์ได้อีกทาง) เพลงน้ำลอดใต้ทราย เพลงแขกสาย เถา เพลงโหมโรงประเสบัน เพลงเทวาประสิทธิ์ เถา ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเพลงที่คนดนตรีไทยคุ้นเคยกันดี 

ประเภทขับร้องหรือทางร้องซึ่งประเภทนี้แยกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือช่วงที่ทูลกระหม่อมทรงประทับที่วังบางขุนพรหม เมื่อพระองค์ทรงนิพนธ์เพลงเสร็จก็จะประทานให้หม่อมเจริญ พาทยโกศล ทำทางขับร้องถวาย ช่วงที่สองเมื่อเสด็จฯ ไปประทับอยู่ที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อพระองค์ทรงพระนิพนธ์เพลงใหม่ขึ้น พระองค์ทรงต่อทางร้องประทานให้คุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ โดยเวลาที่ทรงต่อทางร้องจะทรงใช้ซออู้สีนำ บางครั้งก็ทรงเปล่งพระสุรเสียงนำบ้าง 

ประเภทสุดท้ายคือเพลงเดี่ยว ตามที่ทราบพระองค์ทรงมีความชำนาญในการสีซอสามสายเป็นอย่างมาก จึงมีเพลงพระนิพนธ์ที่เป็นทางเดี่ยวสำหรับซอสามสายไว้มากกว่าทางเดี่ยวของเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ ส่วนเครื่องดนตรีตะวันตกนั้นมีแค่ทางเดี่ยวแตรคอร์เนทเพียงอย่างเดียว ซึ่งบทเพลงประเภทเพลงเดี่ยวนี้มีเพียง 4 เพลงเท่านั้น ได้แก่ ทางเดี่ยวซอสามสายเพลงบุหลันลอยเลื่อน ทางเดียวซอสามสายเพลงอาเฮีย ทางเดี่ยวซอสามสายเพลงสารถี 3 ชั้น และทางเดี่ยวแตรคอร์เนทเพลงสารถี 3 ชั้น

สมเด็จเจ้าพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และสมาชิกในราชสกุลบริพัตร ทรงมีเวลาเตรียมพระองค์ไม่ถึง 12 ชั่วโมง หลังจากเช้าแห่งวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 พระองค์ต้องทิ้งวังและปล่อยให้ข้าราชบริพารร่วม 400 ชีวิตดูแลตัวเอง โดยทรงมีเงินส่วนพระองค์ติดไปเพียง 9,000 บาท โดยคณะผู้ก่อการได้จัดขบวนรถถังและรถหุ้มเกราะห้อมล้อมรถ นำเสด็จฯ จากวังบางขุนพรหมไปยังสถานีหัวลำโพง บนรถไฟที่ประทับยังมีตำรวจอีกสองกองร้อย ตามเสด็จไปควบคุมพระองค์จนถึงชายแดนไทยจนออกจากประเทศไทยไปยังปีนัง ก่อนจะเสด็จฯ ไปประทับเป็นการถาวรที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยพระองค์ทรงประทับอยู่ต่างแดนร่วม 12 ปี ก่อนที่พระองค์ทรงประชวรด้วยโรคพระวักกะ (โรคไต) และพระหทัย (โรคหัวใจ) และได้สิ้นพระชนม์ในวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2487 โดยพระศพของพระองค์ได้อัญเชิญกลับมาประเทศไทยในอีก 4 ปีหลังจากวันสิ้นพระชนม์ ก่อนจะมีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพทูลกระหม่อมบริพัตร ในวันที่ 10 เมษายน พ.ศ.2493 ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง

นี่คือเรื่องราวทางดนตรีและพระอัจฉริยภาพของ ‘พระบิดาแห่งเพลงไทยสากล’ จอมพล จอมพลเรือ ‘สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต’

‘กัมพูชา’ เตรียมเสนอ ‘สงกรานต์กัมพูชา’ เป็นมรดกโลก หวัง!! ‘วัฒนธรรมของบรรพบุรุษ’ ได้การยอมรับในระดับสากล

หลังจากที่ ‘ประเพณีสงกรานต์ของไทย’ มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกมายาวนาน จนในปี 2566 ที่ผ่านมา ‘ยูเนสโก’ ประกาศขึ้นทะเบียน ‘สงกรานต์ไทย’ ให้เป็นมรดกโลกวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ในรายการบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

ล่าสุดประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ‘กัมพูชา’ ก็เตรียมเสนอ ‘สงกรานต์กัมพูชา’ หวังเป็นมรดกโลกเช่นกัน

โดยเมื่อวานนี้ (31 มี.ค. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ประกาศแผนเสนอรายชื่อทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ 7 รายการ และทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ 3 รายการ เพื่อขึ้นบัญชีรายชื่อมรดกโลกของยูเนสโก (UNESCO)

สถานที่ 7 แห่งที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ ได้แก่ อดีตเรือนจำเอ็ม-13 (M-13)/พิพิธภัณฑ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตวลสเลง/ศูนย์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เจืองแอ็ก วัดบันทายฉมาร์ สถานที่ตั้งของอังกอร์เบอเรยและพนมฎา โบราณสถานภูเขาพนมอูดง ปราสาทพระขรรค์กำปงสวาย วัดเบ็งเมเลีย และอุทยานเทือกเขาพนมกุเลน

ส่วนทรัพย์สินอีก 3 รายการที่วางแผนยื่นเสนอเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ได้แก่ สงกรานต์กัมพูชา กรอมา (Krama) ผ้าพันคอที่ทอแบบดั้งเดิม และประเพณีการแต่งงานแบบเขมร

“เราจะเสนอรายชื่อเหล่านี้เป็นมรดกโลกของยูเนสโก เพื่อให้ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษของเราได้รับการยอมรับและอนุรักษ์ในระดับสากล” ฮุนมาเนตกล่าว พร้อมเสริมว่าปกติแล้วการขึ้นทะเบียนจะใช้เวลาเกือบสองปี และแต่ละประเทศสามารถยื่นเสนอรายชื่อเป็นมรดกโลกของยูเนสโกได้ปีละ 1 รายการเท่านั้น

กัมพูชาจะยื่นเอกสารเพื่อขึ้นทะเบียนสงกรานต์กัมพูชาลงในรายการมรดกที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกในปี 2025 และคาดว่าจะได้รับการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในปี 2026

สงกรานต์เป็นคำภาษาสันสกฤตที่ใช้เรียกวันปีใหม่ตามปฏิทินทางพุทธศาสนา ซึ่งเทศกาลนี้มีการเฉลิมฉลองในหลายประเทศที่นับถือพุทธศาสนาในเอเชีย อาทิ กัมพูชา ไทย ลาว และเมียนมา

‘โซเชียลมาเลฯ’ ถาม!! ‘เหตุใด? น้ำมันในไทยแพง แต่อาหารถูก’ ตอบ!! เพราะไทยทำเกษตร-ผลิตอาหารเอง-ต้นทุนขนส่งทางถนนต่ำ

(1 เม.ย. 67) เพจ ‘World Forum ข่าวสารต่างประเทศ’ โพสต์ข้อความเรื่อง ‘ไวรัสในมาเลเซีย เกี่ยวกับค่าน้ำมันและอาหารในประเทศไทย’ โดยระบุว่า…

“ไวรัล ในมาเลเซีย 🇲🇾

**คำถาม ราคาน้ำมันในประเทศไทย ‘แพง’ แต่ทำไม อาหารถึง ‘ถูก’.......? อธิบายหน่อย

✍️จากความเห็นส่วนใหญ่ 

1.ประเทศไทย ประสบผลสำเร็จเรื่องการเกษตร ผู้ส่งออกอาหาร และวัตถุดิบ มาเลเซียต้องนำเข้า แม้แต่อาหารสัตว์ **ไทยมีพื้นที่ลุ่ม ปลูกอาหารได้ทั้งปี

2.มาเลเซีย แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ผู้ผลิต +ต้นทุนการขนส่งไปอีกฝั่ง 

3.มาเลเซีย เสียค่าผ่านทางถนน - ไทยฟรี เมื่อคำนวนระยะจ่ายแล้วไม่ต่างกันเท่าไหร่ 

4.ในช่วงปี 2000 มาเลเซีย มุ่งเน้นไปที่ อุตสาหกรรมไฮเทค จนลืมสานต่ออุตสาหกรรมการเกษตร  ทำให้ภาคผลิตการเกษตรลดลงอย่างมาก

✍️#คุณมีความเห็นอย่างไร”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top