Wednesday, 15 July 2026
TheStatesTimes

‘ศาลรธน.’ ชี้!! การกระทำผิดต่อสถาบัน ถือเป็นการทำผิดต่อความมั่นคงของประเทศ

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 67 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัย กรณี ‘นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ และ ‘พรรคก้าวไกล’ เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายหาเสียง เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมสั่ง ‘ยุติการกระทำ’ บางช่วงบางตอนในการวินิจฉัยระบุว่า…

“การที่พรรคก้าวไกล เสนอให้ย้ายมาตรา 112 ออกจากความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐนั้น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 2 พระมหากษัตริย์ กับประเทศไทย ดำรงอยู่คู่เป็นเนื้อเดียวกัน หากผู้ใดกระทำความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงถือเป็นการกระทำความผิดต่อความมั่นคงของประเทศด้วย"

‘ค่าย UMG’ สั่งถอนเพลงออกจาก ‘TikTok’ แล้ว หลังไม่สามารถตกลงเรื่องค่าตอบแทนกันได้

(2 ก.พ.67) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เพลงของเทย์เลอร์ สวิฟต์, อารีอานา กรานเด, จัสติน บีเบอร์, เดอะบีทเทิลส์ และศิลปินอื่นๆ อีกจำนวนมาก จะไม่ปรากฏให้ได้ยินกันในติ๊กต็อกอีกต่อไป หลังจากที่ติ๊กต็อก กับ ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค กรุ๊ป หรือยูเอ็มจี (UMG) ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ ที่มีเพลง 1 ใน 3 ของโลกอยู่ในมือ ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในเรื่องค่าตอบแทนได้

ข่าวระบุว่า เพลงของยูเอ็มจีทั้งหมดได้ถูกถอดออกจากคลังเพลงของติ๊กต็อก ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ และวิดีโอที่มีเพลงของยูเอ็มจีทั้งหมด จะถูกปิดเสียงเอาไว้

ทั้งนี้ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (licensing agreement) ระหว่างยูเอ็มจี กับติ๊กต็อก ได้หมดไปเมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา

รายงานแจ้งว่า หลังการเจรจาเพื่อต่อสัญญาพังลงระหว่างสองบริษัท เมื่อวันที่ 30 มกราคม ทางยูเอ็มจี ได้กล่าวหาติ๊กต็อกว่า พยายามที่จะสร้างธุรกิจเกี่ยวกับเพลง โดยไม่ยอมจ่ายค่าตอบแทนที่ยุติธรรมให้กับเพลง

ยูเอ็มจี ระบุด้วยว่า หนึ่งในประเด็นของการเจรจา คือเรื่องของการจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมใหักับศิลปิน และนักเขียนเพลง รวมถึงเรื่องความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ของผู้ใช้ และการปกป้องศิลปินจากอันตรายที่เกิดจากปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)

ด้านติ๊กต็อก ซึ่งเป็นของบริษัท ไบท์แดนซ์ จากจีน ได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าและน่าผิดหวัง ที่ยูเอ็มจี ได้เอาความโลภของตัวเองอยู่เหนือผลประโยชน์ของศิลปินในบริษัท

ทั้งนี้ แม้ว่าติ๊กต็อกจะมีผู้ใช้งานจำนวนมากคือกว่า 1,000 ล้านบัญชี แต่ก็สร้างรายได้ให้ยูเอ็มจีได้แค่ราว 1 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดของยูเอ็มจี

‘เศรษฐา’ ฟิต!! เตรียมยกหูถึง ‘นายกฯ กัมพูชา’ ลุยหารือแก้ฝุ่น PM 2.5 หลังพัดเข้าไทย

(2 ก.พ. 67) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาลตามปกติแล้ว หลังจากได้ลาป่วยตามคำแนะนำของแพทย์ จากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เป็นเวลา 2 วัน โดยระหว่างเลี้ยวรถเข้าทำเนียบรัฐบาล หน้าบริเวณประตู 1 นายกรัฐมนตรี ได้ให้ขบวนรถจอด พร้อมกับลงมา ทักทายสื่อมวลชน โดยก่อนลงจากรถนายกรัฐมนตรี ได้สวมหน้ากากอนามัย ซึ่งพบว่ายังมี สีหน้าที่อิดโรย แววตาฉ่ำจากพิษไข้ พร้อมกล่าวทักทายสวัสดีสื่อมวลชน

ผู้สื่อข่าวถามว่าหายดีแล้วใช่หรือไม่นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตอนนี้พ้นระยะติดเชื้อแล้ว แต่ขอใส่แมสไว้หน่อยก็แล้วกัน เดี๋ยวเขาจะว่าเอา ไม่มีไข้ไม่มีอะไรแล้ว วันนี้ได้มาทำงานตามปกติ 

เมื่อถามว่ายังสามารถเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศศรีลังกา ระหว่างวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์นี้ ได้ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โอ๊ย สบายมากไม่มีปัญหาครับ วันนี้ก็มีนัดแน่นเอี้ยด โดยเวลา 09.30 น. ทางผู้บริหารธนาคารกรุงเทพจะพาธนาคารจีนมา และยังจะมีประชุมอีกทั้งวัน นอกจากนี้นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็จะมาพูดคุย และรายงานเรื่องการท่องเที่ยวที่ได้ไปประชุมมา ที่จะรวบรวม 4-5 ประเทศ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลาง

"ไม่ต้องห่วงครับสบายมากครับ เมื่อวานนี้ผมยังได้สั่งการไปหลายเรื่อง ซึ่งวันนี้เป็นห่วงเรื่องฝุ่น PM 2.5 ที่มาจากทางกัมพูชา โดยอีกสักครู่จะโทรศัพท์คุยกับพล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา อีกรอบ เพราะเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะดูจากแผนภาพความร้อน heatMap ของไทยมีน้อยมาก แต่ heat Mat อยู่ที่กัมพูชา เพราะลมพัดจากตะวันออกมาตะวันตก" นายเศรษฐา กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า เดี๋ยวจะกำชับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาประเทศไทย ในสัปดาห์หน้าเพราะเป็นช่วงไฮซีซั่น พอดี อีกทั้งจะกำชับไปทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในเรื่องของระบบจะต้องไม่ล่มเนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมา ล่มไปอีกรอบ แต่ก็แก้ได้เร็ว ก็ต้องไปดูว่า Back up System ระบบสำรองข้อมูล และเรื่องต่างๆ อีกมาก ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกัน

"ไม่ต้องห่วงครับ ไม่มีอะไรเดี๋ยวเจอกัน ซึ่งภารกิจวันนี้น่าเสียดายในตอนเย็นเดิมมีนัดเตะฟุตบอล กับท่านทูต ที่สนาม Polo Football park แต่ผมก็จะไปเฉยๆ คงไปยืนดูนิดๆ ก็พอครับ ความจริงอยากลงเตะเหมือนกัน" นายเศรษฐา กล่าว

เปิดรับสมัครแล้ว!! หลักสูตร DAD NIDA รุ่นที่ 9 ‘เสริมทักษะ-ความรู้’ สร้างผู้นำยุคดิจิทัลรุ่นใหม่

ยุคนี้ใครไม่พัฒนาตัวเองให้ตามทันโลกดิจิทัลลำบากแน่นอน ถึงเวลาพัฒนาตัวเองเป็นผู้นำในยุคดิจิทัลแล้ว กับหลักสูตรแห่งปี DAD NIDA รุ่นที่ 9 !!! 

ปัจจุบันเราอยู่ในยุคดิจิทัลซึ่งเป็นยุคที่โลกการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีสามารถเข้ามาทดแทนการทำงานของมนุษย์ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงต้อง Upskills และ Reskills ตัวเอง ทั้ง Hard Skills และ Soft Skills อยู่ตลอดเวลา 

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อโลกของธุรกิจและการบริหารประเทศ ทำให้องค์กรทั้งหลายต้องปรับตัว การทำ Digital Transformation จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดของธุรกิจ องค์กรที่ปรับตัวทันกับการเปลี่ยนแปลงจึงจะอยู่รอด 

สิ่งสำคัญเลยคือองค์กรนั้นต้องมีผู้นำในยุคดิจิทัลที่มีองค์ความรู้รอบด้าน มีทักษะและทัศนคติที่สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัล จึงสามารถขับเคลื่อนองค์กรให้อยู่รอด รวมถึงแสวงหาโอกาสจากโลกยุคดิจิทัลได้

หลักสูตร DAD (Development Administrator in Digital Era) หรือ หลักสูตรนักบริหารการพัฒนาในยุคดิจิทัลจึงออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการพัฒนาตัวเองเป็นผู้นำยุคดิจิทัล โดยหลักสูตร DAD เป็นหลักสูตรสร้างผู้นำในยุคดิจิทัล สำหรับผู้บริหารรุ่นใหม่ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องการเพิ่มพูนความรู้ มุมมองใหม่ ๆ ทักษะสำคัญในยุคดิจิทัล รวมถึงความสามารถเชิงพฤติกรรม ผ่านการถ่ายทอดจากกูรูชั้นนำระดับประเทศ กิจกรรม Workshop ต่าง ๆ และกิจกรรม Boot camp ที่จะได้นำความรู้จากกลุ่มวิชาต่าง ๆ มาลงมือปฏิบัติงานจริง ตลอดจนกิจกรรมที่ช่วยสร้างเครือข่ายผู้นำต่อไปในอนาคต เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารและพัฒนาองค์กรในยุคดิจิทัลต่อไป

หลักสูตร DAD NIDA รุ่นที่ 9 นี้มาในธีมของ The Next Generation ตอกย้ำความเป็นหลักสูตรที่สร้างผู้นำยุคดิจิทัลรุ่นใหม่ และเครือข่ายคุณภาพออกไปพัฒนาองค์กร และประเทศ 

และพิเศษไปกว่านั้นคือมีการเน้นเนื้อหาเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้ผู้เรียนพร้อมรับโอกาสและความท้าทายในปี 2024 และอนาคต

โดย Highlight ของหลักสูตร DAD NIDA นั้นคือผู้เรียนจะได้ทั้ง

-ความรู้และประสบการณ์ที่อัดแน่น อัปเดต สอดรับกับโลกยุคดิจิทัล ที่ถ่ายทอดจากผู้เชี่ยวชาญในวงการชั้นนำระดับประเทศ

- คอนเนคชันดี ๆ จากหลากหลายวงการ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน

-ความรู้ไปใช้ต่อยอดกับองค์กรเพื่อทำ Digital Transformation

-ได้นำความรู้ไปลงมือปฏิบัติจริง ผ่านกิจกรรม Bootcamp และ Skill-Based Workshop 

-พร้อมรับ Certificate อีก 1 ใบ จากการเข้าร่วม Connected Strategy Workshop จากความร่วมมือระหว่างDAD NIDA และ College of Innovation, Thammasat University (CITU)

เรียกได้ว่าเป็นหลักสูตรที่ครบรสได้ทั้งความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และคอนเนคชันแน่น ๆ เป็นหลักสูตรที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง ในปี 2567 นี้

สมัครด่วน รับจำนวนจำกัด!! ตั้งแต่วันนี้ ถึง 28 มีนาคม 2567  https://shorturl.at/vzBY0

โดยกำหนดจะมีการอบรมตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม ถึง 24 สิงหาคม 2567 เรียนเฉพาะวันเสาร์ 13.00 - 17.30 น. 

สามารถดูรายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติมได้ที่ www.dadnida.com
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line : @dadnida (มี@) หรือโทร : 092-728-6722

ยังมีกิจกรรมอีกมากมายภายในหลักสูตรให้ได้ติดตามกัน ท่านที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมหลักสูตรได้ผ่านช่องทางเว็บไซต์ www.dadnida.com และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของ DAD NIDA

‘ศาลรธน.’ ชี้ การเสนอย้าย ม.112 ออกจากความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ ถือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 67 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัย กรณี ‘นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ และ ‘พรรคก้าวไกล’ เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายหาเสียง เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมสั่ง ‘ยุติการกระทำ’ บางช่วงบางตอนในการวินิจฉัยระบุว่า…

“การที่นายพิธา และพรรคก้าวไกล เสนอให้ย้ายมาตรา 112 ออกจากความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ ถือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ และเป็นความผิดที่ร้ายแรงในระดับเดียวกันกับลักษณะอื่น”

‘เจ้าของเพจดัง’ แจ้งข่าวเศร้า 'กลูต้า' กลับดาวหมาแล้ว พร้อมเตรียมขึ้นเตาเผาวันนี้ 2 ทุ่ม ที่วัดกระทุ่มเสือปลา

(2 ก.พ. 67) เจ้าของเพจ 'Gluta Story' คุณยอร์ช สรศาสตร์ วิเศษสินธุ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Sorasart Wisetsin’ แจ้งข่าวเศร้าให้แก่แฟนคลับของหมาหลงเซเลปสุดโด่งดัง ระบุข้อความว่า…

"กลูต้า ไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์แล้วนะครับ ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่รักกลูต้ามาเสมอนะครับหัวใจพวกเราแตกสลาย แต่กำลังตั้งสติกันอยู่ครับ พี่คนไหนสะดวกอยากมาส่งพี่ต้าวันนี้ที่เตาเผาสัตว์ Petfuneral สาขาวัดกระทุ่มเสือปลา เวลา 2 ทุ่มนะครับ"

เตือนภัย!! เจ้าของธุรกิจโรงแรม - ลูกค้า มิจฉาชีพแฮกระบบจองออนไลน์ระบาดหนัก

 

ธุรกิจโรงแรม ผวา!! หลังพบกลโกงมิจฉาชีพรูปแบบใหม่ ใช้วิธีแฮกข้อมูลจากเว็บจองห้องพักชื่อดัง โดยแอบนำข้อมูลการจองของลูกค้าตีเนียนขอเงินคืน ชี้ เริ่มระบาดถึงประเทศไทย เตือน!! เจ้าของโรงแรมตรวจสอบข้อมูลให้ดี ก่อนตกเป็นเหยื่อ

(2 ก.พ. 67) หลังจากมีรายงานข่าวว่า แพลตฟอร์มจองห้องพักโรงแรมออนไลน์ (Travel Agent) รายใหญ่ของโลกถูกเจาะระบบในต่างประเทศ และนำข้อมูลการจองของลูกค้าไปใช้ ทำให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก

ล่าสุด กลุ่มมิจฉาชีพ ได้เริ่มเข้ามาเล่นงานธุรกิจโรงแรม และลูกค้าโรงแรมในประเทศไทยแล้ว โดยนักธุรกิจเจ้าของโรงแรมย่านสุขุมวิทรายหนึ่ง ได้ให้ข้อมูลว่า ในช่วงนี้หลาย ๆ โรงแรมในไทยจะได้รับสแปมเมล์ ที่เป็นชื่อของเอเจ้นท์จองห้องพักรายใหญ่รายหนึ่ง ส่งเข้ามาจำนวนมาก โดยรูปแบบจะเปลี่ยนเนื้อหาหลอกล่อ (Scam) ไปเรื่อย ๆ และทุกครั้งอีเมล์จะแนบ link ให้กดเข้าดู ทั้งนี้ หากเผลอกดเข้าไปดู ทางแฮกเกอร์ หรือ มิจฉาชีพ ก็จะได้ข้อมูลการจองของลูกค้าและโรงแรมไป

หลังจากนั้น จะมีการนำข้อมูลการจองของลูกค้าทำการยกเลิกการจอง และให้คืนเงินค่าจอง ซึ่งรูปแบบนี้จะใช้ได้กับการจองที่ยังไม่ต้องจ่ายเงิน แต่ต้องวางวงเงินในบัตรเครดิตไว้ก่อน แน่นอนว่า หากเจ้าของธุรกิจโรงแรม หรือ พนักงานไม่ตรวจสอบให้ละเอียด ก็อาจจะเกิดความเสียหายได้

นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบการให้คลิก link ที่แนบมา ซึ่งหน้าตาเหมือนกับ link เอเจ้นท์ จากนั้นให้กรอกพาสเวิร์ดเข้าระบบ หลังจากได้พาสเวิร์ดเข้าระบบแล้ว ทางมิจฉาชีพจะส่งข้อความไปหาลูกค้าที่ทำการจองห้องพักให้โอนเงิน หรือ อาจจะมาในรูปแบบการร้องเรียน (Complaint) ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เข้าพักจริง และแนบ link ที่เป็น Scam เพื่อหลอกให้กดเข้าไปดูเพื่อเอาข้อมูลลูกค้า เรียกได้ว่า มีสารพัดกลโกงหลากหลายรูปแบบที่นำมาใช้ล่อลวง

ขณะที่ในฝั่งของลูกค้า ยังมีอีกรูปแบบหนึ่งที่น่ากลัวอย่างมาก คือ แฮกระบบ Extranet ของเอเจ้นท์ แล้วส่งข้อความปลอมจากโรงแรมให้ลูกค้าที่จองห้องพัก โดยแนบ link มาให้กด แล้วให้เข้าไปกรอกข้อมูลบัตรเครดิตการ์ดใหม่ ซึ่งลูกค้าบางคนกลัวว่าจะโดนยกเลิกห้องพัก และไม่ทันระวังตัวตรวจสอบรายละเอียดให้ดี ก็อาจจะตกเป็นเหยื่อกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทางเจ้าของธุรกิจโรงแรมหลายแห่ง ได้รวมตัวกันและส่งเรื่องไปยังเอเจ้นท์รายดังกล่าว เพื่อให้หาทางป้องกันไม่ให้เกิดช่องโหว่ให้มิจฉาชีพเจาะระบบและนำข้อมูลไปใช้ แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด โดยตัวแทนของเอเจ้นท์ได้ยืนยันว่าระบบมีความปลอดภัยแล้ว

นักธุรกิจเจ้าโรงแรม คนดังกล่าว ยังฝากเตือน เจ้าของธุรกิจโรงแรม พนักงาน และลูกค้า หากเจออีเมล์ที่ไม่น่าเชื่อถือ เป็นชื่อแปลกคล้าย ๆ กับอีเมล์ของเอเจ้นท์ที่รับจองห้อง และมี link ให้กด หรือ ให้ตรวจสอบบัตรเครดิต กรอกข้อมูลต่าง ๆ อย่าเพิ่งหลงเชื่อ ให้ตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียด เพราะอาจเป็นมิจฉาชีพก็ได้

‘กมธ.อุตฯ’ ชี้!! เหตุโรงงานพลุระเบิดสุพรรณบุรี ร่อนหนังสือด่วนถึง ‘มท.1’ ช่วยคุมเข้มล้อมคอก

‘อัครเดช-กมธ.อุตสาหกรรม’ ส่งหนังสือด่วนถึง มท.1 หลังพบปัจจัยเสี่ยงเหตุโรงงานพลุระเบิดสุพรรณบุรี ย้ำมาตรการล้อมคอก เพื่อป้องเหตุระเบิดซ้ำซาก

(2 ก.พ.67) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้ลงนามในหนังสือส่งถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ เกี่ยวกับโรงงานผลิตพลุระเบิดที่จังหวัดสุพรรณบุรี ถือเป็นข้อสังเกตที่สำคัญภายหลังจากเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากหลายฝ่าย มาให้ข้อมูลกับกรรมาธิการฯ ประกอบด้วย ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กรมโรงงานอุตสาหกรรม เจ้ากรมอุตสาหกรรมทหาร กรมคุ้มครองแรงงานและสวัสดิการสังคม และกรมการปกครอง จนกลายมาเป็นข้อสังเกตที่สำคัญของที่ประชุม

นายอัครเดช กล่าวว่า ข้อสังเกตของกรรมาธิการฯ เห็นว่า สาเหตุที่สำคัญ ทำให้โรงงานผลิตพลุระเบิด คือ การตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบที่ฝ่ายปกครองเชิญมาร่วม เพื่อไปตรวจสอบโรงงานผลิตพลุ โดยกรรมการชุดนี้ไม่ได้ไปตรวจในวันที่มีการผลิต แต่ไปตรวจในวันหยุดการผลิต ทำให้คนงานไม่มีการผลิตพลุ จึงไม่เห็นกระบวนการผลิต

ดังนั้นจากการไปตรวจโรงงานในวันที่หยุดทำการผลิต ทำให้การตรวจสอบไม่สมบูรณ์ ไม่เห็นกระบวนการผลิตที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ หรือการกระทำที่เป็นอันตรายได้ระหว่างที่การผลิต เช่น การลากถู การกระแทกวัตถุระเบิด หรือตัวพลุ เป็นต้น ซึ่งอาจเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้

“กระบวนการผลิตพลุ ถ้ามีการกระแทก มีการลากถูกับพลุที่ทำเสร็จแล้ว หรือแม้แต่วัสดุที่ใช้ในการผลิตก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ ถ้าเราไม่เห็นกระบวนการผลิต เราก็ไม่รู้ว่ามีข้อควรระวังอะไรบ้าง ดังนั้นการระเบิดของพลุที่จังหวัดสุพรรณบุรี อาจจะเกิดจากลากวัตถุดิบ หรือพลุที่ผลิตเสร็จแล้วเกิดการกระแทกก็เป็นได้ จึงเกิดความสูญเสียขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในที่ประชุม มีความเห็นตรงกันว่า สิ่งสำคัญของโรงงานผลิตพลุ คือ การกองเก็บ กระบวนการผลิตและการจัดการกากของเสียจากโรงงานผลิตพลุ” นายอัครเดช กล่าว

ประธานกมธ.อุตสาหกรรม กล่าวย้ำว่า ได้ส่งข้อสังเกตนี้ถึง รมว.มหาดไทยแล้ว เพื่อให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาสั่งการถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อให้แก้ไขปรับปรุงการตรวจสอบการผลิตพลุในครั้งต่อไปในโรงงานผลิตพลุทั่วประเทศมีความสมบูรณ์ รอบคอบ รัดกุมมากกว่าเดิม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้ายซ้ำขึ้นมาอีก 

‘รมว.ปุ้ย’ รับมอบอุปกรณ์ซ่อมบ้านจาก SCG มูลค่า 1 ลบ. เร่งนำส่ง ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 3 จังหวัดภาคใต้

(2 ก.พ. 67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท เอสซีจี (SCG) นำโดยนายวิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจ เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิ่ง และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น และนายสุรชัย นิ่มละออ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรันโซลูชั่น และคณะ ได้มอบวัสดุอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน ผ่าน ‘โครงการอุตสาหกรรมรวมใจช่วยพี่น้องชาวไทย’ ของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อนำไปช่วยเหลือ เยียวยา ลดภาระ และแสดงความห่วงใย พร้อมส่งกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยใน 3 จังหวัดภาคใต้คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ให้ก้าวข้ามช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้อย่างเร็วที่สุด 

นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยให้การช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการและประชาชน ผ่านโครงการ ‘อุตสาหกรรมรวมใจช่วยพี่น้องชาวไทย’ มาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดทุกภูมิภาคจัดหามาตรการความช่วยเหลือให้อย่างรวดเร็ว พร้อมส่งมอบ ‘ถุงยิ้มพิมพ์ใจ MIND ไม่ทิ้งกัน’ ซึ่งเป็นถุงยังชีพที่หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ร่วมมือร่วมใจกันจัดทำขึ้น เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยในการก้าวข้ามช่วงเวลาที่ยากลำบาก 

“ในครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออันดีจากเอสซีจี ในการร่วมส่งมอบอุปกรณ์ก่อสร้างสำหรับซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย อาทิ ปูน กระเบื้อง ซึ่งเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประสบภัย การสนับสนุนครั้งนี้เป็นการเยียวยาความเดือดร้อนอย่างตรงจุด และเป็นประโยชน์แก่ผู้รับมอบอย่างยิ่ง ต้องขอขอบคุณทางเอสซีจีและภาคเอกชนต่าง ๆ ที่ให้ความร่วมมือและร่วมส่งกำลังใจประชาชนเป็นอย่างดีเสมอ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรม จะนำส่งสิ่งของให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบต่อไป” รมว.อุตสาหกรรม กล่าว 

นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวด้วยว่า สำหรับวัสดุอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านที่เอสซีจีร่วมบริจาค มีดังนี้ ปูนซีเมนต์ ตราเสือ 4,000 ถุง ปูนซีเมนต์ ปอร์ตแลนด์ 1,000 ถุง กระเบื้องปูพื้น 5,500 แผ่น โดยมูลค่ารวมของวัสดุอุปกรณ์ที่ทางเอสซีจี นำมามอบให้ในครั้งนี้ มูลค่ารวมทั้งสิ้นจำนวน 1 ล้านบาท โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งดำเนินการนำวัสดุอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านดังกล่าว ไปมอบให้กับผู้ประสบภัยอุทกภัยในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส โดยเร็วที่สุด

หนึ่งในคำวินิจฉัยจาก ‘ศาล รธน.’ กรณีพรรคก้าวไกลเสนอแก้ ม.112 ถือเป็นการล้มล้างการปกครอง

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 67 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัย กรณี ‘นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ และ ‘พรรคก้าวไกล’ เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายหาเสียง เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมสั่ง ‘ยุติการกระทำ’ บางช่วงบางตอนในการวินิจฉัยระบุว่า…

“การเสนอให้ความผิด ม.112 ยอมความได้ มาตรา 139/1 และ วรรคสอง ให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์และเป็นผู้เสียหาย ถือเป็นความมุ่งหมายให้การกระทำ ม.112 เป็นการลดสถานะ และไม่ให้ความคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ จนกลายเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชนโดยตรง”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top