Wednesday, 15 July 2026
TheStatesTimes

'นิวรัลลิงก์' ฝังชิปในสมองของมนุษย์คนแรก ด้าน 'อีลอน' ฟุ้ง!! การทดสอบเป็นที่น่าพอใจ

(30 ม.ค.67) บริษัทนิวรัลลิงก์ (Neuralink) บริษัทด้านการพัฒนาเทคโนโลยีระบบประสาทของสหรัฐ ที่ก่อตั้งโดยอีลอน มัสก์ เปิดเผยว่า นิวรัลลิงก์ ได้ทำการปลูกถ่ายฝังไมโครชิปในสมองคนไข้มนุษย์รายแรกแล้วและคนไข้ฟื้นตัวเป็นอย่างดีเยี่ยม 

อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งบริษัทนิวรัลลิงก์ ได้โพสต์ข้อความลงใน X ส่วนตัว ข้อความว่า การทดสอบในเบื้องต้นพบการทำงานของเซลล์ประสาทในระดับที่น่าพอใจ ผลิตภัณฑ์แรกของพวกเขาชื่อว่า Telepathy จะทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ได้โดยใช้ความคิด โดยเริ่มต้นจะใช้กับผู้ที่ไม่สามารถใช้แขนและขาได้ อีลอน มัสก์ หวังว่ามันจะช่วยให้พวกเขาสื่อสารได้เร็วเท่ากับการพิมพ์จากมืออาชีพ

โดยเมื่อปีที่แล้ว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) ได้อนุมัติ ให้ทางนิวรัลลิงก์ (Neuralink) สามารถดำเนินการการทดลองทางคลินิกในมนุษย์เป็นครั้งแรก ซึ่งแสดงถึงก้าวแรกที่สำคัญ ที่จะทำให้เทคโนโลยีของเราสามารถช่วยเหลือผู้คนจำนวนมากได้ในอนาคต ซึ่งนิวรัลลิงก์ ดำเนินการใช้หุ่นยนต์ฝังชิปเข้าไปที่สมองส่วนที่ใช้ควบคุมการเคลื่อนไหว โดยเป้าหมายในเบื้องต้นคือการทำให้คนสามารถควบคุมเคอร์เซอร์ของคอมพิวเตอร์ หรือแป้นพิมพ์ คีย์บอร์ด ด้วยการใช้ความคิดเพียงอย่างเดียว

‘CPF’ ชูนวัตกรรม ‘โปรไบโอติกส์’ ในอาหารสัตว์ ส่งมอบ ‘หมู-ไก่-เป็ด-กุ้ง’ คุณภาพสู่ผู้บริโภค

เมื่อวานนี้ (29 ม.ค. 67) กระบวนการเลี้ยงที่ใช้นวัตกรรมโปรไบโอติกส์ (Probiotics) ผสมในอาหารสัตว์ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์เนื้อหมู ไก่ เป็ด กุ้ง ตอบโจทย์ดีต่อสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ล่าสุด พัฒนานวัตกรรมอาหารสำหรับจุลินทรีย์ในไบโอแก๊ส เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าในฟาร์มสุกร ช่วยบำบัดน้ำเสีย ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ดร.ไพรัตน์ ศรีชนะ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สำนักวิชาการอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ใส่ใจและให้ความสำคัญกับกระบวนการเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตอาหารสัตว์ที่เรามุ่งมั่นวิจัยและพัฒนา นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ ภายใต้หลักคิดอาหารที่ส่งเสริมให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรงตามธรรมชาติ ส่งผลให้เนื้อสัตว์มีคุณภาพดี พร้อมส่งมอบสู่ผู้บริโภคและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามหลักสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ตอบโจทย์การผลิตอาหารปลอดภัยและยั่งยืน

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับหลักโภชนาการแม่นยำ ด้วยการพัฒนาสูตรอาหารสัตว์ที่ตรงกับความต้องการของสัตว์ในแต่ละช่วงวัย ควบคู่กับกระบวนการเลี้ยงตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) เลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดที่มีการป้องกันโรค ทำให้สัตว์มีความเป็นอยู่สุขสบายในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จึงทำให้สัตว์ไม่ป่วยและไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ส่งผลทำให้ได้เนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพดี ปลอดสารตกค้าง ลดการปลดปล่อยสารอาหารส่วนเกินสู่สิ่งแวดล้อม อาทิ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส เป็นต้น

นอกจากนั้น ซีพีเอฟ ได้คิดค้น วิจัยและพัฒนานวัตกรรมโปรไบโอติกส์ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ชนิดดีที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์ ทำให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรง สามารถต่อต้านเชื้อก่อโรคได้ดี โดยคัดเลือกจากฐานข้อมูลจุลินทรีย์ในห้องปฏิบัติการ จนได้โปรไบโอติกส์ที่ดีที่สุดเพียง 10 สายพันธุ์ ผสมในอาหารสัตว์ ทั้งหมู ไก่ เป็ด ได้เป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้ แบรนด์ CP อาทิ ผลิตภัณฑ์เนื้อหมู ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ ผลิตภัณฑ์เนื้อเป็ด และผลิตภัณฑ์กุ้ง CP Pacific ซึ่งผลิตภัณฑ์กุ้งมาจากกระบวนการเพาะเลี้ยงตามหลัก 3 สะอาด คือ ลูกกุ้งสะอาด น้ำสะอาด บ่อสะอาด ใส่ใจทุกขั้นตอน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กลุ่มผลิตภัณฑ์รักษ์โลก เน้นการเลี้ยงด้วยอาหารนวัตกรรมจากธรรมชาติ 100 % อาทิ หมูชีวา (Cheeva Pork) จากแบรนด์ U FARM เนื้อหมูที่อุดมด้วย โอเมก้า 3 มาจากการเลี้ยงสุกรด้วย Super Food เช่น Flax Seed น้ำมันปลา สาหร่ายทะเลลึก ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล ปลอดสาร  ปลอดภัย ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง ได้รับการรับรองมาตรฐานโดย NSF สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต ช่วยลดไนโตรเจนในมูลสุกร 20-30 % ผลิตภัณฑ์ไก่เบญจา (Benja Chicken) มาจากการเลี้ยงไก่ด้วย ข้าวกล้อง Flax Seed ทำให้เนื้อไก่มีโอเมก้า 3 กลิ่นหอม เนื้อนุ่มและฉ่ำได้รับการรับรองมาตรฐานโดย NSF เช่นกัน  ผลิตภัณฑ์เป็ดจักรพรรดิ (Chakkraphat Duck) แบรนด์ U FARM มาจากเป็ดที่ถูกคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดี เลี้ยงด้วยอาหารจากธัญพืชที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 ทำให้เป็ดเนื้อนุ่มฉ่ำกว่าเนื้อเป็ดทั่วไป  

นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังให้ความสำคัญสูงสุดในการส่งมอบเนื้อสัตว์คุณภาพ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคแล้ว บริษัทฯ ยังตระหนักถึงการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมโดยได้พัฒนานวัตกรรมเพื่อเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์ในบ่อไบโอแก๊ส ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย เพิ่มผลผลิตแก๊สมีเทนเพิ่มความเข้มข้นแก๊สมีเทนสำหรับใช้ในการปั่นไฟฟ้า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และทำให้คุณภาพน้ำเสียจากการบำบัดดีขึ้น โดยในปี 2566 นำไปใช้ในฟาร์มสุกรแล้วรวม 70 แห่ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปั่นไฟ ลดค่าใช้จ่ายในการใช้ไฟฟ้าในฟาร์ม และในอนาคตวางแผนวิจัยและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อนำไปใช้ในฟาร์มของซีพีเอฟและฟาร์มภายนอก

ทางเลือกสำหรับการ 'เลิกบุหรี่' หนึ่งในแชมป์ปณิธานปีใหม่ยอดฮิตยาวนานกว่าทศวรรษ โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ วีระพล จันทร์ดียิ่ง

ในทุกๆต้นปี สิ่งที่เรียกว่า “ปณิธานปีใหม่ (New Year Resolution)” มักจะวนกลับมาเพื่อสะท้อนถึงเป้าหมายการพัฒนาตนเองในสิบสองเดือนข้างหน้า จากการสำรวจโดยนิตยสารสุขภาพระดับโลกอย่าง Forbes Health ชี้ว่า ผู้คนกว่าร้อยละ 12 กล่าวว่าการเลิกบุหรี่เป็นปณิธานปีใหม่ที่ต้องการบรรลุให้ได้ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 7 รองจากเป้าหมายด้านสุขภาพ การเงิน สุขภาพจิต และอาหารการกิน

การเลิกบุหรี่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ด้านสุขภาพได้มากมาย เช่น ระดับคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) ลดลงได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากหยุดบุหรี่ ซึ่งคาร์บอนมอนอกไซด์ทำให้การนำส่งออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะในร่างกายลดลง ทำให้เกิดการปวดหัว มึนงง หัวใจทำงานหนัก การหยุดบุหรี่ช่วยให้ระดับออกซิเจน (Oxygen) ในเลือดสามารถกลับมาอยู่ในระดับปกติได้ อีกทั้งการเลิกบุหรี่ได้ภายใน 2 เดือน ช่วยให้ความดันโลหิตลดลงและการทำงานของปอดดีขึ้นอีกด้วย

ในปัจจุบัน นวัตกรรมได้เข้ามามีบทบาทสำหรับผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ นอกเหนือไปจากการเลิกบุหรี่แบบหักดิบแล้ว ก็ยังมียาสำหรับช่วยเลิกบุหรี่ รวมถึงนิโคตินทดแทนในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อช่วยให้ผู้สูบบุหรี่บรรลุเป้าหมายได้ดีขึ้น

ในส่วนของการใช้ยาสำหรับช่วยเลิกบุหรี่ ในปัจจุบัน ตัวยาที่มีประสิทธิภาพ และได้การรับรองให้ใช้ได้อย่างปลอดภัยแล้ว ได้แก่ ยา Varenicline Cytisine และ Bupropion

นอกจากนี้ ปัจจุบัน ตัวเลือกสำหรับนิโคตินทดแทนก็มีหลากหลายกว่าสมัยก่อนมาก ไม่เพียงแต่ในรูปแบบของแผ่นแปะ หมากฝรั่ง ลูกอม ยาเม็ด หรือนิโคตินแบบสูดดม แต่ยังมีนิโคตินทดแทนในรูปแบบของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งล่าสุด ผลการศึกษา Systematic Review โดย Cochrane ชี้ให้เห็นว่า บุหรี่ไฟฟ้า ยา Varenicline และ ยา Cytisine เป็นตัวช่วยเลิกบุหรี่ที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ตอบโจทย์ด้านพฤติกรรมให้แก่ผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ แต่ยังมีข้อถกเถียงเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าว่าผู้ที่เลิกบุหรี่ด้วยบุหรี่ไฟฟ้าจะสามารถเลิกบุหรี่ไฟฟ้าได้ด้วยหรือไม่ และยังไม่มีการศึกษาผลต่อสุขภาพในระยะยาว ดังนั้น ผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ควรศึกษาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ หรือปรึกษาแพทย์ เภสัชกรหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม

แม้ทุกคนจะทราบดีว่าการเลิกบุหรี่นั้นก่อให้เกิดประโยชน์ ทว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเลิกบุหรี่ได้ หรือแม้แต่คิดที่จะเลิก ดังนั้น การมอบทางเลือกที่หลากหลายให้แก่ผู้สูบบุหรี่จึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยปลดล็อคอัตราการสูบบุหรี่ของไทยให้ลดลงและพิชิตเป้าหมายด้านสาธารณสุขได้สำเร็จ
Source:
• Why should stopping smoking be your New Year’s resolution for 2023? - Roy Castle Lung Cancer Foundation
• Top New Year’s Resolutions For 2024 – Forbes Health
• ไทยทำสำเร็จ! 'องค์การเภสัชกรรม' พัฒนายาเม็ดเลิกบุหรี่ 'ไซทิซิน' เริ่มผลิตปีหน้า (mgronline.com)
https://www.cochranelibrary.com/cdsr/doi/10.1002/14651858.CD015226.pub2/full

'ไอติม' ชี้!! กรณี 'จิรัฏฐ์' ต้องแยกจากพรรค ลั่น!! ยินดีให้ทุกฝ่ายได้ตรวจสอบ

(30 ม.ค. 67) ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่กองทัพบกไม่พบต้นขั้วใบ สด.43 ของนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ว่า เรื่องนี้ต้องแยกส่วนของนายจิรัฏฐ์และของพรรค ซึ่งทราบว่านายจิรัฏฐ์ ยืนยันว่าได้รับใบ สด.43 มาจากเจ้าหน้าที่จริงๆ จึงต้องไปถามนายจิรัฏฐ์ ซึ่งคิดว่าทางนายจิรัฏฐ์ พร้อมจะให้ทุกฝ่ายตรวจสอบว่าเอกสารได้มาเช่นไร หรือมีที่มาที่ไปอย่างไร

นายพริษฐ์​ กล่าวต่อว่า ในส่วนของพรรคก้าวไกล ตนพูดในเชิงหลักการ กรณีที่มีการตรวจสอบสมาชิกของพรรค ก็ยินดีให้ทุกฝ่ายตรวจสอบไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชนหรือใครก็ตามเข้ามาตรวจสอบการทำงานของ สส.พรรคก้าวไกล และถ้ามีกระบวนการอะไรที่ต้องอาศัยความร่วมมือใช้กระบวนการทางกฎหมาย ทางพรรคก็ยินดีให้ความร่วมมือ ซึ่งพรรคในฐานะพรรคการเมืองที่เข้ามาทำงานเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของประเทศ และได้เงินเดือนมาจากภาษีของประชาชน ก็ยินดีให้ตรวจสอบการทำงานอยู่แล้ว รวมถึงมีการดำเนินการฟ้องร้องถึงชั้นศาล และต้องการความร่วมมือผ่านกระบวนการทางกฎหมายเราก็ยินดีอยู่แล้ว

‘ดร. Vivien Thomas’ สุดยอดนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ผิวสี จบเพียงระดับมัธยม ฮึดสู้!! เอาชนะความจน-การเหยียดเชื้อชาติ

ชายอัจฉริยะผู้นี้เกิดและเติบโตในยุคที่สังคมอเมริกันยังคงมีการแบ่งแยกเชื้อชาติระหว่างคนผิวขาวและผิวสีอย่างรุนแรง โดยชีวิตของ ‘Vivien Thomas’ ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เหล่าบรรดานักบุกเบิกชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันในการเอาชนะอุปสรรคที่กำหนดโดยสังคมที่แบ่งแยกอย่างรุนแรงในยุคนั้น โดยที่เขาไม่เคยได้รับการศึกษาหรือการฝึกอบรมทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ แต่สามารถพัฒนาเทคนิคและเครื่องมือที่นำมาสู่การผ่าตัดหัวใจสมัยใหม่ในปัจจุบันได้สำเร็จ

‘Vivien Theodore Thomas’ เกิดที่เมือง Lake Providence มลรัฐ Louisiana เมื่อ 29 สิงหาคม 1910 บิดาเป็นช่างไม้ และบรรพบุรุษของเขา (รุ่นปู่-ตา) เคยเป็นทาส ต่อมาครอบครัวนี้ได้ย้ายไปอยู่ที่เมือง Nashville มลรัฐ Tennessee ตอน Thomas อายุเพียง 2 ขวบ ซึ่งเข้าเรียนที่ Pearl High School ในเมือง Nashville ในช่วงทศวรรษปี 1920 และสำเร็จการศึกษาในปี 1929 ซึ่งบิดาของ Thomas ได้ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญด้านช่างไม้ของเขาให้กับลูกชายของเขา โดย Thomas ทำงานร่วมกับบิดาและน้องชายทุกวันหลังเลิกเรียนและวันเสาร์ เขาทำงานช่างไม้ด้านต่าง ๆ อาทิ วัด เลื่อย และตอกตะปู ประสบการณ์นี้เป็นประโยชน์ต่อ Thomas มากในเวลาต่อมา หลังจากสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนในระดับมัธยมปลาย Thomas หวังที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นแพทย์ แต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทำให้แผนการของเขาต้องหยุดลง Thomas ตั้งใจจะทำงานหนัก เพื่อเก็บเงิน และเข้าศึกษาต่อในระดับสูงโดยเร็วที่สุดเท่าที่เขาสามารถจ่ายได้ โดยเขาได้สมัครเป็นนักศึกษาเตรียมแพทย์ที่วิทยาลัยเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมแห่งมลรัฐ Tennessee แต่การล้มละลายของธนาคารที่เขาฝากเงินในปีนั้นทำให้เงินออมของเขาหมดไป จนทำให้เขาต้องออกจากวิทยาลัย

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะขยายขอบเขตทักษะของเขา ในปี 1930 เขาจึงติดต่อกับเพื่อนสมัยเด็ก Charles Manlove ซึ่งในขณะนั้นทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัย Vanderbilt เพื่อถามว่ามีงานว่างหรือไม่ Manlove จึงได้บอกเขาว่า แพทย์คนหนึ่งชื่อ Alfred Blalock (ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการผ่าตัดหัวใจสมัยใหม่) ต้องการจ้างผู้ช่วยทำงานในห้องปฏิบัติการร่วมกับ แต่ก็เตือนว่า นพ. Blalock ค่อนข้างเอาแต่ใจ ด้วยความต้องการงาน Thomas จึงคว้าโอกาสนี้ และในที่สุดก็ได้รับการว่าจ้างให้เข้าทำงานในมหาวิทยาลัย Vanderbilt ในตำแหน่งผู้ช่วยในห้องปฏิบัติการ และในวันแรกของการทำงานเขาก็ได้ช่วย นพ. Blalock ทดลองผ่าตัดสุนัข ด้วยการเรียนรู้วิชากายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาจาก นพ. Blalock ทำให้ Thomas มีความเชี่ยวชาญเทคนิคการผ่าตัดและวิธีการวิจัยที่ซับซ้อนอย่างรวดเร็ว 

แต่ในยุคที่การเหยียดเชื้อชาติในสถาบันการศึกษาเป็นเรื่องปกติ ตำแหน่งงานของ Thomas จึงถูกจำแนกและจ่ายเงินให้เป็นเพียงแค่ภารโรงเท่านั้น แม้ว่าในช่วงกลางทศวรรษ 1930 งานของเขาอยู่ในระดับนักวิจัยหลังปริญญาเอกในห้องทดลองของนพ. Blalock ก็ตาม เขาและนพ. Blalock ร่วมกันทำการวิจัยที่ก้าวล้ำเกี่ยวกับสาเหตุของอาการเลือดออกและอาการช็อคจากบาดแผลทางจิตใจ ต่อมาผลงานนี้ได้พัฒนาเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับกลุ่มอาการครัช และช่วยชีวิตทหารหลายพันคนในสนามรบของสงครามโลกครั้งที่สอง งานที่นพ. Blalock ทำร่วมกับ Thomas ทำให้นพ. Blalock กลายเป็นศัลยแพทย์แถวหน้าของสหรัฐอเมริกา

ต่อมาเมื่อ นพ. Blalock ได้รับการเสนองานให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกศัลยกรรมที่มหาวิทยาลัย Johns Hopkins โรงเรียนเก่าของเขาในปี 1941 เขาได้ขอให้ Thomas ไป Johns Hopkins กับเขาด้วย ในยุคนั้นโรค ‘Blue Baby Syndrome’ เป็นโรคที่คร่าชีวิตเด็กเป็นจำนวนมากเพราะไม่มีวิธีการรักษา ปี 1944 ด้วยความร่วมมือระหว่าง พญ. Helen Taussig แพทย์โรคหัวใจเด็ก นพ. Alfred Blalock ศัลยแพทย์ และ Vivien Thomas เจ้าหน้าที่เทคนิคการผ่าตัด จึงมีการพัฒนาวิธีการผ่าตัดแบบ ‘Blalock-Thomas-Taussig shunt’ ขึ้น จากความพยายามของทั้ง 3 ในการต่อหลอดเลือดแดงใต้กระดูกไหปลาร้าเข้ากับหลอดเลือดแดงปอด เพื่อบรรเทาอาการตัวเขียวในเด็ก ในปี 1944 นพ. Blalock โดยมี Thomas ยืนประกบเพื่อคอยให้คำแนะนำสามารถผ่าตัดรักษา Eileen Saxon ทารกวัย 15 เดือนที่ป่วยด้วยอาการ Blue Baby Syndrome ได้สำเร็จ การผ่าตัดดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารสมาคมการแพทย์อเมริกันในปี 1945 และทำให้สามารถรักษาเด็กที่ป่วยด้วยโรค Blue Baby Syndrome ทั่วโลกได้สำเร็จ

**Blue Baby Syndrome หรือที่เรียกว่าเมทฮีโมโกลบินในทารก (infant methemoglobinemia) เป็นกลุ่มอาการซึ่งทำให้ผิวของทารกเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ทารกบางคนเกิดมาพร้อมกับสภาพที่บางคนมีแนวโน้มที่จะพัฒนา ภาวะนี้ทำให้ผิวหนังมีสีม่วงหรือสีน้ำเงิน (ตัวเขียว) ด้วยเฮโมโกลบินซึ่งเป็นโปรตีนในเลือดมีหน้าที่ในการขนส่งออกซิเจนไปทั่วร่างกาย ในกรณีที่เลือดไม่สามารถนำออกซิเจนไปได้จะทำให้ผิวหนังของทารกขาดออกซิเจนและเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือสีฟ้าจะมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในส่วนที่มีผิวหนังบาง ๆ เช่นริมฝีปากเล็บและติ่งหู

**วิธีการผ่าตัดแบบ Blalock-Thomas-Taussig shunt เป็นวิธีการผ่าตัดเพื่อต่อเส้นเลือดลัดวงจรเทียมระหว่างหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ไปเลี้ยงร่างกายและหลอดเลือดดำที่ไปปอดเพื่อเพิ่มเลือดไปฟอกที่ปอดให้มากขึ้น เป็นการผ่าตัดแบบประคับประคองอาการสำหรับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว (การเปลี่ยนสีผิวหนังออกเขียวคล้ำ) ซึ่งมีเลือดวิ่งไปปอดน้อย ทำให้เลือดที่ถูกสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายมีปริมาณออกซิเจนต่ำ จนเป็นผลให้ผิวหนังมีสีเขียวคล้ำ อาการอื่น ๆ ได้แก่ อาการหายใจไม่สะดวกและถี่ น้ำหนักขึ้นน้อย และหงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย เด็กที่ป่วยด้วยอาการ Blue Baby Syndrome ได้รับการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ สามารถช่วยให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

ทั้งนี้ นพ. Blalock และ Thomas ทั้ง 2 ได้ทำงานร่วมกันจนถึงปี 1964 เมื่อนพ. Blalock เกษียณและเสียชีวิตหลังจากนั้นเพียงไม่นาน แม้ว่า Thomas จะมีวุฒิการศึกษาอย่างเป็นทางการเพียงมัธยมปลาย แต่เขาก็ดำรงตำแหน่งหัวหน้าห้องปฏิบัติการศัลยกรรมที่มหาวิทยาลัย Johns Hopkins เป็นเวลา 35 ปี และได้รับการยอมรับให้เป็นสมาชิกของโรงเรียนแพทย์แห่งนี้ตั้งแต่ปี 1976 ถึงปี 1985 ทั้งยังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ในปี 1976 ปัจจุบันในห้องผ่าตัดทั่วโลกมีศัลยแพทย์หัวใจมากมายที่ทำการผ่าตัดช่วยชีวิตโดยขั้นตอนที่ได้รับการฝึกอบรมตามแนวทางของดร. Vivien Thomas ความสำเร็จของเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพลังของการวิจัย การค้นพบ และความพากเพียรที่จะปรับปรุงสุขภาพของคนรุ่นต่อ ๆ ไป 

โดยมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ได้ให้เกียรติแก่เขาด้วยการนำชื่อของเขามาตั้งชื่อกองทุนพัฒนาความคิดริเริ่มทางวิชาการ Vivien Thomas Scholars Initiative (VTSI) เพื่อจัดการกับการด้อยโอกาสทางประวัติศาสตร์ของโปรแกรม STEM โครงการนำร่องมูลค่า 150 ล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Bloomberg Philanthropies มอบเงินทุนถาวรเพื่อเพิ่มกลุ่มที่ยั่งยืนของช่องทางใหม่ ๆ ประมาณ 100 ช่องที่หลากหลายสำหรับนักศึกษาปริญญาเอกในโปรแกรม STEM มากกว่า 30 หลักสูตรของมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ในฐานะนักศึกษาปริญญาเอกที่ได้รับทุน Vivien Thomas จะได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการและการเงินที่จำเป็นเพื่อความสำเร็จของพวกเขา รวมถึงการสนับสนุนค่าเล่าเรียนเต็มจำนวนสูงสุด 6 ปี ค่าตอบแทน ประกันสุขภาพ และผลประโยชน์อื่น ๆ พร้อมด้วยการให้คำปรึกษา การวิจัย และวิชาการที่สำคัญ เพื่อส่งเสริมโอกาสในการพัฒนาและการสร้างชุมชนทางวิชาการต่อไป

นอกจากนี้ เรื่องราวของดร. Vivien Thomas ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ของ PBS เป็นสารคดีเรื่อง ‘Partners of the Heart’ และภาพยนตร์โทรทัศน์ของ HBO เรื่อง ‘Something the Lord Made’ อีกด้วย

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล
ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่ อาจารย์พิเศษหลักสูตรปริญญาโทและเอก นักเล่าเรื่องมากมายในหลากหลายมิติ เป็นผู้ที่ชื่นชมสนใจในประวัติศาสตร์สงครามสมัยใหม่ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ

'รมว.ปุ้ย' สั่งการ 'ดีพร้อม' เดินหน้าผนึกกำลัง 'โตโยต้า' ดึงระบบ 'ไคเซ็น' ช่วย 'ต่อยอด-เสริมแกร่ง' ธุรกิจชุมชน

(30 ม.ค.67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งการ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ 'ดีพร้อม' เดินหน้าผนึกกำลังความร่วมมือ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ต่อยอดการพัฒนาและยกระดับการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ธุรกิจชุมชนครอบคลุมทุกมิติในรูปแบบ Big Brother 'พี่ช่วยน้อง' ผ่านโครงการโตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์ พร้อมดึงระบบการผลิตแบบโตโยต้าและโตโยต้าคาราคุริไคเซ็นมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทและความพร้อมของธุรกิจชุมชน หวังลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างรายได้ให้ธุรกิจชุมชนอย่างยั่งยืน และต่อยอดธุรกิจชุมชนสู่เกษตรอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คาดว่าสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท

รมว.พิมพ์ภัทรา เผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากและชุมชน เพราะหากฐานรากแข็งแกร่งก็จะสามารถผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ประกอบกับปัจจุบันโลกเปลี่ยน อุตสาหกรรมก็เปลี่ยน มีกติกาใหม่ที่เข้ามาบังคับ กีดกัน ดังนั้น เป็นเรื่องสำคัญสำหรับยุคอุตสาหกรรมในตอนนี้ และส่วนที่ควรให้ความสำคัญ คือ...

เศรษฐกิจฐานราก หรือ ชุมชน โดยเทรนด์การอุปโภคบริโภคของคนเปลี่ยน การปรับตัวให้อยู่รอดในปัจจุบันจำเป็นต้องใช้อุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ (S-Curve) เข้ามาช่วยพัฒนาและสนับสนุนธุรกิจชุมชนให้สามารถเติบโตและมีขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับอาชีพชุมชนสู่การผลิตที่มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น อันจะทำให้ชุมชนเปลี่ยนไปสู่ภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งในอนาคต 

โดย กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากมาโดยตลอด จึงสั่งการให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม เดินหน้าผนึกกำลังความร่วมมือกับ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายภาสกร ชัยรัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง ดีพร้อม และบริษัท โตโยต้าฯ ในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรม ภายใต้นโยบาย RESHAPE THE FUTURE: โลกเปลี่ยน อุตสาหกรรมปรับ พร้อมรับอนาคต เพื่อให้กลุ่มผู้ประกอบการสามารถปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมถึงมีศักยภาพในการแสวงหาโอกาสและผลประโยชน์จากความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ด้วยการมุ่งเน้นการขับเคลื่อนการขยายเครือข่ายความร่วมมือ หรือ DIPROM Connection ด้วยการบูรณาการกับองค์กรภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ 

นอกจากนี้ ยังสร้างเครือข่ายในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ผ่านการเชื่อมโยงกับ Big Brother ตลอดจนการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการและการถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรม อันจะเป็นการเพิ่มการเข้าถึงโอกาสของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความร่วมมือเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยผ่านโครงการ/กิจกรรมต่างๆ อาทิ กิจกรรมพัฒนาสถานประกอบการด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติ ผ่านกลไกความร่วมมือต่าง ๆ การพัฒนาและส่งเสริมให้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต้นทุนต่ำ หรือ Low Cost Technology ในสถานประกอบการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและลดต้นทุนด้านต่างๆ 

รวมถึงการถ่ายทอดความรู้เชิงขั้นตอนให้กับผู้ประกอบการชุมชนผ่านกิจกรรมโตโยต้าธุรกิจชุมชนพัฒน์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการชุมชน อาทิ ทักษะการบริหารจัดการ การตลาด การเงิน การบัญชี การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ระบบโลจิสติกส์ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การผลิตผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน ตลอดจนส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนเข้าถึงองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตต่างๆ ที่จะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดปัญหาการผลิตต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ด้าน นายนันทวัฒน์ ศรีวรัตน์อัชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จํากัด กล่าวว่า บริษัท โตโยต้าฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ขยายผลต่อยอดความร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยทางโตโยต้าเองได้ดำเนินโครงการ 'โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์' มากว่า 10 ปีแล้ว และได้มีส่วนร่วมช่วยเหลือธุรกิจชุมชนในลักษณะของการเป็น 'พี่เลี้ยงทางธุรกิจ' ด้วยการร่วมศึกษาถึงปัญหาต่างๆ พร้อมนำองค์ความรู้และปัจจัยแห่งความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของโตโยต้า ได้แก่ วิถีโตโยต้า ระบบการผลิตแบบโตโยต้า และหลักการ ไคเซ็น (Kaizen) เข้าไปถ่ายทอดและประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทและความพร้อมของธุรกิจชุมชนต่างๆ สามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างผลกำไรจนเป็นผลสำเร็จทั้งสิ้น 32 ธุรกิจทั่วประเทศ พร้อมทั้งได้มีการเปิด 'ศูนย์การเรียนรู้โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์' 6 แห่งครอบคลุมพื้นที่ครบทุกภูมิภาคทั่วประเทศ 

นอกจากนี้ โตโยต้าฯ ยังได้มีการขยายผลเพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจ โดยมีความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนใน 'โครงการ Big Brother พี่ช่วยน้อง' ซึ่งความร่วมมือกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือในรูปแบบการดำเนินงานผ่านศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมในจังหวัดกรุงเทพฯ, นครราชสีมา, ชลบุรี รวมถึงโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มาอย่างต่อเนื่อง 

โดยความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นการต่อยอดการยกระดับในการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อช่วยปรับปรุงและพัฒนาธุรกิจชุมชนไทยให้ครอบคลุมในทุกมิติของการดำเนินงานอย่างครบวงจรควบคู่ไปกับการส่งเสริมแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนผ่านองค์ความรู้ด้านการผลิตที่เป็นจุดเด่นของโตโยต้า อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาศักยภาพการขับเคลื่อนธุรกิจของตนเองได้อย่างครบวงจร เพื่อตอบสนองต่อนโยบายของภาครัฐสู่อุตสาหกรรม 4.0 และช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งในกลไกสำคัญการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและสร้างเสถียรภาพแก่เศรษฐกิจของประเทศต่อไป

"การลงนามความร่วมมือกับ บริษัท โตโยต้าฯ ในครั้งนี้ ดีพร้อมเชื่อมั่นว่า ผู้ประกอบการธุรกิจชุมชนจะสามารถนำองค์ความรู้ ทักษะการประกอบการในทุกๆ มิติ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำที่ได้รับไปประยุกต์ปรับใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจในแต่ละพื้นที่ของชุมชน โดยการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่เกษตรอุตสาหกรรม เช่น ระบบลำเลียงกล้วย เครื่องทุ่นแรงลากอวน และเครื่องจักรในการเพิ่มมูลค่ามูลวัว เป็นต้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ด้วยการดึงอัตลักษณ์ชุมชนผนวกกับความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ บริการ และเชื่อมโยงไปสู่เชิงพาณิชย์ อันจะเป็นการสร้างโอกาสทางการตลาดและขยายไปสู่ตลาดสากล รวมถึงการพัฒนาและยกระดับธุรกิจชุมชนให้เชื่อมโยงไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในรูปแบบการท่องเที่ยวแบบชุมชน ส่งผลให้เกิดการสร้างรายได้ให้ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และก่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตได้อย่างยั่งยืน โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1,000 ล้านบาท" นายภาสกร กล่าวทิ้งท้าย

‘ผบ.ทร.’ มอบประกาศเชิดชู-ยกย่อง 7 กำลังพลกองทัพเรือ ช่วยคนกระโดดน้ำสะพานข้ามแม่น้ำมูล นำส่ง รพ. ได้สำเร็จ

เมื่อวานนี้ (29 ม.ค. 67) พลเรือเอก อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศยกย่องชมเชยให้แก่กำลังพลของกองทัพเรือ จำนวน 9 นาย ที่ได้ประกอบคุณงามความดีเสียสละช่วยเหลือสังคม หรือเสี่ยงอันตรายเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุต่าง ๆ โดยพิธีจัดขึ้น ณ ห้องสุพรรณหงส์ อาคารส่วนบัญชาการ กองทัพเรือ พื้นที่วังนันทอุทยาน ถนนอิสรภาพ เขตบางกอกน้อยกรุงเทพมหานคร 

ทั้งนี้ 2 กำลังพลที่เข้าพิธีรับมอบประกาศชมเชยจากผู้บัญชาการทหารเรือในครั้งนี้ ได้สร้างคุณงามความดี โดยได้เข้าให้การช่วยเหลือและค้นหาผู้ประสบภัยทางน้ำที่กระโดดน้ำบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำมูล อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี และ นำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลโขงเจียมได้อย่างปลอดภัย เมื่อ 14 ม.ค. 67 ได้แก่

1.ว่าที่ นาวาโท โอรส พุทธโค รักษาราชการหัวหน้าสถานีเรือโขงเจียม หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำแม่น้ำโขงเขตอุบลราชธานี (นรข. เขตอุบลราชธานี)
2.จ่าเอก สิทธิพร คำแก้ว จ่าช่างกลเรือ สถานีเรือโขงเจียม นรข. เขตอุบลราชธานี  
3.จ่าเอก สุนันท์ ดอน จ่าช่างกลเรือ สถานีเรือโขงเจียม นรข. เขตอุบลราชธานี
4.จ่าเอก สุวัฒน์ สุดสี จ่าช่างกลเรือ สถานีเรือโขงเจียม นรข. เขตอุบลราชธานี 
5.จ่าเอก ธนพงศ์ คำศรีสุข ผู้ควบคุมเรือ เรือจู่โจมลำน้ำ สถานีเรือโขงเจียม นรข. เขตอุบลราชธานี
6.จ่าเอก เมธานนท์ ตรัสมา จ่าช่างกลเรือ สถานีเรือโขงเจียม นรข. เขตอุบลราชธานี
7.จ่าเอก พรคำภีค์ โสภณ ประจำอาวุธ สถานีเรือโขงเจียม นรข. เขตอุบลราชธานี 

การยกย่องชมเชยกำพลกองทัพเรือที่ประกอบคุณงามความดี เสียสละ ช่วยเหลือสังคมในครั้งนี้ แสดงถึงความกล้าหาญที่ยอมเสียสละเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ โดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ตนเอง ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมและได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของกองทัพเรือให้ปรากฏต่อสาธารณชน นับเป็นบุคคลที่ควรแก่การยกย่องชมเชยเป็นอย่างยิ่ง กองทัพเรือขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า กำลังพลกองทัพเรือเป็นผู้ประกอบคุณงามความดีสมควรได้รับการยกย่องชมเชยและยึดถือเป็นแบบอย่างที่ดีต่อไป

'รมว.ปุ้ย' สวมหมวก 'กรรมการสภานโยบายฯ' ขับเคลื่อนผลึก 'วิจัย-นวัตกรรม' เพื่อชาติ

เมื่อวานนี้ (29 ม.ค.67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ครั้งที่ 2/2567 โดยที่ประชุมได้ร่วมหารือแนวทางการขับเคลื่อนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมตามนโยบายนายกรัฐมนตรี ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณา แนวทางการขับเคลื่อนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามนโยบายนายกรัฐมนตรี การแต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่องด้านการส่งเสริมนวัตกรรมการอุดมศึกษา กรณีครบวาระการดำรงตำแหน่ง หลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนา และเพื่อการให้บริการทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษา ที่ไม่สามารถดำเนินการตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 

การแต่งตั้งประธานกรรมการ กรรมการผู้แทนหน่วยงาน กรรมการผู้แทนสถาบันอุดมศึกษา และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ (ร่าง) ระเบียบสภานโยบาย ว่าด้วยการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ. ….

"ปัจจุบันหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยตำแหน่งแล้วต้องมีหน้าที่ราชการที่ไม่ใช่เฉพาะการบริหารราชการแผ่นดินในกระทรวงอุตสาหกรรมเพียงเท่านั้น หากแต่ยังมีหน้าที่กรรมการในองค์กรสำคัญของประเทศไทย อีกหลายหน้าที่ด้วยเช่นกัน...

"โดยในส่วนของสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานสภานโยบายแล้วนั้น ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก็มีหน้าที่เป็นกรรมการ ในกรอบหน้าที่เพื่อมุ่งพัฒนาการอุดมศึกษา ค้นคว้าสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ ๆ ด้านการวิจัย และการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับประเทศไทยด้วย...

"ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม จึงมุ่งหวังที่จะช่วยพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ด้านการวิจัย และการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ควบคู่ โดยมิได้ผูกหรือยึดติดอยู่กับวิธีการ กระบวนการ แบบใดแบบหนึ่งอย่างตายตัว เนื่องจากทุกประเทศมีการแข่งขันพัฒนาองค์ความรู้ เร่งสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ว่ากันอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไปอย่างมากในทุกมิติไม่มีสิ้นสุด ภายใต้ 'ผลึกสำคัญ' ของการวิจัย องค์ความรู้ การสร้างสรรค์นวัตกรรม ที่จะต้องถูกพัฒนาที่นำไปสู่การใช้ได้จริง ไม่ใช่เฉพาะงานวิจัยอยู่ในเอกสาร เพื่อสร้างประโยชน์ในเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศไทย อันจะก่อประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่แก่คนไทยต่อไป" รมว.พิมพ์ภัทรา กล่าว

‘NASA’ ชี้!! พบจุดความร้อนจากการเผาป่าใน 'กัมพูชา' จำนวนมาก อาจเป็นเหตุที่ทำให้ฝุ่น PM 2.5 ในกทม.และภาคกลางพุ่งสูงขึ้น

(30 ม.ค. 67) จากกรณี 13 จังหวัดภาคกลาง มีค่าฝุ่นเกินเกณฑ์มาตรฐานอยู่ในระดับสีแดงที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรสาคร สมุทรปราการ ปทุมธานี ราชบุรี นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม เพชรบุรี นครปฐม สระบุรี สุพรรณบุรี และฉะเชิงเทรา

ขณะที่ กรุงเทพฯ พบค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานทุกเขต โดย 49 เขต มีค่าฝุ่นเกินเกณฑ์มาตรฐานในระดับสีแดง ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและระบบทางเดินหายใจ

ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบจากเว็บไซต์ของ NASA Firms ที่อัปเดตจุด hotspot ที่เผยจุดความร้อน จากการเผาป่า ไฟป่า ต้นเหตุควัน และฝุ่น PM2.5 พบว่ามีหลายจุดในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ที่พบจุดความร้อนเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคกลางพุ่งสูงขึ้น

ขณะที่จุดความร้อน (Hot Spot) คือ จุดที่ดาวเทียมตรวจพบค่าความร้อนสูงผิดปกติจากค่าความร้อนบนผิวโลก ซึ่งส่วนมากก็คือความร้อนจากไฟ แสดงในรูปแบบแผนที่เพื่อนำเสนอตำแหน่งที่เกิดไฟในแต่ละพื้นที่แบบคร่าวๆ การได้มาซึ่งข้อมูลจุดความร้อนอาศัยหลักการที่ว่า ดาวเทียมสามารถตรวจวัดคลื่นรังสีอินฟราเรดหรือรังสีความร้อนที่เกิดจากไฟ (อุณหภูมิสูงกว่า 800 องศาเซลเซียส) บนพื้นผิวโลก จากนั้นประมวลผลแสดงในรูปแบบจุด

31 มกราคม พ.ศ. 2408 อัญเชิญ ‘พระบาง’ จากวัดจักรวรรดิราชาวาส กลับคืนสู่ ‘หลวงพระบาง’ ประเทศลาว

พระบางเป็นพระพุทธรูปสำคัญของอาณาจักรล้านช้าง แต่ชาวอีสานมีความเลื่อมใสมากและมักจะจำลองพระบางมาไว้ที่วัดสำคัญๆ ของท้องถิ่น โดยพระบางเป็นพระพุทธรูปที่เคยอัญเชิญมาประดิษฐานที่กรุงเทพมหานคร ถึง 2 ครั้ง และมีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับสังคมอีสานอยู่เนืองๆ

เดิมนั้น พระบาง ประดิษฐานอยู่ที่นครหลวงของอาณาจักรขอม จนเมื่อ พ.ศ. 1902 พระเจ้าฟ้างุ้มกษัตริย์แห่งล้านช้างซึ่งมีความเกี่ยวพันทางเครือญาติกับพระเจ้ากรุงเขมร มีพระราชประสงค์ที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ประดิษฐานมั่นคงในพระราชอาณาจักร จึงได้ทูลขอพระบางเพื่อมาประดิษฐาน ณ เมืองเชียงทอง อันเป็นนครหลวงของอาณาจักรล้านช้างในขณะนั้น

แต่เมื่ออัญเชิญพระบางมาได้ถึงเมืองเวียงคำ (บริเวณแถบเมืองเวียงจันทน์ในปัจจุบัน) ก็มีเหตุอัศจรรย์ขึ้นจนไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ พระบางจึงได้ประดิษฐานอยู่ที่เมืองนี้จนถึง พ.ศ. 2055 อันเป็นสมัยของพระเจ้าวิชุลราช ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้าเมืองเวียงคำมาก่อน จึงสามารถนำเอาพระบางขึ้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดวิชุลราชในนครเชียงทอง ทำให้เมืองเชียงทองถูกเรียกว่า หลวงพระบาง นับแต่นั้นเป็นต้นมา

ในระหว่างปี พ.ศ. 2321-2322 เกิดสงครามระหว่างกรุงธนบุรีกับกรุงศรีสัตนาคนหุต เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกและเจ้าพระยาสุรสีห์ได้ชัยชนะแก่พระเจ้าสิริบุญสาร (องค์บุญ) จึงได้อัญเชิญเอาพระแก้วมรกตและพระบางเจ้าลงไปถวายสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยโปรดให้ประดิษฐานไว้ที่วัดจักรวรรดิราชาวาส หรือ วัดสามปลื้ม

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปราบดาภิเษกครองราชย์สมบัติเมื่อ พ.ศ. 2325 ก็โปรดเกล้าฯ ให้เจ้านันทเสน อัญเชิญพระบางไปประดิษฐานไว้ ณ เมืองหลวงพระบาง ซึ่งพระบางสถิตอยู่กรุงเทพฯ เป็นเวลา 3 ปีเศษ

และความเชื่อเรื่องผีอารักษ์ประจำพระพุทธรูปสำคัญของอาณาจักรล้านช้าง ก็ได้ปรากฏขึ้นในกรุงเทพฯ ครั้งแรก เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โปรดให้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานเมื่อ พ.ศ. 2327 ครั้งนั้นโปรดให้อัญเชิญพระบางอันเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่เมืองหลวงพระบาง แล้วตกไปเป็นของพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตอยู่ ณ เมืองเวียงจันทน์ พระองค์ได้ทรงอัญเชิญลงมาพร้อมกับพระแก้วมรกต เข้ามาประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

เจ้านันทเสนบุตร พระเจ้าล้านช้างกราบบังคมทูลว่าผีซึ่งรักษาพระแก้วมรกตกับพระบางเป็นอริกัน พระพุทธรูป 2 พระองค์นั้นอยู่ด้วยกันในที่ใด มักมีเหตุภัยอันตราย อ้างอุทาหรณ์แต่เมื่อครั้งพระแก้วมรกตอยู่เมืองเชียงใหม่ กรุงศรีสัตนาคนหุตก็อยู่เย็นเป็นสุข

ครั้งพระเจ้าไชยเชษฐาเชิญพระแก้วมรกตจากเมืองเชียงใหม่ไปไว้ด้วยกับพระบางที่เมืองหลวงพระบาง เมืองเชียงใหม่ก็เป็นกบฏต่อกรุงศรีสัตนาคนหุต แล้วพม่ามาเบียดเบียน จนต้องย้ายราชธานีลงมาตั้งอยู่ ณ นครเวียงจันทน์

ครั้นอัญเชิญพระบางลงมาไว้นครเวียงจันทน์กับพระแก้วมรกตด้วยกันอีก ก็เกิดเหตุจลาจลต่างๆ บ้านเมืองไม่ปกติ จนเสียนครเวียงจันทน์ให้กับกรุงธนบุรี

ครั้งอัญเชิญพระแก้วมรกตกับพระบางลงมาไว้ด้วยกันในกรุงธนบุรี ไม่ช้าก็เกิดเหตุจลาจล ขออย่าให้ทรงประดิษฐานพระบางกับพระแก้วมรกตไว้ด้วยกัน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระราชดำริว่า พระบางก็ไม่ใช่พระพุทธรูปซึ่งมีลักษณะงาม เป็นแต่พวกชาวศรีสัตนาคนหุตนับถือกัน จึงโปรดให้ส่งพระบางคืนขึ้นไปไว้ ณ นครเวียงจันทน์ โดยให้เชิญพระบางออกจากวัดจักรวรรดิราชาวาสคืนไปหลวงพระบางเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2408


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top