Thursday, 16 July 2026
TheStatesTimes

‘ฮ่องกง’ เดินหน้าส่งเสริม ‘เศรษฐกิจงานอีเวนต์ขนาดใหญ่’ หวังดึงดูดใจผู้มาเยือน พร้อมเปลี่ยนชื่อเสียงสู่ความเจริญ

(26 ม.ค. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ‘จอห์น ลี’ ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน แสดงความหวังจะส่งเสริม ‘เศรษฐกิจงานอีเวนต์ขนาดใหญ่’ (mega-event economy) เพื่อดึงดูดผู้คนมาเยือนฮ่องกงเพิ่มขึ้น และแปรเปลี่ยนชื่อเสียงเป็นความเจริญรุ่งเรือง

โดย จอห์น ลี กล่าวระหว่างการถาม-ตอบ ณ การประชุมสภานิติบัญญัติ (LegCo) ของฮ่องกงว่าตั้งแต่มีการกลับมาเดินทางตามปกติอย่างเต็มรูปแบบเมื่อต้นปีก่อน ฮ่องกงได้เป็นเจ้าภาพจัดงานอีเวนต์ขนาดใหญ่หลายงาน ครอบคลุมการประชุมระหว่างประเทศ นิทรรศการศิลปะ การแข่งขันกีฬา และกิจกรรมเพื่อความบันเทิง

ซึ่งการจัดงานอีเวนต์เหล่านี้เพิ่มความน่าดึงดูดใจและโอกาสทางธุรกิจของฮ่องกง ส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในภาคธุรกิจการท่องเที่ยว การโรงแรม อาหาร และการค้าปลีก โดยผู้มาเยือนทุก 1.5 ล้านคน มีส่วนส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจท้องถิ่นราว 0.1 จุด

รัฐบาลฮ่องกงตั้งเป้าหมายขยาย ‘ส่วนแบ่ง’ เพื่อรับรองว่าทุกคนจะได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในมิติต่างๆ ดีขึ้น โดยมีการวางแผนฟื้นฟูเขตวานจื่อ (Wan Chai) บูรณะอาคารบางส่วนของรัฐบาลเป็นสถานที่จัดนิทรรศการ ขยายศูนย์ประชุมและนิทรรศการเอเชียเวิลด์-เอ็กซ์โป ซึ่งทั้งหมดจะเพิ่มความจุสถานที่ของฮ่องกงราวร้อยละ 40

‘มือเศรษฐกิจจุลภาค’ มอง!! ศก.ไทยเหมือนร้านอาหาร เมนูส่วนใหญ่ ‘ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม-ไม่ปรับตัวตามเวลา’

จากรายการ THE TOMORROW มหาชนต้องรู้ ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ คุณพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ (ต๊ะ) คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ถึงภาพรวมของเศรษฐกิจโลก ทิศทางของเศรษฐกิจไทย เมื่อวันที่ 27 ม.ค.67 ระบุว่า…

ภาพรวมเศรษฐกิจโลก อาจโตแบบช้า ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยหากมองไปที่สหรัฐอเมริกา คาดว่าจะมีการเติบโตสูงขึ้นในปี 2567 ทั้งที่ในปัจจุบันยังมีอัตราดอกเบี้ยสูง แต่อัตราการว่างงานไม่มากนัก ภาวะทางการคลังมีหนี้สูง แต่ก็เชื่อว่าจะผ่านไปได้ ถึงแม้ที่ผ่านมาจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งติดต่อกัน เพื่อชะลอเงินเฟ้อไม่กระทบการเติบโตของสหรัฐฯ

ส่วนยุโรป ตอนนี้กำลังเผชิญปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ ของแพง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกไม่สมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะเรื่องการนำเข้าส่งออก ปัญหาสงครามรัสเซียกับยูเครนที่ยืดเยื้อยาวนาน ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและอาหารฝั่งยุโรปสูงขึ้น 

ขณะที่ญี่ปุ่น ยังติดกับดักเศรษฐกิจภาวะเงินฝืดมายาวนาน ซึ่งวันนี้ราคาสินค้าต่าง ๆ ที่ญี่ปุ่นแพงสําหรับคนญี่ปุ่น แต่กับคนไทยที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นจะรู้สึกได้ว่าค่าครองชีพที่นั่นถูกมากในรอบหลาย 10 ปี ฉะนั้นวันที่ภาพของญี่ปุ่น จึงเป็นภาพของการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงและการส่งออกที่ดีจากค่าเงินเยนอ่อน ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามผลักดัน ภายใต้สัญญาณการสิ้นสุดการหยุดดอกเบี้ยติดได้ลบเร็ว ๆ นี้ 

ข้ามมาที่ จีน ตอนนี้อยู่ในภาวะการปรับฐานเศรษฐกิจหลังจากที่เติบโตมายาวนาน ซึ่งทางการอยากให้โตช้าลง โดยเริ่มโฟกัสไปยังภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของจีน ด้วยการไม่อนุญาตให้ลงทุนกู้เงินซื้ออสังหาริมทรัพย์แบบเก็งกำไร เพื่อลดความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หลาย ๆ แห่ง เริ่มมีปัญหาในลักษณะนี้แล้ว ทางการจีนจึงมีความเข้มงวดมากขึ้น

ด้านภาพรวมของเศรษฐกิจไทย คุณพลัฏฐ์ อธิบายว่า ประเทศไทยเราเหมือนร้านอาหารเป็นร้านอาหารที่ดีแต่โต๊ะเต็มแล้ว ต้องเพิ่มช่องว่างและศักยภาพทางการตลาด โดยเปลี่ยนวิธีใหม่ ซึ่งมีหลายวิธี เช่น ปรับปรุงร้านใหม่ขายอาหารแพงขึ้น เปลี่ยนเป็นร้านอาหารที่ราคาสูงมีรายได้มากขึ้น ซึ่งหมายถึงต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนจากประเทศที่ขายของถูกกลายเป็นขายของแพง หรือ ลดต้นทุน เช่น ร้านอาหารนี้เคยใช้พนักงานจำนวนมาก ขายของไม่แพงเราก็เปลี่ยนมาใช้แอปพลิเคชันในการสั่งอาหาร และปรับใช้คนน้อยลง ก็สามารถทำให้ธุรกิจไปต่อได้

เปรียบแล้ว ประเทศไทย จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ต้องมีเมนูใหม่ ๆ มาขาย ที่ผ่านมาเรามีแต่เมนูเดิม ๆ ถ้าเรานึกภาพว่าประเทศไทยส่งออกอะไรบ้างเมื่อ 20 ปีก่อน ก็ยังเหมือนกันกับ 10 ปีที่แล้ว และก็เหมือนกันมาจนถึงวันนี้ที่เราก็ยังส่งออกของเดิม ๆ ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ เช่น สิงคโปร์ 30 ปีที่แล้วส่งออกแบบหนึ่ง 20 ปีที่แล้วส่งออกอีกแบบหนึ่ง 10 ปีที่แล้วกับวันนี้ก็ส่งออกอีกแบบหนึ่ง เปลี่ยนไปตลอด เพราะเขาเปลี่ยนไปตามทิศทางของโลก

เมื่อถามถึงเรื่องพลังงาน คุณพลัฏฐ์ อธิบายว่า โครงสร้างพลังงานของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้ประกอบการมีส่วนได้เปรียบ เช่น ซื้อพลังงานด้วยถ่านหินแก๊สธรรมชาติหรืออะไรต่าง ๆ แล้วบริหารจัดการผ่านกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งอาจจะมีต้นทุนสูง ทำให้ราคาพลังงานสูงตามไปด้วย จนไม่เกิดการแข่งขัน แต่กลับกันถ้าโรงไฟฟ้าสามารถขายตรงสู่ผู้บริโภคได้ ก็จะเกิดการแข่งขันกันทำโปรโมชัน ผู้บริโภคก็จะได้ประโยชน์ 

ส่วนสาเหตุทำให้ค่าไฟฟ้าแพง ก็เพราะว่าเรามีไฟฟ้าที่เหลืออยู่ในระบบเยอะมาก ทำให้ค่าเอฟทีแพง เพราะว่าเราต้องสำรองเรื่องนี้ แน่นอนว่าในข้อเสียก็มีข้อดีอยู่ เพราะถ้าหากเราเริ่มหนุนให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เป็นพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น แต่ยังคงมีเสถียรภาพของไฟฟ้าหมุนเวียนที่น้อย การมีไฟฟ้าที่เหลืออยู่ก็จะช่วยเข้ามาชดเชยตรงนี้ได้ 

โดยสรุปแล้วในส่วนของพลังงานไทย คุณพลัฏฐ์ มองว่า ประเทศไทยต้องก้าวตามเทรนด์พลังงานสีเขียวที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญมากขึ้น และมุ่งรณรงค์ให้ใช้รถไฟฟ้าอีวีมากขึ้น ซึ่งตรงนี้อาจจะทำให้ต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มตามมา แต่ผลของการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในส่วนนี้ ก็จะมีผลต่อค่าเอฟทีที่จะถูกลง ขณะเดียวกันมลพิษและอากาศจะเป็นสิ่งที่หายไป ส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเชื่อว่าหลายฝ่ายกำลังเดินหน้าในเรื่องนี้ ไม่ว่าเป็นเรื่องของการตั้งโรงงานต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งจุดจ่ายไฟ หรือนโยบายที่จะมาสนับสนุน แต่จะมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนนั้น คงต้องติดตามในรายละเอียดข้างหน้ากันต่อไป

‘ก.พลังงาน’ จ่อใช้ ‘กองทุนน้ำมันฯ’ กดราคาเบนซินต่อ หลังมาตรการปรับลดภาษีจะสิ้นสุดลงวันที่ 31 ม.ค.นี้

(26 ม.ค. 67) นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตามที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันกลุ่มเบนซิน ประกอบกับกระทรวงพลังงานได้มีมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินทุกประเภท ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันลดลงตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย. 2566 เป็นต้นมา โดยมาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ม.ค. 2567 ที่กำลังจะถึงนี้  

ซึ่งกระทรวงพลังงานได้ประชุมเตรียมความพร้อมในเรื่องดังกล่าว ทั้งการบริหารจัดการเรื่องราคาโดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) และการบริหารจัดการเรื่องปริมาณการจัดหาและการจำหน่ายโดยกรมธุรกิจพลังงาน และสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ มั่นใจแม้สิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือดังกล่าว ยังสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

“มาตรการช่วยกลุ่มเบนซินที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ม.ค.นี้ เป็นไปตามมติ ครม.ที่กระทรวงพลังงานเสนอในการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ใช้น้ำมันเบนซินในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงพลังงานขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยหลังจากสิ้นสุดมาตรการดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.นี้ กระทรวงพลังงานจะใช้กลไกของกองทุนน้ำมันฯ เข้ามาบริหารจัดการเรื่องราคาน้ำมัน เพื่อไม่ให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันตรวจสอบให้มีน้ำมันพร้อมจำหน่ายเต็มที่” นายประเสริฐ กล่าว

'วีระศักดิ์' ส่งมอบหนังสือรับรอง 'GBAC STAR' สู่ 6 สุดยอดผู้บริหารไทย หลังได้รับการรับรองมาตรฐานสุขอนามัยระดับสากลจากสหรัฐฯ

(26 ม.ค.67) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานกล่าวเปิดและปาฐกถาพิเศษ เรื่อง 'มาตรฐานสุขอนามัยในกระแสการท่องเที่ยวของสากล' ที่อาคารศูนย์การประชุมบางแสนเฮอริเทจ จังหวัดชลบุรี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และนายกเทศมนตรีเมืองแสนสุขร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับงานดังกล่าว ได้รับเกียรติจาก ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. และประธานอนุกรรมการแผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. กล่าวแนะนำโครงการและนางสาวนวลสมร อุณหะประทีป หัวหน้าโครงการ รายงานผลการดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานสุขอนามัยระดับสากลจบแล้ว

หลังจากนั้น นายวีระศักดิ์ ก็ได้ขึ้นทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีมอบหนังสือรับรอง การเป็นผู้ได้รับการรับรองมาตรฐานสุขอนามัยระดับสากล หรือ GBAC STAR ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองมาตรฐานด้านสุขอนามัยที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา ให้กับผู้บริหารของไทย 6 แห่งที่ได้รับการรับรองในปีนี้ ได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต, ศูนย์การประชุมบางแสนเฮอริเทจ ชลบุรี, บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซนทรัลเวิลด์, บ้านปารค์นายเลิศ, บริษัทนิกรมารีน ภูเก็ต และ บริษัทสุโข เวลเนสแอนด์ สปา จำกัด โดยเมื่อรวมกับที่ได้รับไปรุ่นแรกในปีก่อนหน้าอีก 4 แห่ง คือ ไทเกอร์มวยไทย, ป่าตองเบย์วิว, เกาะยาวใหญ่วิลเลจ และ อ่าวนางปรินซ์วิลล์ รีสอร์ตแอนด์ สปา ก็ทำให้ไทยมีสถานที่ที่ได้รับตรามาตรฐานนี้รวมแล้ว 10 แห่ง

อนึ่ง มาตรฐาน GBAC STAR ได้ถูกใช้ในสถานประกอบการมาตรฐานนับพันแห่งทั่วโลก เช่น สนามบิน JFK, สนามบินลากัวเดียร์, สนามบินนวอค์, ท่าเรือนิวยอร์ก, ท่าเรือนิวเจอร์ซีย์, ศูนย์ประชุมนานาชาติออราเคิลและสนามกีฬาที่แอตแลนตา จอร์เจีย ซึ่งเป็นเมืองเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน เป็นต้น ขณะนี้มีกิจการต่างๆ รอรับการประเมินให้ผ่านการรับรองมาตรฐาน GBAC STAR อีกหลายพันแห่งทั่วโลก

สำหรับการขอรับรองตรามาตรฐาน GBAC STAR ของไทย เป็นการร่วมมือผ่านงานวิจัยที่นักวิจัยและวิชาการจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยงบประมาณจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ทำงานร่วมกับแต่ละสถานที่เพื่อใช้ประโยชน์จากฐานเดิมที่สถานประกอบการหลายๆ แห่งในไทยเคยพัฒนาระบบมาตรฐานสุขอนามัยผ่านระบบ SHA และ SHA+ ที่ดำเนินการโดยททท.และกระทรวงสาธารณสุขมาก่อนในช่วงรับมือโรคระบาด โควิด19  

ดังนั้น ด้วยการดำเนินการเพิ่มการบันทึกเอกสารและขั้นตอนรายละเอียดอีกเพียงไม่มาก ผู้ประกอบการก็เข้าเกณฑ์ที่จะผ่านการประเมินของ GBAC STAR ที่ตลาดสหรัฐฯ, แคนาดา, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่ให้ความเชื่อถือต่อมาตรฐานนี้อย่างยิ่งได้แล้ว 

อีกทั้งผู้ประกอบการต่างพึงพอใจที่นอกจากจะมีตรารับรองที่ตลาดไว้วางใจแล้ว ยังได้มาตรฐานที่สร้างความปลอดภัยให้พนักงานหน้างานของตนเอง มีแผนรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน มีแผนประเมินความเสี่ยงที่อาจมาถึง และมีการเปลี่ยนแปลงที่กระตุ้นให้ Supply Chains และนิเวศของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยตื่นตัว และเท่ากับช่วยยกระดับมาตรฐานของการเดินทางและท่องเที่ยวไทยไปด้วย

นอกจากนี้ ผลพลอยได้ที่เกิดจากกิจกรรมคือ นักวิจัยไทยจากโครงการนี้ ซึ่งมีทั้ง มอ.ภูเก็ต และ นิด้า ได้กลายเป็นผู้มีความชำนาญในการออกแบบติดตามและประเมินมาตรฐานตามระบบของ สมาคม ISSA Worldwide Cleaning Industry Association USA และได้รับการรับรองให้เป็นบุคลากรเชี่ยวชาญในการประเมินอิสระให้ GBAC STAR ในระดับภูมิภาคด้วย

‘รมว.ปุ้ย’ พร้อมดัน ‘ไทย’ สู่ฮับ ‘รถยนต์ EV’ และศูนย์กลางจัดการแบตฯ อย่างเป็นระบบ

รมว.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้คำมั่นการเดินหน้าอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ว่า “ขอให้คลายความกังวล ว่าประเทศไทยไม่ใช่แค่ดึงดูดนักลงทุนเข้ามา ไม่ใช่แค่ต้องการรายได้จากการลงทุนเท่านั้น แต่เรากำลังทำให้ประเทศนี้เป็นฮับของการผลิตรถยนต์ EV ต่อไปจะเป็นศูนย์กลางจัดการขยะของเสียเหล่านี้ด้วย เพราะเราทำการจัดการอย่างเป็นระบบ”

‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ผู้นำหน่วยรบพิเศษแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้านายนอกพระราชวงศ์ เบื้องหลังพิชิตศึกสงคราม 9 ทัพ

‘ผู้นำหน่วยรบพิเศษ, หน่วยจารชน, หน่วยทะลวงฟัน, หน่วยนินจา, หน่วยเสือหมอบแมวเซา, หน่วยทหารกองโจร’

คำเหล่านี้เปรียบเสมือน Key Word ของเจ้านายพระองค์หนึ่ง นาม ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ‘ซึ่งเป็นพระโอรสของ ‘พระเจ้าขุนรามณรงค์’ พระเชษฐาของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

แม้ว่าจะมีชาติกำเนิดเป็นสามัญชน เนื่องจากเกิดแต่อนุภรรยา และนับว่าเป็นเจ้านายนอกราชวงศ์จักรี แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ขึ้นเป็นเจ้านายในพระราชวงศ์จักรีในชั้นพระองค์เจ้า เนื่องจากทรงพระเมตตาและทรงเล็งเห็นว่า เจ้านายพระองค์นี้จะเป็นกำลังสำคัญต่อกองทัพของกรุงรัตนโกสินทร์เป็นแน่ 

‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟังนี้ หากเราจะค้นหาพระประวัติของพระองค์อย่างละเอียดนั้น บอกได้เลยว่า ‘ยากมาก’ เหมือนค้นหาประวัติของสายลับที่ถูกซ่อนไว้ในชั้นความลับ จะพบก็แต่เพียงร่องรอยที่ประทับและบันทึกการรบของพระองค์เท่านั้น

หากแต่ก็พอมีประวัติของประทับ ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ อยู่บ้าง นั่นก็คือ ‘วังบ้านปูน’ วังที่ ณ วันนี้ หลงเหลือเรื่องราวให้ติดตามน้อยพอดู รู้แต่เพียงว่าในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกนั้น เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อปกป้องบ้านเมืองในภาวะที่ยังไม่ปลอดจากสงคราม รัชกาลที่ ๑ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านายเสด็จไปประทับในพื้นที่บริเวณตั้งแต่ปากคลองบางกอกน้อยไล่ลงไปทางทิศใต้จนถึงวัดระฆัง อันได้แก่ วังสวนลิ้นจี่, วังสวนมังคุด และวังบ้านปูน

สำหรับ ‘วังบ้านปูน’ นั้น มีประวัติที่ระบุเพียงพระนาม ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ไปประทับเพียงองค์เดียว ไม่ปรากฏเชื้อสายของพระองค์ และมีเพียงซากของกำแพงเก่าที่ไม่น่าจะระบุอะไรได้ชัดเจนนัก หรือถ้าจะมีบันทึก ก็มีเพียงสั้นๆ จากพระนิพนธ์เรื่อง ‘ตำนานวังเก่า’ ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในปี พ.ศ.๒๔๖๕ ที่ระบุว่า…

“วังบ้านปูน อยู่ระหว่างวังสวนมังคุดกับวัดระฆัง ซึ่งในเวลานั้นมีทางเดินเป็นตรอกเรียกว่า ‘ตรอกเจ้าขุนเณร’ และปัจจุบันเชื่อกันว่า พื้นที่ของ ‘วังบ้านปูน’ ได้กลายเป็นโรงเรียนสุภัทรา และ ภัทราวดีเธียเตอร์ ไปแล้ว”

>> จากที่ประทับ ก็มาสู่เรื่องของภารกิจการรบของพระองค์ที่พอจะมีบันทึกกันอยู่บ้างดีกว่า...

เริ่มจากคราวสงคราม ๙ ทัพ ที่เป็นสงครามใหญ่กับฝั่งพม่าครั้งสุดท้าย ครานั้น ‘พระเจ้าปดุง’ พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์โก้นบอง (ราชวงศ์สุดท้ายของพม่า) ได้ส่งไพร่พลจำนวนกว่า ๑๕๐,๐๐๐ นาย มาบุกกรุงรัตนโกสินทร์ถึง ๙ กองทัพ ได้มุ่งเข้าตีตั้งแต่เหนือจรดใต้ 

- ทัพที่ ๑ ตีเมืองปักษ์ใต้ ตั้งแต่ชุมพรลงไปจนถึงเมืองถลาง 
- ทัพที่ ๒ ตีหัวเมืองตะวันตกทางด่านบ้องตี้ ตีเมืองราชบุรี, เพชรบุรี เพื่อไปบรรจบทัพที่ ๑ ที่เมืองชุมพร 
- ทัพที่ ๓ ตีหัวเมืองเหนือจากเชียงแสน, ลำปาง ไล่ลงมาเพื่อมาบรรจบที่กรุงเทพฯ 
- ทัพที่ ๔ ตีหัวเมืองเหนือจาก เมืองตาก, กำแพงเพชร ลงมาบรรจบที่กรุงเทพฯ
- ส่วนทัพที่ ๕, ๖, ๗, ๘, ๙ ซึ่งมีทัพหลวงของพระเจ้าปดุงรวมอยู่ด้วย โดยยั้งรอกองทัพอื่นๆ เพื่อที่จะรุกเข้าสู่สยามทางด่านพระเจดีย์สามองค์

เกริ่นทัพของพม่าไปแล้ว ก็ขอวนมาที่ ‘กองทัพสยาม’ ซึ่งก็ต้องแจ้งให้ทราบชัดว่า เรามีคนน้อยกว่าเขาเยอะ โดยเฉพาะทัพหลัก ๕ กองทัพ ที่เราต้องต้านไว้ก่อนที่พม่าจะรุกเข้ามาในเขตปะทะ…

โดยจอมทัพสยามในขณะนั้นคือ ‘สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท’ ได้มีพระบัณฑูรมอบหมายภารกิจให้ ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ พร้อมหน่วยรบพิเศษที่พระองค์เข้าพื้นที่ก่อนที่ทัพหลักจะเดินทางไปถึง เพื่อไปสกัดทัพหน้าของพม่า คอยดูลาดเลา สืบราชการลับ และรวบรวมไพร่พลที่พอจะเป็นกำลังรบได้ ซึ่งในบริเวณนั้นก็จะมี ชาวไทย, มอญ, ข่า, ละว้า และกะเหรี่ยง ตั้งค่ายเฉพาะกิจอยู่ที่ท่ากระดาน อันเป็นยุทธการสำคัญและเสี่ยงตายมากๆ 

(ปัจจุบันพื้นที่ตรงนี้ถูกน้ำท่วมไปหมดแล้ว ที่เคยปรากฏชื่อก็จะมี ‘บ้านเจ้าเณร’ หรือชื่อเดิมของเขื่อนศรีนครินทร์ที่เรียกว่า ‘เขื่อนเจ้าเณร’ ให้ได้นึกตาม)

ภารกิจต่อมาเมื่อทัพหลวงของวังหน้า (สยาม) มาถึงแล้ว ก็ได้เริ่มยุทธวิธี ‘การรบแบบกองโจร’ โดยใช้ไพร่พลเพียง ๑,๘๐๐ คน อ้อมไปตีค่ายพม่าจากด้านหลัง คอยปล้นเสบียงและยุทโธปกรณ์ของพม่า ทั้งช้าง ทั้งม้า ที่ยกมาจากเมืองเมาะตะมะ ทวาย และตะนาวศรีไม่ให้ถึงกองทัพหลักของพม่าที่ตั้งประชิดอยู่ในชายแดนไทย เรียกว่าทำยังไงก็ได้ให้ทัพพม่าเกิด ‘ห่วงหน้า-พะวงหลัง’ ขาดแคลนเสบียง เสียขวัญ ดังพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ระบุว่า... 

“พระเจ้าปดุง (พม่า) ทราบว่ากองทัพหน้ามาถึงประชิดอยู่กับไทย ได้แบ่งเสบียงในกองทัพหลวงส่งมายังกองทัพหน้าก็ถูกไทยตีชิงเอาไปเสียเนืองๆ ครั้งหนึ่งใช้เอาเสบียงบรรทุกช้าง ๖๐ เชือก มีกองลำเลียงเสบียง คุมมา ๕๐๐ คน กองโจรของไทยไปซุ่มอยู่ก็ตีเอาไปได้หมด ทีหลังจึงส่งเสบียงกันไม่ได้”

เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้อยู่ราวๆ ๒ เดือนเศษ ‘สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท’ ทรงเห็นว่ากองทัพพม่ามีใจที่ฮึกเหิมน้อยลง อดอยากปากแห้ง หนีทัพไปก็มาก จึงได้รุกระดมตีค่ายพม่าพร้อมกันทุกค่ายจนทัพพม่าแตกพ่ายหนีตายกลับไปจนสิ้นทัพ ซึ่งการที่จะเป็นเช่นนั้นได้ ล้วนเกิดจากยุทธวิธีแทรกซึม เพื่อทำลายล้างหลังบ้านของกองทัพพม่า จนไม่เป็นอันทำการรบ จากความฉกาจของหน่วยรบพิเศษ ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ นั่นเอง 

อย่างไรก็ตาม หลังจากสงคราม ๙ ทัพ ก็เหมือนว่าเรื่องของ ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ดูจะเงียบหายไป จนกระทั่งมาเกิดเหตุการณ์ศึกใหญ่อีกครั้งทางฝั่งลาวในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ จากบันทึก ‘อานามสยามยุทธ’ ถึงเรื่องกบฏของเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ 

โดยพระองค์ได้รับภารกิจพิเศษจาก ‘สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ’ ในการรบแบบกองโจร โดยใช้ ‘ทหารไทย+ทวาย’ ที่เป็นคนโทษประมาณ ๕๐๐ คน ร่วมกับทหารในสังกัดของพระณรงค์สงคราม แห่งเมืองนครราชสีมาอีก ๕๐๐ คน เข้ารบแบบกองโจร ปล้นเผาค่าย ด้วยวิธีแบบจารชนคือ จับทหารลาวมาได้ ๗ คน ซึ่งยอมสวามิภักดิ์ต่อ พระองค์เจ้าขุนเณร (ซึ่งกำลังหาเสบียงกินกันเอง...นับว่าลำบากน่าดู) แล้ววางแผนดำเนินการแทรกซึมโดยใช้ทหารลาว ๑ คนผสมกับทหารไทยอีก ๖ คน แต่งกายเป็นลาวทำทีกลับเข้าค่ายลาวที่ทุ่งส้มป่อย โดยพระองค์เจ้าขุนเณรได้ตรัสสั่งแผนว่า...

“ถ้าเข้าค่ายลาวได้ ให้ไล่ฆ่าฟันลาวในค่ายคลุกคลีตีลาวไปอย่าให้ลาวทันตั้งตัวหาอาวุธได้ ให้นำคบเพลิงเผาค่ายลาวขึ้นด้วย”

เหตุการณ์เป็นไปตามแผนไฟลุกโหมเผาค่ายทุ่งส้มป่อยไปทั้งค่าย ทหารลาวที่บ้างก็นอนหลับ บ้างก็นั่งดื่ม บ้างก็ไม่พร้อมจะรบ ก็ถูกกำลังกองอาทมาต ๕๐๐ คน ซึ่งนำโดยพระองค์ลอบเข้าค่าย ฆ่าฟันทหารลาวเป็นจำนวนมาก จนเมื่อทัพหลวงของไทยมองเห็นค่ายของลาวเกิดไฟไหม้ จึงได้ยกทัพใหญ่บุกเข้าไปสมทบ ไล่รุกจนทัพลาวแตกกระเจิงไป

เรื่องน่าทึ่งของ ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ก็คือหากนับจากเหตุสงคราม ๙ ทัพที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๒๘ คงมีพระชนม์ไม่น่าต่ำกว่า ๒๐ ชันษา มาจนถึงสงครามกับเจ้าอนุวงศ์ในปี พ.ศ. ๒๓๖๙ ที่ห่างกันถึง ๔๑ ปี พระชันษาของพระองค์ก็น่าจะประมาณ ๖๑ เมื่อมาเป็นหัวหน้าหน่วยรบพิเศษในครั้งหลัง แสดงว่าพระองค์ยังคงรักษาความเก่งกล้า ความเชี่ยวชาญ และร่างกายที่มีสมรรถภาพไม่แพ้วัยหนุ่ม

การรบการแบบกองโจรของ ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ในพื้นที่การรบ ทำให้การรบของทัพหลวงได้รับชัยชนะรวดเร็วขึ้น แก้ไขสถานการณ์ที่เพลี่ยงพล้ำแก่ข้าศึก ให้กลายเป็นได้เปรียบอย่างคาดไม่ถึง กลยุทธ์ที่เสี่ยงแก่ชีวิต แต่รู้การแพ้ชนะในเวลาอันสั้น ใช้การลวง การจู่โจม ด้วยความเด็ดขาด กล้าหาญ รุนแรง รวดเร็ว เป็นแนวทางของการรบแบบกองโจรที่สืบต่อมาจนสมัยนี้

ที่ผมยกเรื่องของ ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ มาเล่านี้ นอกจากจะเป็นการหยิบเกร็ดประวัติศาสตร์มาเผยแพร่แล้ว อีกส่วนสำคัญก็เพื่อให้เราได้ตระหนักรู้ถึงการเสียสละภายใต้วีรกรรมอันเก่งกล้าของบรรพบุรุษไทย อย่าง ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ที่แลดูเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ในการนำพระนามของพระองค์ท่านไปตั้งเป็นชื่อ ‘ค่ายขุนเณร’ กรมรบพิเศษที่ ๕ ตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 

เพราะนี่คือ สิ่งยึดเหนี่ยวสำคัญที่จะช่วยเตือนใจแก่เหล่า กำลังรบพิเศษแห่งสยาม ให้ฮึกเหิม เติมไฟด้วยเกียรติวีรกรรมของ ‘พระองค์เจ้าขุนเณร’ ไว้เป็นหมุดหมายแห่งความมุ่งมั่น เพื่อปกป้องอธิปไตยชาติไทยของเราสืบต่อไป...

‘นักแสดงซีรีส์ดังชาวเกาหลีใต้’ ผู้รับบทเป็น ‘คนไทย-ครูสอนมวยไทย’ สร้างความประทับใจด้วยรอยสัก “ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙” บนหน้าผาก

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 67 ซีรีส์เกาหลีเรื่อง ‘A Shop for Killers’ หรือ ‘มรดกร้านนักฆ่า’ ที่กำลังเป็นไวรัลดังและกำลังฉายอยู่บนแพลตฟอร์ม Disney+ Hotstar ในขณะนี้ ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กสาวคนหนึ่งที่ถูกเลี้ยงดูโดยคุณอามาตั้งแต่เล็ก หลังต้องสูญเสียพ่อและแม่ไป แต่เมื่อคุณอาของเธอจากไป กลายเป็นว่าเธอต้องรับมือกับมือสังหารมากมายที่พยายามตามฆ่าเธอ

ซึ่งความน่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้ นอกจากจะมีเนื้อเรื่องสุดเข้มข้นแล้ว ยังมีตัวละครตัวหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นก็คือ ‘พสิน’ ตัวละครคนไทยและครูสอนมวยไทย ที่รับบทโดยนักแสดงชาวเกาหลีใต้ชื่อ ‘คิมมิน’

โดยตัวละคร ‘พสิน’ นั้น ถึงแม้นักแสดงจะไม่ใช่คนไทย แต่เขาก็ใส่ความเป็นไทยให้กับตัวละคร ด้วยรอยสัก “ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙” ไว้บนหน้าผากของพสินด้วย ซึ่งซีนหนึ่งที่ได้เห็นรอยสักบนหน้าผากของพสินชัดๆ ก็เล่นเอาคนไทยถึงกับประทับใจในความใส่ใจรายละเอียดของตัวละครพสินกันอย่างมากเลยทีเดียว

‘รทสช.’ ยัน!! ‘เจ๋ง ดอกจิก’ หลุดคณะทำงานพรรคตั้งแต่ ธันวา 66 ลั่น!! จุดยืนพรรคชัดเจน ‘ทำผิด-หลักฐานชัด’ ขับพ้นสมาชิกลูกเดียว

(27 ม.ค. 67) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์ข้อความถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหลังตำรวจรวบตัว นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ ‘เจ๋ง ดอกจิก’ สมาชิกพรรค รทสช. ภายในทำเนียบรัฐบาล หลังมีการกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการข่มขู่เรียกเงินอธิบดีกรมการข้าว 3 ล้านบาทว่า…

กรณีของนายยศวริศ ตามที่ปรากฏบนสื่อต่างๆ ขอชี้แจงว่า…

1.) พรรคฯ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหา และขอสนับสนุนให้พิจารณาไปตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเจ้าตัวก็มีสิทธิ์ที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง 

2.) กรณีที่มีคำสั่งแต่งตั้ง นายยศวริศ หรือ ‘คุณเจ๋ง’ เป็นคณะทำงานนั้น ได้ถูกยกเลิกไปตั้งแต่เดือน ธ.ค. 66 แล้ว ส่วนของ น.ส.พิมณัฏฐา ก็ถูกยกเลิกทันทีที่ทราบข่าว 

3.) กรณีที่สมาชิกคนไหนไปกระทำความผิด มีหลักฐานชัดเจน กรรมการบริหารฯ จะพิจารณาขับออกจากสมาชิกตามข้อบังคับ ซึ่งเคสนี้จะมีการนำเข้าเพื่อพิจารณาในการประชุมกรรมการบริหารในรอบต่อไป

‘รมว.ปุ้ย’ ตั้งเป้า!! ดึงต่างชาติลงทุนในไทย หนุนโอกาสทางธุรกิจ เล็งนำร่อง ‘อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ’ ฟื้น ศก.-เพิ่มขีดการแข่งขัน

เมื่อไม่นานนี้ นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ตั้งเป้าหมาย เร่งดึงนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศ และตรึงให้ผู้ประกอบการในประเทศให้ดำเนินกิจการได้อย่างแข็งแกร่ง ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กำลังรวบรวมและประมวลผล ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังโดนผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวมีจำนวนกี่ราย ใครบ้าง เพื่อส่งสัญญาณให้ต้องมีการปรับตัว โดยมีธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย คอยช่วยเหลือ เพื่อให้เกิดการปรับตัว เพราะบางอุตสาหกรรมมีเครื่องจักรที่ทำงานได้หลายอย่าง จึงเสนอไปว่าอาจปรับไปผลิตอุตสาหกรรมการแพทย์ควบคู่กับการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมที่เป็นโอกาส แต่เอ่ยชื่อไป หลายคนอาจจะตกใจ คือ ‘อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ’ หมายถึง การผลิตยุทโธปกรณ์ อาทิ รถถัง, เรือรบ, ปืน หรือแม้แต่กระสุน แล้วส่งออกได้จำนวนมาก จึงเป็นอุตสาหกรรมอีกประเภทที่ควรจะต้องส่งเสริม เพื่อให้เกิดการสนับสนุนที่มากขึ้น คงต้องไปหารือกับกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกระทรวงกลาโหม ในการดูเรื่องภาษี อาทิ รถถัง นำเข้าทั้งคันภาษีถูกกว่าการนำเข้ามาประกอบ

ดังนั้น จึงต้องไปดูเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม หรือเพิ่มขีดการแข่งขัน ผู้ผลิตในประเทศจะได้มีโอกาสแข่งขันกับผู้นำเข้าได้

‘ลิซ่า’ คว้าอันดับ 2 ‘100 Global Fashion Icons of 2023’ ผู้ทรงอิทธิพลทางแฟชั่นระดับโลก ทีมดาราไทยติดลิสต์เพียบ!!

เปิดรายชื่อซูเปอร์สตาร์ไทยติดในลิสต์ ‘100 Global Fashion Icons of 2023’ โดย ‘ลิซ่า’ คว้าอันดับที่ 2 ส่วนทางด้านหนุ่ม ‘ไบร์ท’ คว้าอันดับที่ 11 โดยเป็นการเสนอชื่อเข้าชิง และมีการโหวตจากทั่วโลก ให้กับเหล่าไอคอนคนดังที่โดดเด่นมีสไตล์ อิทธิพลต่อวงการแฟชั่น

ซูเปอร์สตาร์เมืองไทยไม่ธรรมดาจริงๆ ทำเอาวงการแฟชั่นทั่วโลกต่างให้ความสนใจกันมากมาย เพราะว่าล่าสุด ‘The Global Choice’ ได้มีการจัดอันดับของไอดอล และซูเปอร์สตาร์ที่มีผลต่อวงการแฟชั่นระดับโลกทั้งชายและหญิง รวมกัน 100 คน หรือ ‘100 Global Fashion Icons of 2023’ ที่มีสไตล์โดดเด่น มีอิทธิพลทางแฟชั่นระดับสากล โดยในรายชื่อดังกล่าว มีซูเปอร์สตาร์ ดารา นักแสดง และไอดอลเมืองไทยติดลิสต์ ‘100 Global Fashion Icons of 2023’ หลายคน มาดูกันว่าในลิสต์รายชื่อนี้จะมีเหล่าคนดังบ้านเราคนไหนบ้าง?

เริ่มความปังกับอันดับที่ 2 ‘ลิซ่า Blackpink’ ครองตำแหน่ง ‘Global Brand Ambassador’ ถึง 2 แบรนด์ดังสุดลักซ์ชัวรี่อย่าง ‘BVLGARI’ และ ‘CELINE’

อันดับที่ 11 ‘ไบร์ท วชิรวิชญ์’ ด้วยความฮอตและการันตีด้วยคุณภาพจากหลายๆ ด้าน ทำให้ ‘ไบร์ท’ ถูกเลือกเป็น Brand Ambassador คนแรกแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตอนใต้ ของ Burberry รวมทั้งปี 2023 ที่ผ่านมา ‘ไบร์ท’ ได้เดินสายร่วมงานและรับรางวัล ทั้งในไทยและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

อันดับที่ 15 ‘วิน เมธวิน’ ได้รับการแต่งตั้งเป็น ‘Brand Ambassador’ ของแบรนด์ ‘PRADA’ แถมยังเป็นพรีเซนเตอร์ดังๆ จากหลายสินค้า จนนับไม่หวาดไม่ไหวเลยทีเดียว

อันดับที่ 25 ‘อาโป ณัฐวิญญ์’ มีตำแหน่ง ‘House Ambassadors’ ของแบรนด์ ‘Dior’ และ ‘Friend of Piaget’ จากแบรนด์นาฬิกาและเครื่องประดับสัญชาติสวิส

อันดับที่ 31 ‘ใหม่ ดาวิกา’ รับตำแหน่งแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ ‘Gucci’ ฝั่งแฟชั่น และ ‘Gucci Beauty’ คนแรกของประเทศไทย พ่วงตำแหน่ง ‘FRIEND of BVLGARI’ อีกด้วย

อันดับที่ 38 ‘กลัฟ คณาวุฒิ’ นักแสดงชาวไทย มีตำแหน่ง ‘Friend of Brand Onitsuka Tiger’ และ ‘Friend of Gucci’


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top