Wednesday, 15 July 2026
TheStatesTimes

27 มกราคม ของทุกปี วันรำลึกเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สากล ‘กองทัพแดง’ ปลดปล่อยเชลยศึกจากค่ายนาซี

เหตุการณ์ฮอโลคอสต์ ถือเป็นความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดของชาวยุโรป นับเป็นโศกนาฏกรรมครั้งประวัติศาสตร์ที่เกิดจากความเกลียดชังในใจมนุษย์จนนำไปสู่การทำลายล้าง และเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่กระตุ้นให้เรารู้จักยอมรับในความแตกต่างของผู้อื่น

คำว่า ‘ฮอโลคอสต์’ ในความหมายของนักประวัติศาสตร์มักใช้อ้างถึงเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรปราว 6 ล้านคน โดยพรรคนาซีเยอรมันช่วงปี 1941-1945 ซึ่งเหตุการณ์นี้นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่สุดของโลก เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่โหดร้ายที่สุด มีการวางแผนสังหารหมู่อย่างเป็นระบบโดยการสนับสนุนของรัฐบาล และมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ทั้งนี้ วันที่ 27 มกราคมของทุกปี จึงถูกกำหนดให้เป็นวันรำลึกเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สากล หรือ International Holocaust Remembrance Day เป็นวันที่องค์การสหประชาชาติกำหนดให้มีขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ที่กองทัพแดงของสหภาพโซเวียตปลดปล่อยเชลยศึกนาซีในค่าย Auschwitz-Birkenau ค่ายกักกันและค่ายมรณะของนาซีที่ใหญ่ที่สุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี ค.ศ. 1945

'ม.หอการค้า' เผย 10 อาชีพ จองใจ Gen Z ปี 2567 'วิศวกรไซเบอร์-แพทย์-ยูทูบเบอร์-หมอดู' มาแรง!!

(26 ม.ค. 67) นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานการณ์ตลาดแรงงานไทยในปีนี้ ที่ขับเคลื่อนด้วยเด็ก Gen Z โดยพบว่า ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2566 ประเทศไทย มีจำนวนคนว่างงาน อยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่ที่ 0.99% หรือมีผู้ว่างงาน 4.01 แสนคน ส่วนสถานการณ์ 'ผู้มีงานทำ' อยู่ที่ 40.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1.3% จากปีก่อน

นอกจากนี้ ยังได้เปิดผลสำรวจ 10 อาชีพเด่นในฝันเด็กรุ่นใหม่ Gen Z ในปี 2567 อีกด้วย

สำหรับ 10 อันดับ อาชีพเด่นปี 2567 ได้แก่...

1. วิศวกรความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคความปลอดภัย

2. แพทย์ (ด้านศัลยกรรม ด้านผิวหนัง) 

3. นักกายภาพบำบัดนักจิตวิทยา และ ทันตแพทย์ 

4. นักวิเคราะห์ข้อมูล หรือนักออกแบบข้อมูล

5. ยูทูบเบอร์, TikToker, อินฟลูเอนเซอร์, สตรีมเมอร์, พ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์, ดารานักแสดง, นักร้อง 

6. นักการตลาดออนไลน์, นักพัฒนาซอฟต์แวร์ 

7. นักวิเคราะห์การเงิน,ที่ปรึกษาทางการเงิน และนักวางแผนทางการเงิน 

8. ผู้ประกอบการ (ธุรกิจส่วนตัว) 

9. ที่ปรึกษากฎหมาย ทนายความ และกฎหมาย 

10. ติวเตอร์ และ หมอดู

ทั้งนี้ได้มีการวิเคราะห์ เหตุผล ที่ทำให้บางอาชีพมีความโดดเด่นในหมู่ Gen Z โดยมีคำอธิบาย ดังนี้...

- อาชีพเด่นอันดับ 1 อย่าง วิศวกรความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ มาจากโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ข้อมูลมีมากมายมหาศาล ทำให้ความปลอดภัยของข้อมูลองค์กรเป็นสิ่งสำคัญ เป็นอาชีพที่มีผลตอบแทนสูง ตลาดขาดแคลนจึงมีความต้องการแรงงานสูง 

- อาชีพเด่นอย่าง YouTuber, TikToker, อินฟลูเอนเซอร์ เป็นเพราะปัจจุบันอาชีพดังกล่าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจ วัฒนธรรม การศึกษามากขึ้นทั้งในแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ ผู้คนให้ความสำคัญกับโซเชียลมีเดียมากขึ้น สามารถสร้างแบรนด์ของตัวเองและสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง สร้างรายได้และโอกาสใหม่ๆ ทำเป็นอาชีพเสริมได้มีอิสระในการทำงาน

- อาชีพเด่นอย่าง ผู้เชี่ยวชาญอี-คอมเมิร์ซ และ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ มาจาก เทรนด์การค้าผ่านออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น รวมถึงมีรูปแบบการตลาดใหม่ๆผู้บริโภคลดการใช้จ่ายผ่านหน้าร้าน เช่น ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต มาเป็นการใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ E-commerce มากขึ้น รวมทั้งกระแสการซื้อก่อนจ่ายทีหลังช่วยให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการซื้อสินค้าได้ง่าย มีต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจน้อย

ท้ายสุดกับอีกอาชีพเด่น อย่าง 'หมอดู' มาจากความต้องการดูหมอมีมากขึ้นในยุค 'มูเตลู' มีอัตราผลตอบแทนสูงสามารถต่อยอดธุรกิจด้านความเชื่อได้หลากหลาย โดยเฉพาะการจำหน่ายวัตถุมงคล เช่น กระเป๋าเงินประจำวันเกิด หรือการสร้างแอปพลิเคชัน ดูดวง/เสริมมงคล เพื่อขายผ่านสมาร์ตโฟน ฯลฯ อีกทั้งมีต้นทุนไม่มาก ไม่จำเป็นต้องมีสถานที่ดูดวงเป็นของตนเอง รวมถึงดูดวงผ่านออนไลน์ได้ 

‘บอร์ด ปตท.’ แต่งตั้ง ‘คงกระพัน อินทรแจ้ง’ นั่งเก้าอี้ ‘CEO ปตท.’ คนที่ 11 มีผล พ.ค. 67

เมื่อวานนี้ (25 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ปตท. ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ บมจ.ปตท. วานนี้ (25 ม.ค.) ได้พิจารณาวาระการสรรหาประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) คนใหม่ต่อจาก นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ครบวาระ 4 ปีในเดือนพฤษภาคม 2567 โดยที่ประชุมมีมติเลือก นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง CEO ปตท.คนที่ 11 จากผู้สมัครทั้ง 5 รายที่เป็นผู้บริหาร ปตท.

ปัจจุบัน นายคงกระพัน อินทรแจ้ง อายุ 55 ปี จบการศึกษาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมเคมี) (เกียรตินิยมอันดับสอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อจนจบ Doctor of Philosophy (Ph.D.) in Chemical Engineering, University of Houston, U.S.A.

มีประสบการณ์มากกว่า 25 ปีในการบริหารบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และการกลั่นปิโตรเลียมแบบครบวงจร รวมถึงมีความเชี่ยวชาญในด้านการกำหนดกลยุทธ์องค์กร การพัฒนาธุรกิจ การเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ การวิจัยและพัฒนา (R&D) การพัฒนาโครงการลงทุนที่สำคัญ การควบรวมกิจการระหว่างประเทศ และการบริหารจัดการกิจการร่วมค้า

มีประสบการณ์ที่หลากหลายในการบริหารจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ และเคยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Emery Oleochemicals Group และกรรมการของบริษัทย่อยในต่างประเทศ ได้แก่ Emery Oleochemicals Group ในประเทศมาเลเซีย Vencorex Holding ในประเทศฝรั่งเศส และ NatureWorks LLC ในสหรัฐอเมริกา

ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดำรงตำแหน่งประธานร่วม France-Thailand Business Forum โดยมีบทบาทหน้าที่ในการเป็นผู้นำและส่งเสริมในเรื่องเศรษฐกิจความร่วมมือกัน (Economic Collaboration) รวมทั้งการลงทุนและการค้าทั้งสองทาง (Two-way trade and investment) ระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศส

ดำรงตำแหน่งสมาชิกของ United Nations Global Compact (UNGC) และสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (WBCSD) รวมทั้งกรรมการขององค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD)

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน)
*กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการ กรรมการบริหารความเสี่ยง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

*รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ประจำประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

*กรรมการ และกรรมการบริหารความเสี่ยง บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)

28 มกราคม พ.ศ. 2551 ‘สมัคร สุนทรเวช’ ได้คะแนนเสียงจาก สส. ให้ดำรงตำแหน่ง ‘นายกฯ คนที่ 25’ ของไทย

‘สมัคร สุนทรเวช’ ผู้คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน พรรคที่พัฒนามาจากพรรคไทยรักไทยในอดีตที่ถูกยุบพรรคไปเมื่อ พ.ศ. 2549 โดยพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 และทำให้นายสมัครได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดคือนายกรัฐมนตรีคนแรกหลังจากเหตุการณ์การรัฐประหาร พ.ศ. 2549 ทั้งนี้ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีมีขึ้นในวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2551 ครั้งนั้นมีเรื่องสำคัญที่ฝ่ายพรรคพลังประชาชนกับฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์หยิบขึ้นมาพูดคุยกัน 2 ประเด็น คือ 1.) การเสนอให้ผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องอภิปรายแสดงวิสัยทัศน์ และ 2.) การเสนอชื่อคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี

สืบเนื่องจากผลจากการเลือกตั้ง แม้ว่าพรรคพลังประชาชนจะได้คะแนนเสียงเกือบเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน สส. ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ฝ่ายพรรคพลังประชาชนกับฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนเสียงไม่ห่างกันมาก ที่สำคัญคือภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 สส.ของแต่ละพรรคไม่จำเป็นต้องทำตามญัตติพรรค สส.สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้อิสระตามความคิดของแต่ละคน ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาแข่งกับ นายสมัคร สุนทรเวช จากพรรคพลังประชาชน

ซึ่งในการเลือกนายกรัฐมนตรี ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้มีการอภิปรายแสดงวิสัยทัศน์ มีการลุกขึ้นชี้แจงของบุคคลกลุ่มต่าง ๆ ส่วนฝ่ายพรรคพลังประชาชนไม่ต้องการให้มีการอภิปรายแสดงวิสัยทัศน์ จึงเสียเวลาประชุมหาข้อสรุปกันในเรื่องนี้

ทั้ง 2 ฝ่ายต่างชิงไหวพริบกันในที่ประชุม โดยหลังจากนายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี สส.พรรคพลังประชาชน (แบบสัดส่วน) เสนอชื่อนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วจึงมีการประชุมเรื่องการแสดงวิสัยทัศน์ โดยนายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สส.พรรคประชาธิปัตย์ (แบบสัดส่วน) มีความเห็นว่า “เพราะนายกเป็นผู้นำในการบริหารประเทศ วิสัยทัศน์การบริหารประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการจัดสรรบุคคลให้มาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ผมคิดว่าจะต้องเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถและที่สำคัญคือความซื่อสัตย์”

ขณะที่นายสุขุมพงศ์ โง่นคํา สส.พรรคพลังประชาชน (แบบสัดส่วน) จากกาฬสินธุ์ เห็นแย้งว่า “ในการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ผลก็ออกมาแล้วว่าพรรคพลังประชาชนชนะได้เสียงข้างมาก 233 เสียง นั้นก็แสดงถึงเจตนาของประชาชนแล้วที่เปล่งเสียงออกมาว่าจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเจตนารมณ์ของประชาชน เพราะระหว่างที่มีการรณรงค์หาเสียงนั้นมีการแสดงวิสัยทัศน์กัน 45 วัน ทั้งกลางวันและทั้งกลางคืน ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้รับทราบรู้ดีกันมาโดยตลอดถึงคุณสมบัติถึงวิสัยทัศน์ถึงนโยบายในการที่จะบริหารราชการแผ่นดิน”

เมื่ออภิปรายกันเป็นเวลาหลายชั่วโมงแล้วจึงมีมติให้เลิกประชุมเรื่องอภิปรายการแสดงวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีไว้ก่อน แล้วให้มาเลือกนายกรัฐมนตรีก่อน เพราะเป้าหมายการประชุมในวันนี้คือการเลือกนายกรัฐมนตรี มิใช่การแสดงวิสัยทัศน์ของผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี และผลปรากฏว่านายสมัครชนะนายอภิสิทธิ์ ด้วยคะแนนเสียง 310 ต่อ 163, งดออกเสียง 3, ไม่อยู่ในที่ประชุม 1 ดังนั้นนายสมัครจึงได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย

ศาลฯ สั่งถอนประกัน 'บุ้ง' คดี ม.112 ส่งตัวเข้าคุก ไม่รอลงอาญา ด้าน 'หยก' ถูกออกหมายจับ หลังไม่มาฟังคำสั่งศาล

(26 ม.ค. 67) ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดฟังคำสั่งกรณีตำรวจ สน.ปทุมวัน ไปร้องให้ถอนประกันตัว น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือตะวัน และ บุ้ง-เนติพร (สงวนนามสกุล) จำเลยในคดีมาตรา 112 กรณีทำโพลสำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จ ที่ห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565

พร้อมนัดฟังคำวินิจฉัยคดีละเมิดอำนาจศาล ของ บุ้ง และ หยก กรณีเหตุที่ศาลในวันฟังคำพิพากษาคดีของโฟล์ค สหรัฐ โดยในวันดังกล่าวได้มีเหตุกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจศาล ต่อมาศาลได้นัดไต่สวนไปเมื่อ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสอง เป็นบุคคลภายนอก แม้จะอ้างว่าเป็นเพื่อนกับสหรัฐ แต่ก็ไม่สามารถเข้ามาก้าวก่ายได้ หากต้องการทราบสิ่งใดย่อมสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่อยู่ป้อมยาม แต่การที่ทั้งสองถือวิสาสะปีนเข้าไป ในลักษณะท้าทายเจ้าพนักงานตำรวจศาลและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เป็นการเจตนาฝ่าฝืนคำสั่งในพื้นที่ควบคุมอย่างร้ายแรง เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปแจ้งให้หยุดการกระทำ ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองกลับแสดงท่าทีขัดขืน และมีการทำร้ายเจ้าหน้าที่

ศาลมีคำสั่งให้ บุ้ง-เนติพร และ หยก มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล สั่งจำคุก บุ้ง 1 เดือน ไม่รอลงอาญา และวันนี้หยกไม่มาศาลจึงให้ออกหมายจับ หยก เพื่อมาฟังคำสั่ง

ศาลอาญากรุงเทพใต้ ยังมีคำสั่งถอนประกัน ของ บุ้ง เพียงคนเดียว โดยศาลชี้ว่า จากกิจกรรมที่เกิดขึ้น มีพยานผู้ร้องเห็นว่า บุ้ง ได้ทำการพ่นสีสเปรย์ลงบนธงประจำพระองค์ ซึ่งเป็นการกระทำผิดเงื่อนไขการประกันตัวที่ห้ามกระทำการในลักษณะเดียวกับที่ถูกกล่าวหานี้อีก

ส่วน ตะวัน ศาลเห็นว่าจากคำเบิกความของพยาน ไม่มีพยานหลักฐานชี้ให้เห็นว่าการที่จำเลยเข้าร่วมชุมนุม จึงไม่มีความผิดตามเงื่อนไขการประกันตัว

ต่อมาเวลา 11.00 น. บุ้ง ถูกส่งตัวไปคุมขัง ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง เนื่องจากได้ตัดสินใจร่วมกับทนายความแล้วว่าจะไม่ยื่นประกันตัวภายในวันนี้

‘นายกฯ’ สั่งทุกหน่วยเร่งช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมพัทลุง พร้อมเยียวยาโดยเร็ว หลังเหตุการณ์เริ่มคลี่คลาย

(26 ม.ค. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ติดตามสถานการณ์ฝนถล่มและเกิดอุทกภัยฉับพลัน จากเหตุฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดพัทลุงติดต่อและสะสมเป็นเวลา 3 วัน โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ริมเทือกเขาบรรทัด อ.ศรีนครินทร์ ทำให้เกิดน้ำป่าไหลทะลักลงจากภูเขาบรรทัดอย่างรุนแรง ไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนอย่างรวดเร็ว และทำให้ทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ รวมถึงปิดกั้นการจราจรไม่สามารถผ่านได้

นายกฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการสรรพกำลัง พลเรือน ทหาร และเจ้าพนักงาน เข้าคลี่คลายสถานการณ์ทันที อพยพประชาชน ยกสิ่งของขึ้นที่สูง รวมทั้งการอพยพเด็ก นักเรียน ในพื้นที่ประสบภัยออกจากโรงเรียน ไปพำนักในที่ปลอดภัย หยุดการเรียนการสอนชั่วคราว

พร้อมสั่งการเรื่องการแจ้งเตือนเหตุให้เตรียมรับมือจากสถานการณ์ ไม่ให้บกพร่องเนื่องจากยังมีฝนตกต่อเนื่องติดต่อกัน จึงขอให้หน่วยงาน เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เจ้าพนักงานปกครองให้บูรณาการงานเพื่อป้องกันเหตุและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมา สำหรับการดูแลช่วยเหลือประชาชนจากเหตุการณ์นี้ ขอให้หน่วยงานทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ ดูแลที่พักพิงของนักเรียนและประชาชนให้มีอาหาร ยารักษาโรค และของใช้จำเป็น รวมไปถึงการเยียวยาซ่อมแซมอาคารบ้านเรือน และสถานศึกษาให้กลับมาสู่สภาพปกติโดยเร็ว

‘กรีนสปอต-DHL’ เปิดตัวรถขนส่งไฟฟ้า 18 ล้อ เดินหน้าโลจิสติกส์พลังงานสะอาด เป็นครั้งแรก

(26 ม.ค.67) นายสตีฟ วอล์กเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีเอชแอล ซัพพลายเชน กลุ่มธุรกิจประเทศไทย กล่าวว่า นับเป็นก้าวสำคัญสำหรับความมุ่งมั่นของทั้งสองบริษัทสู่การสร้างสรรค์อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน รถขนส่งพลังงานไฟฟ้าที่เราเปิดตัวครั้งนี้ สามารถวิ่งได้ในระยะทางสูงสุดถึง 350 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งใช้เวลาชาร์จพลังงานเต็มประสิทธิภาพประมาณ 2 ชั่วโมง โดยคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ประมาณ 60 ตันต่อปี

การเปิดตัวรถขนส่งพลังงานไฟฟ้านี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในการขนส่งสินค้าของกรีนสปอต เพื่อให้มั่นใจว่าการขนส่งสินค้าทั้งภายในและภายนอกบริษัทจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเส้นทางการขนส่งสินค้าจะครอบคลุมตั้งแต่การขนส่งวัตถุดิบจากโรงงานผลิตขวดไปยังโรงงานกรีนสปอต หนองแค และรังสิต และขนส่งสินค้าจากโรงงานทั้งสองแห่งไปยังคลังสินค้าคลองหลวง หลังจากนั้น สินค้าจะถูกขนส่งไปยังผู้บริโภคผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรดต่าง ๆ อาทิ บิ๊กซี โลตัส และ 7-11

สำหรับรถขนส่งพลังงานไฟฟ้านี้จะถูกบริหารจัดการโดยศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการด้านการขนส่งของดีเอชแอล มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากมายมาใช้ อาทิ Paragon Route Optimization System, Transport Management System, Telematics และ DHL’s MySupplyChain digital platform

นายสตีฟ กล่าวต่อว่า เรากำลังเดินหน้าอย่างมั่นคงสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้วยพลังงานสะอาดและยั่งยืนในทุกขั้นตอน ความร่วมมือของเรากับกรีนสปอตในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของทั้งสองบริษัทที่มีร่วมกัน

โดยเฉพาะความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ต่อแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน การเปิดตัวรถขนส่งพลังงานไฟฟ้าของเราถือเป็นเครื่องพิสูจน์อันเด่นชัดถึงความทุ่มเทอย่างต่อเนื่องในเรื่องนี้ และด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย จะช่วยให้เราสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการวางแผนเส้นทางการเดินรถที่มีประสิทธิภาพและการส่งมอบสินค้าอย่างปลอดภัย โดยลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะของสินค้าได้ในทุกขั้นตอนการทำงาน

>> กรีนสปอต ลดขยะ-ลดใช้พลังงาน

ด้านนายโชติ โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท กรีนสปอต จำกัด กล่าวว่า แนวทางการดำเนินงานของเราจะมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพ ความปลอดภัยด้านอาหาร และมีคุณค่าทางโภชนาการเป็นหลักเสมอ การเปิดตัวรถขนส่งพลังงานไฟฟ้าเพื่อขนส่งเครื่องดื่มของเราในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นไปอีกก้าวต่อการปฏิบัติงานที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือกับดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประเทศไทย ตอกย้ำถึงความทุ่มเทของเราในการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เราจะยังคงมุ่งมั่นนำโซลูชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ของซัพพลายเชนอย่างต่อเนื่องต่อไป

ความมุ่งมั่นของกรีนสปอตในด้านความยั่งยืน ยังครอบคลุมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดการสร้างขยะให้น้อยที่สุด และลดอัตราการใช้พลังงาน ด้วยความพยายามอันเต็มเปี่ยมและจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อม บริษัทได้กำหนดเป้าหมายที่จะสร้างเสริมสุขภาวะและยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งผู้บริโภคและชุมชนในวงกว้าง นโยบายนี้สะท้อนผ่านการให้ความสำคัญต่อแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน การส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ และการมีส่วนร่วมในการสร้างประโยชน์ต่อความเป็นอยู่ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

>> ดีแอชแอลเดินหน้าโลจิสติกส์ยั่งยืน

ปัจจุบัน ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประเทศไทย มีการนำรถขนส่งพลังงานไฟฟ้ามาใช้จำนวนมากและมีแผนที่จะเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่องในปี 2567 และปีต่อ ๆ ไป การนำรถขนส่งพลังงานไฟฟ้ามาใช้ขนส่งสินค้าอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Transport Policy) ซึ่งเป็นแผนงานเชิงกลยุทธ์ในการใช้โซลูชั่นการขนส่งที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามแผนงานความยั่งยืนของกลุ่มบริษัท

นโยบายนี้ยังทำหน้าที่เป็นแบบแผนในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรถขนส่งโดยใช้ทางเลือกต่าง ๆ เพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น อาทิ การนำน้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน (hydrotreated vegetable oil) ก๊าซชีวภาพ พลังงานไฟฟ้า หรือเครื่องยนต์ไฮโดรเจน มาใช้ เป็นต้น ซึ่งในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มนี้ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ตั้งเป้าที่จะปรับเปลี่ยนรถขนส่งประมาณ 2,000 คัน ทั่วโลกไปใช้พลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้นในอนาคต 

‘สรานนท์ อนุอินทร์’ นายทวารช้างศึกผู้ได้รับโอกาสในยุค ‘อิชิอิ’ ‘มุ่งมั่น-อดทน’ จนช่วยไทยทะลุ 16 ทีมเอเชียนคัพแบบคลีนชีต

(26 ม.ค.67) จากเพจ ‘ช้างศึก - ฟุตบอลทีมชาติไทย’ ได้โพสต์ข้อความยกย่อง ‘สรานนท์ อนุอินทร์’ ซึ่งโชว์ฟอร์มการเซฟประตูให้กับทีมชาติไทย จนได้ผลเสมอกับซาอุดีอาระเบียไปอย่างน่าประทับใจ รวมถึงได้เผยถึงความมุ่งมั่นของผู้รักษาประตูนายนี้ ที่แม้จะไม่เคยได้รับโอกาสเป็นตัวจริงเลยสักเกม แต่ก็ยังคงมุ่งมั่นทำงานหนักอย่างมืออาชีพต่อไป ว่า…

สรานนท์ อนุอินทร์ ผู้รักษาประตูจากเชียงราย ยูไนเต็ด ติดทีมชาติไทยตั้งแต่ปี 2018 ในยุค มิโลวาน ราเยวัช แต่ยังไม่เคยมีโอกาสลงเฝ้าเสาให้ทัพช้างศึกในเกมอย่างเป็นทางการแม้แต่เกมเดียว

จากอายุ 24 ปีที่สัมผัสกับคำว่า ‘ทีมชาติ’ ครั้งแรก ปัจจุบันเจ้าตัวอายุครบ 29 ปีเต็ม

ทุกความพยายาม การทำงานหนัก ความมุ่งมั่น และความเป็นมืออาชีพ เป็นสิ่งที่ตอบแทนได้ดีว่าเขาคู่ควรกับการติดทีมชาติไทยมาโดยตลอด

วันนี้ สรานนท์ อนุอินทร์ ได้รับโอกาสจาก ‘มาซาทาดะ อิชิอิ’ กุนซือช้างศึก ลงสนามเป็นตัวจริง ในเกมเอเชียน คัพ 2023 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม F นัดสาม ก่อนโชว์เซฟสำคัญๆ ช่วยทีมเก็บผลเสมอ 0-0 ได้สำเร็จ และยังช่วยให้ทีมของเราผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์โดยที่เก็บคลีนชีทได้ตลอด 3 นัดแรก

นี่คือรางวัลสำหรับคนที่พยายามและไม่เคยคิดยอมแพ้ 

5 ปีที่รอคอย สิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อคืน
You really deserved it.

สำหรับโปรแกรมฟุตบอล เอเชียน คัพ 2023 ของทีมชาติไทย
ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ทีมชาติไทย จะพบกับ ‘อุซเบกิสถาน’
วันอังคารที่ 30 มกราคม 2567 เวลา 18.30 น. (ตามเวลาประเทศไทย)
ณ อัล ยานูบ สเตเดียม

ศึกใหญ่ระดับทวีป ขอพลังของทุกคนมา #เชียร์ไทยให้ไกลถึงกาตาร์ กันเถอะ

‘ประกันสังคม’ ประกาศ!! ป่วยหยุดหายใจตอนหลับ เบิกค่า Sleep test ได้ มีผล ‘บังคับใช้’ ตั้งแต่ 1 ม.ค. 67 จ่ายจริงไม่เกิน 7 พันบาท

(26 ม.ค. 67) สำนักงานประกันสังคม ออกประกาศคณะกรรมการการแพทย์ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงานโดย พล.ต.ท.ธนา ธุระเจน ประธานกรรมการการแพทย์ ประกาศ ณ.วันที่ 22 ม.ค. 67

สาระสำคัญสำหรับผู้ประกันตนที่ป่วยด้วยโรคหยุดหายใจขณะหลับ คือ…

- ค่าตรวจการนอนหลับ (polysomnography) ชนิดที่ 1 จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 7,000 บาท

- ค่าตรวจการนอนหลับ (polysomnography) ชนิดที่ 2 (การตรวจวัดเหมือนชนิดที่ 1 เว้นแต่ไม่มี
   เจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามขณะหลับ) จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 6,000 บาท

- ค่าอุปกรณ์เครื่องอัดอากาศขณะหายใจเข้า (Continuous positive Airway Pressure - CPAP) 
   และอุปกรณ์เสริมสำหรับการรักษาในอัตราที่สำนักงานที่กำหนด

- เครื่องอัดอากาศขณะหายใจเข้า ชุดละ 20,000 บาท

- หน้ากากครอบจมูกหรือปากที่ใช้กับเครื่องอัดอากาศขณะหายใจเข้า ชิ้นละ 4,000 บาท

ทั้งนี้ค่าอุปกรณ์เสริม แผ่นกรองอากาศ กระดาษ และแผ่นกรองอากาศฟองน้ำ ให้รวมอยู่ในค่าบริการทางการแพทย์ของสถานพยาบาลที่สำนักงานกำหนดสิทธิ์ในการรับบริการทางการแพทย์สำหรับผู้ประกันตนมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป 

อย่างไรก็ตามในเรื่องดังกล่าว ทีมข่าว พีพีทีวีออนไลน์ได้สอบถามกับสำนักงานประกันสังคม ได้ข้อมูลเพิ่มเติม ว่า ผู้ประกันตน สามารถใช้สิทธิได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามการรักษาโรคนอนกรนตามแพทย์สั่งให้ทำ Sleep test 

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการได้รับสิทธิ

- ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และ มาตรา 39 จะได้รับสิทธิเมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์

- ผู้ประกันตนตาม มาตรา 38 และ มาตรา 41 จะได้รับสิทธิเมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ และได้รับสิทธิคุ้มครองภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน

จับตาด่านสอง ‘พิธา-ก้าวไกล’ ‘คดี ม.112-ล้มล้างฯ’ มีเสียว!!

นับเป็นโชคดีของ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ที่ได้กลับสู่สภาฯ อีกครั้ง หลังจากศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 8 ต่อ 1 วินิจฉัยว่าแม้พิธาจะถือหุ้นไอทีวีอยู่จริง แต่ในขณะนั้นไอทีวีไม่ได้ประกอบกิจการสื่อ ไม่มีรายได้ ฯลฯ จึงไม่นับเป็นหุ้นสื่อ ไม่มีลักษณะต้องห้ามมาตรารัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ที่ห้ามถือหุ้นสื่อ...จึงไม่พ้นสมาชิกภาพความเป็น สส.ตามมาตรา101 (6)

ส่วนตัว ‘เล็ก เลียบด่วน’ ต้องขอแสดงความยินดีกับ พิธา...และเชื่อว่าหากจากนี้ไปหากพิธาซื่อตรงกับข้อเท็จจริงในทุกเรื่อง รวมทั้งชีวิตส่วนตัว...แปลไทยเป็นไทยว่า อย่าพูดโกหกไม่ว่าเรื่องใด ๆ ก็จะจำเริญรุ่งเรือง เพราะคนไทยเชื่อในพุทธภาษิต “คนพูดโกหกไม่ทำชั่วไม่มี” แก้ตรงนี้เสีย...อนาคตก็จะก้าวไกลเหมือนชื่อพรรค เฉพาะหน้าประชุมใหญ่วิสามัญเดือน เม.ย.ก็น่าจะได้คัมแบ็ก นั่งหัวหน้าพรรค และสเตปต์ต่อไปก็คือ เป็นผู้นำฝ่ายค้านสภาผู้แทนราษฎร…

สมัยนี้ก็เป็นผู้นำฝ่ายค้าน เป็นนายกฯ รถแห่ หรือ นายกฯ ว่าวไปก่อน...บำเพ็ญเพียรบารมี ยกระดับวุฒิภาวะอีกขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เลือกตั้งรอบหน้าระเบิดเถิดเทิง

อย่างไรก็ตามวันพุธที่ 31 ม.ค. 67 มีอีกด่านที่ พิธา ในฐานะผู้ถูกร้องที่ 1 และพรรคก้าวไกลผู้ถูกร้องที่ 2 จะต้องลุ้นระทึกคือ คดีที่ถูกร้องเรื่องการหาเสียงที่เดินหน้าแก้ไขมาตรา 112 สืบเนื่องถึงปัจจุบัน เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง...หรือไม่?

ผู้ร้องคือ นายธีรยุทธ สุวรรณเกษตร ศิษย์เอกคนหนึ่งของอดีตพระพุทธะอิสระ...

เป็นคดีที่ผู้ร้องต่อยอดมาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 10 พ.ย. 64 กรณีการชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ ที่มีการเสนอ 10 ข้อแบบ ‘ทะลุเพดาน’ ให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งศาลสั่งให้นายอานนท์ นำภา, ภาณุพงศ์ จาดนอก และ รุ้ง ปนัสยา รวมทั้งองค์เครือข่ายหยุดการดำเนินการเพราะเป็นการเคลื่อนที่ไหวที่ “มีเจตนาซ่อนเร้นเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่เป็นการปฏิรูป..”

นายธีรยุทธเห็นว่าพรรคก้าวไกลดำเนินการขัดกับคำวินิจฉัย จึงใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ยื่นร้อง และศาลมีมติรับคำร้องเมื่อ 12 ก.ค. 66

ตอนท้ายของหน้าที่ 18 ของคำร้อง นายธีรยุทธ ขอให้ศาลวินิจฉัยว่า…

“...เพื่อเป็นมาตรการป้องกันความเสียร้ายแรงที่อาจจะเกิดกับสถาบันหลักของประเทศไว้ก่อน อันเป็นรัฐประศาสโนบายที่จำเป็นเพื่อดับไฟกองใหญ่ไว้แต่ต้นล้ม ผู้ร้องจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญโปรดพิจารณาวินิจฉัยสั่งให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 1 และพรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 2 เลิกดำเนินการใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เพื่อยกเลิกหรือแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และให้เลิกการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น เพื่อให้มีการยกเลิกหรือแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  ที่กระทำอย่าและเลิกดำเนินการใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคสอง”

ดูตามคำร้องคำขอ...คดีนี้ ก็คงไม่ไปไกลถึงขั้นยุบพรรคอะไรที่ไหนหรอก...แต่ที่ควรจับตามองคือ รายละเอียดและข้อเท็จจริงบางช่วงตอนที่ศาลจะวินิจฉัยเกี่ยวกับพฤติการณ์ของพิธาและก้าวไกลว่าเกี่ยวโยงกับคำวินิจฉัยของศาลรธน.10 พ.ย. 64 หรือไม่และอย่างไร?...ซึ่งตรงนั้นอาจเป็นเชื้อหรือสารตั้งต้น ให้บรรดา ‘นักร้อง’ นำไปทำหน้าที่กันต่อไป…

‘พิธา-ก้าวไกล’ อย่ามองข้ามความปลอดภัย...!!


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top