Thursday, 16 July 2026
TheStatesTimes

‘ร้านสัจจะเทพ’ จำหน่ายธูปไหว้เทพฮินดู 4 กลิ่น หอมล้ำยาวนาน ปลอดภัย ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ

ธูปหอมไหว้เทพฮินดู ‘สัจจะเทพ’ ต้นตำรับนำเข้าจากอินเดียแท้ ยืนหนึ่งเครื่องสักการบูชาเทพฮินดูแบบถูกต้องตามตำรา พร้อมกลิ่นหอมที่ช่วยเพิ่มบรรยากาศและคืนความสดชื่น 4 แบบ 4 กลิ่น ตอบโจทย์ครบความต้องการ

หากเอ่ยถึง ‘ธูป’ หรือ ‘INCENSE’ ซึ่งมาจากคำสันสกฤตว่า ‘ธูปะ’ แปลว่า เครื่องหอม (ที่ใช้จุด) นับเป็นเครื่องบูชาสำคัญที่ใช้ในพิธีทางศาสนาทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศแถบเอเชีย ที่นิยมจุดธูปเพื่อบูชาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเจ้าตามความเชื่อของแต่ละประเทศ ดังนั้น ธูป จึงเป็นสัญลักษณ์ของความศรัทธามาช้านาน

แน่นอนว่า ธูปที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นหนึ่งในธูปที่ดีที่สุดในโลกคือ ธูปจากประเทศอินเดีย เพราะชาวอินเดียมีความชำนาญในการผลิตเครื่องหอมมาตั้งแต่อดีตนับพันปี และยังเป็นแหล่งกำเนิดศาสนาสำคัญของโลก อย่างศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ ซึ่งล้วนแต่ใช้ธูปหรือเครื่องหอม ในการสักการบูชามาอย่างยาวนาน

สำหรับประโยชน์ต่าง ๆ ของธูปหอม ที่นำมาใช้ในปัจจุบัน หลัก ๆ จะมีอยู่ 2 ส่วน 
- ใช้จุดบูชาพระ บูชาเทพ และบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงใช้ในพิธีมงคลต่าง ๆ
- ใช้จุดสร้างบรรยากาศ ให้ความสดชื่น ด้วยกลิ่นหอมแบบต่าง ๆ 

ทั้งนี้ มีความเชื่อมาอย่างยาวนานว่า กลิ่นหอมที่เกิดจากการจุดธูปสักการบูชาเทพฮินดูนั้น ยิ่งกลิ่นธูปมีกลิ่นหอมมากเท่าใด จะช่วยสื่อถึงเทพ และพรที่ขอนั้นจะสำเร็จผลได้เร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น

ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการหลายรายที่นำเข้าธูปหอมจากอินเดียเข้ามาจำหน่าย และหนึ่งในนั้นคือ ‘ร้านสัจจะเทพ’ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายธูปหอมอินเดียเกรดพรีเมียมรายแรก ๆ ของประเทศไทย ซึ่งดำเนินธุรกิจมานานกว่า 50 ปี โดยแบรนด์ที่ทางร้านนำเข้ามาจำหน่ายชื่อ ‘MAVANA’ ซึ่งเป็นผู้ผลิตธูปหอมที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศอินเดีย

จุดเด่นของธูปหอมอินเดีย ที่ทาง ‘ร้านสัจจะเทพ’ นำเข้ามาจำหน่ายนั้น นอกจากจะเป็นธูปอินเดียแท้ ๆ แล้ว ยังได้รับการเลือกสรรอย่างเหมาะสมสำหรับใช้สักการบูชาขอพรเทพฮินดูที่ตรงตามตำรา ผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ ด้วยสูตรลับเฉพาะตัว ให้กลิ่นหอมยาวนาน ควันน้อย ไม่ก่อให้เกิดอันตราย และไม่มีสารพิษที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายแต่อย่างใด

ธูปหอมอินเดียจากร้านสัจจะเทพ มีให้เลือก 4 แบบ 4 กลิ่น ตอบโจทย์การใช้งานอย่างเหมาะสม ประกอบด้วย

‘Ganesh’ ธูปอินเดียแท้กล่องสีเขียวเข้ม ที่เหมาะสำหรับใช้จุด บูชาพระพิฆเนศ และเทพฮินดู ที่ให้กลิ่นหอมสดชื่น สร้างความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดใส 

‘Money Drawing’ ธูปอินเดียแท้กล่องสีเขียวอ่อน สำหรับใช้ไหว้เทพฮินดู ขอพร ขอทรัพย์ เรียกเงินเรียกทอง ที่มีกลิ่นหอมเย็น ๆ ให้ความรู้สึกสงบ แต่แอบแฝงสดชื่น เหมือนอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้สีขาวในยามเย็น

‘Laxmi’ ธูปอินเดียแท้กล่องสีเหลือง สำหรับใช้บูชาพระพิฆเนศ และบูชาเทพฮินดูองค์อื่น ๆ โดยเฉพาะพระแม่ลักษมี เทพีแห่งความงาม ผู้ประทานพรด้านความรัก ที่ให้กลิ่นหอมสดชื่น สดใส เฉกเช่นเครื่องประทินผิวของผู้หญิง ที่มีความหอมหวานสดชื่น

‘Amor’ ธูปอินเดียแท้กล่องสีชมพู สำหรับจุดไหว้เทพฮินดู เหมาะสำหรับขอพรในเรื่องของความรัก กลิ่นหอมอบอวลชวนหลงใหล ของบรรดาดอกไม้นานาพรรณ โดยเฉพาะกลิ่นหลายที่หอมหวาน ชวนเข้าสู่ภวังค์แห่งความรัก

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าธูปหอมอินเดีย ทั้ง 4 แบบ 4 กลิ่น จากร้านสัจจะเทพ ไม่เพียงแต่จะใช้สำหรับจุดบูชาเทพเท่านั้น แต่ยังสามารถจุดเพื่อสร้างบรรยากาศภายในห้อง สร้างความสดชื่น ผ่อนคลาย ด้วยกลิ่นหอมที่หลากหลายตอบโจทย์ทุกความต้องการ ที่สำคัญไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย สามารถใช้เพิ่มความหอมได้ทุกโอกาสตามต้องการ

สำหรับธูปหอมอินเดีย 'ร้านสัจจะเทพ' ได้นำเข้าธูปหอมจากอินเดียเป็นรายแรกๆ ของประเทศไทย ตั้งแต่ปี 1953 ปัจจุบันได้พัฒนามาสู่การขายผ่านช่องทางออนไลน์เต็มรูปแบบ โดยล่าสุด ‘คุณวารินทร์ สัจเดว’ ผู้ประกาศข่าว และนักจัดรายการวิทยุชื่อดัง ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่สอง ได้ปรับรูปแบบการจัดจำหน่าย โดยเปลี่ยนช่องทางการขายทั้งหมดมาสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ผ่านช่องทาง Tiktok @shopyupdotco และ Line @shopyupdotco เพื่อขยายช่องทางการขายที่เข้าถึงลูกค้าให้กว้างขึ้น อีกทั้งยังเป็นการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคดิจิทัล ที่นิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษ ขอเชิญชวนผู้ศรัทธาในองค์เทพฮินดู ร่วมสักการบูชาขอพรทวยเทพ ด้วยวิธีการและบทสวดที่ถูกต้อง กับทริปไหว้เทพสุดปัง ที่จะพาคุณขอพรพร้อมไหว้เทพฮินดู ด้วยวิธีการและบทสวดที่ถูกต้อง ตามแบบฉบับอินเดียขนานแท้ ขอพรความรักได้ดังหวัง การงาน การเงินได้ดังใจ ณ เทวาลัยสยาม @ Nomad Castle ในวันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม 67 นี้ เพียง 574 บาทต่อท่าน

สนใจร่วมทริป ติดต่อไปได้ที่ โทร 081-489-1116 หรือ Line @shopyupdotco

‘ปิยบุตร’ เตือนสติ ‘สส.ก้าวไกล’ อย่าเอาแต่โทษไอโอ ชี้!! หากปฏิบัติตนอย่างระวัง ใครก็ทำลายชื่อเสียงไม่ได้

(19 ม.ค. 67) นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า อดีตผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เพจ ‘ก้าวไกลโกหกอะไร’ จ้องจับผิด สส.และคนของพรรคก้าวไกล จนน่ารำคาญ น่าสงสัย นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ สส.และคนของพรรคก้าวไกล ซึ่งกลายเป็นบุคคลสาธารณะแล้ว มีประชาชนมากมายมหาศาลรัก ชื่นชม ฝากความหวังให้เป็นฟันเฟืองของการเปลี่ยนแปลง ก็ควรต้องตระหนักได้แล้วว่ามีขบวนการปฏิบ้ติการข้อมูลข่าวสารจากทุกสารทิศ สนธิกำลังกันทั้งจากฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ฝ่ายพรรคการเมือง จ้องจับผิดเล่นงานขยายผลอยู่

การไปกล่าวโทษไอโอ ไปร้องแรกแหกกระเชอว่าโดนกลั่นแกล้ง ไปตามจับตามสืบว่าใครไปปล่อยข่าว แอบถ่าย ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ตรงเป้าควรป้องกัน แก้ไขที่ตนเอง ทำตัวให้มาชัวร์ครองตนอย่างระวัง รอบคอบ แต่กล้าหาญ ควบคุมดูแลคัดกรองทีมงานให้ดี

"วันนี้ เป็น ผู้แทนราษฎรแล้ว วันนี้ เป็นตัวแทนของพรรคก้าวไกลที่คนคาดหวังสูงแล้ว ก็ควรประพฤติปฏิบัติตนให้เข้าที่เข้าทางเสียหน่อย อย่าให้ประชาชนที่ฝากความหวัง ต้องผิดหวัง คิดถึงเสียงกู่ร้อง แววตา ของประชาชนที่เราได้เห็นช่วงหาเสียงให้มา กๆ คิดถึงความตั้งใจของประชาชนที่กลับบ้านไปเลือกพรรคก้าวไกลให้มาก ๆ ถ้าทำได้เท่านี้ จะกี่เพจ จะกี่ปฏิบัติการไอโอ ก็ทำอะไรไม่ได้" นายปิยบุตร ระบุ

นายปิยบุตร ระบุด้วยว่า สส.และคนของก้าวไกลต้องพึงระวังเสมอว่า การครองตน การประพฤติปฏิบัติที่ถูกสังคมติฉิน ตั้งคำถาม ไม่ได้สร้างความเสียหายให้ตนเองตามลำพัง แต่มันกระทบทั้งพรรค คนทำงาน หาคะแนนนิยม สร้างผลงาน แบกพรรคไว้ แต่พอเจอเรื่องของคนในพรรคหรือ สส.ขึ้นมา ก็กระทบกันไปหมด

"ผมคนนอก ขอพูดตรงไปตรงมา เพราะ คนในพรรคอาจไม่กล้าพูดกันตรง ๆ แบบนี้ องค์กรแบบก้าวไกล คือ แบรนด์ แนวคิด อุดมการณ์ ไม่ได้ขายคนคนเดียวหรือไม่กี่คน ทุก ๆ คนที่อยู่ที่นี่ ต่างก็อาศัยพลังของกันและกัน ไม่มีใครคนไหน ออกไปโตเดี่ยวแล้วจะรอด ชนะเลือกตั้งกันมา ก็คือแนวคิดและกระแสพรรคหนุนส่งเป็นสำคัญดังนั้น ทำอะไร ต้องคิดถึงพรรค เพื่อนร่วมพรรค สมาชิกพรรค และประชาชนที่เลือกมาให้มาก ๆ" นายปิยบุตร ระบุ

‘จีน’ ทดสอบ ‘รถตำรวจสายตรวจไร้คนขับ’ ครั้งแรก นำร่อง 15 คัน พร้อมลาดตระเวนตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อวานนี้ (18 ม.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สำนักงานประจำเขตสาธิตการขับขี่อัตโนมัติระดับสูงของเทศบาลกรุงปักกิ่งของจีน เริ่มทดสอบวิ่งรถตำรวจสายตรวจไร้คนขับบนท้องถนนเมื่อวันอังคาร (16 ม.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการทดสอบวิ่งรถประเภทนี้ครั้งแรกในจีน

รายงานระบุว่ารถตำรวจสายตรวจไร้คนขับจำนวน 15 คัน วิ่งบนท้องถนนสาธารณะในเขตสาธิตฯ พร้อมปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้การประสานงานร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักความมั่นคงสาธารณะเทศบาลกรุงปักกิ่ง สาขาต้าซิง

การทดสอบครอบคลุมหน้าที่การลาดตระเวน การรับรองความปลอดภัยสำหรับงานขนาดใหญ่ การออกประกาศสาธารณะ การออกคำแจ้งเตือน และงานกู้ภัยฉุกเฉิน โดยทีมรถสายตรวจจะลาดตระเวนในเขตสาธิตฯ บนพื้นที่ 60 ตารางกิโลเมตร

จางเว่ยหลิง รองประธานอาวุโสของนีโอลิกซ์ (Neolix) ผู้ผลิตรถสายตรวจดังกล่าว ระบุว่า รถสายตรวจไร้คนขับใช้เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติระดับ 4 (L4) โดยสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ภายใน 30 วินาที และมาพร้อมระยะการขับขี่ 100 กิโลเมตร

ยานยนต์ดังกล่าวยังประกอบด้วยศักยภาพการรับรู้แบบรวมภาพจำนวนหลายเซนเซอร์ครอบคลุม 360 องศา และระยะการตรวจจับสูงถึง 120 เมตร ซึ่งแพลตฟอร์มการประมวลผลอันทรงพลังที่ติดตั้งบนยานยนต์สามารถคำนวณและทำการตอบสนองตามสภาพถนนได้แบบเรียลไทม์ จึงรับประกันความปลอดภัยในการเคลื่อนที่

นับตั้งแต่ปักกิ่งเริ่มก่อตั้งเขตสาธิตฯ เมื่อเดือนกันยายน 2020 มีการสร้างพื้นที่ที่มีถนนเชื่อมต่ออัจฉริยะขนาด 160 ตารางกิโลเมตรและเครือข่ายเมืองอัจฉริยะในเขตสาธิตแห่งนี้

ปัจจุบันบริษัททดสอบรถยนต์จำนวน 28 แห่งเปิดดำเนินการในเขตสาธิตฯ โดยมียานยนต์กว่า 800 คันกำลังทำการทดสอบและการสำรวจเชิงพาณิชย์ และมีระยะทางการทดสอบสะสมกว่า 20 ล้านกิโลเมตรแล้ว

21 มกราคม พ.ศ. 2453 วันเกิด ‘ครูเอื้อ สุนทรสนาน’ ผู้ก่อตั้งวงดนตรีสุนทราภรณ์ บุคคลสำคัญของโลก สาขาวัฒนธรรมดนตรีไทยสากล

นายเอื้อ สุนทรสนาน หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘ครูเอื้อ’ นักร้อง นักแต่งเพลง และเป็นผู้ก่อตั้งวงดนตรี สุนทราภรณ์ เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2453 ณ ตำบลโรงหีบ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม บิดาชื่อ นายดี สุนทรสนาน มารดาชื่อ นางแส สุนทรสนาน มีนามเดิมว่า ‘ละออ’ ต่อมา บิดาให้นามใหม่เป็น ‘บุญเอื้อ’ และได้มาเปลี่ยนอีกครั้งในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็น ‘เอื้อ’ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน ได้แก่

1.) หมื่นไพเราะพจมาน (อาบ สุนทรสนาน) ต่อมาได้รับพระราชนามสกุล สุนทรสนาน จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
2.) นางเอื้อน แสงอนันต์
3.) นายเอื้อ สุนทรสนาน

ซึ่ง ครูเอื้อ เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดใหม่ราษฎร์บูรณะในจังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อเข้าศึกษาได้เพียงปีเศษ ในปี พ.ศ. 2460 บิดาได้พาเข้ากรุงเทพมหานคร พักอาศัยอยู่กับหมื่นไพเราะพจมาน ผู้เป็นพี่ชาย ซึ่งรับราชการเป็นคนพากย์โขนในกรมมหรสพ แล้วจึงมาเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนวัดระฆังโฆสิตารามจนจบชั้นประถมศึกษา ซึ่งเป็นระยะเวลาเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งโรงเรียนพรานหลวง ขึ้นที่สวนมิสกวัน ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสอนวิชาสามัญตามปกติ (ภาคเช้า) และวิชาดนตรีทุกประเภท (ภาคบ่าย) โดยครูเอื้อเลือกเรียนดนตรีฝรั่งตามความถนัดกับครูผู้ฝึกสอนคือ ครูโฉลก เนตตะสุต และอาจารย์ใหญ่คือ อาจารย์พระเจนดุริยางค์

หลังจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในปี พ.ศ. 2465 พระเจนดุริยางค์เห็นว่า มีความสามารถพิเศษทางด้านดนตรี จึงให้หัดไวโอลิน และแซ็กโซโฟน ทั้งยังให้เปลี่ยนมาเรียนดนตรีเต็มวัน ส่วนวิชาสามัญนั้นให้งดเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นต้นมา

ต่อมาได้เรียนดนตรีกับพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทะยะกร) เริ่มทำงานในกรมมหรสพ และได้ร้องเพลง ‘ในฝัน’ ในภาพยนตร์เรื่อง ‘ถ่านไฟเก่า’ เป็นครั้งแรก ต่อมาได้ตั้งวงดนตรีสุนทราภรณ์ ขณะทำงานอยู่ที่กรมโฆษณาการ หรือกรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน มีผลงานเพลงกว่า 1,000 เพลง ครอบคลุมทั้งเพลงเทศกาล เพลงสถาบัน เพลงรัก เพลงสะท้อนสังคม และอื่นๆ อีกมากมาย

ตลอดระยะเวลาการทำงาน ครูเอื้อไม่เคยพักผ่อนเลย ปกติเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ทำงานหนักและอดนอนเก่ง จนกระทั่งถึงปลายปี พ.ศ. 2521 เริ่มมีอาการไข้สูงเป็นระยะๆ แพทย์ได้เอกซเรย์ตรวจพบก้อนเนื้อร้ายขนาดเท่าลูกเทนนิสที่บริเวณปอดด้านขวา จึงได้เริ่มรักษา แต่ก็ยังคงทำงานตามปกติ จนถึงปลายปี พ.ศ. 2522 มีอาการทรุดหนัก จึงเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาล แล้วก็กลับไปรักษาที่บ้านต่อ

ในช่วงปี พ.ศ. 2523 ได้เดินทางพร้อมกับนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร และได้ขับร้องเพลงถวายเป็นครั้งสุดท้าย คือ เพลงพรานทะเล

ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2523 เป็นต้นมา สุขภาพทรุดลงเป็นลำดับ จนเมื่อถึงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2524 ได้เสียชีวิตลง รวมอายุได้ 71 ปี 2 เดือน 11 วัน

‘เมืองเวนิส’ เตรียมเก็บค่าเข้าเมือง นทท. 5 ยูโร/คน เพื่อแก้ปัญหา นทท. ล้นเมือง กระทบชีวิตคนในท้องถิ่น

(19 ม.ค. 67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า 'เวนิส' เมืองท่องเที่ยวอันดับต้นของอิตาลี เผชิญกับปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง โดยในแต่ละวันมีนั่งท่องเที่ยวมากกว่า 60,000 คนทำให้ถนนสายเล็กแออัดไปด้วยจำนวนของนักท่องเที่ยว 

โดยในเดือนเมษายนนี้ จะเริ่มเก็บเงินนักท่องเที่ยวเป็นค่าเข้าเมืองคนละ 5 ยูโร หรือประมาณ 190 บาท โดยจะเป็นการเดินทางเข้าเมือง 1 วันเท่านั้น จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวของอิตาลี และจะเก็บค่าเข้าเมืองในช่วงวันหยุด และวันเสาร์อาทิตย์ จนถึงกลางเดือนกรกฎาคม

การจ่ายค่าเข้าเมืองทั้งสามารถทำได้ทั้งออนไลน์ ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้รับ QR Code เป็นหลักฐานการจ่ายค่าเข้าเมืองสำเร็จแล้ว โดยจะเข้าออกเมืองเวนิสได้ตั้งแต่ 08.30-16.00 น. เท่านั้น โดยทางเมืองได้คิดมาตรการไว้แล้วสำหรับผู้ที่คิดจะลักลอบเข้าเมืองโดยที่ไม่ลงทะเบียนจ่ายค่าเข้าเมืองนั้น หากเจอเจ้าหน้าที่ตำรวจสุ่มตรวจแล้วไม่พบ QR Code มาแสดงเป็นหลักฐานจะถูกปรับในวงเงินสูงสุดถึง 300 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 11,000 บาท

ซึ่งไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้นที่ต้องจ่ายค่าเข้าเมืองเวนิส คนอิตาลีเองก็ต้องจ่ายด้วยเช่นกัน ไม่มีข้อยกเว้นแม้เป็นพลเมืองของประเทศ ซึ่งก็จะมีผู้ที่ได้รับการยกเว้น ‘ไม่ต้องจ่ายค่าเข้าเมืองเวนิส’ ได้แก่ นักเรียน, คนที่ทำในในเมืองเมนิส, เจ้าของบ้านพักอาศัยในเวนิส เท่านั้น

โดยในช่วงแรกของการเริ่มเก็บค่าเข้าเมืองจะยังไม่จำกัดคนเข้าในแต่ละวันเพื่อที่จะประเมินว่าเมื่อทางเจ้าหน้าที่เก็บค่าเข้าเมืองจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงมากน้อยเพียงใด โดยปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองนั้นเกิดขึ้นในหลายเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม แม้ว่ารายได้จะเข้าสู่ร้านอาหาร โรงแรม ร้านค้าได้มากมาย แต่ก็นำพาความลำบากมาสู่ประชาชนพื้นถิ่น เพราะบ่อยครั้งที่พลเมืองไม่สามารถที่จะเดินทาง หรือ ขึ้นรถโดยสารสาธารณะได้เลยจากจำนวนของนักท่องเที่ยวที่มากขึ้น อีกทั้งค่าครองชีพในเมืองสูงลิบมากขึ้นเพราะบ้านเมืองของคนท้องถิ่นจะถูกเปลี่ยนให้เป็นโรงแรม ร้านค้าสำหรับขายให้นักท่องเที่ยวอีกด้วย

‘อรรถวิชช์’ ดัน!! ปฏิรูปเครดิตบูโร ล่า 10,000 รายชื่อ แก้กฏหมาย

จากรายการ THE TOMORROW มหาชนต้องรู้ ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต สส.กทม. ซึ่งได้ให้คำแนะนำรัฐบาลถึงการแก้หนี้นอกระบบ พร้อมทั้งการปฏิรูปกฎหมายเครดิตบูโร ยุติแช่แข็งลูกหนี้ และเตรียมรวม 10,000 รายชื่อ เสนอกฎหมายเข้าสภาฯ เมื่อวันที่ 20 ม.ค.67 ระบุว่า...

ปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบมีปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะคนที่ติดหนี้นอกระบบแล้วโดนดอกเบี้ยสุดโหด ไม่สามารถกลับเข้ามากู้เงินในระบบได้ เนื่องจากธนาคารไม่ปล่อยกู้ให้ เพราะติดแบล็กลิสต์กับธนาคาร ถึงแม้จะจ่ายหนี้หมดแล้วก็ตาม เนื่องจากมีประวัติข้อมูลต่างๆ ค้างอยู่ในระบบข้อมูลเครดิตถึง 3 ปี ซึ่งทางธนาคารจะใช้มาประกอบการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ ทำให้ประชาชนผู้ที่มีประวัติ เสียโอกาสในการขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อนำมาลงทุนธุรกิจ 

ขณะที่ประชาชนบางท่านที่ไม่ได้มีเจตนาหนีหนี้ แต่เกิดจากการหลงลืม เช่น ลืมจ่ายค่าบัตรเครดิตไปเพียงครั้งเดียวก็สามารถติดแบล็กลิสต์เครดิตบูโรได้เช่นกัน ทั้งที่จริงๆ แล้วควรพิจารณาจากนิสัยการใช้เงินของลูกหนี้ประกอบด้วยว่ามีพฤติกรรมอย่างไร 

จากจุดนี้ ผมจึงพยายามผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกฎหมายเครดิตบูโร เช่น ชำระหนี้หมดแล้วต้องลบข้อมูลหนี้บัญชีนั้นทันที หรือกลับมาจ่ายได้ปกติหกเดือนติดต่อกัน ก็ควรลบข้อมูลค้างเก่าในบัญชีนั้นเช่นกัน ลูกหนี้จะได้มีโอกาสกู้ในระบบได้บ้าง ซึ่งผมนำเสนอให้ใช้ระบบคะแนนเครดิต Credit Scoring ใครคะแนนเครดิตดีได้ดอกเบี้ยต่ำ ใครคะแนนเครดิตต่ำได้ดอกเบี้ยสูง ถ้าทำแบบนี้ จะเกิดการแข่งขันเรื่องดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์กันมากขึ้น

ส่วนคำถามที่ว่าการเปลี่ยนเป็นระบบ Credit Scoring มีผลดีหรือผลเสียอย่างไร ขอตอบว่าไม่มีผลเสีย แต่จะมีผลดี คือ ธนาคารปล่อยกู้ได้ง่ายขึ้น โดยมีระบบการประเมินที่เป็นสากล การใช้ระบบ Credit scoring เป็นการแจ้ง ‘คะแนน’ ที่จะนำเอา ‘ข้อมูลดี’ มาประกอบด้วย เช่น รายได้ การจ่ายเงินค่าน้ำ ค่าไฟ ระบบการจ่ายเงินทางอิเล็กทรอนิกส์บนแอปพลิเคชันต่างๆ 

ตัวอย่างที่มีให้เห็นชัดเจน ก็เช่นกรณี ‘บังฮาซัน’ สู้ชีวิต อินฟลูเอนเซอร์คนดัง ขายอาหารทะเลให้ชุมชน เก็บเงินสด 30 ล้าน สร้างบ้านเอง เพราะไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ได้ เนื่องจาก ‘เคย’ ติดหนี้บัตรเงินสดสมัยที่ยังทำงานสู้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ แต่จะมีสักกี่คน ที่มีความสามารถหาเงินได้แบบนี้ โดยไม่ต้องใช้ทุนตั้งตัว

อย่างไรเสีย เรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ สามารถทำโดยการเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ.2545 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด โดยเฉพาะ ด้วยการแก้ไขให้ใช้ระบบ Credit Scoring เป็นรูปแบบการจำแนกคุณภาพสินเชื่อของบุคคลตามจริง แทนที่ระบบแบล็กลิสต์ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น และรักษาระบบสินเชื่อให้เป็นไปตามความจริง ซึ่งขณะนี้ได้ร่างกฎหมายปฏิรูปเครดิตบูโร โดยจะรวบรวมรายชื่อประชาชนไม่น้อยกว่า 10,000 รายชื่อ คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2567 นี้

‘อ.พงษ์ภาณุ’ ชี้!! BRICS โอกาสทองของไทย ช่วย ‘แลนด์บริดจ์ไทย’ เนื้อหอม เชื่อม BRI

ทีมข่าว THE STATES TIMES  ได้พูดคุยกับ อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ที่มาร่วมพูดคุยในรายการ Easy Econ ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ในประเด็น 'BRICS กับโอกาสทองของไทย' เมื่อวันที่ 21 ม.ค.67 โดย อ.พงษ์ภาณุ กล่าวว่า…

เหตุการณ์น่าสนใจช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาคือการที่กลุ่ม BRICS รับประเทศสมาชิกใหม่หลายประเทศ รวมทั้ง ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมมิเรตส์ และอิหร่าน ซึ่งเป็นการขยายขนาดและอิทธิพลของกลุ่มครั้งใหญ่ที่สุด นับจากก่อตั้งขึ้นมากว่า 20 ปี

กลุ่ม BRICS ไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ แต่เป็นการนำตัวอักษรนำหน้าชื่อประเทศสมาชิกก่อตั้งมาเรียงกัน จีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในกลุ่ม คิดเป็นกว่า 50% ของ GDP รวมของกลุ่ม สมาชิกมีความแตกต่างและไม่มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ร่วมกันดังเช่นกลุ่มเศรษฐกิจอื่นๆ แต่สิ่งสำคัญที่ประเทศสมาชิกมีร่วมกัน คือแนวคิดต่อต้านระเบียบโลก (World Order) และการครอบงำของสหรัฐอเมริกาและตะวันตก

กลุ่ม BRICS ไม่มีกฏบัตรและหลักเกณฑ์การรับสมาชิกใหม่ แต่ได้เป็นเวทีให้สมาชิกใช้แสดงความไม่เห็นด้วยและโจมตีนโยบายและการทำงานของสถาบันต่างที่อยู่ภายใต้ระเบียบโลก กลุ่ม BRICS ตั้ง Mini World Bank และ Mini IMF ขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกให้ประเทศสมาชิกใช้ประโยชน์ นอกเหนือจากสถาบันการเงินในระบบ Bretton Woods

ประเทศสมาชิกหลายประเทศ โดยเฉพาะรัสเซีย และจีน ถูกสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Sanctions) และหลายครั้งถูกสหรัฐฯ ใช้เงินดอลลาร์เป็นอาวุธร้ายมาลงโทษประเทศเหล่านี้เมื่อเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ อาทิเช่น เมื่อสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ผ่านมา รัสเซียถูกอายัดทุนสำรองที่เป็นดอลลาร์สหรัฐฯ และถูกตัดขาดออกจากระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ ดังนั้นกลุ่ม BRICS จึงพยายามผลักดันการใช้เงินสกุลท้องถิ่น (Local Currencies) ทดแทนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ด้วย

แนวคิดเหล่านี้ของกลุ่ม BRICS ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะประเทศไทยสมัยนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ก็เคยผลักดัน Asian Bond Market Initiative (ABMI) เมื่อราว 20 ปีที่แล้ว จนเป็นที่รู้จักและเห็นผลเป็นรูปธรรมบ้างแล้ว ธนาคารกลางในเอเชียลงขันกันตั้งกองทุน Asian Bond Fund เพื่อลงทุนในพันธบัตรที่ออกในสกุลเงินของประเทศสมาชิก ตลาดตราสารหนี้ของประเทศในเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย มีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันถือเป็นเสาหลักของระบบการเงินของประเทศ

ไม่นานมานี้ จีนได้จัดงานครบรอบ 10 ปีของโครงการเส้นทางสายไหม (Belt and Road Initiative : BRI) โดยใน 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเองไม่มีโครงการอยู่ใน BRI เลย แต่การที่นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน เดินทางไปกรุงปักกิ่ง เพื่อเข้าร่วมงานด้วยตนเอง บ่งชี้ความสำคัญและวิสัยทัศน์ของไทยที่จะเข้าร่วมเส้นทางสายไหมของจีนนี้ โดยเฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเชื่อมมหาสมุทรอินเดียและอ่าวไทย จะเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของ BRI 
ยิ่งเมื่อพิจารณาร่วมกับการขยายสมาชิกสภาพของกลุ่ม BRICS ที่ครอบคลุมถึงซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันดิบที่สำคัญที่สุดของจีนด้วยแล้ว โครงการแลนด์บริดจ์จะยิ่งทวีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น และเชื่อแน่ว่าหากเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญประเทศหนึ่งของโลกแน่นอน

ความพยายามของกลุ่ม BRICS ที่จะจัดระเบียบโลกด้านเศรษฐกิจใหม่ เป็นความพยายามที่น่าชมเชย แต่จะสำเร็จหรือไม่คงจะเป็นเรื่องไม่ง่าย และไม่แน่ประเทศไทยอาจจะเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างความสำเร็จนี้ก็ได้

เร่งสร้าง Smart Farmer รองรับอาชีพเลี้ยงปศุสัตว์ส่งออก

นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายทิฐินันท์ ทุมมา ผู้อำนวยการสถานศึกษา นักเรียน และนักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรี ให้การต้อนรับในพื้นที่ สำหรับวัตถุประสงค์การตรวจเยี่ยมในวันนี้ เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงานของสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร พร้อมหารือความร่วมมือร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสถานศึกษาให้สร้างเยาวชนในท้องถิ่นให้เป็นเกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farmer)

รัฐมนตรีช่วยฯ ไชยา กล่าวว่า จังหวัดเพชรบุรี มีสถานที่ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์กักกันโรคเพื่อการส่งออกของสินค้า ปศุสัตว์ไปยังต่างประเทศ และมีวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเพชรบุรีที่มีความพร้อมทั้งศูนย์การเรียนรู้ เครื่องมือ และมีบุคลากร นักเรียน รวมถึงนักศึกษาที่มีความสนใจการทำเกษตรกรรมจำนวนมาก ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ต้องการบูรณาการร่วมกันกับสถานศึกษาในการผลิตหลักสูตรทางด้านวิชาการและประสบการณ์จริง สำหรับรองรับอาชีพการเลี้ยงปศุสัตว์เพื่อการส่งออก โดยมอบหมายให้กรมปศุสัตว์และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ประสานการทำงานร่วมกันกับสถานศึกษา เพื่อใช้สถานที่ของวิทยาลัยฯ ในการจัดการเรียนการสอน และใช้องค์ความรู้ด้านการวิจัย พัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรมของกระทรวงเกษตรฯ ในการสร้างเกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farmer) ให้รองรับการทำการเกษตรสมัยใหม่ในอนาคต

นอกจากนี้ รมช.ไชยา ได้เยี่ยมชมนิทรรศการวิจัยการแปรรูปสับปะรดเป็นอาหารสำหรับโคนมของศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบุรี การพัฒนาไก่เขียวห้วยทรายจากไก่พันธุ์พื้นเมืองของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมถึงโครงการของนักเรียน อาทิ การศึกษาอัตราการรอดของแหนแดงที่เพาะเลี้ยงในน้ำกร่อย โดยใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงจากใบทองหลางน้ำที่ในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน ช่วยให้การเจริญเติบโต และโครงการผลิตก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าภูฐาน เพื่อจำหน่าย เป็นต้น พร้อมทั้ง เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ของวิทยาลัยฯ ที่มีการสอนทำอาหารสัตว์ การพัฒนาสายพันธุ์โค และการทำสัตวบาล เพื่อเป็นแนวทางให้นักศึกษาสามารถหารายได้เลี้ยงชีพได้ตั้งแต่วัยเรียนอีกด้วย

‘นายกฯ’ มั่นใจ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่น’ ไร้ทุจริต ลั่น!! ไม่มีแนวคิดยุติโครงการ แต่อาจดีเลย์

(19 ม.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ว่า ตนได้รับรายงานจากนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง บอกขอรอรับรายงานจากทาง ป.ป.ช.ก่อน ส่วนเรื่องคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าตนเชื่อว่า มีตัวเลือกที่สามารถอธิบายได้ ส่วนเรื่องทุจริตผมมั่นใจ 100% ว่าไม่มีแน่นอน หากสงสัยว่าทุจริตตรงไหนให้ถามมา ทางรัฐบาลมีหน้าที่อธิบาย เพราะมีการใช้เทคโนโลยี ในการส่งเงินจาก G to C (Government to customer) เพื่อเข้ากระเป๋าสตางค์ของประชาชน ซึ่งตนไม่เห็นว่าจะทุจริตตรงไหนได้เลย พร้อมย้ำว่าอย่าพูดลอยๆ ว่ามีการทำทุจริตได้ ซึ่งตนเข้าใจว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ พร้อมระบุว่า ถ้าบอกได้ว่าตรงไหนมีการทุจริตเราก็พร้อมที่จะอธิบายให้ฟัง เพราะหากอธิบายไม่ได้หรือมีข้อกังขาก็คงทำไม่ได้ 

เมื่อถามว่าไทม์ไลน์ของโครงการจะเริ่มที่เดือนพฤษภาคมเหมือนเดิมใช่หรือไม่? นายกรัฐมนตรีระบุว่า “เป็นไปตามที่นายจุลพันธ์ ระบุว่าอาจจะมีการดีเลย์ออกไป”

ส่วนกรณีที่นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ออกมาระบุว่ารัฐบาลจะใช้ข้ออ้างของป.ป.ช. เพื่อเป็นหลังพิงฝาในการยุติโครงการดังกล่าว? นายกรัฐมนตรี ระบุว่า “ไม่มีความคิด ณ จุดนี้ เดินหน้าเต็มที่ ส่วนจะดีเลย์ออกไประยะเวลานานแค่ไหนตนไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับว่าหนังสือจากป.ป.ช.จะมาถึงเมื่อใด และมีคำถามมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากมีคำถามมาตนก็อยากให้เป็นคำถามที่เฉพาะเจาะจง เพราะจะได้สามารถตอบอย่างตรงไปตรงมา”

เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะถึงขั้นเลื่อนมาใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ในการดำเนินโครงการ? นายเศรษฐา ระบุว่า “ยังไม่พูดไปไกลขนาดนั้น” และกล่าวอีกว่า ตนมีความกังวลในทุกเรื่อง ที่เป็นเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต โรงงานพลุระเบิด จังหวัดสุพรรณบุรี ฝุ่น PM 2.5 ซึ่งตนก็กังวลทุกเรื่อง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนให้เกียรติรัฐร่วมรัฐบาลเสมอ ซึ่งต้องคุยกันทุกเรื่อง ในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม เมื่อมีข้อมูลหรือคำถามเข้ามาเราก็ต้องอธิบายคำถามให้ได้ว่าเป็นอย่างไร และเราต้อง คุยกับพรรคร่วมรวมถึงถามว่าพอใจหรือเห็นด้วยหรือไม่ เพราะอยู่ด้วยกันต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนยืนยันมาตลอด 

'หากิน' ด้วยการปั้นผีลวง ไว้ลวงหลอก 'ถูกหากิน' เพราะ 'อุปาทาน' ในใจตนหลอกตัว

เรื่องของ 'ผี' เป็นความเชื่อกันมาเป็นปกติทั่วโลก แต่ใครเห็นกัน จริง ๆ เห็นกัน จะ ๆ บ้าง ผมว่าคงนับได้เลย แต่ถ้าผีในใจผมว่าเรื่องนี้เล่ากันได้เยอะ

ครั้งนึงเมื่อหลายปีก่อน ผมได้อุปสมบทเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ร่วมกับอีกหลายบุคคล ณ วัดป่าศรัทธารวม จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งวัดแห่งนี้เดิมเป็นป่าช้าแห่งที่ ๒ ของจังหวัดนครราชสีมา และเป็นสถานที่สำหรับเผาศพผู้ที่ตายด้วยโรคติดต่อ เช่น อหิวาตกโรค, กาฬโรค เป็นต้น 

ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๗๕ ณ ที่แห่งนี้ได้มีปักหมุดหมายในการสร้างวัดสำหรับการปฏิบัติภาวนาให้แก่ประชาชนให้เกิดขึ้นอีก ๑ แห่งในจังหวัดนครราชสีมา นอกเหนือไปจากวัดป่าสาละวัน ซึ่งมีพระกรรมฐานคณะแรกมาจำพรรษา ณ วัดป่าแห่งนี้อันประกอบด้วย ๑.พระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโล ๒.พระอาจารย์เทสก์ เทสรังสี ๓.พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ๔.พระอาจารย์หลุย จันทสาโร ๕.พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ ๖.พระอาจารย์ภุมมี ฐิตธัมโม และสามเณรอีก ๔ รูป รวมเป็น ๑๐ รูป 

นั่นคือจุดเริ่มต้นของวัดป่าแห่งนี้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวัดป่าสำคัญที่มีพระอาจารย์นักปฏิบัติมาจำพรรษาหรือภาวนาด้วยความวิเวก ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังร่มรื่น สงบ สมกับเป็นวัดป่า แม้จะผ่านเหตุการณ์ที่น่าเศร้าใจอย่าง 'จ่าคลั่ง' กราดยิงมาเมื่อไม่นานมานี้ 

กลับมาที่เรื่องผีกันต่อ ตามที่ว่ากันว่า ณ วัดแห่งนี้เป็นป่าช้าเก่า มีที่เผาศพแบบเปิดโล่งไม่ใช่เมรุที่วัดทั่วไปมี เวลาเผาศพก็จะมีกลิ่นล่องลอยไปในชุมชนให้ได้ปลงสังเวชกัน และแน่นอนย่อมมีเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับผีสาง 

เรื่องที่เล่ากันมากก็มักจะเป็นการเห็นเงาคนมานั่งอยู่ใกล้ ๆ กับที่เผาศพ บ้างก็ว่าเห็นเงาคนมาเดินรอบเมรุกลางแจ้ง โดยเฉพาะเล่าว่า พระในวัดได้มาปฏิบัติเดินจงกรมอยู่ ณ บริเวณหน้าเมรุแล้วปรากฏว่ามีคนมาเดินจงกรมตามหลังแล้วภาวนาว่า 'พุทโธ' ตามที่พระรูปนั้นกำลังภาวนาอยู่ เรื่องนี้ถูกยกมาเล่าตอนที่ผมบวชอยู่และกำลังจะไปภาวนาในช่วงหลังทำวัตรเย็นแล้ว 

หรืออีกเรื่องก็เล่ากันว่าในป่าช้าเดิมซึ่งอยู่ทางหลังวัดเวลาที่มีพระไปนั่งสมาธิภาวนาอยู่หน้าองค์พระขาว พระพุทธรูปปางประทานพร ซึ่งเดิมเป็นอุโบสถ โดยขณะนั่งสมาธิไปก็ได้ยินเสียงโหยหวนลอยมาตามลมบ้าง ได้ยินเสียงคนจำนวนมากพูดซุบซิบกันบ้าง ได้ยินเสียงเท้าหนัก ๆ เดินอยู่ใกล้ ๆ บ้าง หรือพระบางรูปเดินจงกรมภาวนาก็รู้สึกว่ามีคนจ้องมอง หรือมีคนนั่งอยู่ใกล้ๆ ที่เดินจงกรมบ้าง เอาเข้าจริงๆ ก็ยังไม่มีคนที่พบจริงๆ มาเล่าให้ฟังนะ มีแต่เรื่องเล่า เพื่อมาเล่าต่อ...

อย่างเรื่องที่มีผู้มาเล่าให้ผมฟังตอนอุปสมบท ก็คือเรื่องจากผู้ที่อุปสมบทพร้อมผมได้พบเจอ 'ผี' ที่กุฏิของเขา โดยท่านผู้นั้นเล่าว่าท่านกำลังจำวัดอยู่แล้วได้ยินเสียงกุกกัก ๆ ก็เลยจะลุกขึ้นไปดู ก็ปรากฏว่าลุกไม่ขึ้นพยายามเท่าไหร่ก็ลุกไม่ขึ้น ด้วยอาการที่เรา ๆ ท่าน ๆ รู้จักกันดีว่า 'ผีอำ' แต่พอกลั้นใจหลับตาภาวนา ท่านผู้นั้นก็ค่อย ๆ ลืมตาแล้วก็เห็นเงาขนาดใหญ่นั่งอยู่บนร่างของท่าน เมื่อกลั้นใจภาวนาอีกครั้งเงานั้นก็หายไป และสามารถลุกขึ้นมาได้แล้วท่านก็เดินลงจากกฏิด้วยความรู้สึกหวาด ๆ 

พอลงจากกุฏิ ก็ได้พบเห็นเหมือนร่างคนกำลังเดินออกจากกุฏิไปแบบเลื่อนตัวไป หรือไปแบบลอย ๆ จนค่อย ๆ หายไป นี่คือเรื่องราวของพระนวกะที่ได้อุปสมบทพร้อมผมมาเล่าในวงสนทนาก่อนที่เราจะแยกย้ายกันไปภาวนา 

พอฟังเรื่องเล่าเรื่องนี้ คุณเชื่อไหม? ผมรู้สึกอย่างเดียวว่าท่านผู้นั้นมาบวชอย่างไร? ถึงเจอผี ทั้ง ๆ ที่คณะของท่านช่างเสียงดัง เจี๊ยวจ๊าว ราวกับการมาอุปสมบทคือการมาเข้าค่าย ไม่น่าจะเจออะไรเพราะเสียงมันช่างดังเหลือเกิน อ้อ!! ผมลืมบอกไปว่าการอุปสมบทครั้งนั้นคือ การอุปสมบทหมู่ ถ้าอยากปลีกวิเวกต้องหาที่ทางและช่วงเวลาเอาเอง เพราะความไม่สงบมีอยู่สูง 

กลับมาที่เรื่องผีที่พระร่วมรุ่นของผมเล่าว่าเจอ ผมคิดเอาเองในฐานที่ปกติผมมักจะปฏิบัติภาวนาแบบเอกา เรื่องผีสางผมก็กลัว แต่การอุปสมบทครั้งนั้นมีความหมายเนื่องจากเป็นการอุปสมบทระยะสั้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ จึงอยากตั้งใจปฏิบัติภาวนา ซึ่งสถานที่ ที่ 'เขาเล่าว่า' ผมก็ล้วนไปปฏิบัติ ทั้งเดินจงกรม ทั้งนั่งสมาธิวิปัสสนา ปรากฏว่าผมไม่เจอ 'ผี' แต่สิ่งที่ผมเจอและสัมผัสได้จากวัดป่าแห่งนี้ กลับกลายเป็นการที่เราสามารถเข้าสู่สมาธิได้อย่างรวดเร็ว สมกับที่เป็นวัดป่าที่พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านมาปฏิบัติไว้ดีแล้ว ชอบแล้ว 

ผมบอกตรง ๆ เลยว่าผมไม่เคยเจอผี หรือผมอาจจะเจอ แต่ผมไม่ได้สนใจก็ได้ เพราะสิ่งที่สำคัญของการจะเจอหรือไม่เจอมันสำคัญที่ 'ใจ' เมื่อ 'ใจ' เป็นใหญ่เราก็สามารถควบคุมการ พบ เจอ นิมิต หรือการสัมผัสใดๆ ได้ คำว่า 'ใจ' เป็นใหญ่หรือใช้ 'ใจนำ' นี้ อาจารย์ใหญ่ของพระป่า 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ท่านได้เคยกล่าวไว้แล้ว และเมื่อเราอุปสมบทในร่มเงาวัดป่า เราจึงต้องนำมาใช้ให้เห็นจริงใช้ 'ใจ' ควบคุมให้จิตไม่โลดแล่นไปอยากเจออะไร ไปสนใจอะไรภายนอก 'จิตใจ'

ฉะนั้น 'ผี' ที่พระท่านนั้นเจอ ผมจึงคิดว่ามันเกิดขึ้นจาก 'อุปาทาน' ที่เกิดจากการฟังแล้วคิดตามว่ามันมี มันต้องมี มันควรมี พอคิดตามนี้ 'ผี' ในใจก็ปรากฏได้เพราะเราไม่ควบคุมมัน สุดท้ายมันก็มาปรากฏกับสังขารของเรา ด้วยความเหนื่อยจากการคิด พูด ฟัง กลายเป็น 'ผีอำ' หรือการเป็น 'ผีเลื่อน' / 'ผีลอย' ผมคิดว่ายังงั้นนะ 

เช่นเดียวกันกับเรื่องราวในสังคมยุคนี้ที่ชอบยกเอาเรื่องที่ไม่จริง สิ่งที่ไม่มี โกหกตนเองจนเชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้น มันเป็นอย่างนี้ ทำให้ความหลอกลวงถูกยกเป็นเรื่องจริงในใจตนเอง และเอาความจริงที่หลอกลวงตนเองเหล่านั้นไป หลอกเด็ก หลอกเยาวชน หลอกคนที่เชื่อให้หลงไปกับ 'ผี' ในใจที่มันไม่มีอยู่จริง อาทิ จดหมายของผู้นำปฏิวัติ ๒๔๗๕ ที่ไม่มีจริง การใช้วาทกรรมที่ล่วงละเมิดผู้อื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่เรื่องจริง การอวดอุตริในตนที่ไม่มีอยู่จริงตามสำนักทรงหรือสำนักลงนะทั้งหลาย หรือแม้กระทั่งตัวแทนประชาชนที่นำเอาข้อมูลอันไม่มีอยู่จริงมาอภิปรายกันในสภา หรือแม้กระทั่งการสัญญาของผู้บริหารประเทศที่ไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่  

สิ่งเหล่านี้คือ 'ผี' จริง ๆ 'ผี' ในใจของคนบางคนที่ถูกนำไปหลอกให้กลายเป็น 'ผี' ในใจของสังคมโดยรวม จากเรื่องของผีในวัด เรื่องของพระที่โดนผีหลอก มาสู่เรื่องของ 'คน' เรื่องของ 'อุปาทาน' ที่ทำให้สิ่งที่ไม่มีอยู่จริงกลายเป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นจนเป็นตัวตน แล้วคุณจะยินดีให้ 'ผี' แบบนี้มาหลอกคุณอยู่ทุกวันไปทำไม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top