Thursday, 16 July 2026
TheStatesTimes

บิ๊กโจ๊ก เผย ลุงเปี๊ยกติดใจเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบใส่ขาเทียมคนเดียว มีพฤติกรรมซ้อมทรมานให้รับสารภาพ ยืนยันต้องสอบขยายผลใครเกี่ยวข้องอีก

พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เดินทางมาที่ศูนย์ช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่ง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดปทุมธานี เพื่อสังเกตการณ์การสอบสวนลุงเปี๊ยก ภายหลังจากมีการปล่อยคลิปสนทนา ยอมรับว่ามีการ ซ้อมทรมานเพื่อให้ลุงเปี๊ยกรับสารภาพ แต่อ้างว่าพยายามคุมถุงดำและให้ถอดเสื้อเปิดแอร์ เป็นแค่การเลาะกันเล่น

จากการสอบสวนเป็นเวลา 2 ชั่วโมงลุงเปี๊ยกก็ได้สีรูปของชายนอกเครื่องแบบใส่ขาเทียม ที่ถูกอ้างเป็นบุคคลในคลิปเสียง เพียงคนเดียวจากรูปทั้งหมดกว่า 10 ใบ 

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบอกว่า จากการสอบสวนลุงเปี๊ยกวันนี้ ลุงเปี๊ยกมีท่าทีที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดยให้มูลนิธิวินวิน อยู่กับลุงเปี๊ยกตั้งแต่วันแรกคอยนั่งอยู่ข้างๆ โดยไม่มีการกดดันหรือบีบบังคับให้ลุงพูด ทั้งนี้การสอบสวนมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์คอยสังเกตการณ์อยู่ด้วย

หลังจากการพูดคุยกว่า 2 ชั่วโมงลุงเปี๊ยกก็ได้ ชี้รูปภาพ ซึ่งเป็นภาพถ่ายใหม่ล่าสุดที่ถูกส่งด่วนมาจากจังหวัดสระแก้ว ให้ลุงเปี๊ยกเป็นผู้ชี้ทนับ 10 ภาพ แต่สุดท้ายลุงเปี๊ยกก็ชี้ เพียงคนเดียวพร้อมกับยืนยันว่า ติดใจกับชายนอกเครื่องแบบใส่ขาเทียมรายนี้ ส่วนเจ้าหน้าที่รายอื่นๆใช้คำพูดที่สุภาพ ไม่ได้มีพฤติกรรมข่มขู่

อย่างไรก็ตามรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบอกว่า จะยังต้องสอบสวนต่อไปเพื่อขยายผลว่ายังมีใครที่เกี่ยวข้องอีกหรือไม่ และมีใครเป็นผู้สั่งการ ที่อยู่เบื้องหลังอีกหรือไม่ 

และหลังจากนี้ชุดพนักงานสอบสวนของจังหวัดสระแก้วก็จะต้องมีการพบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคนที่ ลุงเปี๊ยกชี้รูป เพราะจนถึงขณะนี้ คนที่ถูกชี้รูป ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าวอนนายกฯ ประเทศไทยต้อง “ควบคุม” บุหรี่ไฟฟ้า แทนการ “แบน” เพื่อปกป้อง “เด็กและเยาวชน”

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST) เพจดังเฟสบุ้คมีผู้ติดตามกว่า 1 แสนคน ขอเป็นตัวแทน “ผู้ใหญ่” ร้องนายกฯ ปกป้อง “เด็กและเยาวชน” จากการแพร่ระบาดหนักของบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อน ชี้ทางเดียวที่จะลดการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนคือการทำให้บุหรี่ไฟฟ้า “ถูกกฎหมาย” และควบคุมเข้มงวด เพื่อให้สามารถควบคุมอายุผู้ซื้อขายได้ พร้อมกล่าวถึงประเด็นดราม่าเรื่องมารยาทการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะ ย้ำเป็นผลพวงจากการไม่มีกฎหมายควบคุม เพราะการซุกไว้ใต้ดินไม่ได้ผล

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST) นำโดยนายมาริษ กรัณยวัฒน์ กล่าวถึงกรณีกลุ่มตัวแทนเด็กและเยาวชนเข้ายื่นหนังสือต่อนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในช่วงเทศกาลวันเด็กปี 2567 ที่ผ่านมา เพื่อขอให้คงไว้ซึ่งกฎหมายห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า โดยกล่าวว่า “การที่กลุ่มต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้าเคลื่อนไหวโดยการนำเด็กและเยาวชนมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้คงไว้ซึ่ง ‘แบนทิพย์’ นั้นเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งกับความเป็นจริง การที่ท่านอ้างว่า ปัจจุบันเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนไทยในรูปแบบตัวการ์ตูน กล่องนม เครื่องเขียน รวมถึงปัญหาอายุเฉลี่ยของเด็กที่พบว่าใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่ต่ำลงเรื่อย ๆ นั้น ล้วนแล้วแต่มีต้นตอมาจากกฎหมายแบนที่ไร้ประสิทธิภาพ”

“ในฐานะผู้ใหญ่และตัวแทนผู้บริโภค เราเห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าต้องถูกควบคุมด้วยกฎหมายที่ชัดเจน ระบุอายุผู้ซื้อขาย กำหนดรูปแบบและหน้าตาของบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อไม่ให้ดึงดูดเด็กและเยาวชน รวมถึงกำหนดพื้นที่ซื้อขายให้ห่างไกลโรงเรียนสถานศึกษา เราเชื่อว่ามีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะช่วยปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างแท้จริง”

นายมาริษเสริมว่า “ล่าสุดมีสื่อรายงานตัวเลขการส่งออกบุหรี่ไฟฟ้าจากจีนสู่ไทยโดยเวปไซด์ศุลกากรจีนคิดเป็นมูลค่ามหาศาลกว่า 1,600 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ว่า มีบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อนมหาศาลลักลอบขายในตลาดใต้ดินประเทศไทยในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ”

นอกจากนี้ กลุ่มเครือข่ายฯ ยังได้กล่าวถึงประเด็นดรามาในสังคมออนไลน์ล่าสุด ที่กล่าวถึงการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะ เช่น คอนเสิร์ต ว่า “ไม่นานมานี้มีการกล่าวถึงประเด็นการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะ รวมถึงการประกาศห้ามนำบุหรี่ไฟฟ้าเข้าพื้นที่แสดงคอนเสิร์ต ก็เป็นการยืนยันชัดว่าในปัจจุบันนั้นมีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก และประเทศไทยต้องการกฎหมายที่ชัดเจนที่จะระบุว่าพื้นที่ใดใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้ พื้นที่ใดใช้ไม่ได้ ซึ่งการแบนมีแต่จะทำให้การใช้บุหรี่ไฟฟ้าแบบไม่เลือกที่กลายเป็นความปกติใหม่”

‘ภาครัฐ’ กระตุ้น SMEs รับมือทิศทางการค้าโลก เร่งปรับตัวเข้าสู่ทิศทางแห่งเศรษฐกิจสีเขียว 

(18 ม.ค.67) นายนที สิทธิประศาสน์ กรรมการและเลขานุการ สถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำกลไกการปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ทัดเทียมกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 

ทั้งนี้ ปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นความท้าทายระดับโลก โดยได้มีคาดการณ์ว่า ในปีพ.ศ. 2593 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลให้ทั่วโลกมีมูลค่าทางเศรษฐกิจลดลง 10% ประเทศไทยจึงมีนโยบายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

โดยในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC COP ในการประชุมหลายครั้งที่ผ่านมา ซึ่งมีการประกาศเป้าหมายสำคัญ คือ ประเทศไทยจะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปีพ.ศ. 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปีพ.ศ. 2608 

ขณะที่ในต่างประเทศได้เริ่มใช้เงื่อนไขทางด้านสิ่งแวดล้อมเป็นมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) เช่น สหภาพยุโรปมีมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทำให้กระทบต่อการส่งออกของผู้ประกอบการ นอกสหภาพยุโรปแล้ว ประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน อาจมีการพิจารณาการใช้มาตรการในลักษณะเดียวกันในอนาคต 

ดังนั้นแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวจึงเป็นหนึ่งในแนวทางเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และจะเป็นการพัฒนาสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมโลกไปสู่ความยั่งยืน โดยที่ธุรกิจในทุกระดับจึงต้องดำเนินการปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันจากนโยบายและมาตรการทางสิ่งแวดล้อมที่บังคับใช้ในปัจจุบันและมีแนวโน้มที่จะมีความเข้มข้นขึ้นในอนาคต 

"ส.อ.ท. จึงได้จัดตั้งสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเตรียมความพร้อม และยกระดับการพัฒนาคุณภาพสินค้าและการผลิตในสังคม เศรษฐกิจ อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ รวมถึงส่งเสริม และสร้างมาตรฐานการตรวจสอบ การรับประกัน และการรับรองในระดับสากล เพื่อยกระดับการประกอบการอุตสาหกรรมของผู้ประกอบการทุกขนาด"

นางอภิรดี ขาวเธียร รองผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า สสว. เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว จึงร่วมกับ ส.อ.ท. โดยสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งโดยมากแล้วยังขาดองค์ความรู้และบุคลากรในการปรับตัว เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ทัดเทียมกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่มีความพร้อมในทุกด้านมากกว่า

โดยเริ่มต้นที่กลุ่มอุตสาหกรรม 6 กลุ่ม ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม การท่องเที่ยว พลาสติก สิ่งทอ และอาหาร ซึ่งจัดส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าให้คำปรึกษาเชิงลึกร่วมกับการจัดอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการรายกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว และพัฒนาองค์ความรู้ของบุคลากรภาคอุตสาหกรรมให้มีความรู้และความสามารถในการจัดการ เพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการยกระดับโซ่อุปทานภาคอุตสาหกรรมสู่การเป็นเศรษฐกิจสีเขียวให้สามารถเชื่อมโยงไปยังอุตสาหกรรมต้นน้ำให้สอดคล้องกับนโยบายของประเทศและเศรษฐกิจระดับมหภาค 

‘บิ๊กโจ๊ก’ เผย!! ‘ลุงเปี๊ยก’ ชี้ตัวตำรวจทรมานตน 9 ชม. ‘จับล่ามโซ่-ถอดเสื้อ-ใช้ถุงดำคลุมหัว’ บังคับให้ยอมรับผิด

(18 ม.ค. 67) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เดินทางไปยังศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ปทุมธานี ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เพื่อร่วมประชุมกับ น.ส.สุชาดา หมื่นกล้า รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ, นายศราวุธ มูลโพธิ์ ผอ.กองคุ้มครองสวัสดิภาพและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต, นางอนงค์นาฏ เมธีกุล ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.สระแก้ว, นายราเชนทร์ ปัญญาธนคุณ ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ปทุมธานี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนจังหวัดสระแก้ว เพื่อสอบปากคำนายปัญญา อายุ 56 ปี หรือ ‘ลุงเปี๊ยก’ สามีนางบัวผัน อายุ 47 ปี หรือ ‘ป้ากบ’ ที่ถูกกลุ่มเยาวชนทำร้ายจนเสียชีวิต และต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จับกุมนายปัญญา มาสอบสวน และมีคลิปเสียงออกมาว่ามีการคลุมถุงดำ ถอดเสื้อนั่งตากแอร์ และการล่ามโซ่ บังคับให้รับเป็นผู้ก่อเหตุ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จากที่พบศพป้าบัวผัน วันศุกร์ที่ 12 ม.ค. 67 ที่ผ่านมา จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่สืบสวนที่เกิดเหตุ และพบว่าลุงเปี๊ยกมีคราบเลือดที่ขากางเกง ตำรวจจึงควบคุมตัวไปสอบปากคำ ประกอบกับมีชาวบ้านบอกว่าต้องเป็นลุงเปี๊ยกแน่นอนที่ฆ่าป้าบัวผัน เพราะเป็นคนใกล้ชิดกับป้าบัวผัน และอยู่กับป้าบัวผันตลอด และซ้อมทุบตีตลอด ชาวบ้านเห็นว่าพฤติกรรมที่ป้าบัวผันถูกฆ่าเหี้ยมโหดมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งสมมติฐานว่าต้องเป็นลุงเปี๊ยกแน่ จึงนำตัวลุงเปี๊ยกไปสอบสวน 

ต่อมาช่วงเย็นเจ้าหน้าที่ตำรวจพบภาพในกล้องวงจรปิดรู้แล้วว่าคนก่อเหตุไม่ใช่ลุงเปี๊ยก แต่เป็นวัยรุ่น 5 คน จึงจับกุมวัยรุ่น 4 คน และ 1 ใน 4 เป็นลูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม. ส่วนอีก 1 คนไปเที่ยวกับครอบครัวที่ปากช่อง และเป็นลูกเจ้าหน้าที่ตำรวจรองสารวัตรธุรการของ สภ.อรัญประเทศ

ต่อมาพ่อของเยาวชนคนที่ 5 เห็นใน LINE ของโรงพักว่ามีการคุยกันเกี่ยวกับเรื่องเยาวชนไปฆ่าป้าบัวผัน แล้วโทรศัพท์มาสอบถามกับทางโรงพักว่า 1 ใน 5 คนนั้น มีลูกของตนเองด้วยหรือไม่ ทางโรงพักก็บอกว่ามีด้วย แล้วก็ได้ขอติดต่อเพื่อนำลูกมามอบตัว ทาง ผกก.สภ.อรัญประเทศ จึงทำเรื่องขอให้ศาลปล่อยตัวลุงเปี๊ยก

จากนั้นทาง ผกก., รอง ผกก. รวมทั้งนายอำเภออรัญประเทศ ได้พาตัว ลุงเปี๊ยก ไปสอบสวนเพิ่มเติมที่โรงพัก เมื่อสอบปากคำเสร็จก็คุยกันว่าจะพาตัวลงไปไว้ที่ไหนดี เพื่อที่จะไม่ให้มานอนที่องค์พระอีกแล้ว จึงนำตัวลุงเปี๊ยกไปไว้บ้านพี่สะใภ้ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ซึ่งตนได้นำตำรวจสืบสวนจากส่วนกลางลงไป เพราะประชาชนและสื่อมวลชนไม่มีความเชื่อมั่นตำรวจในพื้นที่

รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า เยาวชนที่เป็นลูกตำรวจของ สภ.อรัญประเทศ ได้โทรศัพท์หาพ่อเวลาตี 1 แต่การลงมือฆ่าป้าบัวผันเกิดขึ้นเวลาประมาณ 02.00 น. จากนั้นไม่ได้ติดต่อถามผู้เป็นพ่ออีกเลย และทางลุงเปี๊ยกไปพักที่บ้านพี่สะใภ้ ตนได้สอบถามไปทางพี่สะใภ้แล้วว่ามีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไปหาหรือไม่ ทางพี่สะใภ้ก็บอกว่าไม่มี ส่วนประเด็นที่บอกว่าตำรวจเอาลงไปเก็บไว้ที่เซฟเฮ้าส์นั้นไม่มี และเป็นการช่วยลูกตำรวจหรือไม่นั้น ก็ไม่มีเช่นกัน 

“ต่อมามีนักข่าวส่งคลิปเสียงมาให้ผม จึงรู้ว่าทำอะไรกันอยู่ ในคลิปเสียงนั้นมีเสียงของลุงเปี๊ยกและเป็นเสียงของ รอง ผกก. ท่านหนึ่ง ถ้าเป็นเสียงของลุงเปี๊ยกคนเดียว ผมก็อาจจะไม่เชื่อ เพราะลุงเปี๊ยกมีอาการติดแอลกอฮอล์ แต่เสียงของรอง ผกก. รับเลยรับว่าทำจริง ว่ามีการคลุมถุงดำจริง เปิดแอร์ถอดเสื้อจริง และล่ามโซ่จริง” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ตนสอบถามไปว่าทำแบบนี้เพื่ออะไร เพื่อที่จะให้ลุงเปี๊ยกรับสารภาพหรือไม่ ต้องบอกก่อนว่าเมื่อพบศพผู้เสียชีวิตอย่างแรกเลย คือ ตำรวจต้องค้นหาคนร้ายด้วยการไล่กล้องติดตามคนร้าย ซึ่งการไล่กล้องนั้นต้องดูกันเป็นนาที เพราะไม่ใช่ระบบ AI ขณะนี้ตนได้ส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่อีกครั้ง เพื่อตรวจสอบดูว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนไหนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้บ้าง ในการจะดำเนินคดีกับตำรวจนั้น ต้องมีการสอบสวนลุงเปี๊ยก ซึ่งขณะนี้เป็นผู้เสียหาย เพราะถูกกระทำ ได้นำเรียน ผบ.ตร.แล้วทาง ผบ.ตร.บอกว่าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 2 เข้ามาตรวจสอบในเรื่องนี้ ใครทำอะไร และใครเข้าข่ายผิดมาตรา 157 ก็ให้ดำเนินคดีไปตามระเบียบ

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เปิดเผยอีกว่า คณะทำงานได้นำรูปถ่ายปัจจุบันของตำรวจ สภ.อรัญประเทศทุกนายให้ ลุงเปี๊ยก ชี้ตัว ลุงเปี๊ยกยืนยันตัวตำรวจขาขาด 1 นาย ยศชั้นประทวน ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดสืบสวนที่บังคับให้ลุงเปี๊ยกถอดเสื้อในห้องแอร์ ให้หนาวเย็น เอาถุงคลุมศีรษะ และควบคุมตัวโดยมิชอบนานถึง 9 ชั่วโมง เพื่อบังคับให้ลุงเปี๊ยกรับสารภาพว่าฆ่าป้าบัวผัน ด้วยความทรมานและเหนื่อยล้า ลุงเปี๊ยกจึงยอมรับสารภาพ ก่อนถูกบังคับไปทำแผนยังจุดเกิดเหตุ แต่ไม่มีการล่ามโซ่ 

ดังนั้นวันนี้จึงมีตำรวจที่กระทำผิด 1 นายก่อน เพราะลุงเปี๊ยกยืนยันว่าในห้องขณะถูกทรมานมีตำรวจนายนี้นายเดียว ซึ่งจะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 และความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย ส่วนความผิดทางวินัยมีโทษถึงขั้นให้ออก ส่วนจะมีตำรวจนายอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่ ได้ให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 สั่งการให้รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีตำรวจนายอื่นเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ เพราะจากคลิปเสียงของรอง ผกก.นายหนึ่ง ยืนยันว่ารู้เรื่องที่เกิดขึ้น แต่ก็ต้องตรวจสอบว่ารอง ผกก.นายนี้ รู้ขณะทำการทรมานลุงเปี๊ยกหรือไม่ ซึ่งจะเข้าข่ายร่วมกันกระทำความผิด แต่หากรู้ภายหลังทรมานลุงเปี๊ยกแล้ว แต่ไม่ดำเนินการลงโทษตำรวจที่ก่อเหตุ ก็เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงจะต้องขยายสอบปากคำชุดสืบสวนทั้งหมดด้วย

“เบื้องต้นลุงเปี๊ยกบอกว่า สารวัตรและรองผกก.ไม่ได้อยู่ในห้องที่ถูกทรมาน และทั้ง 2 คนก็พูดจากับลุงเปี๊ยกเป็นอย่างดี ไม่ติดใจ ส่วนที่เหลืออีก 1 คนเพียงสับเปลี่ยนเวรและเฝ้าด้านนอกเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนร่วม หลังจากสอบปากคำเสร็จแล้ว ลุงเปี๊ยกก็มีความสบายใจขึ้นและไม่กลัวตำรวจแล้ว และไม่จำเป็นต้องพาตัวลุงเปี๊ยกไปชี้ตัวตำรวจที่ สภ.อรัญประเทศแล้ว” รอง ผบ.ตร. กล่าว

เปิด 5 อันดับ นักท่องเที่ยวเข้าไทยสูงสุด (วันที่ 8-14 มกราคม 2567)

กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เผยข้อมูลจากกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า ช่วง 8-14 ม.ค. 67 นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวสูงกว่าที่คาดการณ์เป็นผลมาจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวในทุกภูมิภาค 

โดยมีนักท่องเที่ยวจากจีนเดินทางเข้าไทยมากที่สุดจำนวน 104,570 คน (เพิ่มขึ้น 27.75) รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย 81,315 คน (เพิ่มขึ้น 26.95), เกาหลีใต้ 54,023 คน (เพิ่มขึ้น 23.08), รัสเซีย 50,705 คน (ลดลง 1.48) และอินเดีย 35,237 คน (เพิ่มขึ้น 16.67)

นอกจากนี้ยังพบว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1-14 ม.ค.2567 ทั้งสิ้น 1,300,363 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 63,205 ล้านบาท

19 มกราคม พ.ศ. 2545 ‘ในหลวงรัชกาลที่ 9’ ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์  ณ อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2545 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ออกแบบอาคารโดย เฮลมุต ยาห์น (Helmut Jahn) สถาปนิกชาวอเมริกัน-เยอรมัน

โดยโครงสร้างหลักของอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประกอบด้วยเหล็กและแก้ว ซึ่งยาห์นบอกว่านี่เป็น ‘สถาปัตยกรรมแห่งศตวรรษที่ 21’ โดยสนามบินแห่งนี้ได้เริ่มเปิดทดลองใช้ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 และเปิดบริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 ซึ่งใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งโครงการประมาณ 155,000 ล้านบาท

'รองฯต่าย' เผยล่าสุดคดีโรงงานพลุระเบิดคืบหน้าไปมาก กำชับเร่งตรวจอัตลักษณ์ศพเสร็จภายใน 2 วัน ตรวจเสร็จแล้ว 5 ราย อนุญาตให้ญาติรับร่างไปประกอบพิธีทางศาสนาได้วันนี้

วันที่ 18 ม.ค.2567 (13.00 น.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.(ปป.)ได้เดินทางมาที่ ศปก.สน. (วัดโรงช้าง สุพรรณบุรี) พร้อมได้เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยมารายงานให้ข้อมูลถึงความคืบหน้าการดำเนินการต่างๆ จากกรณีเกิดเหตุระเบิดโรงงานผลิตพลุไฟ ตามที่ได้สั่งการไปเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยมีผลความคืบหน้าในการดำเนินการดังนี้  การค้นหาร่างผู้เสียชีวิตสามารถค้นหาได้ครบ 23 ร่าง ได้ดำเนินการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตมาที่วัดโรงช้างเพื่อเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์

ในที่เกิดเหตุชุดปฏิบัติ EOD และพิสูจน์หลักฐานอยู่ระหว่าง การปฎิบัติงานภาคสนามในที่เกิดเหตุ เพื่อให้การเคลียร์พื้นที่เกิดความปลอดภัยสูงสุดและเก็บพยานหลักฐานต่างๆประกอบการสอบสวน ส่วนการร่วมพิสูจน์อัตลักษณ์ศพผู้เสียชีวิตมีทีมแพทย์จากนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจและแพทย์จากโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช สุพรรณบุรี ร่วมปฎิบัติ ซึ่งขณะนี้ตรวจเสร็จสิ้นแล้ว 10 ร่าง(ศพ) ในประเด็นนี้ รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ดำเนินการตรวจให้เสร็จสิ้นภายในคืนนี้

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวอีกว่า สำหรับในกระบวนการขั้นตอนตรวจพิสูจน์เพื่อยืนยันว่า ร่างผู้เสียชีวิตเป็นใครและเป็นญาติของใคร ได้มีการแบ่งหน้าที่กันระหว่างนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจและสำนักงานตรวจพิสูจน์หลักฐาน โดยนิติเวชจะตรวจดีเอ็นเอจากร่างศพผู้เสียชีวิตและสำนักงานตรวจพิสูจน์หลักฐานจะตรวจดีเอ็นเอของญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 23 ราย และจะนำมาตรวจพิสูจน์ว่าร่างผู้เสียชีวิตรายใด เป็นของญาติของใคร ในประเด็นนี้ รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 2 วัน เพื่อให้ญาติรับศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป ซึ่งในการตรวจพิสูจน์ว่าศพเป็นใครสามารถตรวจได้โดย 4 วิธีคือ(1. )ญาติยืนยันจากสภาพทางกายภาพศพ ที่สามารถจำได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน (2.)การตรวจพิสูจน์จากลายพิมพ์นิ้วมือ (3.)การตรวจฟันและ (4) การตรวจ DNA  ซึ่งในขณะนี้ สามารถตรวจพิสูจน์จากลายพิมพ์นิ้วมือได้อย่างชัดเจนแล้วจำนวน 5 ราย โดยการคืนศพให้ญาติรับไป ซึ่งในการส่งมอบคืนศพ ผู้เสียชีวิตให้กับญาติรับไป จะดำเนินการโดยคณะกรรมการคืนศพ ที่ พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7ได้แต่งตั้ง ขึ้นมา และทั้ง 5 ราย จะคืนให้ญาติรับศพไปดำเนินการทางพิธีศาสนาในวันนี้ 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ ยังได้กล่าวอีกว่า “เรื่องการพิสูจน์หาสาเหตุของการเกิดเหตุครั้งนี้ หรือ การดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตามกระบวนการสืบสวนสอบสวน แต่การดำเนินการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่ง คือ การตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์จากร่างผู้เสียชีวิตว่า เป็นใครและเป็นญาติของครอบครัวใด เพื่อมอบศพให้ญาติได้นำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีและตำรวจควรจะต้องช่วยเหลือ ดูแล เยียวยา ฟื้นฟูสภาพจิตใจ ให้กับญาติของผู้เสียชีวิตอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อเป็นการบรรเทาความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นหน้าที่ที่พึงกระทำอย่างยิ่ง มากกว่า ”
  
ดังนั้นจึงได้สั่งการให้ ผบช.สพฐ.ตร. และ ผบก.นต. รพ.ตร. เร่งรัดตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์ศพให้เสร็จสิ้นภายใน 2 วัน เพื่อคืนศพให้ญาติรับไป และ ได้เสนอแนวคิดให้ ผบก.ภ.จว. สุพรรณบุรี เปิดบัญชี เชิญชวนข้าราชการตำรวจ มอบเงินช่วยเหลือตามความสมัครใจและความเหมาะสม เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือแก่ครอบครัวของผู้ที่สูญเสียคนอันเป็นที่รักไปในเหตุโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ต่อไป ”รอง ผบ.ตร.กล่าว“

‘BBL’ ประกาศยุทธศาสตร์ Connecting ASEAN หนุนธุรกิจไทยเข้าถึงโอกาสโตยั่งยืนในภูมิภาค

(18 ม.ค.67) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ประกาศยุทธศาสตร์ Connecting ASEAN หรือ เชื่อมโยงอาเซียน สนองนโยบายรัฐบาล ในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) เข้าสู่ประเทศไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนระยะยาว อีกทั้งสนับสนุนธุรกิจไทยที่ขยายกิจการไปทั่วภูมิภาค

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ BBL กล่าวว่า ธนาคารดำเนินยุทธศาสตร์ Connecting ASEAN ที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) เข้าสู่ประเทศไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนระยะยาว รวมทั้งนโยบายสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม ส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green – BCG) และการยกระดับของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor - EEC) ให้เป็นศูนย์กลางอัจฉริยะสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน

“เป็นที่น่ายินดีที่ลูกค้าต่างประเทศของธนาคารกรุงเทพ ได้เริ่มเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยธนาคารได้ให้การสนับสนุนไปแล้วหลายราย ไม่ว่าจะเป็นบริษัท บีวายดี เกรทวอลล์มอเตอร์ส และฉางอาน การที่บริษัทเหล่านี้เลือกเข้ามาตั้งศูนย์การผลิตสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในพื้นที่ EEC ของไทยจะส่งผลดีต่อเนื่องไปถึงห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนภายในประเทศ และจะกระตุ้นให้เกิดธุรกิจและการจ้างงานใหม่ให้กับคนรุ่นต่อไป” นายชาติศิริ กล่าว

นายชาติศิริ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์สำคัญประการหนึ่งที่ธนาคารมุ่งเน้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คือ การสนับสนุนการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตอย่างแข็งแกร่งสำหรับหลายภาคอุตสาหกรรม ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัวลง จากปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัจจัยอื่นๆ การดำเนินยุทธศาสตร์ Connecting ASEAN จะมุ่งสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยชูบทบาทโดดเด่นของของไทยในฐานะสะพานสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยงอาเซียนกับนักธุรกิจและนักลงทุนจากทั่วทวีปเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก

อาเซียนยังเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจสามารถเติบโตได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ด้วยจุดเด่นหลายๆ ด้าน เช่น จำนวนประชากรรวมกันกว่า 650 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว ตลาดที่กำลังพัฒนาและมีความต้องการหลากหลาย มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ใกล้อินเดียและจีน ซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยอาเซียนกำลังเติบโตก้าวขึ้นเป็นระบบเศรษฐกิจที่จะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกในปี 2573

“ภูมิภาคอาเซียนยังมีโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนอีกมาก ขณะที่ตลาดอื่นๆ ทั่วโลกกำลังชะลอตัว ธนาคารกรุงเทพเป็นธนาคารไทยที่มีความพร้อมที่สุด สำหรับการสนับสนุนบริษัทที่ต้องการขยายตลาดในระดับภูมิภาค เนื่องจากธนาคารมีเครือข่ายทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ที่มีข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจในแต่ละประเทศอย่างลึกซึ้ง และมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดีกับพันธมิตรในประเทศเหล่านั้น ที่สืบทอดมาตลอด 8 ทศวรรษ” นายชาติศิริ กล่าว

“ด้วยจุดแข็งที่โดดเด่นของธนาคาร ที่มีเครือข่ายสาขาใน 9 จาก 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียน มีธนาคารในเครือ คือ ธนาคารเพอร์มาตา ที่อินโดนีเซีย ธนาคารบางกอกแบงค์เบอร์ฮาด ที่มาเลเซีย และธนาคารกรุงเทพ (ประเทศจีน) นอกเหนือจากสาขาในฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ธนาคารกรุงเทพพร้อมที่จะสนับสนุนลูกค้าของเราด้วยบริการทางการเงินที่ครบถ้วน สำหรับการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ และยังสามารถช่วยเชื่อมโยงลูกค้าเหล่านี้กับบริษัทอื่นๆ ที่มีโอกาสจะร่วมมือกันได้ทั่วทั้งภูมิภาค” นายชาติศิริ กล่าว

ตลอดระยะเวลา 8 ทศวรรษที่ผ่านมา ธนาคารมุ่งเน้นสนับสนุนลูกค้าทุกกลุ่มให้บรรลุเป้าหมายในทุกช่วงชีวิตและเจริญเติบโตได้เต็มศักยภาพ โดยสำหรับลูกค้าบุคคล ให้มีความมั่นคงทางการเงินสำหรับครอบครัว และบริษัททุกขนาด ให้มีความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งธนาคารได้ช่วยลูกค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ด้วยบริการทางการเงินและเงินทุนสำหรับการดำเนินธุรกิจ แบ่งปันข้อมูล ความรู้ คำแนะนำและสายสัมพันธ์ทางธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ทำให้ลูกค้าสามารถเติบโตขึ้นอย่างยั่งยืน สามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ก้าวขึ้นเป็นบริษัทชั้นนำของประเทศ ส่วนหนึ่งสามารถขยายกิจการออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนและทวีปเอเชียที่ธนาคารมีเครือข่ายสาขาอย่างกว้างขวางครอบคลุม

“ในช่วงที่ผ่านมา นอกจากลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่แล้ว ยังมีลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารจำนวนไม่น้อย ที่มีการค้าขายข้ามชายแดนมากขึ้น หลายรายสามารถขยายกิจการออกไปต่างประเทศ โดยการสนับสนุนจากสาขาในต่างประเทศของธนาคารกรุงเทพ รวมทั้งธนาคารในเครือ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจของประเทศไทย” นายชาติศิริ กล่าว

นายชาติศิริ กล่าวต่อไปว่า ธนาคารตระหนักดีว่ายังคงมีลูกค้าอีกส่วนหนึ่งที่ยังเปราะบาง สืบเนื่องมาตั้งแต่การระบาดของโรคโควิด-19 และยังไม่ฟื้นตัวในภาวะที่เศรษฐกิจโดยรวมยังชะลอตัวลง ธนาคารจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม เพื่อช่วยลูกค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและลูกค้าบุคคล ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ให้สามารถผ่านช่วงนี้ไปได้ ตามแนวทางเดียวกับที่ธนาคารได้ดำเนินการมาแล้วในช่วงก่อนหน้าที่กิจกรรมทางธุรกิจได้ชะงักงันเนื่องจากโควิด-19 ในปี 2563 และต่อเนื่องถึงปี 2566

“ท่ามกลางความผันผวนทางธุรกิจในระบบเศรษฐกิจโลก ธนาคารกรุงเทพพร้อมดำเนินการเพื่อสนับสนุนลูกค้าให้สามารถผ่านความท้าทายและความยากลำบากเหล่านี้ และสามารถแสวงหาโอกาสที่เหมาะสมสำหรับสร้างการเติบโต โดยจะดำเนินการอย่างสอดรับกับรัฐบาลที่ได้ออกมาตรการลดภาระค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และมาตรการต่างๆ มาให้ความช่วยเหลือ และสอดรับกับธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้ดำเนินนโยบายทางการเงินเพื่อช่วยดูแลเงินเฟ้อ และช่วยให้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น เพื่อให้บริษัทไทยสามารถฟันฝ่าอุปสรรค ก้าวข้ามความท้าทายที่รออยู่ และเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป”

กระบี่-บูรณาการร่วมสุ่มตรวจคุ้มครองแรงงานในเรือประมงทะเล ป้องปรามปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานและได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฏหมายคุ้มครองแรงงาน

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2567  ที่บริเวณท่าเทียบเรือศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเล กระบี่ ตำบลไสไทย อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่   มอบหมายให้ นายสมปราชญ์ ปราบสงคราม รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่
ในฐานะรองหัวหน้าศูนย์บริหารจัดการแรงงานประมงจังหวัดกระบี่ นำคณะทำงานศูนย์บริหารจัดการแรงงานประมงจังหวัดกระบี่ลงเรือตรวจการณ์ ออกตรวจบูรณาการคุ้มครองแรงงานในเรือประมงทะเล เพื่อแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายไม่ให้มีการใช้แรงงานเด็กในเรือประมงทะเล มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ มีมาตรการที่ชัดเจนและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเพื่อคุ้มครองแรงงานในเรือประมงทะเลไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ด้านแรงงานและได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฏหมายคุ้มครองแรงงาน โดยมี นายฉลาดวิทย์ ประเทืองมาศ  สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดกระบี่ ในฐานะเลขานุการศูนย์ฯ การดำเนินการเป็นการตรวจสภาพการจ้างและสภาพการทำงาน การค้ามนุษย์ด้านแรงงาน พร้อมหน่วยงานตรวจบูรณาการ 17 หน่วยงาน ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการป้องกัน แก้ไข และปราบปรามการกระทำประมงผิดกฎหมายที่มีการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ 

และสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่หรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่(ด้านสังคม) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดกระบี่ ฝ่ายทหาร สำนักงานตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ สำนักงานประมงจังหวัดกระบี่ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขากระบี่ สถานีตำรวจน้ำ ๒ กองกำกับการ ๗ กองบังคับการตำรวจน้ำกระบี่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกระบี่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกระบี่ สำนักงานแรงงานจังหวัดกระบี่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดกระบี่ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ ของชาติทางทะเล จังหวัดกระบี่(ศรชล.) ศูนย์ป้องกันและปราบปรามทะเลจังหวัดกระบี่ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกระบี่ และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดกระบี่ ในฐานะเลขานุการศูนย์ฯ การดำเนินการเป็นการตรวจสภาพการจ้างและสภาพการทำงาน การค้ามนุษย์ด้านแรงงาน 

โดยมีล่ามแปลภาษาต่างด้าว หากพบการกระทำความผิดให้ดำเนินการตามมาตรการภายใต้กฎหมายตามภารกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด สำหรับกรณีมีเหตุต้องสงสัยเข้าข่ายการค้ามนุษย์ด้านแรงงานให้ดำเนินการตามแนวทางกลไกการส่งต่อระดับชาติ( NRM) เพื่อการบริหารจัดการคดีและการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้กฎหมายหรือบริการอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป 

นายสมปราชญ์ ปราบสงคราม รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ได้นำคณะทำงานฯออกตรวจบูรณาการด้านแรงงาน โดยออกตรวจเรือในพื้นที่น่านน้ำอันดามันเขตรับผิดชอบ 16 ตำบล 5 อำเภอของจังหวัดกระบี่ สุ่มตรวจเรือประมงพาณิชย์ประเภทเรืออวนล้อม หรือเรืออวนดำ จำนวน 6 ลำ มีแรงงานประมงเป็นชาวกัมพูชา 27 คน เมียนมาร์ 20 คน ชาวไทย 125 คน ไม่พบการกระทำความผิดด้านแรงงานหรือการค้ามนุษย์ด้านแรงงานในกิจการประมงทะเล โดยเฉพาะการใช้แรงงานเด็กต่ำกว่า 18 ปี แรงงานมีการตรวจสภาพการจ้างกสรทำงาน และแรงงานประมงยินยอมลงเรือทำงานด้วยความสมัครใจ..

กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน

‘IMF’ ชี้!! ‘เศรษฐกิจจีน’ ปี 66 โตทะลุเป้า หลังปรับเปลี่ยนจากส่งออกเป็นรูปแบบบริโภค

(18 ม.ค. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2023 ถือเป็นข่าวดีสำหรับจีนและทั่วโลก

จอร์จีวาได้มีการเปิดเผยกับสำนักข่าวนอกรอบการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ครั้งที่ 54 ในเมืองดาวอสว่า เศรษฐกิจของจีนบรรลุเป้าหมายระดับชาติซึ่งตั้งไว้ที่ราวร้อยละ 5 และเติบโตสูงกว่านั้น สิ่งนี้เป็นข่าวดีทั้งสำหรับจีน เอเชีย และทั่วโลก เนื่องจากจีนครองส่วนแบ่งการเติบโตหนึ่งในสามของการเติบโตทั่วโลก

เมื่อวันพุธ (17 ม.ค.) สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนในปี 2023 สูงถึง 126.06 ล้านล้านหยวน (ราว 638 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบปีต่อปี

จอร์จีวาชี้ว่ารัฐบาลจีนกำลังมุ่งมั่นเดินหน้าสู่การเติบโตที่มีคุณภาพสูง และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเติบโตจากที่เน้นการส่งออกเป็นหลัก ไปเป็นรูปแบบที่การบริโภคมีบทบาทสำคัญมากขึ้น

จอร์จีวากล่าวว่าเราเป็นพันธมิตรที่ดีมากกับจีน จีนมีศักยภาพอย่างมากในการดึงเอาผลิตภาพออกมามากขึ้น และสร้างแรงงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเสริมว่าการปฏิรูป การเปิดกว้าง และการบูรณาการในเศรษฐกิจโลกถือเป็นหนทางที่ถูกต้องในการเดินหน้าต่อของจีน

อนึ่ง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2023 กองทุนฯ ได้ปรับขึ้นการคาดการณ์เศรษฐกิจจีนในปี 2023 จากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 5.4 และในปี 2024 จากร้อยละ 4.2 เป็นร้อยละ 4.6 เมื่อเทียบกับรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่กองทุนฯ เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top