Thursday, 16 July 2026
TheStatesTimes

ก้าวต่อไป ‘WHA’ ผู้ช่วยสร้างมูลค่าจีดีพีไทยกว่า 2 ล้านล้านบาท เข้าสู่สนามพลังงานทดแทน เล็ง!! เทรดดิ้งไฟฟ้าเสรี-คาร์บอนเครดิต

(16 ม.ค. 67) 'ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป' เปิด 4 กลุ่มธุรกิจ 'โลจิสติกส์-นิคมฯ-สาธารณูปโภคฯ-ดิจิทัล โซลูชัน' ดำเนินงานมา 21 ปี ช่วยสร้างมูลค่าจีดีพีไทยกว่า 2 ล้านล้านบาท สร้างงานมากกว่า 200,000 ตำแหน่ง 

ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป จัดกิจกรรม WHA: We Shape the Future Journey เปิดอาณาจักรครอบคลุม 4 กลุ่มธุรกิจหลัก โลจิสติกส์, นิคมอุตสาหกรรม, สาธารณูปโภค/พลังงาน และดิจิทัล โซลูชัน โดย นายไกรลักขณ์ อัศวฉัตรโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เผยถึงรายละเอียด ดังนี้...

- กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ : นับเป็นจุดเริ่มต้นของดับบลิวเอชเอ ก่อนที่จะเริ่มขยายไปสู่กลุ่มธุรกิจอื่นๆ ซึ่งดับบลิวเอชเอ เป็นผู้นำในกลุ่มธุรกิจนี้ ปัจจุบันมีพื้นที่รวมกว่า 2.9 ล้านตารางเมตร บนทำเลจุดยุทธศาสตร์ 52 แห่ง ทั่วประเทศ

- กลุ่มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม : โครงสร้างพื้นฐาน และบริการสาธารณูปโภคครบวงจร ได้แก่ การผลิตน้ำประปา การบำบัดน้ำเสีย การทิ้งและฝังกลบขยะ และการผลิตพลังงานไฟฟ้า ปัจจุบัน ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป มีนิคมอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 13 แห่ง บนพื้นที่กว่า 71,300 ไร่ ทั้งในประเทศไทย และประเทศเวียดนาม

- กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคและไฟฟ้า : ให้บริการด้านสาธารณูปโภคแก่ลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม ด้วยกำลังการผลิตน้ำรวมถึง 168 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นของโรงไฟฟ้าที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์รวม 847 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ยังนำกระบวนการ 'Reverse Osmosis (RO)' มาประยุกต์ใช้ในโรงงานผลิตน้ำระบบอาร์โอ ผลิตน้ำ 2 ประเภท คือ Permeate น้ำที่สามารถนำไปใช้ในกระบวนการผลิตได้ และ Concentrate คือน้ำที่มีความเข้มข้นของสารละลายในน้ำสูง

รวมทั้งโครงการ 'Clean Water for Planet' การบำบัดและการจัดการน้ำเสีย ด้วยวิธีการทางชีวภาพมาปรับใช้ ขณะที่การผลิตไฟฟ้า บริษัทเริ่มจากการร่วมลงทุนในโรงไฟฟ้าขนาดเล็กและขนาดใหญ่ รวม 847 เมกะวัตต์

"วันนี้เราขยับเข้าสู่การทำ Renewable Energy โดยเฉพาะ 'Solar Roof Top' ที่เราลงทุนเอง 100% ทั้ง Floating Solar บนทุ่นลอยน้ำของบ่อเก็บน้ำดิบ ภายในนิคมอุตสาหกรรม อีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) ที่มีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ AAT กำลังผลิต 8 เมกะวัตต์

"คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2567 , Solar Carpark บนหลังคาที่จอดรถขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) 59,000 ตารางเมตร ขนาดไฟฟ้ารวม 7.7 เมกะวัตต์

"และพร้อมเปิดดำเนินจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ในปีนี้เช่นเดียวกันและสุดท้าย Solar Rooftop ปริงซ์ เฉิงซาน ไทร์ (ประเทศไทย) จำกัด กำลังผลิตไฟฟ้าขนาด 24.24 เมกกะวัตต์" นายไกรลักขณ์ กล่าวเสริม

- กลุ่มธุรกิจดิจิทัล โซลูชัน : ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมระดับโลก โดยพัฒนาธุรกิจและทางเลือกด้านข้อมูลที่ครอบคลุมเพื่อสนับสนุนลูกค้านิคมอุตสาหกรรมทั้งจากบริษัทในประเทศและต่างประเทศ

ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจในช่วง 21 ปีที่ผ่านมาของ WHA ช่วยสร้างจีดีพีให้กับประเทศไทยแล้วกว่า 2 ล้านล้านบาท โดยดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างชาติ (FDI) กว่า 1.6 ล้านบาท และช่วยจ้างงานมากกว่า 200,000 ตำแหน่ง

‘สุนัขตำรวจ K-9’ ร่วมรำลึกพระคุณครู เรียงแถวนำพานดอกไม้ไหว้ครูฝึก

(16 ม.ค.67) เป็นวันครูแห่งชาติ ศูนย์ฝึกสุนัขตำรวจ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ได้โพสต์ภาพสุดอบอุ่น สุนัขตำรวจ K-9 เข้าแถวมอบพวงมาลัย ไหว้ครูฝึก

โดยมีแคปชันน่ารักๆ ว่า “16 ม.ค.คือวันครู แต่ I Miss You คือ ทุกวัน ‘น้อมระลึกถึงพระคุณครู’ #ครูฝึก K-9 #K9Police” ภายหลังที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ได้มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นด้วยว่า ลูกศิษย์ของครูน่ารักมาก, น่ารักครับ

สำหรับ K9 นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีกองกำกับการสุนัขตำรวจ (กก.สข.) เรียกกันว่า K9 เล่นคำมาจากคำว่า Canine ที่แปลว่าสุนัข ภายใต้สังกัดกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) เป็นเหมือนโรงเรียนฝึกสุนัขตำรวจ

บัดดี้สี่ขาผู้ซื่อสัตย์ของตำรวจเหล่านี้มักมีบทบาทค้นหาวัตถุระเบิดหรือยาเสพติด เนื่องจากมีสัญชาตญาณการค้นหาดีกว่ามนุษย์ โดยเฉพาะด้านการรับกลิ่น และการได้ยิน ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น อาชญากรรมมีความซับซ้อนได้พัฒนารูปแบบการหลอกลวง โดยเฉพาะการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก สร้างรอยแผลบาดลึกในจิตใจของเหยื่อเป็นอย่างมาก

'ไบแนนซ์ ประเทศไทย' คิกออฟ!! เปิดเทรดคริปโตแล้ว กร้าว!! ปลอดภัย โปร่งใส มั่นใจคุณภาพการให้บริการ

(16 ม.ค. 67) เพจ Binance TH ประกาศว่า Binance TH by Gulf Binance แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลและนายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ได้เปิดให้สมัครสมาชิกได้แล้วตั้งแต่วันนี้ เพื่อเริ่มต้นเทรดคริปโทมากกว่า 110 คู่เหรียญ ฝากและถอนได้ด้วยเงินบาท

Binance TH by Gulf Binance คือแพลตฟอร์มที่ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (สำหรับการซื้อขายด้วยเงินบาท) และบริการนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (สำหรับการซื้อขายระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัล) โดยบริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท กัลฟ์ อินโนวา จำกัด ในเครือของ บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) และบริษัท ไบแนนซ์ แคปปิตอล แมเนจเมนท์ จำกัด ในเครือกลุ่ม Binance

บริษัทได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลและนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจากกระทรวงการคลัง และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 ได้แก่ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี, ใบอนุญาตประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายโทเคนดิจิทัล, ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนายหน้าซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี และใบอนุญาตประกอบธุรกิจนายหน้าซื้อขายโทเคนดิจิทัล

บริการของบริษัทฯ มีดังนี้

1. บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัทฯ จะให้บริการเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผู้ใช้บริการสามารถวางคำสั่งซื้อหรือขายสินทรัพย์ดิจิทัลกับผู้ใช้บริการอื่นภายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัทฯ ได้ โดยสอดคล้องกับกลไกการคัดเลือกสินทรัพย์ดิจิทัลที่จะนำมาให้บริการซื้อขาย, กลไกการจับคู่, การชำระราคาและส่งมอบ รวมถึงกลไกการตรวจสอบสภาพตลาดที่เหมาะสม ทั้งนี้ บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจะให้บริการเฉพาะการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยสกุลเงินบาทเท่านั้น

และ 2. บริการนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล - บริษัทฯ จะให้บริการเป็นนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผู้ใช้บริการสามารถวางคำสั่งซื้อหรือขายสินทรัพย์ดิจิทัล ผ่านบริษัทฯ ในฐานะนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อส่งไปยังศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลปลายทาง (sourced exchange) ที่เชื่อมต่อกับบริษัทฯ ได้ ภายใต้กลไกเงื่อนไขราคาที่ดีที่สุดตามสภาพตลาด ทั้งนี้ บริการนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลนี้จะให้บริการเฉพาะการซื้อขายระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยกันเท่านั้น

คุณสมบัติ ในการลงทะเบียนเพื่อใช้งานบัญชีการใช้งาน Binance TH

-กรณีบุคคลธรรมดา อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์

-กรณีนิติบุคคล เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นและดำรงอยู่โดยชอบภายใต้กฎหมายของประเทศที่จัดตั้งขึ้น และมีความสามารถทางกฎหมาย และสามารถเข้าทำข้อตกลง

-ไม่เคยถูกระงับหรือถูกลบออกจากการใช้งานบริการของบริษัทมาก่อน

-ไม่มีบัญชีการใช้งานกับบริษัทฯ อยู่แล้ว

- การใช้บริการต้องไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์ใดๆ ที่บังคับใช้ หรือนิติบุคคลที่ดำเนินการแทน ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง

- ไม่มีสถานะความเป็นบุคคลอเมริกันตามกฎหมาย FATCA

ขอนแก่น-ฟรี!คอนเสิร์ตการกุศล ฉลองครบรอบ 60 ปี มข.อุทิศเพื่อสังคม ช่วยเหลือชุมชนที่ยังขาดแคลน

เพื่อเฉลิมฉลอง 60 ปีมหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมทั้งสนับสนุนนโยบาย Social Innovation หรือ การอุทิศเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และเพื่อช่วยเหลือชุมชนที่ยังขาดแคลน และนี่ก็คือความตั้งใจและวัตถุประสงค์ที่ได้จัดงานขึ้นในครั้งนี้ 
   
เมื่อค่ำวันที่ 15 ม.ค.2567 ที่แปลงดอกแคคตัสอุทยานเทคโนโลยีการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานเปิดครั้งแรกและครั้งเดียวในรอบ 60 ปี ฟรีคอนเสิร์ตการกุศล เพื่อฉลองครบรอบ 60 ปี มหาวิทยาลัยขอนแก่น  “Dean Charity Concert : หนาวลมชมดอกไม้“  ภายใต้การอำนวยการของ รศ.ดร.เพ็ญศรี เจริญวานิช คณบดีคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มข. ดื่มด่ำกับสายลมหนาวและบทเพลงอันแสนไพเราะจากศิลปินนักร้องอาชีพ อาทิ แน็ท เดอะวอยซ์ และ อินทร์ ดาริกา (แน็ทอินทร์ Love) พร้อมด้วยนักร้องรับเชิญกิตติมศักดิ์มากมาย กลางทุ่งดอกคัตเตอร์ ยามอาทิตย์อัสดง โดยมี นายศักดา ต้นคชสาร นายอำเภอสีชมพู, นายณัฐโรจน์ แก้วมาลา ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลดงลาน ตลอดจนคณบดีจากหลายคณะ พี่น้องประชาชน นักศึกษา เข้าร่วมชม คอนเสิร์ต กันเป็นจำนวนมาก
   
รศ.นพ.ชาญชัย  พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่าในการจัดงานฟรีคอนเสิร์ตการกุศล 60 ปีมหาวิทยาลัยขอนแก่นในครั้งนี้ เป็นการช่วยเหลือพี่น้องชุมชนทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งได้ทำหลายๆโครงการ และหลายๆคณะฯ ส่วนนี่ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ รศ.ดร.เพ็ญศรี  เจริญวานิช คณบดีคณะบริหารธุรกิจและการบัญชีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านได้ริเริ่ม และด้วยความร่วมมือจากคณบดีทุกคณะ ที่ได้มาจัดคอนเสิร์ตการกุศล เพื่อที่จะได้รวบรวมรายได้เหล่านี้ พร้อมทั้งบริจาคเสื้อผ้าและของเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในชนบท และในพื้นที่ห่างไกล ปีนี้เราไปที่อำเภอสีชมพู ซึ่งในวันนี้ท่านนายอำเภอก็ได้มาร่วมงานด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งว่าเราอยู่ทางในเมืองหรือในมหาวิทยาลัย ไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปช่วยโดยตรง จึงได้ทำแบบระดมทุน คิดว่ามีส่วนช่วยในการบรรเทาสิ่งที่ขาดเหลือในชนบท โดยเฉพาะในอำเภอสีชมพู ในปีนี้ให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น
    
ด้าน รศ.ดร.เพ็ญศรี  เจริญวานิช คณบดีคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า วัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ เป็นไปตามที่ท่านอธิการบดีฯได้กล่าวมาดังกล่าวข้างต้นแล้ว และรวมไปถึงการแสดงออกศักยภาพ ของคณบดี คณะฯ ต่างๆ ผู้อำนวยการสำนักด้วย และรวมไปถึงคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น ด้วยความตั้งใจที่จะร่วมเฉลิมฉลอง 60 ปีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และพร้อมที่จะสนับสนุนนโยบาย Social Innovation หรือ การอุทิศเพื่อสังคมของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และเพื่อช่วยเหลือชุมชนที่ยังขาดแคลน และนี่ก็คือความตั้งใจและวัตถุประสงค์ที่ได้จัดงานขึ้นในครั้งนี้ และที่สำคัญก็เปิดโอกาสให้บุคลากร และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้มีความสดชื่นและมีความสุข ในช่วงเฉลิมฉลองปีใหม่ และฉลอง 60 ปีมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมทั้งได้อุดหนุน SMEs หรือธุรกิจเล็กๆ วันนี้เราเปิดตลาดนัดแบบ Street food บายาบาซ่า เปิดโอกาสให้ร้านอาหารที่แบบ Food truck มาร่วมออกบูธเพื่อจำหน่ายสินค้า เพื่อเป็นการต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการร้านเล็กๆอีกด้วย มาสนุกสนานร่วมกันเพื่อก้าวไปข้างหน้า กับมหาวิทยาลัยขอนแก่นให้เจริญรุดหน้าให้มากกว่านี้

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ “ร.ต.ท.สถาพร สุจิณโณ” วีรบุรุษผู้เสียสละแห่ง ตชด.

วันนี้ (16 ม.ค. 67) เวลา 16.30 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปเป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ ร.ต.ท.สถาพร สุจิณโณ ณ วัดสามกอง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา พร้อมด้วย พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ,พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะ ร่วมพิธี โดยมี พ.ต.ท.ธีรศักดิ์ โพธิ์ศรีมา ผบ.ฉก.ตชด.44 พร้อมคณะให้การต้อนรับ 

ร.ต.ท.สถาพร สุจิณโณ อายุ 55 ปี หัวหน้าชุดเฝ้าตรวจชายแดนที่ 4411 สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ถูกกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธปืนซุ่มยิง ที่บริเวณบ้านตันหยง ตำบลตะปอเยาะ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ ร.ต.ท.สถาพร สุจิณโณ ถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ที่ รพ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2567 เวลา 11.35 น. โดยตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดสามกอง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยพิธีพระราชทานเพลิงศพ ร.ต.ท.สถาพร สุจิณโณ เป็นไปอย่างสมเกียรติยศ เต็มไปด้วยความอาลัยจากครอบครัว เหล่าผู้บังคับบัญชา เพื่อนข้าราชการตำรวจและเครือญาติ

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่ทอดทิ้งบุตรข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตในหน้าที่ โดยจะมีการพิจารณาเลื่อนขั้นยศตามความเหมาะ โดย ร.ต.ท.สถาพร สุจิณโณ ผู้เสียชีวิต มีบุตรชาย 1 คน คือ ส.ต.ต.ชานนท์ สุจิณโณ ปฎิบัติหน้าที่ กก.ตดช.43 พร้อมให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต 

ก่อนเดินทางกลับ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ทักทายพูดคุยแก่ข้าราชการตำรวจที่ปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ พร้อมย้ำสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่ทอดทิ้งประชาชนและบุคลากรตำรวจทุกคน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มอบนโยบายให้กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนขับเคลื่อนการปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน ต่อการคืนเยาวชนหลักการ "การสร้างคน ให้คนกลับมาสร้างชาติ"

วันที่ 16 มกราคม 2567 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดี-รังสิต เขตหลักสี่ กทม. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้เกียรติร่วมโครงการและ "มอบนโยบายการบริหารและขับเคลื่อน กระทรวงยุติธรรมเข้าสู่ยุค "ความ ยุติธรรมสำหรับทุกคน หรือความ ยุติธรรมนำประเทศ" ในโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ "การมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 " โดยมี พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมพินิจฯ พร้อม ด้วยรองอธิบดีฯ และผู้เข้าร่วม โครงการฯ จำนวน 144 คน ให้การต้อนรับและร่วมรับฟังนโยบายฯ ซึ่งโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกรมพินิจฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบนโยบาย และแนวทางในการปฏิบัติราชการของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 

สามารถนำไปถ่ายทอดให้กับผู้ปฏิบัติงานเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของกรมไปในทิศทางเดียวกัน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า "กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นกรมที่สร้างอนาคตให้กับประเทศไทย 

ท่านทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนที่ก้าวปกครองของเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาด ซึ่งแน่นอนว่าการสร้างย่อมดีกว่าการซ่อม แต่ถ้าท่านสามารถซ่อมแซมเด็กและเยาวชนคนหนึ่งได้ก็เท่ากับท่านได้สร้างคนที่มีคุณภาพกลับคืนสู่ประเทศชาติเพื่อกลับมาพัฒนาบ้านเมืองของเรา ขอฝากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนว่าในพลวัตที่บ้านเมืองของเรามีความเปลี่ยนแปลงไป เราจะทำอย่างไรให้สถานพินิจฯ ที่เราอยู่นี้ให้เป็นสถานที่ที่มีคุณค่า เปลี่ยนมนุษย์จากที่ไม่รู้...ให้รู้ เปรียบเหมือนกับการช่วยเหลือคนจน หรือคนเจ็บป่วย หรือคนที่ตกทุกข์ได้ยากก่อนและอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือท่านต้องยึด โยงกับชุมชนให้ได้ เพราะ  อบต.ทุกแห่งก็มีการเชื่อมโยงกับระบบการศึกษา ฉะนั้นเราเป็นเหมือนพ่อแม่ที่ไม่ใช่แค่สอนเรื่องการศึกษาแต่เราต้องสอนให้เขาได้เรียนรู้ชีวิตด้วย 

ขอให้ท่านรักและศรัทธาในงานของท่าน เพราะสิ่งที่ยากคือการบูรณะกล่อมเกลาเขาให้ไม่กลับมากระทำผิดซ้ำ ฉะนั้นงานของท่านจึงเป็นงานที่มีคุณค่ามาก เราต้องให้คนกลุ่มนี้กลับมาพัฒนาสังคม และกระทรวงยุติธรรมยังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือ "การสร้างคน...เพื่อให้คนกลับมาสร้างชาติ" และขอฝากทุกท่านในเรื่องของการสื่อสารและสร้างความเข้าใจให้กับสังคมในภารกิจงานของกรมพินิจฯ และกระทรวงยุติธรรมและช่วยกันนำความยุติธรรมไปสู่ทุกชุมชนต่อไป"

'ลุงเปี๊ยก' ตอบปม ใช้เก้าอี้ทำร้าย 'ป้าบัวผัน' ยัน!! ตำรวจไม่ได้ 'บังคับ-เตี๊ยม' ให้รับสารภาพ

เมื่อวานนี้ (16 ม.ค.67) จากกรณีการเสียชีวิตของ น.ส.บัวผัน (สงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี หญิงสติไม่ดี ที่ถูกกลุ่มวัยรุ่น 5 คน โดยในจำนวนนี้มีลูกของตำรวจสืบสวน สภ.อรัญประเทศ ฆ่าทิ้งสระน้ำข้างโรงเรียนใน จ.สระแก้ว

แต่ต่อมาตำรวจกลับจับแพะ คือนายปัญญา คงแสนคำ อายุ 54 ปี หรือลุงเปี๊ยก สามีผู้ตาย และส่งเข้าเรือนจำ ภายหลังเรื่องแดงจึงทำหนังสือขอปล่อยตัวออกมา

ทำให้ใครหลายคนต่างสงสัยว่าทำไม ลุงเปี๊ยกถึงรับสารภาพ พร้อมกับชี้จุดก่อเหตุได้อย่างถูกต้อง

เมื่อช่วงค่ำ วันที่ 16 มกราคม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจเเห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เดินทางมาที่ บก.ภ.จว.สระแก้ว เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงในประเด็นที่ ลุงเปี๊ยก รับสารภาพกับตำรวจ สภ.อรัญประเทศ พร้อมกับเปิดโอกาสให้สื่อได้สอบถามลุงเปี๊ยก

ช่วงหนึ่งนักข่าวสอบถามว่า ทราบได้ยังไงว่ามีการใช้เก้าอี้ตีป้าบัวผัน ซึ่งตรงกับคำให้การของเด็ก ลุงเปี๊ยก กล่าวว่า “ผมตั้งดั้นขึ้นมาเอง เป็นเรื่องสมมติ คือว่าผมเมา”

ส่วนมีเหตุผลว่าทำไม มีการเล่าเรื่องออกมาแบบนั้น ลุงเปี๊ยกกล่าวว่า “ไม่รู้อะไร ตอนนั้นมันคิดอะไรอัตโนมัติขึ้นมา ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าสิ่งที่ผมทำไปนั้นมันผิดหรือถูก ผมก็ยังไม่รู้ตัว เพราะยังเมาค้างอยู่ครับ”

บิ๊กโจ๊กได้ถามว่า แล้วไม่กลัวติดคุกเหรอ ที่ให้การแบบนั้น ลุงเปี๊ยกกล่าวว่า “ผมก็กลัวสิครับ”

บิ๊กโจ๊กถามต่อว่า แล้วมีใคร หรือตำรวจคนไหน มาเตี๊ยมให้การแบบนั้นบ้าง ลุงเปี๊ยกกล่าวว่า “ไม่มีเลยครับ ผมไม่รู้จริงๆ”

บิ๊กโจ๊กถามต่อว่า ทำไมถึงให้การว่า ใช้เก้าอี้ตี ทำไมไม่ให้การว่าบีบคอ ลุงเปี๊ยกตอบว่า “ก็ตำรวจยื่นให้”

ก่อนที่จะมีตำรวจแทรกชี้แจงว่า บริเวณดังกล่าวมีเก้าอี้วางอยู่แล้ว เพราะเป็นหอประชุม พื้นที่จัดกิจกรรมวันเด็ก

ต่อมา ลุงเปี๊ยกได้กล่าวว่า “ผมนึกขึ้นมา ตอนนั้นทะเลาะกัน ผมตั้งเรื่องขึ้นมาเอง ผมสมมติขึ้นมาเอง ตอนแรกผมก็เห็นสิ่งอะไรบางอย่างอยู่ตรงนั้น ผมนึกขึ้นมาเอง”

ต่อมา บิ๊กโจ๊กได้ถามพี่สะใภ้ว่า เชื่อที่ลุงเปี๊ยกพูดหรือไม่ โดยพี่สะใภ้ระบุว่า “ไม่เชื่อ มันกินเหล้า เบ๋อๆ มันกินเหล้า ส่วนตัวไม่เชื่อว่ามีใครเตี๊ยม คงจะเป็นบ้าของมันเอง”

ด้าน พ.ต.อ.พิเชษฐ์ ศรีจันทร์ตรา ผกก.สภ.อรัญประเทศกล่าวในระหว่างการแถลงข่าวว่า การควบคุมตัวลุงเปี๊ยกหลังจากที่ลุงรับสารภาพนั้นเนื่องจากลุงเปี๊ยกไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง อาจจะหาตัวไม่พบในภายหลัง ไม่ใช่การจับกุมและเมื่อรวบรวมพยานหลักฐานแล้วน่าเชื่อได้ว่าเป็นผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นคำรับสารภาพ เลือดคนที่ติดอยู่กับขากางเกง การพาไปดูที่เกิดเหตุ ผู้ตายไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกับใคร และทั้งสองคนมีการทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายกันเป็นประจำ จึงต้องขออำนาจศาลควบคุมตัวไว้ก่อน ตามกฎหมาย ไม่ใช่การจับกุม

พ.ต.อ.พิเชษฐ์ กล่าวต่อว่า และการที่ต้องกันลุงเปี๊ยกไม่ให้พบกับผู้สื่อข่าวสืบเนื่องมาจากเป็นความประสงค์ของลุงเอง นอกจากนั้นโดยส่วนตัวแล้ว ยังไม่เคยเจอตัวรองสารวัตรสืบ ที่เป็นบิดาของเยาวชนที่ก่อเหตุเลย เพราะเพิ่งย้ายเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น ขอยืนยันว่าไม่มีการช่วยเหลือกัน ตามที่สังคมเข้าใจ

บิ๊กไอที 'เกาหลีใต้' ร่วมลงขัน!! 16 ล้านล้านบาท ผุดศูนย์ผลิตชิปใหญ่สุดในโลก ปี 2047 เพื่ออนาคตคนรุ่นต่อไป

เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลประเทศเกาหลีใต้ได้เผยแผนการสร้าง 'Semiconductor Mega Cluster' หรือที่เรียกว่า ศูนย์เซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่ ณ ทางตอนใต้ของกรุงโซลภายในปี 2047 โดยกลุ่มบริษัทชั้นนำอย่าง Samsung Electronics และ SK hynix ได้เตรียมลงทุนจำนวน 622 ล้านล้านวอน หรือนับเป็นเงินไทยก็ประมาณ 16 ล้านล้านบาท

โดยในแผนดังกล่าวเพื่อสร้างโรงงานผลิตชิปแห่งใหม่จำนวน 13 แห่ง และศูนย์วิจัยจำนวน 3 แห่ง (จากเดิมมีอยู่ 21 แห่ง) กินพื้นที่ตั้งแต่เมือง Pyeongtaek ไปจนถึงเมือง Yongin ซึ่งคาดว่าจะมีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีกำลังการผลิตแผ่นเวเฟอร์สำหรับทำชิปได้ราว 7.7 ล้านแผ่น / เดือน ภายในปี 2030

รัฐมนตรีอุตสาหกรรม Ahn Duk-geun ได้กล่าวว่า หากการสร้างศูนย์ผลิตชิปเสร็จเร็วก่อนเวลา เราก็จะได้รับความสามารถในการแข่งขันทางภาคส่วนชิปในระดับแถวหน้าของโลก อีกทั้งยังเป็นการสร้างอาชีพที่มีคุณภาพให้แก่คนรุ่นต่อไปด้วย

ตามข้อมูล บริษัท Samsung Electronics ได้วางแผนลงทุน 500 ล้านล้านวอน สำหรับโครงการนี้ โดยจะรวมไปถึงงบประมาณ 360 ล้านล้านวอน สำหรับการสร้างโรงงาน 6 แห่งใหม่ใน Yongin ที่อยู่ห่างจากทางใต้ของโซลประมาณ 33 กิโลเมตร และได้ลงทุน 120 ล้านล้านวอนเพื่อสร้างโรงงาน 3 แห่งในเมือง Pyeongtaek และลงทุนอีก 30 ล้านล้านวอนในการสร้างศูนย์วิจัยอีก 3 แห่งใน Giheung ในขณะที่ SK hynix จะจัดสรรเงินจำนวน 122 ล้านล้านสอน เพื่อสร้างโรงงานใหม่ 4 แห่ง ในเมือง Yongin

และจากการลงทุนของภาคเอกชนนั้น ทางภาครัฐก็ได้วางแผนที่จะมีกำลังการผลิตที่ซับซ้อนในระดับโลก โดยมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่ทันมีความสมัย ที่จะรวมไปถึงชิปที่มีสถาปัตยกรรม 2 นาโนเมตรและหน่วยความจำแบนด์วิธสูงๆ นอกจากนี้รัฐมนตรียังเสริมว่า ในโครงการนี้จะสามารถสร้างตำแหน่งงานได้มากถึง 3.46 ล้านตำแหน่ง

ทางรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ยกระดับและสนับสนุนอุตสาหกรรมชิปในประเทศมาโดยตลอด โดยการสนับสนุนภาคชิปในประเทศนับเป็น 16% ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งก็ได้ตั้งเป้าหมายในอนาคตไว้ว่าจะสามารถผลิตชิปได้มากขึ้นเป็น 10% ภายในปี 2030 (จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 3%) ตลอดจนสนับสนุนนโยบายอื่นเพื่อปกป้องธุรกิจนี้ที่เป็นธุรกิจแกนหลักของเศรษฐกิจประเทศ

'สุวัจน์' เป็นประธานถวายหุ่นขี้ผึ้งเสมือน สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ปางปัญญาบารมี ณ วัดอินทรวิหาร พร้อมเปิดให้ 'ปชช.-นทท.' เข้าชมทุกวัน

เมื่อวานนี้ (16 ม.ค. 67) พระโสภณธรรมวงศ์ (เจ้าคุณน้อย) เจ้าคณะแขวงสามพระยา เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหารฯ กรุงเทพ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในพิธีสมโภชบวงสรวงรูปเหมือนเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ปางปัญญาบารมี ณ มณฑลพิธีศักดิ์สิทธิ์ หน้าหลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร พระอารามหลวง (บางขุนพรหม) กทม. 

โดยมีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาสและเจ้าภาพ 'ปอ' นายตนุภัทร เลิศทวีวิทย์ ผู้บริหารเครือ TNP Group บริษัทนำเข้ารถรายใหญ่ของไทย ร่วมกับแขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมพิธีจำนวนมาก 

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ปางปัญญาบารมี องค์นี้ ... เป็นหุ่นขี้ผึ้ง ขนาดสูง 178 ซม. ดำเนินการจัดสร้างโดย 'สันติ พิเชฐชัยกุล' ประติมากรเอกระดับโลก

สำหรับหลวงปู่โตองค์นี้เป็นไฟเบอร์กลาส ไม่ได้เป็นหุ่นขี้ผึ้งเบอร์กลาส ทนความร้อนได้ รายละเอียดเส้นจะเก็บได้คมชัดกว่า ซึ่งอาจารย์สันติ พิเชฐชัยกุล ท่านนี้คือคนเดียวกับที่ปั้นรูปหล่อเหมือนในหลวง ร.9

สำหรับ สมเด็จฯ โต องค์นี้ จะตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ปางปัญญาบารมี ณ ศาลาสังฆานุสรณ์ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ซึ่งภายในจัดให้มีบรรยากาศแบบย้อนยุค สมัยรัชกาลที่ 4 พร้อมกับการรับชมชีวประวัติ โดยสมเด็จฯ โต 'อิ่มบุญ อิ่มใจ' เปิดให้ประชาชน นักท่องเที่ยว เข้าชมได้ทุกวัน ณ วัดอินทรวิหาร พระอารามหลวง 

ทั้งนี้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) มีความผูกพันกับวัดอินทรวิหารฯ มาตั้งแต่เยาว์วัย กล่าวคือ ตั้งแต่เริ่มหัดเดินจนได้บวชเรียนเป็นสามเณรหลวง จากนั้นท่านได้มาสร้าง หลวงพ่อโต (พระพุทธศรีอริยเมตไตรย) เป็นพระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตร ขนาดใหญ่ สูง 32 เมตร เมื่อ พ.ศ.2410 สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ท่านได้มรณภาพลงขณะที่สร้างไปได้ถึงบริเวณพระนาภี (สะดือ) การก่อสร้างจึงหยุดชะงักลง และได้มีการก่อสร้างต่อจนสำเร็จในปี พ.ศ.2467 สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้จัดให้มีงานสมโภชเป็นครั้งแรกเป็นเวลาสามวัน คือวันที่ 4-6 มีนาคม พ.ศ.2471 

สำรวจแหล่งแร่ลิเทียมในไทย ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก 'ลบจุดอ่อน-เพิ่มศักยภาพ' ไทย สู่ผู้นำการผลิตรถ EV ในอาเซียนเต็มตัว

นับเป็นข่าวดี สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์อีวี ของไทย ที่นอกจากจะมีจุดแข็งในด้านการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ที่มีคุณภาพสูง ความเชี่ยวชาญในการผลิตรถยนต์ และยังมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่โดดเด่นกว่าประเทศคู่แข่ง ล่าสุดก็ได้มีการค้นพบแหล่งแร่ลิเทียมขนาดใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์อีวี ทำให้เพิ่มศักยภาพดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมอีวี ได้มากขึ้น และจะมีการลงทุนโรงงานแบดเตอรี่อีวีต้นน้ำมากขึ้น ส่งผลให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่มีศักยภาพสูงอย่างรอบด้าน

โดยไม่นานมานี้ นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้ให้การสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์อีวีอย่างเต็มที่ โดยสั่งการให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ จัดหาและบริหารจัดการวัตถุดิบ เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมรถยนต์อีวี

โดยที่ผ่านมา ได้ออกใบอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษจำนวน 3 แปลง เพื่อสำรวจแหล่งลิเทียมในพื้นที่อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ซึ่งจากผลการสำรวจพบว่า หินอัคนีเนื้อหยาบมากสีขาวหรือหินเพกมาไทต์ ซึ่งเป็นหินต้นกำเนิดที่นำพาแร่เลพิโดไลต์สีม่วง หรือแร่ที่มีองค์ประกอบของลิเทียมมาเย็นตัวและตกผลึกจนเกิดเป็นแหล่งลิเทียมที่มีศักยภาพ 2 แหล่ง ได้แก่ แหล่งเรืองเกียรติ มีปริมาณสำรองประมาณ 14.8 ล้านตัน เกรดลิเทียมออกไซด์เฉลี่ย 0.45% อยู่ในเกรดระดับกลาง และแหล่งบางอีตุ้มที่อยู่ระหว่างการสำรวจขั้นรายละเอียดเพื่อประเมินปริมาณสำรอง

สำหรับแหล่งลิเทียมเรืองเกียรติแห่งนี้ ถือได้ว่าเป็นแหล่งที่มีปริมาณแร่ลิเทียมมมากเป็นอันดับ 3 ของโลกในปัจจุบัน เป็นรองเพียงประเทศโบลิเวีย และอาร์เจนตินา ซึ่งหากได้รับประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่แล้ว คาดว่าจะสามารถนำแร่ลิเทียมมาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาด 50 kWh ได้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคัน คาดว่าจะสามารถออกประทานบัตรผลิตแร่ได้ภายใน 2 ปี จึงเริ่มการทำเหมืองได้

ทั้งนี้ นอกจากทั้ง 2 แหล่งดังกล่าว กพร. ยังได้ออกใบอาชญาบัตรสำรวจแร่ลิเทียมไปแล้ว 6 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ และฝั่งตะวันตกที่ จ.ราชบุรี คาดว่าจะพบแร่ลิเทียมได้อีกหลายแหล่ง แต่ทั้งนี้ ในแหล่งแร่บางแห่งอาจจะไม่สามารถผลิตได้ เพราะอยู่ในพื้นที่ความมั่นคงทางทหาร ซึ่งปัญหานี้อาจจะหาทางออกได้ในอนาคต ทำให้คาดว่าจะสำรวจพบแร่ลิเทียมอีกหลายแห่งในประเทศไทย

ส่วน ข้อกังวลในด้านการทำเหมืองแร่ลิเทียมนั้น เทคโนโลยีการแต่งสินแร่ลิเทียมในปัจจุบันสามารถควบคุม และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนได้เป็นอย่างดี รวมทั้งในกระบวนการสกัดแร่ลิเทียม ก็ไม่มีสารเคมีอันตรายเข้ามาเกี่ยวข้อง ในส่วนของ กพร. ก็จะเข้าไปกำกับดูแลอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอนการผลิต จึงมั่นใจว่าเหมืองใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้ จะมีความปลอดภัยต่อสุขภาพของประชาชนโดยรอบเหมืองลิเทียมอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ กพร. ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถ Reuse และ Recycle แบตเตอรี่ที่ใช้แล้วและนำกลับมาใช้เป็นแหล่งพลังงานซ้ำ (Second Life EV Batteries) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก อาคารบ้านเรือน สำนักงาน หรือโรงงานอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร เพื่อรองรับการบริหารจัดการแบตเตอรี่ที่ผ่านการใช้งานแล้วในอนาคตตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนอีกด้วย

ทั้งนี้ นโยบาย EV 3.5 ของรัฐบาลสร้างแรงจูงใจให้บริษัทยานยนต์ไฟฟ้ารายใหม่ ๆ เข้ามาตั้งฐานการผลิตภายในประเทศ ซึ่งหากประเทศไทยมีปริมาณสำรองลิเทียมเป็นจำนวนมาก ย่อมเป็นส่วนสำคัญที่สร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มูลค่าเป็นสัดส่วนที่สูงมากของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ จะส่งผลดีต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและซัพพลายเชนทั้งระบบ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจทั้งด้านการลงทุนและการจ้างงาน

รวมทั้งยังสร้างความได้เปรียบในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์อีวี อันดับ 1 ของอาเซียน ลบจุดอ่อนเดิมที่ไม่มีเหมืองแร่ต้นน้ำแบตเตอรี่ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างประเทศอินโดนีเซีย

สำหรับข้อมูล บริษัท สยามโลหะ อุตสาหกรรม จำกัด ได้รับอาชญาบัตรสำรวจแร่ 3 ใบ ได้แก่...

อาชญาบัตรพิเศษที่ 1/2562มีพื้นที่ 7,670 ไร่ (ประมาณ 12.27 ตร.กม.) ครอบคลุมพื้นที่ ต.ถ้ำ และ ต.กระโสม อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา

อาชญาบัตรพิเศษที่ 2/2562 มีพื้นที่ 7,433 ไร่ (ประมาณ 12.64 ตร.กม.) ครอบคลุมพื้นที่ ต.ถ้ำ ต.กะไหล และ ต.กระโสม อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา

อาชญาบัตรพิเศษที่ 3/2562 มีพื้นที่ 7,417 ไร่ (ประมาณ 11.87 ตร.กม.) ครอบคลุมพื้นที่ ต.ถ้ำ ต.กะไหล และ อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ปรับตัวทันเทคโนโลยี แต่ต้องรักษาพื้นฐานขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมของไทยให้มากที่สุด เพื่อจะทำให้เด็กก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทั้งที่ยังมีวัฒนธรรมที่เป็นสมบัติของประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top