Thursday, 16 July 2026
TheStatesTimes

นราธิวาส-“ธารน้ำใจ พี่น้องไทย สู่ผู้ประสบภัย ชาวสุคิริน จ.นราธิวาส ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันเอก ณัฐพล ชัยสุภา เสนาธิการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ร่วมกับ ศิษย์เก่าคณะบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 32 ,นิสิตจุฬาฯรุ่นปี 2514 (cu14) ,ดร.คนึงนิตย์ ศรีรักษ์ และคุณสมฤดี ขำเขียว ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองพลทหารราบที่ 15 เดินทางลงพื้นที่ เข้าเยี่ยมมอบความห่วงใย และให้กำลังใจ พี่น้องประชาชน ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอสุคิริน จ.นราธิวาส จำนวน 100 ครัวเรือน  6 หมู่บ้าน  ได้แก่ 1.หมู่บ้านลีนานนท์ 2. หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา12  3. บ้านสันติ 4.บ้านไอกาบู 5.บ้านราษฎร์ผดุง และ 6.บ้านสอวอนอก พร้อมมอบอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องครัว เและเครื่องอุปโภคบริโภค รวมมูลค่า 80,000 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัย เป็นภาพบรรยากาศที่อบอุ่น สร้างความปลาบปลื้มให้พี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก “ คนไทย ไม่เคยทิ้งกัน “

จากปัญหาอุทกภัยในครั้งนี้ สร้างความสูญเสียให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จำนวนมาก ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญเข้าช่วยเหลือเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยอย่างสุดกำลังความสามารถ เพื่อคืนสภาพปกติโดยเร็ว  พร้อมจัดกำลังพลชุดช่างร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่เร่งดำเนินการซ่อมแซม ฟื้นฟู ทำความสะอาด เก็บ กวาด ซ่อมแซ่มบ้านเรือน อาคาร สถานที่ที่พังเสียหาย เพื่อให้สามารถกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ยืนยันในฐานะหน่วยงานราชการ หน่วยงานของกองทัพบก พร้อมให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ และขอให้เชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนมีความพร้อมเข้าดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มขีดความสามารถ “
ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร/อัสมา บินมะนุ จ.นราธิวาส

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ กลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ และไทยสมายล์ กรุ๊ป ลงพื้นที่จันทบุรี มอบทุนการศึกษา จักรยานแก่เด็กๆ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติปี 2567 

วันที่ 13 มกราคม 2567 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานกรรมการมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์พร้อมด้วยนายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และนางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มไทย สมายล์กรุ๊ป มอบทุนการศึกษา จำนวน 50 ทุนๆละ1000 บาท และมอบรถจักรยานจำนวน 100 คันๆละ1500 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 200,000บาท ให้กับเด็กๆ ที่มาร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ โดยมี นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ประธานเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 โดยมี ตัวแทนเด็ก อ่านสารวันเด็กประจำปี 2567 ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ณ สนามหน้าอาคาร สำนักประชาสัมพันธ์ เขต 7 จันทบุรี อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานกรรมการมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า ในนามมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์เราได้ให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนซึ่งเขาเหล่านี้เป็นอนาคตของชาติที่จะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ในวันนี้จึงได้ลงพื้นที่มายังจังหวัดจันทบุรี เพื่อนำทุนการศึกษาและรถจักรยานมามอบให้กับเด็กๆ เนื่องในงานวันเด็กแห่งชาติที่หลายหน่วยงานร่วมกันจัดขึ้น อาทิ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดจันทบุรี รวมไปถึงกลุ่มบริษัทกลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ และกลุ่มไทย สมายล์ กรุ๊ปด้วยที่ได้ร่วมสนับสนุนการจัดงาน 
ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสนับสนุนช่วยเหลือเด็กและเยาวชน รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมอีกด้วย

ด้านนายสมโภชน์ อาหุนัย CEO กลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วันนี้ ตนเองรู้สึกดีใจ ที่ได้เป็นแรงขับเคลื่อนและร่วมเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมดีๆเช่นนี้  เพราะเด็กๆคืออนาคตของชาติ ที่เป็นพลังบริสุทธิ์ ที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้กับประเทศไทยของเรา

สำหรับบรรยากาศงานวันเด็กแห่งชาติที่สำนักประชาสัมพันธ์เขต 7 จันทบุรี ที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ได้มีความสุขกับวันสำคัญของตนเองนั้นต่างได้รับความสนใจจากผู้ปกครอง นำเด็กและเยาวชน ที่เป็นบุตรหลาน เดินทางร่วมภายในงานอย่างคับคั่ง ส่งผลให้บรรยากาศโดยรวม เป็นไปด้วยความคึกคัก โดยกิจกรรมภายในงานมีการแสดงจากน้องๆ หนูๆ ในพื้นที่ การจับฉลาก แจกของรางวัลกิจกรรมทางวิชาการ การตอบปัญหาชิงรางวัล กิจกรรมหนูน้อยอ่านข่าว รวมทั้งบูธกิจกรรมจากหน่วยงานต่างๆ บูธการจัดเลี้ยงอาหาร และขนมให้กับเด็ก เยาวชน และผู้ปกครองทุกคน ที่เดินทางเข้าร่วมภายในงาน ทั้งนี้ มีการถ่ายทอดสดทาง NBT Central

‘เศรษฐา’ จี้!! สืบหาตัว ‘บิ๊กตำรวจ’ คุยโวสนิทผู้ใหญ่ ใน ป.ป.ช. หลังโซเชียลชี้เป้า ‘บิ๊กโจ๊ก-สุภา’ ส่อแวว ถึงเวลาปฏิรูปองค์กร!!

เมื่อไม่นานนี้ ได้มีการถามไถ่กันให้วุ่นว่า คลิปเสียง ‘ตำรวจใหญ่’ ที่คุยว่าสนิทสนมกับ ‘ผู้ใหญ่’ ใน ป.ป.ช. สามารถกำหนดคดี–ชี้ชะตาคนได้ ที่หลุดว่อนโซเซียลฯ ในเวลานี้ นายตำรวจใหญ่ผู้นี้เป็นใคร และผู้ใหญ่ใน ป.ป.ช.นั้น หมายถึงใคร?

ประการสำคัญ มีคำถามว่า ทำไม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ‘ป.ป.ช.’ องค์กรอิสระที่ต้องทำงานด้วยความโปร่งใส ยึดถือความถูกต้องและยุติธรรมถึงได้ปล่อยให้ ‘คนนอก’ เข้ามาแทรกแซงด้วยความอหังการ มมังการ ประหนึ่งควบคุม ป.ป.ช. ไว้ในอุ้งมือ!!

‘ป.ป.ช.’ เป็นองค์กรอิสระแต่กลับไม่มีอิสระซะงั้น!?

ลองย้อนไปฟังที่นายตำรวจคนนี้พูดดู…

“เออ ไล่ออกปลดออกนะ แต่อาญาน่ะมันติดคุกนะ แต่คุณไม่ต้องห่วงหรอกผม ส่ง ป.ป.ช.เนี่ย ป.ป.ช.ไม่ทำเรื่องคุณหรอก เดี๋ยว ป.ป.ช.ส่งมาให้ผมกลับมาทำเองนะ เออ คุณไม่ต้องกังวล เร็วแน่นอน ทุกเคสที่ผมทำ ไม่มี ป.ป.ช.รับหรอก แต่มีการพูดตรวจสอบทรัพย์สิน ตอนนี้ ‘ท่านXXX’ เขาตั้งเรื่องแล้ว นี่เรียกนายเวรเข้าไปด้วยคนหนึ่ง…”

ความระหว่างบรรทัดที่ออกจากปากเจ้าของเสียงในคลิปพูด จะเห็นได้เลยว่า ตัวเองคุมเกมคดีที่ ป.ป.ช.ได้เองเบ็ดเสร็จ โดยความร่วมมือของคนใน ป.ป.ช.

เรียกว่า “ใหญ่คับ ป.ป.ช.” จริงๆ!!

หลังคลิปนี้เผยแพร่เป็นวงกว้าง จึงสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

คนของทั้ง 2 องค์กร พูดกันมาให้เข้าหูเลยว่า นี่เป็นความเสื่อมที่สุดของทั้งตำรวจ และ ป.ป.ช. เพราะนายตำรวจใหญ่ที่เป็นลุงแก่อำนาจเพียงคนเดียว!! เพราะผู้ใหญ่ใน ป.ป.ช. ที่ว่ากันว่า เป็นถึงกรรมการ ป.ป.ช.ยอมเป็นเครื่องมือให้ความช่วยเหลือ ‘คิดบัญชี’ ชำระแค้นคนนั้น คนนี้ อย่างนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ขององค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ไม่น่าเชื่อว่า จะตกต่ำได้ขนาดนี้

เรื่องนี้เป็น ‘หลุมดำ’ จะสร้างวิกฤติศรัทธาให้กับ ป.ป.ช. อย่างแน่นอน และความหนักหนาสาหัสของเรื่องนี้ ก็มีความจำเป็นเพียงพอที่จะต้อง ‘ปฎิรูป ป.ป.ช.’ ยกใหญ่

ไม่ใช่แค่คนใน สตช. และ ป.ป.ช. ที่พูดกัน ฟังว่าเรื่องไปเข้าหู ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงกับเอ่ยปากต่อสื่อว่า “นี่เป็นเรื่องสำคัญ ต้องสืบมาให้รู้แจ้ง ยืนยันให้ได้ว่าเป็นเสียงของนายตำรวจใหญ่จริงหรือไม่ สืบทราบได้หรือเปล่าว่าเป็นใคร? หากเป็นเรื่องที่พอจะมีหลักฐานที่จะนำไปขยายผลต่อได้ ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย”

นายกฯ ออกโรงส่งสัญญานมาแบบนี้ ก็ต้องถามไปยัง ‘พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ’ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. และ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. หรือ ‘บิ๊กต่อ’ ท่านยังจะไม่ดำเนินการอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งหรือ?

คลิปหลุดงานนี้ ภาษาชาวบ้านเขาว่า ‘ชุดใหญ่ไฟไหม้บ้าน’ ขนาดนี้แล้ว ควรต้องทำตามคำของนายกฯ หาตัวนายตำรวจใหญ่ และ บอร์ด ป.ป.ช. ที่ถูกอวดอ้างว่าสนิทสนมเร่งด่วนเลย สอบสวนให้ดูดำรู้แดง แล้วแจ้งต่อสาธารณะให้รู้ อย่างน้อยๆ ก็กู้วิกฤติศรัทธากันเฉพาะหน้ามาก่อน

โดยเฉพาะ ป.ป.ช.ที่ถูกแอบอ้างเสียหายเต็มๆ พล.ต.อ.วัชรพล ต้องอย่าช้า!! ของพรรค์นี้สืบกันไม่ยาก สมัยนี้อย่าประมาทชาวโซเชียลฯ เด็ดขาด นักสืบโซเชียลฯ ทำงานกันเร็ว

หากไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร แนะนำให้ลองไถฟีดไล่ตามคอมเมนต์ข่าวนี้ดู จะเห็นคำตอบของเจ้าของคลิปเสียงที่ชาวโชเชียลฯ ส่วนใหญ่ชี้เป้าไปที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. หรือ ‘บิ๊กโจ๊ก’ เจ้าของฉายา ‘โจ๊ก หวานเจี๊ยบ’

ขณะที่คนใหญ่คนโต ป.ป.ช.ที่ถูก ‘บิ๊กโจ๊ก’ เอ่ยอ้างว่าสนิทสนมด้วยนั้น คือ ‘น.ส.สุภา ปิยะจิตติ’ กรรมการ ป.ป.ช.ที่จะพ้นวาระในอีกไม่กี่วันข้างหน้า!!

นักสืบโซเชียลฯ ยังล้วงลับตับแตกถึงความสัมพันธ์ของ ‘บิ๊กโจ๊กและสุภา’ นั้นไม่ธรรมดา อาจจะเพราะบิ๊กโจ๊กเข้าหาผู้ใหญ่เก่ง พูดจาอ่อนน้อม อ่อนหวาน ทำงานคล่องแคล่วว่องไว สุภาจึงไว้วางใจ

บิ๊กโจ๊ก มาเติมเต็มในส่วนที่ สุภา ขาดในเรื่องสืบสวนสอบสวน เวลาผ่านไปจาก ‘รู้จัก’ ก็กลายเป็น ‘มักคุ้น’ รู้ซึ่งกันและกัน แต่ความเป็นบิ๊กโจ๊กที่ทั้งชีวิตเป็นตำรวจจะเก่งเรื่องเก็บกุมความลับของคน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า สุภาที่คนใน ป.ป.ช.เรียกขานฉายา ‘ภาไม่ยอม’ เหตุไฉนจึงโอนอ่อนผ่อนตามบิ๊กโจ๊กได้นั้น อาจเพราะจำยอม จำนน เพราะถูกกุมความด้วยเหตุฉะนี้หรือไม่!?

สุภา จะรู้หรือไม่ ไม่อาจรู้ได้ แต่... รู้กันในหมู่สีกากีว่า ฉายา ‘หวานเจี๊ยบ’ ของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่พึงระวังหวานมาก ก็กลายเป็นขมได้!!

ผู้ใหญ่หลายคนที่เคยสัมผัส และให้ความเอ็นดูกับบิ๊กโจ๊ก เคยเจอกันมาแล้ว ทุกวันนี้ยังรักษาอาการ ‘หลังหัก’ ไม่หาย

ไม่ทราบว่า บิ๊กโจ๊กยังพอจะจดจำคนเหล่านี้ได้หรือไม่… พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีต ผบ.ตร., พล.ต.ท.พีระพงศ์ ดามาพงศ์ หรือแม้กระทั่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ ‘ลุงป้อม’ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ บุคคลเหล่านี้ถ้าจะบอกว่าเป็น ‘ผู้มีพระคุณ’ สำหรับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็ไม่ผิดนัก!!

โดยเฉพาะ ‘ลุงป้อม’ ใครๆ ก็รู้ เอ็นดูบิ๊กโจ๊กเหมือนหลานในไส้ แต่ก็มีเรื่องงามไส้ของ ‘ป่ารอยต่อฯ’ ที่ว่ากันว่าหลุดมาจากแฟ้มลับในคอมพิวเตอร์ของหลานรัก ไปถูกอภิปรายในสภาฯ

หรือกระทั่ง ‘พี่น้อง 3 ป.’ ของลุงป้อมอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ ‘ลุงตู่’ สมัยนั่งเป็นนายกฯ ก็เคยถูกฟ้องมาแล้ว

เรียกว่า ‘คนเรา รู้หน้าไม่รู้ใจ’ อุตส่าห์หยิบยื่นความรักความเมตตาให้… แต่สิ่งที่ได้คืนไม่ต่างจากเรื่องราวกับชาวนากับงูเห่า เพียงเพราะต้องการทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของตนเอง!!

ว่ากันว่า คอมพิวเตอร์ของบิ๊กโจ๊กนั้นเก็บทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งลับ และไม่ลับ เมื่อไหร่ก็ตามที่มิตรกลับกลายเป็นศัตรู วันดีคืนดี ก็จะมีข้อมูลหลุดออกมาด้อยค่าคนๆ นั้นทันที

แว่วว่าในแวดวงของผู้หลักผู้ใหญ่ที่รู้จักมักคุ้นกับบิ๊กโจ๊กต่างก็เตือนกันและกันว่า “จงระวัง ถูกเก็บข้อมูลเอาไปบิดเบือนย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองได้”

ไม่แปลก คนที่รู้ซึ้งจะเปลี่ยนฉายาจาก ‘โจ๊กหวานเจี๊ยบ’ กลายเป็นคนที่ยากจะไว้ใจ!!

นี่ไม่ขอยืนยันข้อเท็จจริงว่า จะใช่ หรือ ไม่ใช่… เรื่องจริง หรือ ไม่จริง เพราะเป็นนักสืบชาวโซเชียลฯ ว่ากันมา

ขอย้ำว่า ไม่ยืนยันว่า จริงหรือเท็จ มีแต่เจ้าตัว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เท่านั้นที่จะรู้ โดยบิ๊กโจ๊กเคยบอกว่า เรื่องครหา ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับตัวเขาเองเป็น ‘นิทาน’ ที่ยิ่งเล่าขาน ก็ยิ่งขยายแต่งเติมออกไปไม่รู้จบ…

ตัวเขาเองยึดคติที่ว่า “ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยาชูกำลัง” จึงไม่หวาดหวั่นกับศัตรูที่นาทีนี้ มากมายจริงๆ

จะด้วยเหตุผลใช่ ‘นิทาน’ หรือ ‘เรื่องจริง’ ก็ตาม งานนี้เห็นทีเป็นหน้าที่ของ พล.ต.อ.วัชรพล ประธาน ป.ป.ช. และ หน้าที่ของ ผบ.ตร. อย่าง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ที่ต้องค้นหาความจริง สอบสวน สืบสวนกันเอาเอง

คำถามย่อมเกิดขึ้นมาว่า ระหว่าง บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. สนิทสนมกันจริงหรือไม่?

ถ้ามีความสัมพันธ์แนบแน่น มีคดีไหนบ้างที่บิ๊กโจ๊กทำแล้วส่งให้ ป.ป.ช. และมีคดีไหนที่ ป.ป.ช.รับมาแล้วมี น.ส.สุภาเป็นประธานสอบ พล.ต.อ.วัชรพล ประธาน ป.ป.ช.ควรต้องรู้ และรู้อยู่แล้วหรือไม่? ก็ต้องขยายผล หาข้อมูลมาคลี่กางดู จะได้พิสูจน์ทราบ

ต้องไม่ลืมว่า องค์กร ป.ป.ช.ตอนนี้อ่อนไหวกับเรื่องนี้มาก เสียงลือเสียงเล่าอ้างต่างๆ พุ่งมาทุกทิศทุกทาง โดยเฉพาะการ ‘เลือกปฏิบัติ’ ต่อคดีที่ ป.ป.ช.กรรมการบางคนรับผิดชอบทำคดี

เพียงเพื่อกำจัดคน ‘คิดบัญชี’ ชำระแค้น สร้างเรื่อง ปั้นคดี ข่มขู่พยาน ใส่ร้ายป้ายสี กลั่นแกล้งให้ต้องได้รับโทษ ต่างๆ เหล่านี้ ไม่ควรมีอยู่ใน ป.ป.ช.

หากเป็นไปตามที่คลิปเสียงหลุดระบุ นั่นหมายความว่า จะมีคดีที่ถูกสร้างขึ้น ใส่ร้ายป้ายสี กลั่นแกล้งกันหรือไม่?

ถามว่าคดีที่ถูกพิจารณาตรวจสอบโดย สุภา ทั้งที่ผ่านมา และกำลังเป็นอยู่ มีความน่าเชื่อถือได้แค่ไหน? ควรหรือไม่ควร ที่จะต้องรื้อฟื้นคดีเหล่านั้นขึ้นมาดูใหม่?

พล.ต.อ.วัชรพล ประธาน ป.ป.ช. มีเผือกร้อนในมือแล้ว สังคมกำลังจับตาดูว่าท่านจะทำอย่างไร?

นี่คือความอัปยศอดสู เป็น ‘หลุมดำ’ ของ ป.ป.ช. หากไม่ทำอะไรให้กระจ่าง ก็เตรียมตัว… ไม่ใช่แค่ ป.ป.ช.จะว้าวุ่น แต่จะทรุดลงไปกองฮวบกับพื้นด้วยวิกฤตศรัทธาในทันที!!

'INTERLINK EXPO 2024 CHOCK DEALS' มหกรรมสินค้า ลดอลังการ หนุนคืนกำไร ตอบแทนทุนให้คู่ค้า ราคาถูกชัวร์ มีของครบจบที่ 'อินเตอร์ลิ้งค์ฯ'

กลับมาแล้ว!! งานบิ๊กอีเวนท์ บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จัดมหกรรมลดราคาสินค้า LINK AMERICA & GERMAN RACK EVERYWHERE ลดยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ต้นปี มีโปรโมชั่นคุ้มเต็มสิบ สูงถึง 70% กว่า 1,000 รายการ พร้อม DOUBLE BONUS พิเศษภายในงานนี้เท่านั้น พร้อมอัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ประเดิมกันที่นี่ที่แรก ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร ก่อนส่งต่อให้ทั่วทุกภูมิภาคในประเทศ ได้ช้อปสนั่นแบบจัดเต็ม การันตีมีมาพร้อมรับประกันคุณภาพ ราคาถูกกว่า และบริการที่ดีกว่า ตอบโจทย์ทุกงานระบบ ครบทุกความต้องการแน่นอน ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์

มหกรรมลดราคาสินค้าแห่งปีกับงาน 'INTERLINK EXPO 2024 SHOCK DEALS' จัดโดย บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสายสัญญาณที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และผู้นำเข้า และค้าส่งอุปกรณ์เครือข่ายส่งสัญญาณ กลับมาอีกครั้งกับแคมเปญใหญ่ จัดขึ้นเป็นประจำทุกต้นปี ที่ขนทัพสินค้า LINK AMERICA & GERMAN RACK EVERYWHERE ไปลดกระหน่ำ จัดดีลเด็ด ให้ทั้งหมด 6 ภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพและปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ผ่านรูปแบบทั้ง Online และ On Site จัดขึ้นเพื่อตอบแทนคุณ หนุนคืนกำไรให้คู่ค้าในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ พร้อมกับผลักดันธุรกิจให้เติบโตร่วมกันอย่างแข็งแกร่งต่อไปอย่าง ต่อเนื่อง และยั่งยืน

โดยมี สินค้าลดราคาแรงกว่า 1,000 รายการ พบกับสินค้า Products Highlight ครบทุกหมวดหมู่ ครบทั้ง Solution ตั้งแต่ กลุ่มสินค้า สาย LAN (UTP), สาย FIBER OFTIC, CCTV, TELEPHONE, Solar ที่กำลังเป็นกระแสมาแรงอยู่ในตอนนี้ มาพร้อมกับอุปกรณ์หัวขั้วต่อที่ตอบโจทย์ครบทั้งระบบโซลาร์ และได้รับมาตรฐาน AD8 อีกทั้งยังมีกลุ่มอุปกรณ์ที่ครบชุด รองรับระบบ Solar Roof และ Solar Farm ที่ครบเครื่อง เรื่องสายสัญญาณอีกด้วย รวมถึงมีอุปกรณ์ส่งสัญญาณ Networking, พร้อมตู้ GERMAN EXPORT RACK, LINK RACK และเครื่องมือต่าง ๆ มาจัดเต็มกับโปรโมชั่นลดราคาสูงถึง 70% มีดีลสุด Shock กับสินค้าราคาดี และช่วงเวลาสุดพิเศษกับโปรโมชั่นเสริม Cash Back ที่มีเฉพาะในงานนี้เท่านั้น ลดเพิ่ม เกินคุ้ม แบบจัดเต็ม อีกทั้ง มีกิจกรรมให้ได้ร่วมสนุกตลอดงาน แจก แถม กันแบบกระจายให้ไม่มีอั้น

พร้อมร่วมลุ้นรับของรางวัลใหญ่สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้ง สร้อยคอทองคำ โทรทัศน์ (TV) สมาร์ต โฟน (Smart Phone) แท็บเล็ต (Tablet) และบัตรกำนันพิเศษ มอบให้แก่ผู้โชคดีภายในงาน และลูกค้าในออนไลน์ เรียกได้ว่า จับ แจก ลด แถม สินค้าราคาดี มีคุณภาพคุ้มสุด ๆ ลดให้เยอะจริง ครบ จบที่ 'อินเตอร์ลิ้งค์ฯ' เพราะ LINK AMERICA & GERMAN RACK EVERYWHERE ตอบโจทย์ทุกงานระบบ ครบทุกความต้องการ งานนี้เพิ่มความสุขสุดล้นเหนือระดับไปอีกขั้น โดยลูกค้าทุกท่านซื้อสินค้ากันอย่างถล่มทลายอีกด้วย

“นับเป็นการตอกย้ำถึงความคุ้มค่าของสินค้า LINK AMERICA & GERMAN RACK EVERYWHERE เพื่อตอบแทนทุน หนุนคืนกำไร คืนความคุ้มค่า ให้คู่ค้าในกรุงเทพฯ ไปพร้อมกับต่อยอดให้กลุ่มธุรกิจเติบได้อย่างแข็งแกร่งไปด้วยกันทั้งลูกค้า และพันธมิตร รวมถึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม ที่การันตีได้จากคุณภาพ และมีมาตรฐานการรับรอง พร้อมการรับประกันถึง 30 ปี ที่ยาวนานที่สุดในท้องตลาด และตอบโจทย์แก่ความต้องการด้านเทคโนโลยีโครงข่ายสายสัญญาณแห่งยุคดิจิทัล ทั้งความคุ้มค่าที่มาครบทั้ง Solution ซึ่งมั่นใจได้เลยว่าราคานี้ไม่มีที่ไหนแน่นอน เพราะ สินค้าราคาดี มีคุณภาพ มาพร้อมกับราคาที่ถูกกว่า และบริการที่ดีกว่า นอกจากนี้ เราได้คิดค้น พัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์แก่การใช้งานแห่งยุคนี้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมอัจฉริยะ และเทคโนโลยีใหม่ นำมาโชว์ให้เห็นพร้อมกันที่นี่ที่แรกอีกด้วย"

"ซึ่งเป็นการตอกย้ำบริษัทฯ ที่ยังคงมุ่งมั่น ขับเคลื่อน และพัฒนาที่จะนำพาเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย ไปพร้อมกับต่อยอดสินค้า และรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์แก่ยุคเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างทรงประสิทธิภาพอีกด้วย รวมถึงเป็นการตอบแทนคำขอบคุณมอบให้แก่ลูกค้าทุกท่านที่ได้ร่วมสนับสนุน ให้ความเชื่อมั่น และไว้วางใจในคุณภาพของสินค้าไปพร้อมกับการก้าวขึ้นแท่นเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านสายสัญญาณที่แข็งแกร่งอย่างไม่หยุดยั้ง นำสู่การเติบโต ต่อเนื่อง และยั่งยืน อย่างมีคุณภาพต่อไป" คุณสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ กล่าวเสริมตอนท้าย

มรดก 'สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ' ถึง 'กรมหมื่นเทพพิพิธ' สำเนียงเหน่อเฉพาะตัว ที่ฉีกจากสำเนียงสไตล์อีสาน

ในฐานะลูกหลานคนโคราช ที่มักมีคนถามผมว่าผมพูดโคราชหรือพูดอีสาน ผมบอกว่าผมฟังโคราชได้แปลออก ส่วนอีสานผมพูดได้ ฟังออกแต่สำเนียงค่อนข้างจะทองแดงไม่ใช่อีสานแท้ๆ หลายคนก็งงว่าทำไม? 

หลายคนก็ถามว่าจริงๆ โคราชก็เว้าอีสาน แต่ไม่ใช่ลาวหรือ? เออ !!! งงไปอีก ผมบอกไม่ใช่ เพราะโคราชมีแต่เจ้านายลาวมารบด้วย แต่ไม่เคยตั้งรกราก ก็ไม่น่าจะพูดอีสานเหมือนชาวบ้านเขา เอ้า !!! งงอีกที นี่แหละที่ทำให้ผมต้องหาคำตอบเพื่อให้ความงงของผมลดลงไปบ้าง

 

โดยคำตอบแรกต้องนับเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๐๐๐ กรุงศรีอยุธยาสถาปนาเมืองนครราชสีมา และสร้างกำแพงอิฐ กว่าจะสำเร็จมั่นคงลงหลักปักฐานต้องมีกำลังคนของอยุธยาจำนวนไม่น้อยถูกเกณฑ์ให้เคลื่อนย้ายมาตั้งหลักแหล่งที่แม้จะต่างชาติพันธุ์ เช่น มอญ, เขมร, มลายู 

ซึ่งคนเหล่านี้จำเป็นต้องสื่อสารด้วยภาษาไทย (ในตระกูลภาษาไทย-ลาว) ที่มีสำเนียงต่างจากคนไทยใช้พูดทุกวันนี้ ได้แก่สำเนียงสองฝั่งโขง ซึ่งแพร่กระจายอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามาก่อนนานแล้ว ที่ปัจจุบันเรียก สำเนียงเหน่อ จนเกิดการผสมผสานเป็นรูปแบบเฉพาะ ตรงนี้ถือว่าว่าเป็นมรดกที่มีมาตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่ได้สร้างให้เมืองนครราชสีมากลายเป็นเมืองพระยามหานครขอบขัณฑสีมา

ภาษาอีสานสำเนียงโคราช จึงน่าจะมีรากเหง้าเค้าต้นจากสำเนียงหลวงกรุงศรีอยุธยาของคนต้นอยุธยาที่พูดสำเนียงเหน่อ 'สุพรรณ' ซึ่งเป็นสำเนียงหลวงอยุธยา พยานสำคัญได้แก่ เจรจาโขนด้วยลีลายานคางสำเนียงเหน่อ 

แต่เกิดการ Cross ด้านภาษากับลาวฝั่งไทย ซึ่งเมืองนครรราชสีมามีอาณาเขตครอบคลุมถึงและแลกเปลี่ยน ค้าขายกันอย่างเป็นปกติ ดังนั้นการพูดอีสานของคนโคราชจึงไม่เหมือนสำเนียงของใครในอีสาน “พูดอีสานแต่สำเนียงและคำบางคำไม่เหมือนอีสานที่อื่น” 

ส่วนภาษาโคราชที่เหน่อมากๆ และเป็นภาษาเฉพาะมาจากไหน? ถ้าเราจำเรื่องของ 'กรมหมื่นเทพพิพิธ' หรือ 'เจ้าพิมาย' แมวเก้าชีวิตสมัยอยุธยาได้ เรื่องสำเนียงและภาษาโคราชก็ถือว่าเป็นมรดกจากท่านนี่แหละ  

โดยก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ ไม่น้อยกว่า ๓ - ๔ เดือน 'กรมหมื่นเทพพิพิธ' พระโอรสของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศซึ่งต้องโทษเนรเทศไปอยู่ลังกาได้ระหกระเหินหนีมาจนถึงเมืองจันทบุรี แล้วก็ชักชวนชาวเมืองชายทะเลทางตะวันออกยกเป็นกองทัพหลายพัน เพื่อหวังจะมารบพม่าเพื่อแก้ไขกรุงศรีอยุธยา แต่แผนแตกเสียก่อน พม่ายกกองทัพมาตีจนแตกพ่าย ต้องหนีไปเมืองนครราชสีมาซึ่งเป็นพระยามหานครขอบขัณฑสีมาแห่งกรุงศรีอยุธยา 

กรมหมื่นเทพพิพิธเมื่อมาถึงเมืองนครราชสีมาก็ประสบชะตากรรมเกือบถูกฆ่า แต่ก็รอดและได้รับสถาปนาเป็นเจ้าครองอาณาเขต เป็นพระเจ้าแผ่นดิน สืบพระวงศ์พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีฯ ซึ่งเรียกกันว่า 'เจ้าพิมาย'

นอกจากกำลังพลจากหัวเมืองชายทะเลตะวันออกแล้วนั้น ยังมี 'ข้าเก่า' ของ 'เจ้าพิมาย' จากกรุงศรีอยุธยาหนีพม่าขึ้นไปตั้งหลักแหล่งเพิ่มเติมอยู่ด้วยอีกมาก ชาวอยุธยาก็ได้เคลื่อนย้ายมาเป็นเจ้านายขุนนาง, ข้าราชการ, พลไพร่ และผสมผสานกลุ่มคนดั้งเดิมที่อยู่มาก่อนกรุงแตกมานานอยู่พอสมควรแล้ว 

สำเนียงภาษาโคราชก็เป็นการผสมระหว่างการพูดเหน่อของสำเนียงหลวงอยุธยาตามข้างต้นผสมกับสำเนียงของชาวหัวเมืองทะเลตะวันออกของชาวระยองและชาวจันทบุรี ที่ได้มาเป็นกองกำลังให้กับ 'เจ้าพิมาย' ซึ่งมีจำนวนไม่น้อย 

เพราะเมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรียกทัพมาปราบ 'ก๊กเจ้าพิมาย' แล้ว ก็ไม่ได้กวาดต้อนผู้คนชาวหัวเมืองตะวันออกเหล่านี้ลงมากรุงธนบุรี อีกทั้งคนพวกนี้ก็ได้ลงหลักปักฐานอยู่ที่เมืองนครราชสีมาแล้ว สุดท้ายก็กลายเป็น 'คนโคราช' แล้วก็เกิดประเพณีใหม่กลายเป็น 'วัฒนธรรมโคราช' ที่โคตรเฉพาะตัวอย่างเช่น สําเนียงโคราช ที่กระเดียดไปทางสําเนียงชายทะเลตะวันออกแถบระยองและจันทบุรี ผสมสำเนียงเขมร แม้ผู้คนแถวปราจีนบุรีและนครนายกเมื่อสัก ๕๐ ปีมาแล้วก็พูดสําเนียงเก่าแบบ 'ยานคาง' ไม่ต่างจากสําเนียงโคราชนัก

ปัจจุบันภาษาและสำเนียงโคราชที่เป็นเฉพาะก็มีอยู่หลายอำเภอแต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะหลายอำเภอก็พูดอีสานแต่ทว่า 'ภาษาและสำเนียงโคราชมีความคล้ายความเหน่อของคนภาคตะวันออกแต่ภาษาแตกต่างออกไป'

ตัวอย่างที่ชัดก็คือ 'เพลงโคราช' ก็มีฉันทลักษณ์และลีลาเดียวกับเพลงพาดควาย, เพลงฉ่อย (ไม่ใช่ลําตัดที่เพิ่งเกิดสมัยรัชกาลที่ ๕) ของลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคกลาง แต่ต่างตรงอัตลักษณ์ด้านภาษาและสำเนียงที่แปร่งไป

นอกจากนี้ 'คนโคราช' ยังมีประเพณีอื่นๆ ที่เหมือนกับคนลุ่มเจ้าพระยาอยุธยาภาคกลาง เช่น กินข้าวจา, เคียวหมาก, ตัดผมเกรียน, นุ่งโจงกระเบน แม้กระทั่งศิลปวัฒนธรรมทางด้านสถาปัตยกรรม วัดวาอาราม ที่ไม่เหมือนกับคนอีสานอื่นๆ เอาซะเลย 

นี่แหละถึงบอกว่าคนโคราชไม่ใช่ลาว และคนโคราชพูดบางอำเภอพูดโคราช บางอำเภอพูดอีสานแต่ก็เป็นอีสานที่เหน่อเป็นเฉพาะตนที่เรียกกันว่า 'เหน่อแบบโคราช' และวัฒนธรรมอื่นๆ ที่แตกต่างเฉพาะตน 

‘เพจท่องเที่ยวดัง’ เผย ‘คนสูงวัยชาวสวิส’ ไม่นิยมมีบ้าน แต่นิยมเก็บเงิน เพราะการวางแผนชีวิตหลังเกษียณที่ดี ช่วยให้ยามแก่อยู่ได้อย่างสุขสบาย

ในปัจจุบัน ประเทศไทยของเราได้ก้าวเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุ’ (Aging Society) อย่างเต็มรูปแบบ โดยในปี 2566 ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่า ไทยมีประชากรผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ หรือประมาณ 13 ล้านคน ของประชากรไทยทั้งประเทศ 66,057,967 คน

ดังนั้น การเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ จึงถือเป็นอีก 1 สิ่งสำคัญที่เราสามารถเริ่มได้เนิ่นๆ การวางแผนชีวิต วางแผนการเงิน วางแผนครอบครัว ปรับแนวคิดการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข รวมถึงวางแผนการดูแลสุขภาพ หลังเกษียณจากการทํางาน

วันนี้ทางเพจจึงอยากขอยกตัวอย่างการวางแผนชีวิตยามเกษียณ จากคลิปวิดีโอที่ทางเพจ ‘แขพาเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ Khaekhaitravel Switzerland’ ได้ทำการโพสต์เมื่อช่วงปีก่อน ว่าด้วยเรื่องของ ‘คนแก่ที่สวิตเซอร์แลนด์ไม่มีบ้าน เขาอยู่กันยังไง รายได้มาจากไหน?’ โดยเนื้อหาในคลิปดังกว่าระบุว่า…

“ถ้าคนสวิตเซอร์แลนด์ส่วนมาก ไม่มีบ้าน ต้องเช่าอพาร์ตเมนต์ แล้วพอแก่ตัวมา ถ้าเขาไม่มีเงิน เขาจะทํายังไง? เอารายได้มาจากไหน? เพราะค่าครองชีพที่สวิตเซอร์แลนด์สูงมาก…

นี่เป็นคําถามที่คนสงสัยกันเยอะมาก ด้วยความที่ประเทศไทยบ้านเรา ต่อให้ไม่มีเงิน แต่ส่วนมากเราก็จะมีบ้านให้กลับไปอยู่ ตามจังหวัดก็ยังพออยู่ได้ แต่ที่สวิตเซอร์แลนด์ค่อนข้างแตกต่าง เพราะถึงแม้คนสูงวัยที่สวิตเซอร์แลนด์จะไม่มีบ้าน แต่เขามีเงิน เพราะคนสวิสจะได้เงินเกษียณจากการทํางานที่โดนหักจากรายได้ ซึ่งพอเกษียณเขาก็จะได้รับเงินประมาณเดือนละ 2,000 ฟรังก์สวิสขึ้นไป หากตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 75,000 บาท”

โดยคุณแข เจ้าของเพจได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “หากใครอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์แล้วมีรายได้แค่ 2,000 ฟรังก์สวิส อาจจะอยู่ลําบาก แต่ก็ได้ยินว่า ถ้าใครไม่มีบ้าน ไม่มีเงิน รัฐบาลสวิสก็จะช่วยเหลือ เดือนละ 800 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 30,000 บาท ซึ่งถ้ามีเงินเพียงเท่านี้แล้วใช้ชีวิตอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ ก็จะต้องประหยัดมาก เพราะต่อให้แก่ตัวไปแล้วแต่รายจ่ายก็ยังมีเหมือนเดิม ซึ่งคนส่วนหนึ่งที่ไม่มีเงินก็จะเลือกย้ายไปอยู่ประเทศที่ค่าครองชีพถูกกว่า อย่างที่ไทยของเรานั้นก็ถือเป็นประเทศที่ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่น่าอยู่หลังเกษียณ ซึ่งคนสวิสก็ย้ายมาอยู่ที่ไทยเยอะเช่นกัน บางคนก็หาแฟนเป็นคนไทยไปเลย เพราะจะได้มีคนคอยดูแล

ส่วนย่านที่คนสวิสชอบย้ายมาอยู่ก็จะมีแถวหัวหิน แถวทะเล เพราะคนสวิสชอบอยู่กับธรรมชาติ และเงินเกษียณ 75,00 บาทต่อเดือนนั้นก็อยู่ที่บ้านเราได้สบายมาก นี่จึงถือเป็นข้อดีของการไม่มีบ้าน ไม่มีภาระของที่สวิตเซอร์แลนด์ พอเกษียณปุ๊บก็มาใช้ชีวิตใช้เงินในประเทศที่ค่าครองชีพถูกกว่า

แต่ต้องบอกว่าส่วนมากคนสวิสจะไม่ได้มีเงินกันเพียงแค่นี้ เพราะตอนที่ทํางาน เงินเกษียณของคนสวิสจะถูกหักไว้เป็น 2 ส่วน ส่วนแรกหักให้กับรัฐบาลเพื่อเป็นกองทุนยามเกษียณ รัฐบาลเป็นคนดูแลและเอาเงินไปลงทุน ไปบริหารในจุดที่ไม่เสี่ยงมาก และเงินส่วนที่ 2 คือ เงินที่นายจ้างจะจ่ายสมทบให้ ใครเงินเดือนเยอะก็ถูกหักเยอะ แก่ตัวมาก็ได้เงินคืนเยอะตามไปด้วย อารมณ์ก็คล้ายๆ กับ ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’ (Provident Fund) ของบ้านเรา แต่ได้เยอะกว่านั่นเอง”

ข้อดีของการอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ คือ เขาได้เงินเดือนเยอะ เขาก็เลยหักเงินเดือนได้เยอะ ทําให้มีเงินเก็บตอนเกษียณเยอะตามไปด้วย แต่บางคนก็อาจไม่ได้มองว่าเป็นข้อดี เพราะหักเยอะแต่กว่าจะได้ใช้ก็ตอนแก่

จริงๆ คนสวิสบางส่วนจะมีเก็บเงินยามเกษียณอีกกองนึง ซึ่งส่วนนี้ทางรัฐฯ ไม่ได้บังคับ ใครจะเก็บก็เก็บ ซึ่งถ้าใครเลือกเก็บเงินในส่วนนี้ ก็จะสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย คล้ายกับการทําประกัน Retirement Mutual Fund หรือ ‘RMF’ ที่เบิกได้ตอนเกษียณ

“ด้วยโครงสร้างรายได้และรายจ่ายต่างๆ จึงกลายเป็นสาเหตุที่คนสวิตเซอร์แลนด์ส่วนมากต้องรู้จักวางแผนทางการเงิน เพราะถ้าไม่ทํางานก็อยู่ไม่ได้ เพราะที่สวิตเซอร์แลนด์นั้นไม่มีสวัสดิการฟรีเหมือนประเทศอื่นๆ ค่าประกันสุขภาพก็ต้องจ่ายตั้งแต่เกิดยันเสียชีวิต เพราะฉะนั้น คนที่นี่ต้องทํางานจ่ายภาษี ไม่เช่นนั้นตอนแก่จะลําบากมาก ต้องย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอื่น แต่ส่วนมากคนสูงวัยที่สวิตเซอร์แลนด์มีเงินกัน ตามร้านอาหาร ตามสถานที่ท่องเที่ยวก็มีกลุ่มคนสูงวัยนี่แหละ ที่เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการ เพราะเขามีทั้งเงินและเวลา แถมสุขภาพก็ยังแข็งแรงกันด้วย เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกังวลเรื่องคนสวิสไม่มีบ้านอยู่กัน เพราะเขามีทางเลือกชีวิตเยอะมาก

เรามาห่วงตัวเราเองดีกว่า ว่าจะอยู่อย่างไร ถ้าไม่วางแผนเกษียณแบบคนสวิส เพราะปัจจุบันเงินเฟ้อขนาดนี้ อีก 30 ปี ไม่อยากจะคิดว่าเราต้องใช้เงินเยอะแค่ไหนในตอนเกษียณ ดังนั้น แม้บ้านเราจะไม่มีโครงสร้างการเกษียณจากรัฐบาลแบบคนสวิส แต่เราสามารถเลือกเก็บเงินแบบที่คนสวิสทำได้ รัฐบาลไม่บังคับ แต่เราบังคับตัวเองได้”

‘วราวุธ’ เปิดงานวันเด็ก ปี 67 หนุนลูกหลานใช้ชีวิตในวัยเด็กให้เต็มที่ พร้อมย้ำ!! หน้าที่ผู้ใหญ่คือการสร้างสังคมที่ดีให้กับอนาคตของชาติ

(13 ม.ค.67) ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวเปิดงานวันเด็ก ที่จัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และมีการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ 2567 ภายใต้หัวข้อ ‘ให้ทุกวันเป็นวันของเด็ก’ ว่า…

“ความจริงทุกวันเป็นวันเด็กไม่เฉพาะเพียงวันนี้ และไม่เพียงแค่เป็นวันที่ผู้ใหญ่ทุกคนทำอะไรเพื่อเด็กๆ ในวันนี้ ผู้ใหญ่ทุกคนได้เปิดโอกาสและเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ แสดงศักยภาพ

และนอกจากเราคิดถึงอนาคตของประเทศไทยแล้ว บทบาทของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อยากให้ผู้ใหญ่ทุกคนคิดถึงตัวเองในสมัยที่เป็นเด็กๆ หลาย 10 ปีก่อนมาจนถึงวันนี้อะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง และการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น เราจะนำมาดูแลลูกหลานอนาคตของประเทศไทยจากนี้ไปอย่างไร เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้เตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพสังคมและเศรษฐกิจอย่างไร”

นายวราวุธ กล่าวว่า อนาคตประเทศไทยจากนี้ไปมีความท้าทายมาก และเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ทุกคนที่จะจะต้องเตรียมอนาคตของชาติให้เด็กทุกคน ให้พร้อมสิ่งที่ที่จะเปลี่ยนแปลงซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคต ความท้าทายมีมากมาย แต่ขณะเดียวกันการพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจ ความสนุกสนานในวัยเด็กของทุกคนนั้น เป็นสิ่งมีค่าที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐีแสนล้าน สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถทำได้คือดึงเวลากลับไปแล้วเอาเวลาของเด็กๆ กลับคืนมา ดังนั้น วันนี้ขอให้ลูกหลานทุกคนใช้ชีวิตในวัยเด็กอย่างสนุกสนาน ไม่ต้องกังวล ภาระหน้าที่ทั้งหลายผู้ใหญ่อย่างพวกเราจะมีหน้าที่แบกรับเอาไว้เพื่อที่จะสร้างสังคมให้ดีขึ้นให้กับลูกหลานและอนาคตของประเทศไทย

นายวราวุธ กล่าวว่า “คำขวัญวันเด็กปีนี้ “มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง และร่วมกันสร้างประชาธิปไตย” ซึ่งสมัยพ่อบรรหารเป็นนายกรัฐมนตรีก็มีคำขวัญวันเด็กเช่นกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลาย 10 ปี ไม่รู้ว่าได้ถูกนำไปใช้มากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งที่สำคัญคืออยากให้เด็กทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองของตัวเอง เพราะคำขวัญที่ดีที่สุดคือคำขวัญที่มาจากพ่อและแม่ แต่ในขณะเดียวกันเด็กบางคนไม่มีความสุขสบาย ดังนั้น คำว่า ‘ครอบครัว’ ในวันนี้ ไม่ได้แปลว่า มีพ่อแม่ลูก เพราะสำหรับบางคนครอบครัวคือการที่มีคนที่รักเราอยู่ การมีเพื่อนเปรียบเสมือนพี่น้องนั่นก็คือครอบครัว อย่าได้คิดน้อยใจว่าพ่อแม่เราคือใคร แต่สถาบันครอบครัวไม่ได้จำเป็นจะต้องประกอบด้วยพ่อแม่ลูกเสมอไป แต่ประกอบไปด้วยคนที่รักและห่วงใยเรา อยากเห็นเราเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่ดีมีคุณค่าต่อสังคม นั่นคือความหมายของคำว่าครอบครัวในมิติของกระทรวงพม.”

นายวราวุธ กล่าวว่า อยากขอเป็นกำลังใจให้กับลูกหลานทุกคน เป็นกำลังใจให้อนาคตของประเทศไทย เพราะจากนี้ไปในเวลาไม่กี่ 10 ปี ประเทศไทยจะเป็นของลูกหลานทุกคน ดังนั้น ในวันเด็กทุกปี เป็นวันที่เราจะมาคำนึงถึงอนาคตของประเทศไทย และเลี้ยงดูพวกเขาเหล่านั้นให้เติบโตขึ้นมาเป็นต้นกล้า ต้นไม้ที่สามารถแผ่ขยายกิ่งก้านสาขา และดูแลประเทศไทยต่อจากพวกเรา 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศในช่วงเช้า ของานวันเด็กที่กระทรวงพม. เป็นไปด้วยความคึกคัก ทุกหน่วยงานในสังกัด พม. พร้อมด้วยภาคเอกชนได้จัดบูทกิจกรรมการละเล่น พร้อมแจกของรางวัลให้กับเด็กๆ ในสถานรองรับและสถานสงเคราะห์สังกัด พม.

อย่างไรก็ตามที่สะดุดตา คือ มีการแต่งกายเลียนแบบ ‘ไอ้ไข่’ มาร่วมในงาน ซึ่งเรียกความสนใจจากเด็กๆและผู้ปกครองมาขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึก รวมทั้งนายวราวุธเองก็ได้รวมทั้งถ่ายภาพด้วย ขณะที่เด็กๆ ผู้ปกครอง ต่างทยอยกันมาร่วมงานกันอย่างสนุกสนาน

โดยก่อนพิธีอย่างเป็นทางการจะเริ่มในเวลา 08.30 น.ได้มีเยาวชนนักกิจกรรม ‘กลุ่มนักเรียนเลว’ ประกอบด้วย น.ส.อันนา อันนานนท์ และนายชาญชัย น้อยวงศ์ มาเฝ้ารอพร้อมยื่นหนังสือต่อนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.พม.เพื่อทวงถามความคืบหน้า กรณีที่เคยยื่นร้องขอเยียวยาในฐานะผู้เสียหายจากการถูกเจ้าหน้าที่ พม.คุกคาม เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2565 โดย น.ส.อันนา กล่าวว่า ได้แจ้งเรื่องไปหลายรอบได้ติดตามเรื่องจากกระทรวงมา 2 ปี แล้ว กรณีที่ถูกเจ้าหน้าที่ พม.คุกคาม แต่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทางด้าน นายวราวุธ ก็ได้รับหนังสือจากนายชาญชัยด้วยตัวเอง และได้กล่าวกับน.ส.อันนา ว่า รับทราบและยินดีรับหนังสือมาพิจารณาให้

‘หยก ทะลุวัง’ บุกทำเนียบ ร่วมแจมงานวันเด็ก ปี 67 อ้าง อยากพบนายกฯ ปฏิเสธนั่งเก้าอี้ พร้อมเดินรอบงาน 

(13 ม.ค.67) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงานวันเด็กที่ทำเนียรัฐบาลว่า เป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่เช้า บรรดาผู้ปกครองได้พาเด็กมารอร่วมกิจกรรมวันเด็กที่ทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่เวลาก่อน 08.00 น. โดยทันทีที่เจ้าหน้าที่ได้เปิดรั้วทำเนียบรัฐบาล เด็กและผู้ปกครองต่างกรูเข้ามา ภายในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เด็กๆต่างวิ่งไปต่อแถวทำกิจกรรมซุ้มต่างๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ไฮไลต์สำคัญคือการนั่งเก้าอี้ทำงานของนายกรัฐมนตรี โดยในปีนี้เด็กที่มาเข้าแถวรอนั่งเก้าอี้นายกฯ ​คนแรก ชื่อเด็กชาย​ ชนะโชติ แสนงบ อายุ​ 14 ปี​ โรงเรียนวัดชมนิมิตร​ เดิน​ทางมาจาก อำเภอพระประแดงจังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่เวลา 05.00 น.​ และอีกหนึ่งไฮไลท์ที่เด็กๆ สนใจ คือการขุดซากไดโนเสาร์ จากกรมธรณีวิทยากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม​ และได้รับแจก ตุ๊กตา​ โมเดล​ ไดโนเสาร์รวมไปถึงสติ๊กเกอร์ สร้างความพึงพอใจให้กับเด็กๆ แม้ว่าจะไม่มีไดโนเสาร์จำลองเหมือนปีที่ผ่านมา

โดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางมาถึงทำเนียบเพื่อเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ ทันทีที่นายเศรษฐา มาถึง ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ถึงข้อสั่งการวันที่ 12 ม.ค. กับเจ้าหน้าที่ในเรื่องการเพิ่มพัดลมและถังไอศครีมว่าได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้วหรือยังซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตอบว่าเรียบร้อยแล้ว จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ขึ้นไปยังห้องสีม่วงตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อร่วมถ่ายรูปกับเด็กและเยาวชน ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์พามา​ โดยเป็นกลุ่มเยาวชนที่มีความสามารถ​ และผู้ด้อยโอกาสจำนวน​ 10 คน​

โดยคนแรกที่ได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีและถ่ายรูปร่วมกับนายเศรษฐา​ คือ เด็กหญิงอิ่มบุญ​ คุ้มครอง​ อายุ​ 5 ปี​ จากสถานสงเคราะห์โรงเรียนปากเกร็ด​ จังหวัดนนทบุรี​ โดยน้องอิ่มบุญเปิดเผยความรู้สึกว่าดีใจ​ และตั้งใจอยากมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี​ แต่เมื่อได้นั่งแล้วรู้สึกตื่นเต้น​ ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้ทักทายเด็กที่มีสามารถด้านทักษะด้านกีฬาฟุตบอลด้วย

จากนั้น นายเศรษฐา พร้อมด้วย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมาร่วมกิจกรรมวันเด็กด้วย ได้เดินไปยังตึกสันติไมตรีเพื่อเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ ที่ทำเนียบรัฐบาล

นายเศรษฐา กล่าวเปิดงานวันเด็กตอนหนึ่งว่า “สุขสันต์วันเด็กครับ เด็กๆ และเยาวชนทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง เป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศชาติของเรา ความปราถนาสูงสุดของตนคืออยากให้เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อจะได้ใช้ความรู้ความสามารถนั้นให้เป็นประโยชน์ทั้งต่อการดำรงชีวิตในมิติทางเศรษฐกิจและมิติของการสร้างความสุขให้กับตัวเองและผู้อื่น รัฐบาลมุ่งมั่นส่งเสริมให้เด็กทุกคนเข้าถึงระบบการศึกษา โดยตั้งเป้าหมาย Zero Dropout คือจะไม่มีเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษาในประเทศนี้ เราจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนนักเรียนรายบุคคลที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบ เพิ่มทางเลือกการเรียนให้ตรงตามความต้องการและวิถีชีวิตของผู้เรียน มุ่งเน้นการพัฒนาสมรรถนะ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต เพื่อป้องกันไม่ให้เด็ก และเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษาซ้ำซาก”

นายกฯ กล่าวว่า เราอยากเห็นเด็กของเรามีชีวิตอยู่ด้วยความรัก ความเข้าใจในความแตกต่างของผู้คนที่อยู่ร่วมกับเราในสังคม ท้ายที่สุดจะก่อรูปเป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่อยู่ร่วมกันบนฐานของความรัก ความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนร่วมชาติและเพื่อนมนุษย์ในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ เป็นเด็กที่มีโลกทัศน์กว้างไกล เปิดรับเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตนอกเหนือจากในตำราเรียน

ตนขอฝากไปยังผู้ปกครองและคุณครู ต้องช่วยกันเสริมสร้างประสบการณ์และทักษะ เพื่อให้มีความพร้อมสำหรับการดำเนินชีวิตให้ทันโลก ทันสมัยแห่งปัจจุบัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมอย่างเป็นสากล ซึ่งหมายถึงการเคารพในสิทธิ เสรีภาพของกันและกัน เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต และ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ที่ร่วมกันจัดกิจกรรมฉลองวันเด็กแห่งชาติให้แก่เด็กและเยาวชนทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมกันเรียนรู้และมีความทรงจำดีๆ ในวันเด็กแห่งชาตินี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังกล่าวเปิดงานเสร็จสิ้น นายเศรษฐา ได้เดินเยี่ยมชมบูทกิจกรรมต่างๆภายในทำเนียบรัฐบาล อาทิ รับชมการแสดงของ ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ นักมวยชื่อดัง ที่มาร่วมกิจกรรมด้วย จากนั้น นายกฯเดินไปยังตึกภักดีบดินทร์  ตึกนารีสโมสร และตึกบัญชาการ โดยตลอดเส้นทางได้รับความสนใจจากเด็กๆ และผู้ปกครองเข้ามาขอถ่ายภาพและเซลฟี่เป็นจำนวนมาก  โดยนายกฯ ได้เดินทักทาย พูดคุยกับบรรดาเด็กๆ อย่างเป็นกันเอง ก่อนเดินทางกลับในช่วงบ่าย

อย่างไรก็ตาม นอกจากเยาวชนที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมแล้วยังมี ‘หยก ทะลุวัง’ เยาวชนนักเคลื่อนไหวทางการเมือง กลุ่มทะลุวัง เดินทางมาร่วมงานด้วย โดยอ้างว่า อยากพบนายกรัฐมนตรี​ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่า หากต้องการนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้ลงทะเบียน และต่อแถวกับเด็กๆ แต่ทางหยก ปฏิเสธและได้เดินดูรอบงาน ก่อนที่จะออกจากทำเนียบรัฐบาลไปในเวลาประมาณ 09.22 น.

‘ธนกร’ ฟาด!! ‘4 สส.ก้าวไกล’ จงใจสร้างดรามา ลาออก ‘กมธ.แลนด์บริดจ์’ ติง จ้องจะเล่นแต่เกมการเมือง ชี้!! ประโยชน์ของชาติ-ปชช.ต้องมาก่อน

(13 ม.ค. 67) นายธนกร วังบุญคงชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีที่ 4 สส.พรรคก้าวไกล มี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล, นายจุลพงศ์ อยู่เกษ, นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ และนายสมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ ได้แถลงลาออกจากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย และอันดามัน หรือ ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ นั้น โดยอ้างว่าสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบศึกษาโครงการตอบคำถามไม่ครบถ้วนชัดเจน และอ้างว่าโครงการไม่เกิดความคุ้มค่าต่อการลงทุน อาจสร้างความเสียหายให้กับประเทศนั้น ตนจึงมองว่า สส.พรรคก้าวไกล จงใจสร้างดราม่า เล่นแต่เกมการเมือง ให้ข้อมูลผิดๆ ทำให้ประชาชนสับสน ทั้งที่กรรมาธิการส่วนใหญ่ได้ออกมาชี้แจงแล้ว ว่าในคณะกรรมาธิการมีระดับรองผู้อำนวยการ สนข. อยู่ในที่ประชุมคอยตอบคำถามอย่างครบถ้วนชัดเจนมาโดยตลอด เพราะมีเอกสารข้อมูลยืนยันทุกเรื่องที่ กรรมาธิการยังมีข้อสงสัย

ทั้งนี้ ในชั้นการทำงานของกรรมาธิการเป็นเพียงการศึกษาให้เกิดความครบถ้วนรอบด้าน ไม่ได้เป็นการเห็นชอบโครงการแลนบริดจ์ แต่เป็นรายงานที่จะประกอบการตัดสินใจให้กับรัฐบาลที่เป็นฝ่ายบริหาร ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ เองก็ชูเมกกะโปรเจกต์นี้ เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศมาลงทุนในบ้านเรา ให้เกิดการสร้างโอกาส สร้างงานสร้างรายได้ ขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่พี่น้องชาวใต้รอคอย การพัฒนาพื้นที่ให้เกิดความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการวางรากฐานตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งของไทย ให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของโลก เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ด้านการขนส่งสินค้าและบริการการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทุกกลุ่ม และยังกระจายความเจริญไปสู่ภาคใต้และภาพรวมของประเทศ

เมื่อถามว่า โครงการแลนด์บริดจ์หากเปิดใช้ระยะแรกในปี 73 จะสร้างเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน นายธนกร กล่าวว่า คาดการณ์ไว้ว่าโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้ง 2 ระยะ (เฟส) แค่ระยะที่ 1 ประมาณมูลค่าการลงทุน รวมทั้งสิ้นกว่า 1 ล้านล้านบาท รองรับสินค้า 20 ล้านทีอียู จะส่งเสริมประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่ง ทั้งท่าเรือ รถไฟ และมอเตอร์เวย์ กระจายสินค้าในภูมิภาค เปิดเส้นทางเดินเรือแห่งใหม่ ของมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก เพิ่มความสะดวกปลอดภัยในการเดินเรือ และการขนส่งสินค้าทางน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดระยะทางและเวลาขนส่งลงได้ 4 วัน เมื่อเทียบจากช่องแคบมะละกา จึงมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง โดยเน้นรับเรือฟีดเดอร์ ขนาด 8,000-9,000 ทีอียู สินค้าประเภทถ่ายลำ เพื่อเป็นเกตุเวย์ เชื่อมการขนส่งสินค้า จากยุโรป-แลนด์บริดจ์-จีน กลายเป็นสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ รวมทั้งส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ สามารถดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา สร้างรายได้ให้กับพื้นที่และประเทศอย่างมหาศาล

โดยในโครงการแลนด์บริดจ์ ยังมีโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกระนอง โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกชุมพร โครงการระบบรถไฟทางคู่ ช่วงชุมพร-ระนอง และโครงการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ช่วงชุมพร-ระนอง รวมถึงการพัฒนาพื้นที่โดยรอบให้เป็นไปตามอุตสาหกรรมเป้าหมายด้วย

“การออกมาแถลงข่าวลาออกจากคณะกรรมาธิการของ 4 สส.พรรคก้าวไกล จึงถือว่าเป็นการเล่นเกมการเมืองแบบไม่สร้างสรรค์ เอาแต่ช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองตลอดเวลา แต่ไม่มองถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนที่จะได้รับมาก่อน อยากให้พรรคการเมืองรุ่นใหม่ทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เห็นแก่ประโยชน์ประเทศชาติเป็นที่ตั้งมากกว่า” นายธนกร ระบุ

‘RCEP’ หนุน ‘ไทย-จีน’ เสริมความร่วมมือด้าน ‘งานแสดงสินค้า’ เปิดประตูเชื่อมการค้า 2 ประเทศ แบ่งปันโอกาสเติบโตทางธุรกิจ

เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 67 สำนักข่าวซินหัว, หนานชาง รายงานว่า เมื่อไม่นานนี้ นายดวงเด็ด ย้วยความดี ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการแห่งประเทศไทย ได้เข้าร่วมการประชุมงานจัดแสดงสินค้าเพื่อความร่วมมือระดับนานาชาติ (CEFCO) ครั้งที่ 19 ในนครหนานชาง มณฑลเจียงซีทางตะวันออกของจีน

นายดวงเด็ด กล่าวว่า ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่มีผลบังคับใช้สองปีแล้ว ได้ช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างจีนกับไทย โดยเฉพาะความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมการจัดแสดงสินค้า และนำพาโอกาสการพัฒนาใหม่ๆ มาสู่ 2 ประเทศ ซึ่งไทยพร้อมเดินหน้าทำงานกับทุกฝ่ายอย่างรอบด้านเพื่อสร้างผลประโยชน์จากความตกลงฯ เพิ่มขึ้น

ไทยนั้นอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาคอาเซียน ทำให้เป็นทำเลทองของการจัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ โดยมีระบบขนส่งที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างโดดเด่น การเดินทางจากไทยไปยังตลาดอื่นๆ ในอาเซียนมีความสะดวกง่ายดาย จึงเกื้อหนุนการดำเนินงานของเหล่าผู้จัดแสดงสินค้าให้ดียิ่งขึ้น

ปัจจุบันไทยมีการจัดงานแสดงสินค้าที่โดดเด่นในด้านการผลิตอัจฉริยะ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และอุตสาหกรรมอัญมณี ซึ่งนายดวงเด็ดหวังว่า จีนและไทยจะร่วมมือกันในด้านเหล่านี้เพิ่มขึ้น พร้อมต้อนรับจีนเข้ามาจัดงานแสดงสินค้าใหม่ๆ โดยไทยจะให้การสนับสนุนทางนโยบายสิทธิพิเศษ โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีเฉพาะทาง

นายดวงเด็ด เสริมว่า จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของไทยในปี 2023 ด้วยปริมาณการค้าทวิภาคีสูงถึง 1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 4.73 ล้านล้านบาท) โดยจีนนำเข้าสินค้าจากไทยสูงถึง 5.65 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.98 ล้านล้านบาท) ขณะไทยนำเข้าสินค้าจากจีนสูงถึง 7.85 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.75 ล้านล้านบาท)

อนึ่ง การประชุมงานจัดแสดงสินค้าเพื่อความร่วมมือระดับนานาชาติ ครั้งที่ 19 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10-12 ม.ค. 67 ภายใต้หัวข้อ ‘แบ่งปันอย่างเปิดกว้าง เชื่อมโยงสู่ทั่วโลก’ โดยมีตัวแทนจากกว่า 10 ประเทศและภูมิภาค อาทิ ไทย, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ เข้าร่วมมากกว่า 500 คน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top