Thursday, 16 July 2026
TheStatesTimes

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดกิจกรรมจิตอาสาบริจาคโลหิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

วันจันทร์ที่ 8 ม.ค.67 เวลา 11.00 น. ณ ห้องสารสิน ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมจิตอาสา ตามโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการตำรวจที่มีจิตอาสา ได้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ รวมถึงการเสียสละเลือดเนื้อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และบรรเทาผลกระทบภาวะโลหิตขาดแคลน

สำหรับกิจกรรมจิตอาสาบริจาคโลหิตครั้งนี้ มีกำลังพลจากกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ, กองบังคับการตำรวจจราจร และกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมบริจาคโลหิต จำนวนทั้งสิ้น 350 นาย โดยแบ่งเป็นกำลังพลจิตอาสาในสังกัดกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ จำนวน 120 นาย, กองบังคับการตำรวจจราจร จำนวน 100 นาย และ กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน จำนวน 130 นาย

ซึ่งในโอกาสดังกล่าว ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ตรวจเยี่ยมและมอบขวัญกำลังใจแก่กำลังพลจิตอาสาที่เข้าร่วมกิจกรรมฯ พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณในความเสียสละ ถึงแม้ว่าจะมีกำลังพลบางส่วน
ที่ร่างกายไม่พร้อมเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ จึงทำให้ไม่สามารถบริจาคโลหิตในครั้งนี้ได้ แต่มีความตั้งใจที่จะมาเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

‘EXIM’ ผุด 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อธุรกิจเพื่อความยั่งยืน หนุนธุรกิจ ‘SMEs-ส่งออก’ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

(8 ม.ค. 67) เพื่อนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มุ่งมั่นเดินหน้าสู่การเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาโลกสีเขียว (Green Development Bank) จึงทำงานสานพลังกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจ รวมถึงคนตัวเล็กหรือ SMEs เข้าถึงบริการด้านความรู้ โอกาส และเงินทุน เพื่อปรับทิศทางการดำเนินงานให้สามารถเริ่มต้นและขยายธุรกิจสู่เวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

นำไปสู่การจัดเต็มแพ็คเกจของขวัญปีใหม่ 2567 เพื่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึง ESG ด้วยการเปิดตัว 3 ผลิตภัณฑ์ ‘สินเชื่อเพื่อธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม’ ดอกเบี้ยต่ำ 2.99% ต่อปี นาน 3 เดือน และยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้า ‘สินเชื่อเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่เริ่มต้นส่งออก’ วงเงินหมุนเวียนสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย สำหรับผู้ประกอบการไทย Size S ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมที่สนใจเริ่มต้นส่งออกหรือนำเข้าเพื่อส่งออก และ ‘มาตรการช่วยเหลือต่อเนื่องแก่กลุ่ม SMEs ที่เป็น NPLs จากช่วงโควิด-19’ ปรับลดดอกเบี้ยและพักชำระดอกเบี้ย-เงินต้นตามเงื่อนไขของธนาคาร

‘เศรษฐา’ มอบสาร เนื่องใน ‘วันเด็กแห่งชาติ’ ประจำปี 67 หวังให้เด็กไทยมีโลกทัศน์กว้าง เรียนรู้สิ่งใหม่ ก้าวทันยุคดิจิทัล

(8 ม.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบสารเนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2567 วันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2567 ความว่า เด็กและเยาวชนมีความสำคัญในการร่วมกำหนดอนาคตของสังคมและประเทศชาติ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพคนตลอดชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยเด็กและเยาวชนที่จะต้องได้รับการพัฒนาความรู้ ทักษะ และการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทุกมิติอย่างเหมาะสม ทั้งด้านสุขภาวะทางกาย จิตใจ รวมทั้งมีประสบการณ์และทักษะการดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบัน และมีความพร้อมสำหรับการโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต โดยรัฐบาลมุ่งมั่นสร้างโอกาสในทุกด้านให้แก่เด็กและเยาวชนอย่างทั่วถึง รวมทั้งปลูกฝังความเป็นคนดี มีวินัย มีคุณธรรมและจริยธรรม ยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ เพื่อให้เด็กและเยาวชนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของสังคม

วันเด็กแห่งชาติปีนี้ ผมได้มอบคำขวัญว่า “มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย” เพื่อให้เด็ก เยาวชน รวมถึงผู้ปกครองทุกคนตระหนักว่า โลกปัจจุบันเชื่อมโยงกันไร้พรมแดนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องมีมุมมองที่กว้างขวางเป็นสากล มีโลกทัศน์ที่กว้างไกล พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และสร้างสรรค์นวัตกรรม รวมทั้งเป็นผู้ที่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อปรับตัวให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ตลอดจนเป็นพลเมืองที่เคารพและยอมรับความแตกต่างและความหลากหลายในทุกมิติ มีความคิดและจิตใจที่เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น อันเป็นรากฐานในการสร้างสังคมแห่งประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและเป็นพลังในการพัฒนาสังคมและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ เหนือสิ่งอื่นใดเป็นผู้ที่ธำรงไว้และนำอัตลักษณ์ความเป็นไทยไปสู่สากล

เนื่องในโอกาส ‘วันเด็กแห่งชาติ’ ประจำปีพุทธศักราช 2567 ผมขออวยพรให้เด็กและเยาวชนไทยทุกคน ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่แข็งแรงสมบูรณ์เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพเพียบพร้อมไปด้วยความสุขและความมั่นคงในการดำรงชีวิต เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

‘สตาร์ตอัปฝรั่งเศส-อเมริกัน’ ผุด ‘ไบโอพ็อด’ โดมเพื่อการเกษตร เตรียมปลูกพืชบนอวกาศ รับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในอนาคต

(8 ม.ค. 67) รายงานข่าวจาก บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ อินเทอร์สเตลลาร์ แล็บ สตาร์ทอัพสัญชาติฝรั่งเศส-อเมริกัน ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และในนครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ออกแบบโดมเพื่อการเกษตรที่มีชื่อเรียกว่า ‘ไบโอพ็อด’ (BioPod) ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเกษตรกรสร้างผลผลิตในท้องถิ่น และสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยลง

บาร์บารา เบลวีซี ผู้ก่อตั้งบริษัท ยกตัวอย่างว่า ในแง่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้น การทดลองปลูกต้นวานิลลาภายในโดมไบโอพ็อด จะเป็นการช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่งวานิลลาจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง

“นอกจากนี้ เรายังใช้ทรัพยากรนํ้าอย่างมีประโยชน์มากขึ้นเทียบกับการเกษตรแบบดั้งเดิม เพราะด้วยวิธีการใหม่นี้ 99% ของนํ้า จะถูกรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ใหม่ อีกทั้งยังเป็นการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศไปเพิ่มระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในโดม” เบลวีซีอธิบาย

การจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ ยังช่วยให้สามารถใช้พื้นที่สำหรับการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นการใช้พื้นที่แนวตั้งมากกว่าแนวขยายรูปทรงภายนอกของโดมไบโอพ็อด มีลักษณะกลมรี ตัวฐานใช้วัสดุที่สามารถถอดประกอบได้ง่าย พื้นชั้นล่างสุดจะเป็นที่เก็บอุปกรณ์ระบบภายใน ส่วนหลังคาด้านบนใช้เป็นวัสดุโพลิเมอร์เป่าลมให้พองออกได้คล้ายกับโดม

ด้านในประกอบไปด้วยระบบควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ รวมถึงแสง และนํ้า นอกจากนี้ยังมีระบบหมุนเวียนรีไซเคิลทั้งนํ้าและอากาศกลับมาใช้ใหม่ เพื่อความยั่งยืนอีกด้วย

ด้วยแนวคิดให้เป็นโมดูลผลิตอาหารแบบยั่งยืน ภายในโดมซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยขนาด 55 ตารางเมตร ได้รับการออกแบบให้มีความทนทานต่อสภาพอากาศที่รุนแรงบนอวกาศ โดยตั้งสมมุติฐาน ถ้ามนุษย์ตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ อุณหภูมิที่นั่นเมื่อแสงอาทิตย์ส่องอาจจะร้อนได้ถึง 127 องศาเซลเซียส หรือลดลงต่ำสุดได้ถึง -173 องศาเซลเซียสในเวลากลางคืน

‘ไบโอพ็อด’ โดมปลูกพืชบนดวงจันทร์

ทั้งนี้ จากความร่วมมือกับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา หรือ นาซ่า (NASA) จะมีการนำโดมเพื่อการเกษตรไบโอพ็อดนี้ ออกไปทดลองปลูกพืชในอวกาศด้วย โดยมีกำหนดใช้งานบนดวงจันทร์ภายในปี 2027เป้าหมายเพื่อพัฒนาเรือนปลูกพืชสำหรับใช้งานในอวกาศ รองรับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในอนาคต ซึ่งอาจจะเป็นดวงจันทร์ที่นาซ่ากำลังมีโครงการนำมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ภายในปี 2024 นี้

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผู้บริหารของอินเทอร์สเตลลาร์ แล็บ ได้เข้าร่วมการประชุมสภาพภูมิอากาศ COP28 ที่จัดโดยสหประชาชาติที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อแนะนำโครงการและระดมทุนสำหรับ

โครงการนี้ โดยคาดว่าเมื่อบริษัทผลิตโดมไบโอพ็อดออกจำหน่ายเพื่อการพาณิชย์ จะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 350,000 ดอลลาร์ หรือราว 12 ล้านบาท

ผู้บริหารของบริษัทกล่าวว่า หลายภูมิภาคทั่วโลกมีอุณหภูมิร้อนขึ้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการผสมพันธุ์ดัดแปรพันธุกรรมอาจนำไปสู่การปรับปรุงพืชให้สามารถทนทานต่อความร้อนได้ดีขึ้น แต่พืชบางชนิดเช่น มันฝรั่ง ก็มีความเสี่ยงที่ผลผลิตจะลดลงเนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ดังนั้น การนำไบโอพ็อดไปใช้ในพื้นที่ดังกล่าวสามารถทำหน้าที่เป็นวิธีหนึ่งในการรับรองว่าพืชผลบางชนิดจะปลอดภัยจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

นอกจากนี้ ไบโอพ็อดยังสามารถปกป้องและอนุรักษ์พืชที่อยู่นอกแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของพืชนั้นๆ จึงอาจกล่าวได้ว่า นี่คืออีกเครื่องมือหนึ่งของมนุษย์ในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพทางการเกษตร นอกเหนือไปจากธนาคารเมล็ดพันธุ์และสวนพฤกษศาสตร์

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาไบโอพ็อด เป็นเพียงขั้นตอนแรกของภารกิจที่ยิ่งใหญ่ในการช่วยให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตอย่างกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมที่พวกเขาเลือกอยู่ไม่ว่าจะเป็นบนโลก ในอวกาศ หรือบนดวงจันทร์ แนวคิดของอินเทอร์สเตลลาร์ แล็บ ซึ่งเป็นเจ้าของนวัตกรรมนั้น ต้องการให้ไบโอพ็อด สามารถรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ การทำฟาร์มอย่างยั่งยืน และการจัดการทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อเป็นหลักประกันว่า มนุษย์จะมีความมั่นคงทางอาหาร ไม่ว่าพวกเขาเลือกจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ หรือแม้แต่บนดาวเคราะห์

'นายกฯ' ยินดี 'ตุ๊กๆ ออนทัวร์' ผลงานทีมนักศึกษาอาชีวะไทย คว้าอันดับ 1 การแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติที่จีน

(8 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชื่นชมความสำเร็จของทีมนักศึกษาอาชีวะไทย สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 และรางวัลที่ 3 จากการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ ครั้งที่ 16 ประจำปี 2567 (The 16th International Collegiate Snow Sculpture Contest (2024)) ณ เมืองฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 7 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา เป็นการนำความรู้และทักษะวิชาชีพมาฝึกประสบการณ์จริงผ่านการแข่งขัน สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ และแสดงศักยภาพของเยาวชนไทยสู่สายตานานาชาติ 

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดส่งทีมนักศึกษาอาชีวศึกษาไทย จำนวน 3 ทีม จาก 3 สถาบัน ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา, วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี เข้าร่วมการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติประจำปี 2567 ซึ่งการแข่งขันนี้มีตัวแทนจาก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน, รัสเซีย, อังกฤษ, อิตาลี, ออสเตรเลีย และไทย รวมทั้งหมด 58 ทีมเข้าร่วมแข่งขัน 

โดยผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมนักศึกษาอาชีวะไทย สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ได้รับรางวัล ดังนี้

- รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ในผลงานชื่อ 'ตุ๊ก ๆ ออนทัวร์' โดยการนำรถตุ๊กๆ มาเป็นสื่อกลาง สะท้อนวัฒนธรรมและประเพณีของไทย ผ่านศิลปะไทยร่วมสมัย

- รางวัลที่ 3 จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี ในผลงานชื่อ ‘มนุษย์ กับ ธรรมชาติ’ สะท้อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของมนุษย์ ซึ่งอาจสร้างผลกระทบต่อธรรมชาติ โดยต้องการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ และการสร้างสมดุล

- รางวัลที่ 3 จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ในผลงานชื่อ 'โลกแห่งสันติภาพ' (World of peace) เพื่อให้ทุกคนบนโลก ตระหนักถึงความสำคัญ และงดใช้ความรุนแรง สร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น

“นายกรัฐมนตรีชื่นชม และแสดงความยินดีกับทีมนักศึกษาอาชีวะไทยซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดี สร้างความภาคภูมิใจเเละชื่อเสียงให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก พร้อมชื่นชมอาจารย์ที่ฝึกสอน และขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่สนับสนุนให้เยาวชนไทยได้ออกไปหาประสบการณ์จริงในระดับโลก โดยหวังว่าความสำเร็จในครั้งนี้ จะเป็นต้นแบบ จุดประกายให้เด็กและเยาวชนรุ่นต่อ ๆ ไป มีความพยายาม และกล้าที่จะทำตามความฝันของตัวเองเพื่ออนาคต” นายชัยกล่าว

‘กมธ.วิสามัญฯ’ โครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ ลงพื้นที่ จ.ชุมพร  เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

(8 ม.ค.67) จากเพจเฟซบุ๊ก Thai PBS ศูนย์ข่าวภาคใต้ โพสต์คลิปเกี่ยวกับ กมธ.วิสามัญฯ รับฟังความคิดเห็น ‘แลนด์บริดจ์’ ชุมพร-ระนอง โดยระบุว่า…

‘โครงการแลนด์บริดจ์’ ที่จังหวัดชุมพร ทางคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการนี้ได้ไปลงพื้นที่ตรวจสอบรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในพื้นที่อําเภอพะโต๊ะ ปรากฏว่า…ประชาชนนั้นแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเขาบอกว่ามันกระทบกับอาชีพที่มั่นคงอยู่แล้ว

ซึ่งผู้ร่วมรับฟังความเห็นได้มีการนําป้ายคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง มาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ภายในหอประชุมองค์การบริหารส่วนตําบลพะโต๊ะ อําเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร โดยวันนี้ทางคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือ แลนด์บริดจ์ สภาผู้แทนราษฎรก็ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น และความกังวลของชาวอําเภอพะโต๊ะ ซึ่งก็คือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต โดยเฉพาะการประกอบอาชีพเกษตรที่มีรายได้มั่นคงจากการทําสวนทุเรียน ทําสวนปาล์มอยู่แล้ว

“ท่านโฆษณาว่าเป็นโครงการระดับโลก…แต่ผมคิดว่าเป็นโครงการอธิมหาวินาศภัยครั้งยิ่งใหญ่จริงไหมครับ แล้วยิ่งใหญ่ยังไง ยิ่งใหญ่เพราะแลนด์บริดจ์มาแล้วเกลี้ยง!” ชาวอำเภอพะโต๊ะ จ.ชุมพร ท่านหนึ่งได้กล่าวไว้

ส่วนเวทีรับฟังความคิดเห็นที่อําเภอหลังสวน ประชาชนก็มีทั้งเห็นด้วยและคัดค้าน โดยเรียกร้องให้มีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบจากการถมทะเลบริเวณแหลมริ้ว เพื่อก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกในฝั่งทะเลอ่าวไทย คนที่เห็นด้วยบอกว่าแลนด์บริดจ์จะเป็นโครงการพัฒนาขนาดใหญ่และจะเป็นจุดเปลี่ยนที่นําไปสู่ความเจริญเข้าพื้นที่และประเทศไทย 

นายชัยภัฎ จันทร์วิไล เครือข่ายประชาชนเพื่อพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ กล่าวว่า “ถ้าพูดในแง่ภูมิศาสตร์มันเหมาะสมในการที่จะ ‘ทรานสปอร์’ หรือมาตั้งโรงกลั่นน้ำมัน เอาน้ำมันดิบมากลั่นออกไปอีกทาง ญี่ปุ่นใช้น้ำมัน จีนใช้น้ำมัน ทุกคนก็ใช้น้ำมัน มันจึงเกิดระบบโลกใหม่ ผมถึงคิดว่าแลนด์บริดจ์เป็นโปรเจกต์ เป็น Game Changer ซึ่งในวันนี้ทางภาครัฐก็พยายามที่จะผลักดัน”

คณะกรรมการวิสามัญได้ลงพื้นที่ไปดูสถานที่ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทย บริเวณแหลมริ้ว อําเภอหลังสวน รวมถึงเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ทั้งในอําเภอพะโต๊ะและอําเภอหลังสวน ซึ่งประธานคณะกรรมาธิการวิมัญบอกว่าการลงพื้นที่ก็เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งยังไม่ถือว่าเป็นการตัดสินใจว่าจะมีการเดินหน้าโครงการนี้หรือไม่ เพราะว่าต้องศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อน 

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ปธ.คณะกรรมาธิการฯ ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ กล่าวว่า “เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นจึงลงมาฟัง ถ้าเราฟังทุกทีอาจจะเชิญผู้ว่าฯ รองผู้ว่านายกอบจ. หรือ อุตสากรรมต่างๆ ไปพูดคุยเรื่องการท่องเที่ยว ก็จะได้ข้อมูลอีกมุมหนึ่ง โดยวันนี้เราทุกคนตั้งใจทั้งหมด เพื่อมารับฟังจากพี่น้องประชาชนจริงๆ ซึ่งก็ดีครับ ได้ฟังหลายบรรยากาศ ได้เข้าใจพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดชุมพรมากขึ้น” 

ส่วนทางนายประเสริฐพงษ์ สอนนุวัฒน์ กรรมาธิการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์จากพรรคก้าวไกลได้บอกว่าโครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบหลายด้าน รวมถึงผลการศึกษาจากหลายหน่วยงานก็ระบุว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า และไม่ใช่เส้นทางเดินเรือที่เป็นความต้องการของผู้ประกอบการเดินเรือ หากจะเดินหน้าโครงการทางสํานักงานนโยบายและแผนการขนส่ง
และจราจร หรือ สนข. จะต้องมีคําอธิบายที่ชัดเจนว่าคุ้มค่ากับสิ่งที่จะต้องสูญเสียหรือไม่…

น่าน้อยใจ!! คนเก่งแห่งวงการ 'ศิลปะ-ดนตรี-กีฬา' สื่อไทยส่วนใหญ่กลับไม่สนใจเท่ากับเรื่องชู้สาว

บ้านเราเวลาที่มีข่าวคาว ๆ ของชาวบ้านทั่วไป หรือจะเป็นคนดังในวงสังคมก็ตาม เช่น ผัวตบเมีย เมียคบชู้ ผัวมีกิ๊ก เมียหลวงตามตบเมียน้อย แฟนไปแอบมีอะไรกับคนอื่น ฯลฯ สื่อจำนวนไม่น้อยมักจะให้คุณค่าของข่าว 'ชู้สาว' สูงราวกับว่าเป็น 'อาหารสมองชั้นเลิศ' ที่จะทำให้ประชาชนคนในชาติที่ติดตามดูจะมีความฉลาดล้ำ

แต่ที่จริง ยิ่งนำเสนอ และยิ่งผลักดันให้ข่าวเหล่านี้อยู่ในกระแสยาวนานเท่าไหร่ คนไทยก็จะยิ่งโง่ลง ไม่มีทางที่จะทำให้มีโลกทัศน์ ชีวทัศน์กว้างไกลไปกว่าเดิม   

เปรียบได้กับการฉีดผงขาวเข้าเส้นเลือด ป้อนให้เหล่าประชาชนที่มีภูมิต้านทานทางชีวิตที่ต่ำเสพ คอยมอมเมาชนิดที่ไม่ให้หลับไม่ให้นอน ลืมตามาเมื่อไหร่ก็มีใส่พานตั้งรอไว้ที่หน้าฟีดจนเกลื่อน ใครติดแล้วก็ต้องไล่ควานหาข่าวลบ ๆ ของใครสักคนมาเสพเพื่อให้เลือดความอยากรู้ในเรื่องไร้ประโยชน์กับชีวิตมันสูบฉีด 

ตาโหล ตาดำคล้ำ เพราะตามติดข่าวใต้สะดือของครอบครัวคนอื่น จนลืมหน้าที่ความเป็นคนว่าเมื่อมีโอกาสเกิดมามีชีวิตแล้วนั้น ควรหันไปให้ความสำคัญกับสิ่งใดที่จะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง และสังคมส่วนรวม ทำให้คนไทยนับถือศาสนาพุทธจำนวนมากยุคนี้ ไม่รู้จักคำสอนดี ๆ ของพระพุทธเจ้าเลย แต่กลับรู้จักว่าใครคนไหนมีเมีย มีผัว มีลูกกี่คน และใครเลิกคบกับใคร?!

กลายเป็น 'มนุษย์เสือก' เรื่องชาวบ้านไปโดยปริยาย

คนที่เก่งกาจด้านศิลปะ ดนตรี หรือกีฬา ที่โลกใบนี้ควรเชิดชู ยกย่อง ควรประกาศก้องให้เป็นแบบอย่างในทางที่ดีแก่มวลมนุษยชาติ สื่อไทยจำนวนไม่น้อยกลับพากันเมิน ทั้ง ๆ ที่ตนเองมีศักยภาพมากพอที่จะทำให้จำนวน 'คนโง่' ลดน้อยลง และยังเพิ่มจำนวนคนที่ 'คิดเป็น' ให้กับประเทศชาติของตนเองได้ ถ้าใส่ใจที่จะคิดผลักดัน 'คนเก่งของสังคม' ให้เป็นแบบอย่างที่ดีงามกันจริง ๆ

สื่อที่ขาดความหวังดีกับสังคม และมีวิสัยทัศน์ที่น้อยนิดก็มักจะให้เหตุผลว่า ถ้านำเสนอเรื่องดี ๆ ของคนดี ๆ แล้วเรตติงจะไม่สูง เพราะคนไม่อยากดู 

แต่สำหรับสื่อที่มีความหวังดีต่อสังคมไทย เขาจะยืนหยัดทำในสิ่งที่จะช่วยให้คนในชาติมีสติปัญญาที่ดีมากขึ้น ยืนหยัดที่จะนำเสนอแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อโลกใบนี้อย่างท้าทาย ซึ่งมีไม่กี่สื่อในประเทศไทย 

ถ้าจะนับนิ้วมือ กับนิ้วตีนรวมกัน ก็ยังเหลืออีกเยอะทีเดียว

9 มกราคม พ.ศ. 2472 ครบรอบ 95 ปี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ วางศิลาฤกษ์ สะพานพระพุทธยอดฟ้า

สำหรับชาวกรุงเทพฯ แล้ว หลายคนคงคุ้นเคยกับสะพานพระพุทธยอดฟ้ากันเป็นอย่างดี ทั้งจากภาพลักษณ์ของสะพานที่งดงาม หรือเป็นสะพานที่ใช้สัญจรไปมาระหว่างฝั่งธนบุรีกับฝั่งพระนคร แต่หากย้อนเวลากลับไป 95 ปี วันนี้ถือเป็นสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จฯ วางศิลาฤกษ์ สะพานพระพุทธยอดฟ้า

กล่าวสำหรับสะพานพระพุทธยอดฟ้า ถูกสร้างในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสสถาปนากรุงเทพมหานครครบ 150 ปี โดยมีพระราชดำริที่จะสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช อันเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และทรงเป็นผู้สถาปนากรุงเทพมหานคร

สะพานพระพุทธยอดฟ้าถูกออกแบบเป็นสะพานเหล็กยาว 229.76 เมตร กว้าง 16.68 เมตร ท้องสะพานสูงเหนือน้ำ 7.50 เมตร สามารถยกตอนกลางให้เรือใหญ่แล่นผ่านได้ โดยเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2472 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาฤกษ์ และโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสะพานว่า สะพานพระพุทธยอดฟ้า กระทั่งกาลเวลาผ่านมาถึงปัจจุบัน สะพานอันงดงามแหง่นี้ก็ยังคงดำรงอยู่ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในด้านการสัญจรเรื่อยมา

‘ภูเขาอู๋จื่อซาน’ ผุดไอเดียสร้างเอกลักษณ์ ‘อาชีพซุนหงอคง’ ไม่ต้องมีพลังวิเศษ แค่ชอบกินกล้วย ทำรายได้พุ่งกว่า 30,000 บาท

(8 ม.ค.67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เผยอาชีพสุดแปลกที่กำลังเปิดรับสมัครในจีนจนเป็นที่ฮือฮาบนโลกโซเชียล โดยอาชีพแปลกนี้คือ ซุนหงอคง คุณสมบัติไม่มีอะไรมากเพียงแค่เป็นแฟนตัวยงของตำนานจีนเรื่อง เห้งเจีย หรือที่เรียกว่า ซุนหงอคง และมีใจรักในการกินกล้วยฟรีที่ไม่จำกัดจำนวนเท่านั้น

ตามรายงานเผยว่า ภูเขาอู๋จื่อซานในเหอเป่ย์ ภูเขาห้านิ้ว ทางตอนเหนือของจีน กำลังมองหาพนักงานมาแต่งตัวเป็นซุนหงอคง โดยผู้สมัครต้องแต่งกายเป็นซุนหงอคง อยู่ในช่องว่างของถ้ำตรงด้านล่างของภูเขา และกินอาหารที่นักท่องเที่ยวป้อนให้เท่านั้น รับรายได้จุกๆ 842 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือราว 30,000 บาท

อีกทั้งผู้สมัครไม่จำเป็นต้องเป็นนักกายกรรม มีพลังเหนือธรรมชาติ หรือสามารถขี่บนก้อนเมฆได้ เพียงแค่เป็นแฟนตัวยงของตำนานจีนเรื่อง เห้งเจีย หรือที่เรียกว่า ซุนหงอคง (Sun Wukong) และมีใจรักในการกินกล้วยฟรีแค่นั้น

สำหรับอาหารที่นักท่องเที่ยว ทั้งเด็กและผู้ใหญ่มักนำมาป้อนให้ซุนหงอคงค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น แอปเปิล บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงกล้วยจำนวนมาก โดยซุนหงอคงต้องรับประทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ทางด้านผู้จัดการของอู๋จื่อซานเหอเป่ย์กล่าวด้วยว่า ผู้สมัครไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ ขอแค่หลงใหลในตัวละครซุนหงอคง มีพรสวรรค์ด้านการแสดง และเป็นคนที่สดใสร่าเริง นักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ง่ายเท่านั้นก็เพียงพอ

ผู้จัดการกล่าวเสริมด้วยว่า ตอนนี้ที่ภูเขาห้านิ้วมีพนักงานซุนหงอคงประจำอยู่ที่นี่ 2 คนแล้ว ต้องการรับเพิ่มเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนใครที่สนใจแต่กังวลว่าจะต้องกินอาหารมากเกินไป จริงๆ แล้วพนักงานไม่ต้องกินของที่นักท่องเที่ยวป้อนทั้งหมด สามารถเก็บกล้วยไว้แบ่งกับเพื่อนร่วมงานหลังเลิกกะได้

ทั้งนี้ ผู้สมัครไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพอากาศที่หนาวเย็นในถ้ำ เพราะทางบริษัทได้ติดตั้งเครื่องทำความร้อนภายในถ้ำเรียบร้อย รับรองว่าอากาศอบอุ่นแน่นอน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top