Thursday, 16 July 2026
TheStatesTimes

‘พาณิชย์-ททท.’ ชูแคมเปญ ‘เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT’ เดินหน้าหนุนอาหารไทยสู่ ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ทั้งใน-นอกประเทศ

(7 ม.ค. 67) นโยบายผลักดัน Soft Power ของไทยสู่ตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น ถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โดยใช้ ‘อาหาร’ เป็นสินค้า ‘Soft Power’ ของไทยที่สำคัญ เพราะอาหารไทยถือเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของคนทั่วโลก ซึ่งเห็นได้ชัดจากการจัดอันดับของเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับอาหารต่างๆ อาทิ CNN Travel ที่ได้จัดอาหารไทยเป็นอาหารที่ดีที่สุด อันดับที่ 8 ของโลก และ Taste Atlas Awards 2023/2024 ที่ได้ยกย่องให้ 5 เมนูอาหารไทย ได้แก่ ผัดกะเพรา, ข้าวซอย, แกงพะแนง, ต้มข่าไก่ และแกงมัสมั่น เป็นเมนูที่ดีที่สุดของโลกที่ติดอันดับ 100 เมนูแรก จากรายการอาหารทั้งหมด 10,927 เมนู

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อมูลว่า ปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ความนิยมอาหารไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดในต่างแดน มาจากการสนับสนุนของภาครัฐ ซึ่งตั้งแต่ปี 2002 รัฐบาลได้ยกระดับ ‘การทูตผ่านอาหาร’ หรือ ‘Gastrodiplomacy’ ผ่านโครงการ ‘Global Thai Restaurant Company’ ส่งผลให้จำนวนร้านอาหารไทยในต่างประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า จาก 5,500 ร้าน เป็น 15,000 ร้าน รวมทั้ง กระทรวงพาณิชย์ ยังมีส่วนช่วยสนับสนุนความน่าเชื่อถือด้วยการมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อรับรองมาตรฐานร้านอาหารไทยทั้งในและต่างประเทศ 

ปัจจุบันแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างประเทศเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยเผยแพร่และขับเคลื่อน Soft Power ไทยสู่สากล และเป็นช่องทางการสร้างโอกาสทางธุรกิจ และเสริมรายได้ให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ของไทย ซึ่งการเติบโตของร้านอาหารไทยในต่างประเทศ จะส่งผลให้อุตสาหกรรมอื่นๆ ได้รับอานิสงส์ทั้งทางตรงและทางอ้อมตามไปด้วย

ในส่วนของการส่งเสริมอาหารไทยเป็น ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ (Soft Power) ประเทศ จำเป็นต้องอาศัยร้านอาหารไทยเป็นช่องทางหลักในการรับรู้ กระทรวงพาณิชย์ ได้มีนโยบายและแผนงานในการผลักดันให้ร้านอาหารไทยในต่างประเทศได้รับตราสัญลักษณ์ ‘Thai SELECT’ จะเป็นเครื่องมือช่วยการันตีคุณภาพความเป็นไทย ให้แก่ร้านอาหารไทยที่เปิดขายในต่างแดน และรวมถึงร้านอาหารไทยในประเทศด้วย ซึ่งจะเป็นจุดขายให้ต่างชาติได้ทำความรู้จักคุ้นชิน รวมทั้งจัดให้ร้านอาหารไทยเป็นเหมือนศูนย์จัดแสดงสินค้า (Showroom) และถ่ายทอดผลงานสะท้อนภูมิปัญญาของไทย อีกทั้งสนับสนุนการตกแต่งร้านอาหารที่แสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย เพื่อส่งเสริม Soft Power ในทุกมิติ

สำหรับ ‘Thai SELECT’ เป็นตราสัญลักษณ์ที่กระทรวงพาณิชย์ มอบให้กับร้านอาหารไทย และผลิตภัณฑ์อาหารไทยสำเร็จรูป ที่ให้บริการและจำหน่ายอาหารไทยรสชาติไทยแท้ ผ่านกระบวนการและขั้นตอนของการปรุงอาหารด้วยส่วนผสมตามตำรับอาหารไทย จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศพบว่า ปัจจุบันมีจำนวนร้านอาหารไทยในต่างประเทศรวม 17,478 ร้าน ทั่วโลก โดยสหรัฐอเมริกามีจำนวนร้านอาหารไทยมากที่สุดในโลก รวมทั้งสิ้นราว 6,850  กระจายตัวอยู่ทั่วสหรัฐฯ คิดเป็น 39% ของจำนวนร้านอาหารไทยในต่างแดนทั้งหมด ส่วนร้านอาหารไทย Thai Select ทั่วโลกมีจำนวน 1,546 ร้าน

ขณะที่ในประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประแทศไทย (ททท.) จัดโครงการ ดัน ‘อาหารไทย Thai SELECT’ เป็น Soft Power ประเทศ ด้วยแคมเปญส่งเสริมการตลาดร่วมกัน ทั้งการส่งเสริมร้านอาหาร Thai SELECT ผ่านแคมเปญ ‘เที่ยว ฟิน กิน Thai SELECT’ กิจกรรมร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และศูนย์การเรียนรู้ชุมชนในแต่ละท้องถิ่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าไป ณ ชุมชนมากขึ้น

และเชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในทุกๆ วัน ที่จะช่วยส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ชุมชน ร้านอาหารไทย Thai SELECT ในพื้นที่ ผ่านกิจกรรม ‘ของเด่นพื้นที่ ของดีพื้นถิ่น’ เพื่อสร้างจุดเด่นและความแตกต่างรวมทั้ง จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวเมืองหลักและเมืองรองร้านอาหาร Thai SELECT ในทุกภูมิภาค

การชู ‘อาหารไทย’ เป็น Soft Power ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะเป็นจุดขายสำคัญให้กับประเทศ และสร้างโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ตามนโยบายของรัฐบาล

"เชียงราย"ฉก.ทัพเจ้าตาก ตำรวจแม่จันและตำรวจภูธรภาค5ยิงปะทะเดือดกลุ่มลักลอบลำเลียงยาเสพติดวิสามัญ1ศพยึดไอซ์ 323 กก."

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2567 เวลาประมาณ 20.30 นาฬิกา กองกำลังผาเมือง โดย หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ได้รับการประสานจาก สถานีตำรวจภูธรแม่จัน ว่ามีกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนใน บริเวณ บ้านแม่สะแลป ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย จึงได้จัดกำลังจาก กองบังคับการควบคุมผาแด่น หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ร่วมกับ สถานีตำรวจภูธรแม่จัน และ ตำรวจภูธรภาค 5 ทำการลาดตระเวนเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตาม พระราชบัญญัติยาเสพติด บริเวณดังกล่าว และได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัย พร้อมเป้สัมภาระ จึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าว ได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดยิงใส่ฝ่ายเรา จึงเกิดการปะทะกัน ประมาณ 5 นาที ผลการปะทะ ฝ่ายเราปลอดภัย หน่วยจึงได้จัดกำลังเพิ่มเติม จำนวน 3 ชุดปฏิบัติการ เข้าควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อรอพิสูจน์ทราบเมื่อมีแสงทางทหาร

จนกระทั่งเมื่อเวลา 07.00 นาฬิกา ของวันที่ 7 มกราคม 2567 ได้เข้าพิสูจน์ทราบพื้นที่เกิดเหตุ พบกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด เสียชีวิต จำนวน 1 ศพ และกระสอบปุ๋ยดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง จำนวน 21 ใบ ภายในบรรจุยาเสพติให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) น้ำหนักรวมทั้งสิ้น 323 กิโลกรัม, รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า เวฟ แดงดำ ทะเบียน 1 กด 988 เชียงราย จำนวน 1 คัน และลูกระเบิดขว้าง จำนวน 1 ลูก

ต่อมาเมื่อเวลา 15.00 นาฬิกา พลตำรวจโท กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วย พลตรี สมจริง กอรี รองผู้บัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ, พันเอก กิดากร จันทรา รองผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง, พันเอก ณฑี ทิมเสน ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเข้าตรวจสอบพื้นที่ปะทะดังกล่าว เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย หลังจากนั้นหน่วยได้นำของกลางส่งให้สถานีตำรวจภูธรแม่ฟ้าหลวง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สันติ วงศ์สุนันท์/ผู้สื่อข่าวเชียงราย

‘ดร.ชวลิต’ ชี้!! การเจอ ‘ปลาออร์ฟิช’ ไม่ได้ฟังธงว่าจะเกิดแผ่นดินไหว แต่การตระหนักถึงภัยธรรมชาติต่างหาก คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ปลอดภัย

(7 ม.ค.67) จากกรณีโลกออนไลน์แชร์ภาพพบ ‘ปลาออร์ฟิช’ (Oarfish) หรือที่เรียกกันว่า ‘ปลาพญานาค’ ติดเรือชาวประมงขึ้นมาที่บริเวณเกาะอาดัง อำเภอละงู จังหวัดสตูล เมื่อไม่นานนี้ ทำให้หลายคนวิตกกังวล เนื่องจากมีความเชื่อกันว่า เปรียบเสมือนตัวแทนผู้ส่งสารจากวังของพญามังกร ที่จะมาเตือนผู้คนว่าภัยพิบัติกำลังจะมาเยือน

ล่าสุด ดร.ชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลา และกรรมการบริหารมูลนิธิสืบนาคเถียร กล่าวถึงเรื่องการเจอ ‘ปลาออร์ฟิช’ (Oarfish) หรือ ‘ปลาพญานาค’ ในน่านน้ำทะเลไทย ซึ่งไม่เคยเจอมาก่อนเลย แต่ตอนนี้เจอถึง 2 ครั้ง 2 ตัวในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น ว่า แม้ว่ายังไม่มีข้อมูลยืนยันถึงลางบอกเหตุแผ่นดินไหว และสึนามิในทุกครั้ง จากการพบปลาออร์ฟิช แต่การตระหนักถึงภัยธรรมชาตินี้ ก็เป็นทางหนึ่งของความปลอดภัยได้ เช่น ในช่วงนี้นักท่องเที่ยวแถบทะเลอันดามันควรสังเกตเป็นพิเศษ หากพบว่าที่ชายหาดเกิดน้ำลงเร็วผิดรอบจากที่ควรเป็น หรือลงมากกว่าปกติ ก็ควรระวังรีบเผ่นขึ้นที่สูงได้ทัน

สำหรับปลาออร์ฟิช หรือปลาพญานาค เป็นปลากระดูกแข็งในอันดับ Lampriformes อันดับเดียวกับปลาโอปอ (Opahfish) อยู่ในวงศ์ Regalecidae พบแล้ว 3 ชนิดทั่วโลก แต่ที่มีขนาดใหญ่ มี 2 ชนิด คือ 1.) Giant oarfish Regalecus glesne (P. Ascanius, 1772) มีครีบหลังยาวมาก มีก้านครีบ 390-450 อัน กระโดงตอนหน้าที่ยาวเป็นหงอนแรกมี 6-8 ก้าน ตอนสองมี 5-11 ก้าน มักพบในเขตอบอุ่น แถบแอตแลนติกและแคลิฟอร์เนีย เคยพบยาวสุดประมาณ 17 เมตร หนักได้ถึง 270 กิโลกรัม

2.) Russell’s oarfish Regalecus russelii (G. Cuvier, 1816) มีก้านครีบหลังน้อยกว่า 320-370 อัน กระโดงตอนหน้าที่มี 3-6 ก้าน ตอนสองมีก้านเดียว พบในเขตร้อน แถบอินโด-แปซิฟิกตะวันตก เช่น ญี่ปุ่น จีน ถึงคอสตาริกา และพบในมหาสมุทรอินเดีย รวมถึงตัวที่พบในประเทศไทย เมื่อช่วงขึ้นปีใหม่นี้ด้วย เจ้าตัวนี้มีความยาว 2.4 เมตร ได้มาโดยคุณธนิสร วสิโนภาส ไปเสาะหามาเพื่อนำมามอบให้ อพวช. เก็บเป็นตัวอย่างอ้างอิงของไทย

ปลานี้มีลำตัวบาง ยาว คล้ายปลาดาบเงิน ผิวบางมีสีเงินลายประสีคล้ำจางๆ ครีบสีแดง มันได้รับฉายาว่าเป็นปลาที่ตัวยาวมากที่สุด กินกุ้ง ปลาหมึกที่เป็นแพลงค์ตอนขนาดใหญ่ อาศัยอยู่กลางน้ำลึกตั้งแต่ 200 เมตร ลงไป เวลาว่ายน้ำมักเอาหัวตั้งขึ้น

ตามตำนานของญี่ปุ่นเชื่อว่าปลาพญานาค เป็นปลาส่งสารจากวังของพระเจ้าแห่งท้องทะเล เพราะมันจะโผล่มายังบริเวณผิวน้ำ ก่อนเกิดแผ่นดินไหว หรือสึนามิ

โดยตัวอย่างในปี 2011 ก่อนเกิดเหตุการณ์สึนามิ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ฟูกูชิมะ ที่คร่าผู้คนร่วมสองหมื่นคน หลายดือนก่อนหน้า พบปลาพญานาคขึ้นมาที่ตื้นราว 20 ตัว เชื่อกันว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่ใต้ท้องทะเลก่อนหน้าการเกิดแผ่นดินไหว และมีตำนานของญี่ปุ่นกลาวถึงเรื่องจากปลานี้อยู่มานานแล้ว

ยังไม่มีการอธิบายที่แน่ชัดสำหรับการปรากฎตัวของเจ้าปลานี้ แต่ในทางวิทยาศาสตร์อาจอธิบายได้ว่า ด้วยความที่เจ้าปลาพญานาคเป็นปลาที่อาศัยอยู่บริเวณก้นทะเลลึก จึงไวต่อการรับรู้จากพื้นทะเลได้ก่อน หรือเป็นไปได้ที่มันจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงของคลื่นสั่นสะเทือน หรือพลังงานใดๆ ขณะที่แผ่นเปลือกโลกกำลังขยับก่อนแผ่นดินไหว

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาที่ว่า การพบเห็นปลาออร์ฟิช อาจไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการเกิดลางร้ายแผ่นดินไหวทุกครั้งไป โดยมีการศึกษาถึงความเกี่ยวข้องของการพบเห็นปลาออร์ฟิชในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันถึงความเชื่อมโยงได้

‘หนุ่มจีน’ ถูกพ่อหลอก ‘บ้านจน-ติดหนี้’ ลำบากกว่า 20 ปี สุดท้ายเฉลยว่าบ้านรวยระดับเศรษฐี แถมมีบริษัทใหญ่โต!!

เมื่อไม่นานนี้ นายจาง จื่อหลง ลูกชายของ นายจาง อวี้ย์ตง เจ้าของบริษัทผลิตขนมชื่อดังของจีน เปิเผยว่า เขาถูกพ่อแท้ๆ หลอกมากว่า 20 ปี!!

โดยนายจาง จื่อหลง เข้าใจมาตลอดว่า ครอบครัวของตนมีฐานะยากจน เนื่องจากพ่อของเขาพร่ำบอกเสมอว่ามีหนี้สิน หนำซ้ำบ้านที่อาศัยอยู่ก็เป็นเพียงบ้านหลังเล็กๆ ในอำเภอผิงเจียง เมืองเย่ว์หยาง มณฑลหูหนาน

ดังนั้น ขณะที่เรียนมหาวิทยาลัย นายจาง จื่อหลง จึงมีความฝันว่า หลังจากเรียนจบเขาจะหางานที่ได้รับเงินเดือนมากกว่า 6,000 หยวน (ประมาณ 30,000 บาท) เพื่อหาเงินมาช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อ

ทว่าอะไรๆ ก็ไม่ได้เป็นดังหวัง เนื่องจากนายจาง จื่อหลงไม่สามารถหางานได้ตามที่ต้องการ นานวันเข้าพ่อของเขาก็เริ่มทนไม่ไหว เรียกให้เขากลับมาช่วยงานที่บ้าน

“พ่อผมบอกว่าหางานไม่ได้ก็กลับมา ผมบอกพ่อว่า กลับไปแล้วจะไปทำอะไร บริษัทของพ่อขาดทุนทุกปี สู้ผมไปหางานที่มั่นคงทำจะดีกว่า” จางจื่อหลง กล่าว

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายเขาก็ต้องกลับบ้านตามคำขอ และเมื่อได้เห็นบริษัทของพ่อซึ่งใหญ่กว่าที่คิด ทั้งยังได้รู้ว่า ตึกบริษัทพ่อก็ไม่ได้เช่า หากแต่เป็นเจ้าของด้วย เขาก็เข้าใจทันทีว่า ตนเองถูกพ่อหลอกมาตลอด 20 ปี!!

หลังจากความจริงถูกเปิดเผย พ่อของเขาก็ไม่คิดปกปิดฐานะที่แท้จริงอีกต่อไป ทั้งครอบครัวจึงย้ายเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์หรูหรา ซึ่งแค่ค่าตกแต่งเพียงอย่างเดียวก็ปาเข้าไปกว่า 10 ล้านหยวน (ประมาณ 50 ล้านบาท) แล้ว

ทั้งนี้ ปัจจุบัน นายจาง จื่อหลง ทำหน้าที่รับผิดชอบด้านการขายของในโต่วอิน หรือติ๊กต็อกเวอร์ชันจีนให้บริษัท โดยความฝันอันสูงสุดของเขาในตอนนี้ คือการพาบริษัทของพ่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

หลังเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างคอมเมนต์ เช่น
- “เรื่องแบบนี้ช่วยเกิดขึ้นกับฉันบ้างจะได้ไหม?”
- “ฉันจะไปถามพ่อตอนนี้เลยว่าพ่อปกปิดไม่ให้ฉันรู้ว่าบ้านเรารวยหรือเปล่า?”
- “ความปรารถนาอันสูงสุดของฉันคือ การที่จู่ๆ วันหนึ่งพ่อกับแม่ก็เดินมาบอกว่า ความจริงแล้วครอบครัวของเราไม่ได้ยากจน เรามีบ้านหลายหลังและมีทรัพย์สินหลายร้อยล้าน”

‘โลเคชันไทย’ สุดฮอต!! ตปท.ยกกองมาถ่ายหนัง-โฆษณา-รายการเพียบ ปี 66 ถ่ายไป 466 เรื่องจาก 40 ประเทศทั่วโลก โกยรายได้ 6.6 พันล้าน!!

เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 67 น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมกับข้อความ #NewRecord โดยแชร์ข้อมูลเรื่องสถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2566 มีคณะถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศเดินทางเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย จำนวน 466 เรื่อง จาก 40 ประเทศทั่วโลก คาดการณ์รายได้จำนวนกว่า 6,600 ล้านบาท ถือเป็นสถิติจำนวนรายได้สูงสุดนับแต่มีการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย โดยข้อมูลดังกล่าว ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566

จากสถิติปี พ.ศ. 2566 คณะถ่ายทำภาพยนตร์จาก ‘สหรัฐอเมริกา’ เข้ามาลงทุนถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยมากที่สุด มีเงินลงทุนกว่า 3,184 ล้านบาท จากจำนวนภาพยนตร์ 34 เรื่อง ตามมาด้วยคณะถ่ายทำจากเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน มีเงินลงทุนกว่า 707 ล้านบาท ตามด้วยประเทศนจีน, เยอรมนี และเกาหลีใต้ ตามลำดับ

1.) กองถ่ายโฆษณาถ่ายทำมากที่สุด จำนวน 203 เรื่อง รายได้จำนวน 955.03 ล้านบาท

2.) สารคดี จำนวน จำนวน 81 เรื่อง รายได้จำนวน 56.90 ล้านบาท

3.) รายการโทรทัศน์ จำนวน 58 เรื่อง รายได้จำนวน 172.46 ล้านบาท

4.) ภาพยนตร์เรื่องยาว จำนวน 35 เรื่อง รายได้จำนวน 1,256.74 ล้านบาท

5.) มิวสิควิดีโอ จำนวน 34 เรื่อง รายได้จำนวน 105.99 ล้านบาท

6.) รายการเรียลลิตี้ จำนวน 30 เรื่อง รายได้จำนวน 668.76 ล้านบาท

7.) ภาพยนตร์ชุดทางโทรทัศน์ (ซีรีส์) จำนวน 17 เรื่อง รายได้จำนวน 3,365.00 ล้านบาท

8.) ละครโทรทัศน์/รายการละเอียดอ่อน/อื่น ๆ จำนวน 8 เรื่อง รายได้จำนวน 21.90 ล้านบาท

58 จังหวัด ที่มีกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศเข้าไปถ่ายทำ โดย 10 อันดับจังหวัดที่มีคณะถ่ายทำเดินทางเข้าไปถ่ายทำในพื้นที่มากที่สุด ได้แก่

1.) กรุงเทพมหานคร จำนวน 282 เรื่อง โดยมีสถานที่ถ่ายทำ อาทิ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร สถานีรถไฟหัวลำโพง ตึกคิง พาวเวอร์ มหานคร เป็นต้น

2.) จังหวัดชลบุรี จำนวน 77 เรื่อง โดยมีสถานที่ถ่ายทำ อาทิ ถนนเลียบชายหาดพัทยา เกาะล้าน เกาะสีชัง เป็นต้น

3.) จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 60 เรื่อง โดยมีสถานที่ถ่ายทำ อาทิ เมืองโบราณ The Studio Park ท่าเรือศุภนาวา เป็นต้น

4.) จังหวัดปทุมธานี จำนวน 52 เรื่อง โดยมีสถานที่ถ่ายทำ อาทิ ACTS Studio มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นต้น

5.) จังหวัดภูเก็ต จำนวน 47 เรื่อง โดยมีสถานที่ถ่ายทำ อาทิ หาดพาราไดซ์ ย่านเมืองเก่าภูเก็ต พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี เป็นต้น

6.) จังหวัดนนทบุรี จำนวน 41 เรื่อง โดยมีสถานที่ถ่ายทำ อาทิ อิมแพคอารีน่า ถนนบอนด์สตรีท เมืองทองธานี เป็นต้น

7.) จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 39 เรื่อง โดยมีสถานที่ถ่ายทำ อาทิ หมู่บ้านแม่กำปอง ปางช้างแม่สา อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นต้น

8.) จังหวัดนครปฐม จำนวน 27 เรื่อง โดยมีสถานที่ถ่ายทำ อาทิ ตลาดน้ำดอนหวาย มูวีโอ้ ทาวน์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เป็นต้น

9.) จังหวัดกระบี่ จำนวน 26 เรื่อง โดยมีสถานที่ถ่ายทำ อาทิ หาดพระนาง หาดต้นไทร อ่าวไร่เล เป็นต้น

10.) จังหวัดราชบุรี จำนวน 25 เรื่อง โดยมีสถานที่ถ่ายทำ อาทิ ตลาดน้ำดำเนินสะดวก อุทยานเขาหินงู วัดเขาช่องพราน เป็นต้น

‘นายกฯ’ รับฟัง ‘นิด้าโพล’ หลัง ปชช.ให้คะแนนอยู่ยาวตลอดปี ชี้!! ไม่ว่าผลจะเป็นยังไงก็ยังตื่นเช้ามาทำงาน-ทำทุกอย่างเป็นปกติ

(7 ม.ค.67) ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เดินทางจาก บน.6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานร้อยเอ็ด ตำบลมะอึ อำเภอธวัชบุรี เป็นประธานกิจกรรม Kick off ‘30 บาท รักษาทุกที่’ ที่ลานสาเกตนคร หน้าหอโหวด 101 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด นำร่องใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ในโรงพยาบาลที่ร่วมโครงการ โดยจะคิดออฟพร้อมกันในจังหวัดนำร่อง ร้อยเอ็ด, แพร่, เพชรบุรี และนราธิวาส

ผู้สื่อข่าวสอบถามกรณีที่ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจประชาชน เรื่อง ‘การเมือง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตในปี 2567’ เชื่อว่าปีหน้าเศษรฐกิจจะดีและรัฐบาลนายเศรษฐาจะอยู่ยาวตลอดปี แต่จะมีเหตุวุ่นวายทางการเมืองอยู่บ้างว่า ก็รับฟัง และพรุ่งนี้เช้าก็ยังตื่นไปทำงานเหมือนปกติ

เมื่อถามว่า โพลสะท้อนว่าประชาชนเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ทำให้มีกำลังใจทำงานมากขึ้นหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวย้ำว่า ถึงอย่างไรก็ต้องตื่นเช้าทำงานเหมือนเดิม ทุกอย่างยังเป็นปกติ ทำงานเหมือนเดิม

‘ลุงเจี๊ยบ’ เจ้าของร้านตามสั่งใจดี ให้ไรเดอร์พ่อเลี้ยงเดี่ยวกินข้าวฟรี หลังโดนลูกค้าเทมาหลายงาน ฝากถึงคนยกเลิกออเดอร์ เห็นใจเขาบ้าง

(7 ม.ค. 67) จากกรณีผู้ใช้ติ๊กต็อก ‘putonyourhair’ ได้ออกมาเเชร์เรื่องราวของไรเดอร์พ่อเลี้ยงเดี่ยวลูก 2 คน ที่ถูกยกเลิกมาหลายงาน เลยตัดสินใจให้กินฟรี โดย ‘ลุงเจี๊ยบ’ เจ้าของร้านครัวลุงเจี๊ยบ บ้านสวนซอย 11 ตำบลหนองข้างคอก อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เผยว่า…

ตนได้คุยกับน้องไรเดอร์คนนั้นก็ทราบว่าเขามีงานประจำทำ แล้วมาทำงานเป็นไรเดอร์ช่วงเลิกงาน และเหตุการณ์วันนั้นก่อนหน้าที่จะมารับงานที่ร้านตนได้ไปรับงานที่อื่นมาก่อน แต่ว่าร้านนั้นเป็นร้านที่ปิดไปแล้วแต่ยังเปิดรับออเดอร์อยู่ จึงต้องรออยู่ตรงนั้นเพื่อปิดออเดอร์

ระหว่างรอปิดออเดอร์ที่นั่นออเดอร์ร้านตนก็เด้งเข้าไป แต่เขายังไม่สามารถมารับอาหารได้เพราะยังปิดงานไม่ได้ โดยตอนนั้นเขาเล่าว่ารออยู่เป็นชั่วโมง จนทำให้ลูกค้าที่สั่งจากร้านตนก็ยกเลิกออเดอร์เพราะว่าเสียเวลารอนาน

พอมาถึงร้านตนเขาก็เล่าให้ฟังอีกว่า ก่อนหน้านี้โดนเทงานมาหลายงานมาก แล้วยังต้องมาเสียเวลาปิดออเดอร์และโดนออเดอร์ร้านตนยกเลิกอีก ซึ่งตนก็ถามไปว่าทำไมต้องรอนานขนาดนั้น เขาก็บอกว่าต้องรอปิดงานที่นั่นให้ได้ก่อนถึงจะรับออเดอร์อื่นได้

ตนจึงได้ถามว่าอีกว่าตั้งแต่ออกมาวิ่งงานได้เงินเท่าไหร่ น้องเขาก็บอกว่า 150 บาท แล้วก็บ่นอีกว่าเขาเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวมีลูก 2 คน ต้องหาเงินเลี้ยงครอบครัวเพื่อเป็นรายได้เสริม และออเดอร์ที่ร้านตนที่ลูกค้ายกเลิกไปนั้น ก็ต้องนั่งรอปิดให้ได้อีกประมาณครึ่งชั่วโมง ถ้าปิดออเดอร์นี้เสร็จก็จะเข้าบ้านเลย

แต่ตอนนั้น ออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งที่ร้านตนทำเสร็จหมดแล้ว ก็เลยให้น้องไรเดอร์กินอาหารที่ลูกค้ายกเลิกทั้งหมดฟรีไปเลย

ลุงเจี๊ยบ กล่าวต่อว่า ที่ตนได้นำคลิปนี้ไปลงในโซเชียลเพราะว่าไม่อยากให้ไรเดอร์ทุกคนท้อ ซึ่งน้องเขาน่าสงสารมาก เห็นหน้าแล้วดูเบื่อๆ หน้าดูเหนื่อยมาก เพราะน้องเขาตั้งใจทำงานประจำเสร็จแล้วหารายได้เสริมเพื่อเลี้ยงครอบครัว

แล้วมาเจอแบบนี้อีกก็ยิ่งสงสารจับใจ ว่าทำไมเป็นแบบนี้ ก็เลยให้กินฟรี บอกว่า “ลุงเลี้ยงเอง” เขาก็รีบขอบคุณ ซึ่งเขาก็รีบกินจนหมด แต่ตนก็บอกว่ามันไม่เป็นไรตนทั้งขายบ้างแจกบ้างก็มีความสุขดี สงสารเขามากกว่าที่หาเงินเลี้ยงครอบครัว ก็อยากให้กำลังใจเขา

คิดดูว่า 1 วัน วิ่งได้แค่ 150 บาท ถ้าเกิดว่าตนเก็บเงินออร์เดอร์นี้จากเขามา 150 บาทก็เหลือแค่ไม่กี่บาท แล้วลูก 2 คน ตัวเขาเองอีก ค่าน้ำมันอะไรต่างๆ อีกแล้วตอนนั้นก็มืดแล้วตนก็เลยบอกให้น้องเขาเข้าบ้านไปได้เลย

ตั้งแต่ตนเปิดร้านอาหารมาก็เจอเรื่องราวประมาณนี้อยู่เรื่อยๆ ก็เห็นว่าน้องไรเดอร์หลายๆ คนก็สู้ชีวิตมาก ไม่ว่าจะฝนตกแดดออกแค่ไหนเขาก็ยังทำงาน ยิ่งมาเจอเทงานแบบนี้ก็ยิ่งสงสาร ตนทำอาชีพค้าขายอยู่ก็ให้กินไปเลย

สุดท้ายนี้ ตนก็อยากฝากถึงลูกค้าที่สั่งแล้วยกเลิก ก็ไม่อยากไปตำหนิอะไรเขาเพราะเขาอาจมีเหตุผลส่วนตัวที่ยกเลิก แต่ผลกระทบก็คือไรเดอร์โดยตรงที่อยู่บนท้องถนน รับงานมาแล้วถูกกดยกเลิก ก็อยากให้นึกถึงตรงนี้สักหน่อยว่าเขาอาจจะลำบาก กว่าจะได้แต่ละงานบางทีวิ่งเป็น 10 กิโล

เพชรบูรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่เมืองโบราณศรีเทพติดตามการเตรียมงานพิธีเปิด และรับมอบใบประกาศการขึ้นทะเบียนมรดกโลก

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2567  ที่โบราณสถานเขาคลังนอก อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ  อำเภอศรีเทพ  จังหวัดเพชรบูรณ์   พลตำรวจเอก พัชรวาท  วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย  นายจตุพร  บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  และ ผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง  ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตาม ความพร้อมในการเตรียมการจัดงานพิธีเปิดและพิธีรับมอบใบประกาศการขึ้นทะเบียนมรดกโลก เมืองโบราณศรีเทพ และโบราณสถานสมัยทวารวดีที่เกี่ยวข้อง  

ทั้งนี้ เมืองโบราณศรีเทพ และโบราณสถานสมัยทวารวดี ที่เกี่ยวข้อง ได้รับการรับรองการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2566  ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 45 ที่ขยายออกมา ณ กรุงริยาด  ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย นับเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแหล่งที่ 4  และเป็นแหล่งมรดกโลกแหล่งที่  7 ของประเทศไทย

อัปเดต!! งบฯ 67 ถอด 'สายสีแดงส่วนต่อขยาย' กลับไปศึกษาใหม่ หวังลุย 'นครปฐม-อยุธยา' ทีเดียว แต่ที่ศึกษาแล้วก่อนหน้า น่าทำก่อน

(8 ม.ค.67) เพจ 'โครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทย Thailand Infrastructure' ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับโครงการรถไฟสายสีแดงส่วนต่อขยาย ระบุว่า...

สายสีแดงส่วนต่อขยาย มันจบแล้วครับนาย ถูกถอดออกจากงบประมาณ ปี 2567 กลับไปศึกษาใหม่... รมช. จะขยายทีเดียว นครปฐม-อยุธยา ก็ดีนะ แต่ที่ศึกษาแล้วทำก่อนได้ไหม?

หลังจากอ่านงบประมาณประจำปี 2567 ที่เพิ่งเข้าสภาไป ซึ่งผมไปค้นดูในรายละเอียดงบประมาณประจำปี 2567 ของการรถไฟฯ 

มีงบประมาณที่ถูกถอดออกเมื่อเทียบกับปี 2566 ที่สำคัญคือโครงการส่วนต่อขยาย รถไฟฟ้าสายสีแดง ทั้งหมด คือ...

- รังสิต - ธรรมศาสตร์
- ตลิ่งชัน - ศาลายา
- บางซื่อ - หัวลำโพง - หัวหมาก

มีรายละเอียดอยู่ใน งบประมาณ 2567 เล่มบูรณาการ 2 ตามลิงก์นี้ >> https://www.bb.go.th/topic-detail.php?id=16289&mid=544&catID=0 

สอดคล้องกับที่ คุณสุรพงษ์ ปิยะโชติ - Surapong Piyachote รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า...

“มีนโยบายให้ต่อขยายเส้นทางสายเหนือออกไปถึง 'อยุธยา' และสายตะวันตกถึง 'นครปฐม' โดยระบุว่า เพื่อใช้เป็นระบบรางหลักรองรับการขยายตัวของเมืองและชุมชนใหม่ๆ รอบกทม.” ... ลิงก์ที่มาข่าว >> https://mgronline.com/business/detail/9660000115263#google_vignette

เท่ากับว่าโครงการเดิมที่ศึกษา มีแผน และ EIA อนุมัติแล้ว ถูกกลืนเข้าไปในโครงการใหญ่ ที่จะขยายปลายทางรถไฟฟ้าสายสีแดงไป นครปฐม และ อยุธยา ระยะทางรวมกว่า 150 กิโลเมตร

มูลค่าการลงทุนจากการศึกษาเดิม...
- รังสิต - อยุธยา - บ้านภาชี 35,000 ล้านบาท
- ตลิ่งชัน - นครปฐม 24,000 ล้านบาท

ถ้ามันเป็นแบบนี้จริงๆ โครงการนี้จะช้าไปอีกอย่างน้อย 3 ปี เพื่อที่จะ Update EIA, เตรียมงบประมาณ และเตรียมการก่อสร้าง 

ส่วนตัวผมอยากให้ขยายไปที่ 'อยุธยา' และ 'นครปฐม' ตามนโยบายรัฐมนตรีช่วย 

แต่!! ช่วยเร่งมาทำในส่วนที่ทำได้เลยทันทีก่อนได้ไหม!! นักศึกษาและบุคลากร มหาวิทยาลัยที่โครงการผ่าน จะได้ใช้ไประหว่างขยายโครงการทั้งเส้น!!

>> รายละเอียดโครงการส่วนต่อขยายสายสีแดงที่ ครม. อนุมัติแล้ว

1. บางซื่อ - หัวลำโพง - หัวหมาก (Missing Link)

ครม. อนุมัติไปแล้วในปี 59 แต่อยู่ระหว่างปรับรายละเอียดโครงการ และให้โครงการรถไฟฟ้า 3 สนามบิน เป็นผู้ก่อสร้างให้ในช่วงทับซ้อน บางซื่อ-มักกะสัน ในรูปแบบคลองแห้ง

รายละเอียดตามโพสต์นี้ >> https://www.facebook.com/491766874595130/posts/756066624831819?sfns=mo

https://www.facebook.com/491766874595130/posts/756658528105962?sfns=mo

2. ธนบุรี (ศิริราช) - ตลิ่งชัน - ศาลายา

ครม. เพิ่งอนุมัติไปตอนต้นปี 62 คาดว่าจะเปิดประมูลในปี 63

รายละเอียดในโพสต์นี้ >> https://www.facebook.com/491766874595130/posts/626617247776758?sfns=mo

https://www.facebook.com/491766874595130/posts/624977717940711?sfns=mo

3. รังสิต - ธรรมศาสตร์ (รังสิต)

ครม. เพิ่งอนุมัติไปตอนต้นปี 62 คาดว่าจะเปิดประมูลในปี 63

รายละเอียดในโพสต์นี้ >> https://www.facebook.com/491766874595130/posts/622993761472440?sfns=mo
 

ที่มา: https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0vXFjQgpmgWJyf39MWHFBF8GkYcWxPKKhM3YwhN5EHa3Tz8BVLq2BshVFwU655XbZl&id=100067967885448&mibextid=Nif5oz 

ร้อยเอ็ด…ชาวร้อยเอ็ดปลื้ม นายกฯ เศรษฐา Kick off นโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว

วันนี้( 7 มกราคม 2567 ) เวลา 18.00 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน Kick off นโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รองประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยมี นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวต้อนรับ ตลอดจนผู้บริหาร บุคลากรสาธารณสุข รองผุ้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน อสม. และประชาชน เข้าร่วม  จำนวน 10,101 คน ที่ ลานหน้าหอโหวด101 บึงพลาญชัย อำเภอเมืองร้อยเอ็ด

โดยนโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ เป็นการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ ให้เจริญก้าวหน้า ตลอดจนอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน ลดภาระงานของบุคลากร จึงกำหนดให้เรื่องดิจิทัลสุขภาพเป็นหนึ่งในนโยบายการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายหลักในการยกระดับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ซึ่งมีการ Kick off  ใน 4 จังหวัดนำร่อง เพื่อนำไปขยายผลอีก 8 จังหวัดในระยะที่ 2 และขยายครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศต่อไป

ทั้งนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ ผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพจากหน่วยบริการทุกระดับ ทุกสังกัด และยกระดับหน่วยบริการให้เป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้จัดบริการสุขภาพ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้ช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล ลดระยะเวลารอคอย และลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาช

โกสิทธิ์/ร้อยเอ็ด (ห)
087-864-4400  081-377-2689


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top