Tuesday, 28 July 2026
TheStatesTimes

‘AAIB’ สรุปสาเหตุเฮลิคอปเตอร์ ‘เจ้าสัววิชัย’ ตกที่เลสเตอร์ เผย เกิดจากความบกพร่องในการออกแบบ-ผลิต ของบริษัทผู้ผลิต

(6 ก.ย. 66) สำนักงานสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศของประเทศอังกฤษ (Air Accident Investigation Branch – AAIB) ตีพิมพ์รายงานอุบัติเหตุทางอากาศเกี่ยวกับอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่สนามฟุตบอลของสโมสรเลสเตอร์ ซิตีเมื่อเดือนตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งได้คร่าชีวิตผู้โดยสาร 5 ราย ได้แก่ เจ้าของสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี นายวิชัย ศรีวัฒนประภา, กัปตันเอริก สวอฟเฟอร์, กัปตันอิสซาเบลลา โรซา เลโควิช, นายกวีพร พันธุ์แพ และนางสาวนุสรา สุขหน้าไม้

รายงานอุบัติเหตุทางอากาศซึ่งมีความยาวและรายละเอียด 209 หน้า ได้แสดงถึงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยของเฮลิคอปเตอร์ลำนี้ และความเคลือบแคลงในการผลิตเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ของ เลโอนาร์โด เอส.พี.เอ. (Leonardo S.p.A.) บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ สัญชาติอิตาลี

รายงานอุบัติเหตุทางอากาศได้สรุปสาเหตุของโศกนาฏกรรมเฮลิคอปเตอร์ตกในครั้งนี้ ว่ามีสาเหตุมาจากความล้มเหลวของระบบควบคุมใบพัดหางที่หลุดออกจากกัน ทำให้เฮลิคอปเตอร์หมุนคว้างจนเสียการควบคุมและตกลงมาสู่พื้นดินในที่สุด ทั้งนี้ เป็นที่ชัดเจนว่านักบินไม่มีส่วนในอุบัติเหตุครั้งนี้ และเป็นเหตุที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของนักบิน

สำนักงานสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศของประเทศอังกฤษตรวจพบสาเหตุของอุบัติเหตุว่า เกิดจากตลับลูกปืนที่ใบพัดหางแตก อันเนื่องมาจากการแตกร้าว การเสียดสี การเสื่อมสภาพของจาระบีก่อนกำหนด และความร้อนที่สูงเกินไปในตลับลูกปืน ทำให้ตลับลูกปืนแตก

รายงานยังระบุอีกว่า เลโอนาร์โด มีความบกพร่องในการออกแบบและผลิตเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์จนทำให้เกิดเหตุโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ กล่าวคือ

- ไม่ส่งผลการทดสอบการบินที่สำคัญให้แก่บริษัทผู้ผลิตตลับลูกปืน เพื่อให้ยืนยันว่าตลับลูกปืนที่เลือกใช้เหมาะสมกับเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ ทั้งนี้ หากเลโอนาร์โดได้ส่งข้อมูลการทดสอบดังกล่าวให้แก่บริษัทผู้ผลิตตลับลูกปืน ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะไม่เลือกใช้ตลับลูกปืนดังกล่าวกับเครื่องรุ่นนี้

- ไม่มีข้อกำหนดของผู้ผลิตให้ตรวจสอบสภาพและความสมบูรณ์ของตลับลูกปืนเป็นประจำตามกำหนดเวลาและชั่วโมงบิน ทั้งๆ ที่ทราบว่า ตลับลูกปืนเป็นชิ้นส่วนที่มีความสำคัญต่อการทำการบินของเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์

- ไม่มีแผนหรือมาตรการรองรับในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อตลับลูกปืน เพื่อลดทอนหรือบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อผู้โดยสาร ทั้งๆ ที่เลโอนาร์โดเองระบุว่า ตลับลูกปืนเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญมาก และหากตลับลูกปืนเสียหายอาจทำให้ผู้โดยสารเสียชีวิตจากอุบัติเหตุได้

นายวิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี ได้ซื้อเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้มาเพราะเชื่อว่า เป็นเฮลิคอปเตอร์ที่มีความปลอดภัยและล้ำสมัยที่สุดในเวลานั้น

รายงานอุบัติเหตุทางอากาศยังได้ชี้อีกว่า เลโอนาร์โดไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยที่สำคัญหลายประการ ทำให้ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของเครื่องบินที่ผลิตโดยบริษัทแห่งนี้

อุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกและรายงานอุบัติเหตุทางอากาศที่ตีพิมพ์ออกมานี้ ได้สร้างความเศร้าโศกอย่างยิ่งแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกราย ซึ่งทางครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้ขอบคุณสำนักงานสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศของประเทศอังกฤษ ที่ได้ทำการสอบสวนและจัดทำรายงานสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้โดยละเอียด

นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา บุตรชายของวิชัย ศรีวัฒนประภา กล่าวว่า “ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้วที่ผมสูญเสียคุณพ่อไป รายงานฉบับนี้ เป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงความกังวลเกี่ยวกับเลโอนาร์โด คุณพ่อของผมเชื่อว่าได้ซื้อเฮลิคอปเตอร์ที่ปลอดภัยมาจากหนึ่งในผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก หากคุณพ่อของผมได้รับทราบสิ่งที่ระบุไว้ในรายงานฉบับนี้ก่อน ท่านคงไม่เอาชีวิตของท่านไปเสี่ยงกับเครื่องบินแบบนี้แน่นอน ความเศร้าโศกที่ผมและครอบครัวได้รับเป็นสิ่งที่เกินกว่าจะบรรยายได้ จนถึงทุกวันนี้ ครอบครัวของผมยังคงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเศร้าโศกนับตั้งแต่วันที่คุณพ่อจากไป คุณพ่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผมและสมาชิกในครอบครัวทุกคนมาตลอด พวกเราคิดถึงท่านมาก”

ครอบครัวของนายวิชัย ศรีวัฒนประภา กัปตันเอริก สวอฟเฟอร์ และอิสซาเบลลา เลโควิช ได้ว่าจ้างสำนักงานกฎหมายชั้นนำที่ประเทศอังกฤษ อย่าง ‘Stewarts’ ในการดำเนินการทางกฎหมายต่อบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ โดยครอบครัวของกัปตันเอริก สวอฟเฟอร์ และอิสซาเบลลา เลโควิช ได้ยื่นฟ้องคดีที่ศาลในประเทศอิตาลีแล้ว

กัปตันเอริก สวอฟเฟอร์ และอิสซาเบลลา เลโควิช เป็นคู่รักกันและในฐานะนักบิน ทั้งคู่ได้รับการยอมรับและความเคารพในระดับโลก ในฐานะนักบินที่มีประสบการณ์สูงและยังเป็นครูฝึกสอนนักบินอีกด้วย

นายปีเตอร์ นีแนน ทนายความแห่งสำนักงานกฎหมาย Stewarts ให้ความเห็นว่า “รายงานฉบับนี้คือการเล่าเรื่องที่น่าตกใจมากสำหรับโอกาสที่ได้พลาดไปแล้ว

รายงานได้ยืนยันว่า บริษัทผู้ผลิตเฮลิคอปเตอร์อย่างเลโอนาร์โด ไม่มีแผนการทำงานในการออกแบบเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ที่ถูกต้อง ไม่มีการส่งข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่โรงงานผลิตตลับลูกปืน ไม่มีการติดต่อให้โรงงานผู้ผลิตตลับลูกปืนทดสอบความถูกต้องของการติดตั้งตลับลูกปืน ไม่มีแม้กระทั่งซอฟต์แวร์ เพื่อทดสอบแรงตกกระแทกที่ตลับลูกปืนจะสามารถรองรับได้ ไม่มีการออกข้อกำหนดของผู้ผลิต ในการตรวจสอบตลับลูกปืนอย่างเป็นประจำ และเปลี่ยนตลับลูกปืนก่อนการเสื่อมสภาพ ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่อการที่ตลับลูกปืนแตก และไม่มีข้อกำหนดของผู้ผลิตในการถอดตลับลูกปืนออกมาตรวจสอบว่า การออกแบบของบริษัทนั้นถูกต้องหรือไม่

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่เลโอนาร์โดเองรู้อยู่แล้วว่าตลับลูกปืนเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญ และหากตลับลูกปืนทำงานล้มเหลว เฮลิคอปเตอร์อาจเกิดอุบัติเหตุได้และจะส่งผลให้ผู้โดยสารเสียชีวิต

เลโอนาร์โดไม่มีมาตรการบรรเทาความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่เพียงพอสำหรับใบพัดหาง เพื่อป้องกันการสูญเสียการควบคุมของเฮลิคอปเตอร์จากการไม่ทำงานของตลับลูกปืน ทั้งๆ ที่มีการเตือนที่สำคัญก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม มาตรการเหล่านี้ รวมถึงการเปลี่ยนเกลียวที่ยึดใบพัดหาง ซึ่งเป็นสิ่งที่เลโอนาร์โดได้ใช้กับเฮลิคอปเตอร์รุ่นก่อนอย่าง AW 139”

“นี่คืออุบัติเหตุที่รอเวลาให้เกิดขึ้นแท้ๆ”

นางดีโบราห์ ซัตตัน มารดาของกัปตันเอริก สวอฟเฟอร์ ให้ความเห็นว่า “นี่คือฝันร้ายสำหรับคนที่เป็นแม่ทุกคนอย่างแน่นอนและเวลาก็ไม่เยียวยาอะไร เอริกและอิสซาเบลลาเป็นคู่รักที่ตัวติดกันตลอด ทุ่มเทเวลาให้กันและกันรวมถึงเรื่องการบินด้วย พอไม่มีพวกเขา ชีวิตพวกเราก็ขาดสิ่งสำคัญไป ฉันคิดถึงพวกเขาตลอดเวลาและมากเกินกว่าจะอธิบายได้”

นางเคท เลโควิช น้องสาวของกัปตันอิสซาเบลลา เลโควิช ให้ความเห็นว่า “พี่สาวของฉันกับเอริกเป็นดั่งแสงสว่างในชีวิตฉัน เราออกเดินทางร่วมกัน แต่พวกเขามีแผนการและความฝันที่อยากทำให้สำเร็จมากกว่าฉัน มีเพื่อนจากอุตสาหกรรมการบินติดต่อมาหาฉันมากมาย แสดงให้เห็นว่าผู้คนนับถือพวกเขามากเพียงใด เรารับรู้ว่าพวกเขาได้รับความรักมากมายจากข้อความต่างๆ

เมื่อเร็วๆ นี้พวกเขาเพิ่งซื้อบ้านหลังใหม่และเพิ่งเริ่มต้นการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน และใช้เวลามากขึ้นในการดูแลสวัสดิภาพสัตว์และโครงการอื่นๆ ที่มีคุณค่าต่อพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้พบกับหลานชายของพวกเขา ลูกชายของฉัน ธีโอ เอริค ที่เกิดหลังจากงานศพของทั้งคู่เพียงหนึ่งวันเท่านั้น ฉันได้ตั้งชื่อลูกตามชื่อของเอริก ลุงที่ไม่มีโอกาสได้เจอกัน ไม่มีสิ่งใดจะเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปได้ สิ่งเดียวที่พอจะเยียวยาได้ คือ การที่ร็ว่าเขาทั้งสองได้อยู่ด้วยกันแล้วชั่วนิรันดร์ รักและคิดถึงตลอดไป”

‘อดีตหม่อมลูกปลา’ เข้ากรุงเทพฯ รับงานสลัดลุคเป็นเจ้าหญิง พร้อมยอมรับท้อใจกับชีวิต แต่ต้องฮึดสู้ หลังถูกโกง-ป่วยรุมเร้า

(6 ก.ย.66) อดีตหม่อมลูกปลา ชลาศัย หรือชื่อปัจจุบัน โชติกา ขวัญฐิติ หอบครอบครัวเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง รับงานถ่ายแฟชั่นธีมชุดเจ้าหญิง เพราะแฟนคลับเรียกร้องอยากเห็นภาพของตนเป็นเจ้าหญิงอีกครั้ง ยอมรับท้อกับชีวิตติดหนี้หลายแสน ต้องหาเงินรักษาโรคกันทั้งครอบครัว

"วันนี้ก็รู้สึกดีใจที่ได้กลับมาถ่ายแฟชันตรีมชุดเจ้าหญิงอีกครั้ง เหมือนเป็นการระลึกถึงอดีตสมัยที่อยู่ในวัง อีกอย่างแฟนคลับเรียกร้อง อยากเห็นเราสวย อยากเห็นเราเป็นเจ้าหญิงอีกครั้ง ครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 20 กว่าปีนะ ที่ได้ใส่ชุดแบบนี้อีกครั้ง เหมือนสมัยตอนอยู่ในวัง เอาจริงๆ ตอนอยู่ในวังปลาก็ใส่ชุดธรรมดานะ แต่ถ้าต้องออกงานใหญ่ๆ ก็จะใส่ชุดแบบนี้

ตอนนี้พวกเราลำบากไหม ความลำบากขอทุกคนมันต่างกัน แต่เราก็ต้องสู้ ที่ผ่านมามันก็รู้สึกท้อ แต่เราจะมาถือลูกท้อตลอดไปไม่ได้ วันนี้ปลาไม่ได้มีชีวิตที่สุขสบายเหมือนตอนอยู่ในวัง ปลาไม่ใช่หม่อมชลาศัย ชื่อนี้มันตายจากโลกนี้ไปแล้ว ที่หายไปตอนนี้ปลาอยู่สระบุรี ทำซักรีด แล้วก็ดูแลคนแก่ข้างบ้าน ยังเป็นแม่บ้านเหมือนเดิม อยากรับงานเหมือนเดิม แต่ทุกคนอาจติดต่อปลาไม่ได้ เพราะเราอยู่ไกล ถ้าติดต่อมาก็ต้องนัดกันล่วงหน้าสักหน่อย

เรื่องของสุขภาพปลากับแฟนเป็นโรคความดันสูงกันทั้งคู่ ส่วนปลามีโรคเสี่ยงเบาหวานอีกโรคและเป็นภูมิแพ้ด้วย ส่วนลูกสาวเป็นโรคภูมิแพ้ และหมอบอกว่าลูกสาวก็เสี่ยงเป็นทุกโรคที่เราเป็น ตอนนี้เราก็ทานยาควบคู่อาหารเสริม เป็นขมิ้นชันนาโน ทานมาสักพักแล้ว ทำให้ร่างกายไม่อ่อนเพลียด้วยที่เห็นได้ชัด"

ด้าน ทวีชัย แฟนของลูกปลาเผยถึงสาเหตุที่ลูกปลาร้องไห้กลางวงนักข่าวว่า "ปลาเขาเครียดหลายเรื่อง เราก็พยายามให้กำลังใจซึ่งกันแหละกัน ที่เขาร้องไห้ คงท้อกับชีวิต วันนี้มีงานเข้ามาเขาก็ดีใจ พอเจอนักข่าว เขาคงนึกถึงวันเก่าๆ รวมถึงหนี้สิน ตอนนี้ติดหนี้อยู่ประมาณ 3 แสน เป็นหนี้ที่ยืมเขามาใช้จ่าย ยืมมารักษาตัวด้วย แล้วก็โดนโกงก็มี แบบไปออกหน้าขอยืมเงินเขามา แล้วให้อีกคนยืมต่อแล้วเขาไม่ใช่หนี้ เราก็ต้องใช้หนี้ แล้วก็โรคภัยไข้เจ็บ ที่ต้องรักษาตัวไปหาหมอประมาณ 2 เดือนครั้ง ล่าสุดหมอก็เตือนมาให้ระวังสุขภาพหน่อยความดันขึ้นสูงกันทั้งคู่ มันเสี่ยงกับชีวิต ปลาเขาจึงเครียด สงสารลูก เราจับมือกันสัญญาว่าห้ามเป็นอะไรกันนะ ลูกเรายังเล็ก ปลาเขาไม่ค่อยพูดถึงปัญหาให้ใครฟัง เขาจะเงียบมันจึงกดดัน เข้ามาทำงานแบบนี้มันก็ดี เขาจะได้ปลอดโปร่ง สนุก ได้เจอทีมงาน ได้เจอนักข่าว นักข่าวรักเขาเยอะ ให้ความเมตตา ต้องขอบคุณทางน้องบิว-อรจิรา บัณฑูรจินดา ที่เมตตาครอบครัวเรา ให้งานครอบครัวเราทำ"

7 กันยายน พ.ศ. 2445 ประเทศไทยประกาศใช้ ‘ธนบัตร’ แบบแรกอย่างเป็นทางการ

วันนี้เมื่อ 121 ปีก่อน ประเทศไทยได้ประกาศใช้ธนบัตรแบบแรก เป็นธนบัตรหน้าเดียว มี 5 ราคา คือ 5, 10, 20, 100 และ 1,000 บาท พิมพ์โดย บ.โทมัส เดอลารู แห่งอังกฤษ มีอักษรแจ้งมูลค่าเป็นภาษาไทย จีน อังกฤษ และมลายู

ย้อนกลับไปในวันนี้เมื่อ 120 ปีที่แล้ว 7 กันยายน พ.ศ. 2445 ประเทศไทย ได้มีการประกาศพระราชบัญญัติธนบัตรสยาม ร.ศ.121 ว่าด้วยการออกใช้ธนบัตรขึ้นอย่างเป็นทางการ หลังจากที่มีการนำเงินกระดาษมาใช้ ตั้งแต่สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

และต่อมา ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติขณะนั้น นั่นก็คือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไชยันต์มงคล กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ได้ติดต่อไปยังบริษัทในประเทศอังกฤษ เพื่อให้ออกแบบและจัดพิมพ์ธนบัตร เมื่อ พ.ศ. 2444 และใช้ต่อเนื่องมา จนได้มีการออกพระราชบัญญัติธนบัตรสยาม ร.ศ.121 อย่างเป็นทางการขึ้นในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2445 นั่นเอง โดยธนบัตรแบบหนึ่งนี้มีทั้งหมด 5 ชนิดราคา ได้แก่ 5 บาท 10 บาท 20 บาท 100 บาท และ 1,000 บาท

‘แม่แก้ว’ ปล่อยภาพ ‘ณเดชน์’ สมัยเข้าสู่วงการบันเทิง 15 ปีก่อน ชาวเน็ต ลั่น!! ยิ่งโตยิ่งหล่อ พร้อมหลุดโฟกัสคนข้างๆ มาไกลมาก

(6 ก.ย.66) ถ้าจะให้พูดถึงดาราในวงการบันเทิงไทย ที่ใครหลายคนต่างยกให้เป็นที่สุดของความหล่อ หนึ่งในนั้นจะต้องมีชื่อของ ‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ พระเอกสุดหล่อของช่อง 3 อย่างแน่นอน เพราะเขาคนนี้มีทั้งใบหน้าวิชวลที่ดูดี หันมุมไหนก็รอด แถมฝีมือการแสดงยังยอดเยี่ยม พลิกบทบาทไหนก็เอาอยู่หมด

ล่าสุด ‘แม่แก้ว สุดารัตน์’ ก็พาทุกคนมาย้อนวันวาน ขุดภาพของลูกชายสมัยเข้าสู่วงการบันเทิงเมื่อ 15 ปีก่อน มาโพสต์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว @keaw_jing ให้แฟน ๆ ได้เชยชมความหล่อที่ปังมาตั้งแต่สมัยยังละอ่อน โดยระบุแคปชันว่า

“หมอขุนเขาในวัยละอ่อน @kugimiyas #ม.5 เทอม 2 #ก้าวแรกของแบรี่”

ต่อมา แม่แก้ว ยังได้ออกมาเผยภาพ ‘ณเดชน์’ ขณะยืนข้าง ๆ กับหนุ่มชุดดำที่ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นนักปั้นมือทองแห่งยุคอย่าง ‘เอ ศุภชัย’ สมัยยังละอ่อนอยู่เหมือนกันนั่นเอง งานนี้แม่แก้วถึงกับเขียนแคปชันแซวว่า “คนข้าง ๆ ชุดดำ…หน้าคุ้นมาก…ว๊าว!!!! @kugimiyas @a_supachai1”

หลังจากที่ แม่แก้ว ได้โพสต์ภาพลูกชายสุดที่รักในวัยละอ่อนเมื่อ 15 ปีก่อน งานนี้แฟนคลับถึงกับพากันเข้ามาคอมเมนต์ เชยชมความหล่อเหลาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น เพราะหนุ่มณเดชน์คนนี้เครื่องหน้าดี ถือเป็นอีกหนึ่งคนที่เป็นลูกรักพระเจ้าเลยทีเดียว แถมยังทักนักปั้นมือทองด้วยว่ามาไกลมาก อาทิเช่น

“งานแรกในวงการของเขาละ”, “เด็กน้อยคนนี้ตะฮักมากจ้ะแม่แก้ว”, “โอ้วววววว ผอมมาก ๆ เลย แต่ก็ยังหล่อ”, “อายุเพิ่มขึ้นยิ่งหล่อ อิอิ”, “ละอ่อนน้อย”, “ณเดชน์โตขึ้นมาหล่อมาก พี่เอ โตขึ้นมาก็สวยมากค่ะ”, “ต่างคนต่างมาไกลมาก ๆ ค่ะแม่แก้ว”, “แม่แก้วขาาาา..เอ็นดูนสด.หน้าใหม่ด้วยค่ะ” เป็นต้น

ดิสนีย์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พลิกโฉมห้องเรียนโครงการสอนเด็กเจ็บป่วยเรื้อรัง

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 4 กันยายน 2566 – บริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พลิกโฉมปรับปรุงสภาพแวดล้อมห้องเรียนโครงการสอนเด็กเจ็บป่วยเรื้อรังเพื่อพัฒนาการเรียนรู้อย่างรอบด้านของผู้ป่วยเด็กทุกช่วงวัย ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ห้องเรียนโครงการสอนเด็กเจ็บป่วยเรื้อรังได้รับการปรับปรุงฝาผนัง ,ประตู กระจกตลอดจนพื้นที่เล่นและโซนอ่านหนังสือ ด้วยภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังของตัวละครดิสนีย์, พิกซาร์ แอนิเมชัน สตูดิโอส์ และมาร์เวลที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ และมอบ iPad อุปกรณ์เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องของเด็กเมื่อเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล  ความร่วมมือนี้มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีชีวิตชีวา สร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ให้ความรู้สึกปลอดภัยและสะดวกสบายให้กับผู้ป่วยเด็กทุกช่วงวัย ซึ่งสามารถช่วยลดความวิตกกังวลของการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และช่วยให้ผู้ป่วยเด็กที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สามารถมีประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าสนใจและสนุกสนาน

ความพยายามในครั้งนี้ ได้สืบสานพระราชปณิธานตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาเด็กป่วยในโรงพยาบาล เราหวังว่าห้องเรียนนี้จะช่วยส่งเสริมความคิดเชิงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ และปลูกฝังประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าสนใจและสนุกสนานให้เด็กป่วยในโรงพยาบาล” รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

“เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นโรงพยาบาลในประเทศไทยแห่งแรกสำหรับโครงการโรงพยาบาลเด็กของเรา ดิสนีย์มีความยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการพลิกโฉมปรับปรุงสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของผู้ป่วยในโรงพยาบาลผ่านเรื่องราวและตัวละครที่เป็นขวัญใจของเด็ก สร้างพื้นที่จะมอบความรู้สึกสุข ความสนุก ความสบายใจให้กับเด็ก ๆ และครอบครัวในช่วงเวลาที่พวกเขาต้องการมากที่สุด” Vineet Puri รองประธานและผู้จัดการทั่วไปบริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

เพื่อเป็นเกียรติและขอขอบคุณอย่างยิ่ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้จัดพิธีส่งมอบห้องเรียนโครงการสอนเด็กเจ็บป่วยเรื้อรังฯ ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยรศ.นพ.รัฐพลี ภาคอรรถ รองผู้อำนวยการฯ ฝ่ายสนับสนุนบริการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ณ ตึก สก. ชั้น 12 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2566
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นโรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลส่งต่อระดับตติยภูมิที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เป็นรากฐานของความเป็นเลิศด้านการดูแลสุขภาพและวิชาการ ดำเนินการภายใต้สภากาชาดไทยอันทรงเกียรติและเป็นโรงพยาบาลจัดการเรียนการสอนของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครองตำแหน่งที่โดดเด่นในภูมิทัศน์การแพทย์ของประเทศ

ด้วยจำนวนเตียงผู้ป่วยใน 1,435 เตียง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นหนึ่งในสถาบันการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศไทย บทบาทที่สำคัญในฐานะโรงพยาบาลผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่มีอัตลักษณ์ ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ และเอื้ออาทร ที่สอดคล้องกับความต้องการของโรงพยาบาลและคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริมมาตรฐานการศึกษา วิจัย และการดูแลผู้ป่วยทางการแพทย์สูงสุด มีการให้บริการผู้ป่วยทุกเพศทุกวัยด้วยการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพสูงและครอบคลุมทุกสาขาวิชาชีพ ทีมแพทย์และพยาบาลที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญจะทำงานร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัวเพื่อมอบประสบการณ์การดูแลที่อบอุ่นและเอาใจใส่ และยังเป็นศูนย์วิจัยทางการแพทย์ชั้นนำที่มุ่งมั่นในการค้นหาวิธีรักษาและป้องกันโรคใหม่ๆ ผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพสูงที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชั้นนำระดับโลก
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นโรงพยาบาลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบสาธารณสุขของประเทศไทย และยังคงเป็นผู้นำในการดูแลสุขภาพและการศึกษาทางการแพทย์ต่อไป

เปิด 5 ความเป็นไปได้...ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น!! ชนวนชัด!! 'สหรัฐฯ' รบ 'รัสเซีย' ปีหน้า?

ในยุคนี้ ใครๆ ก็ว่ากันว่าเป็นการสู้รบบนสมรภูมิเศรษฐกิจที่ต้องใช้มันสมองเป็นอาวุธ การจะปาระเบิด ยิงถล่มใส่กันก็คงไม่มีแล้ว แต่ทว่า สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนก็เป็นคำตอบได้อย่างดีกว่า…สงคราม ยังสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อเกิดความขัดแย้งที่ไม่อาจหาทางออกได้

วันนี้ THE STATES TIMES จะพาไปดู 5 ความเป็นไปได้...ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น!! ชนวนชี้ชัด ‘สหรัฐฯ’ สู้รบ ‘รัสเซีย’ ในปีหน้า…

‘นิวัติไชย’ ยัน!! ป.ป.ช.ชี้มูล 15 ผู้ถูกกล่าวหา ‘คดีบอส’ จริง พบ ‘สมยศ-เนตร’ โดนด้วย ส่วน ‘เพิ่มพูน’ ผิดวินัยไม่ร้ายแรง

(6 ก.ย. 66) นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยืนยันข้อเท็จจริงว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดผู้ถูกกล่าวหาในคดีกลับคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ ‘บอส’ ในข้อหาขับรถยนต์ชน ‘ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ’ เสียชีวิตเมื่อปี 2555 เนื่องจากมีการเปลี่ยนพยานหลักฐานด้านความเร็วของรถไปแล้วจริง เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2566

นายนิวัติไชย ยอมรับว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกชี้มูลความผิดนั้นจำรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ ต้องรอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.รับรองรายงานการประชุม ก่อนจะแถลงข่าวกับสื่อมวลชนต่อไป อย่างไรก็ดี ในส่วนของผู้ถูกกล่าวหาหลัก เช่น พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. และนายเนตร นาคสุข อดีตรองอัยการสูงสุด (อสส.) โดนชี้มูลความผิดไปทั้งหมด

ส่วน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้เมื่อครั้งยศ พล.ต.ท. ถูกที่ประชุมชี้มูลความผิดด้วยเช่นกัน แต่เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง และส่งเรื่องให้ต้นสังกัดไปดำเนินการทางวินัยแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 15 ราย ได้แก่ ทั้งอดีตข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว และยังรับราชการอยู่ พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ นักการเมือง เป็นต้น

‘แจ๊ค เชิญยิ้ม’ ควงภรรยาสานฝันแต่งชุดวิวาห์สักครั้งก่อนตาย หลังป่วยหนักทั้งคู่ พร้อมยืนยัน!! ตอนนี้ยังทำงานได้เหมือนเดิม

(6 ก.ย.66) ‘หญิง อภิสรา รักชาติ’ ควงสามีตลกชื่อดัง ‘แจ๊ค เชิญยิ้ม’ ถ่ายแฟชันชุดแต่งงานครั้งแรกในรอบ 13 ปี ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารเสริม C-qmin ของไฮโซสาว ‘บิว อรจิรา บัณฑูรจินดา’

ซึ่งเจ้าตัวเผยรู้สึกตื่นเต้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้แต่งจริง แต่มันก็เป็นความฝันของเราทั้งคู่ หลังจากที่ฝ่ายชายเคยขอแต่งงานมาแล้วเมื่อ 13 ปีก่อน แต่เป็นอันต้องยกเลิกเพราะสุขภาพล้มป่วยหนักทั้งคู่

ด้าน ‘หญิง อภิสรา’ และ ‘แจ๊ค เชิญยิ้ม’ เผยว่า "สำหรับหญิงมันรู้สึกดีใจมากนะที่ได้ใส่ชุดแต่งงานสักที มันเป็นความฝันของเราทั้งคู่ หลังจากเมื่อ 13 ปีที่แล้ว ลุงแจ๊คเคยขอแต่งงาน แต่ก็ไม่ได้แต่ง เพราะเราล้มป่วยกันทั้งคู่ ต้องรักษาตัว"

"แต่สำหรับผมเรื่องการแต่งงานมันเป็นเรื่องไกลตัวมากสำหรับผู้ชายอย่างผม ไม่เคยคิดว่าจะมีโมเมนต์แบบนี้ แต่มันก็เป็นความฝันของของเราที่อยากแต่งงานสักครั้ง เคยวาดฝันไว้ว่าอย่างจัดงานแต่งริมทะเล เป็นงานแต่งเล็กๆ มีเพื่อนๆ ไปร่วมงานเลี้ยง แต่ด้วยสุขภาพเราไม่ดีก็ต้องรักษาตัวกันก่อน"

สุขภาพของทั้งคู่เป็นไงบ้าง? "สำหรับผมลุงแจ๊คตอนนี้ต้องกลับมารักษาปอดอีกครั้ง ตอนนี้กินยาได้ 4 เดือนแล้ว เหมือนว่าอาการมันกำเริบอีกครั้งทำอะไรก็เหนื่อย พอไปตรวจจึงพบว่าโรคเก่ามาอีกแล้ว จะบอกว่าถึงแม้ว่าจะรักษาหายขาด 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็สามารถกลับมาเป็นอีกได้ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง"

"สำหรับหญิงตอนนี้เป็นห่วงโรคกระดูก ใจเราสู้เต็มร้อยนะ แต่ร่างกายเราไม่เต็มร้อย ด้วยโรคไต มันทำให้ค่าพาราไทรอยด์มันสูงขึ้น ปกติคนทั่วไปค่าพาราไทรอยด์อยู่ที่หลักร้อย แต่ของหญิงมันทะลุไปหลักพัน ทำให้กระดูกเราเปราะกระดูกหักง่าย อย่างที่เห็นกัน ถ่ายละครอยู่ดีๆ หัวเขาหลุด 

ตอนนี้หญิงรอการผ่าตัด และได้ปรึกษาพี่บรุ๊ค ดนุพร เพราะพี่เขาเป็นคนจัดการพาหญิงเข้าโครงการ แต่ตอนนี้พี่บรุ๊คยุ่งๆ กับการเมืองอยู่ รอให้พี่เขาว่างก่อน ค่อยปรึกษาพี่เขาอีกที 

คอนเฟิร์มนะคะว่าเราทั้งคู่ยังทำงานได้เหมือนเดิม อย่างวันนี้เรามาถ่ายแฟชันให้ C-qmin ของน้องบิว อรจิรา บัณฑูรจินดา เป็นอาหารเสริมขมิ้นชันนาโนที่ผ่านการวิจัยร่วมกับจุฬาลงกรณ์ ที่หญิงกับลุงแจ๊คแข็งแรงขึ้นก็เพราะขมิ้นชันด้วยนี่แหละ สมุนไพรไทยนี่แหละดีที่สุดในโลก ฝรั่งต่างชาติยังต้องการสมุนไพรไทยไปช่วยรักษาโรคเลยค่ะ"

"สำหรับผมลุงแจ๊คยังคอนเฟิร์มทำงานได้เหมือนเดิม แข็งแรงดีแล้ว คุณหมอบอกว่าในปอดไม่มีเชื้อแล้วนะ เอ็กซเรย์ปอดออกมาไม่มีเม็ดฝ่าเหมือนก่อนแล้ว ก็รู้สึกดีใจมาก"

เห็นว่าอยากใส่ชุดแต่งงานก่อนตาย? "สำหรับหญิงมองว่าทุกคนต้องตาย หญิงไม่เคยกลัวตาย เราทั้งคู่นอนจับมือกัน แล้วบอกกันว่าเราจะสู้ไปด้วยกัน เวลาทำบุญก็จะขอพรขอให้สุขภาพแข็งแรง การใส่ชุดแต่งงานถ่ายภาพคู่ มีภาพพรีเวดดิ้งติดผนังบ้านสวยๆ วันนี้หญิงได้ภาพนี้แล้วจะเอาไปขยายใหญ่ใส่กรอบ ภาพออกมาสวยมาก ขอบคุณทีมงาน C-qmin ทุกท่านที่ช่วยให้ฝันของหญิงกับลุงแจ๊คเป็นจริง" 

‘อาจารย์น้ำนุ่น’ ชี้!! ข้อจำกัด ‘ละครไทย’ สร้างภายใต้ปัจจัยเหนี่ยวความบูม ต่างจาก ‘เกาหลีใต้’ เสรีคอนเทนต์ สร้างสรรค์ได้อิสระจนของดีล้นตลาด

จากกรณีเมื่อไม่นานนี้ ที่ ‘คุณบอย เอนเตอร์เทน’ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “ดาราไทยกำลังตกงาน ล่าสุดละครลดการผลิต รายการทีวีขอลดค่าตัว ดาราหันไปหาอาชีพใหม่หนีตายแล้ว ไม่ดังอยู่ยาก เรื่องเยอะก็ไม่จ้าง ดาราไทยมูลค่าการตลาดสูงลิ่ว ค่าตัวแพงสวนทางคุณภาพ พัฒนาแค่เรื่องหล่อสวย แต่ขาดความยั่งยืนเรื่องฝีมือ หรือจะเรียกว่ามีตัวจริงไม่กี่คนก็ได้” ซึ่งสวนทางกับเกาหลีใต้ ที่ปัจจุบันนี้เกาหลีใต้มีซีรีส์ที่ล้นตลาดกว่าหนึ่งร้อยเรื่องที่ยังหาคิวออนแอร์ไม่ได้ 

จากกรณีดังกล่าวนี้ ทางรายการ ‘ถลกข่าว ถลกปัญหา’ ประจำวันที่ 5 ก.ย. 66 โดยสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES เผยแพร่ผ่านช่องทางรับชมในเครือ THE STATES TIMES, MAYA Channel ช่อง 44, NAVY AM RADIO AM 720 kHz และวิทยุ KCS RADIO ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร บุญนาจเสวี ได้เชิญ ผศ.ดร.อาทิตยา ทรัพย์สินวิวัฒน์ หรือ ‘อาจารย์น้ำนุ่น’ อาจารย์ประจำสาขานวัตกรรมการสื่อสาร วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มาร่วมถกในเชิงวิชาการ ถึงข้อจำกัดในวงการ ‘ละครไทย’ โดย อ.น้ำนุ่น เผยว่า...

หากย้อนไปดูทีวีบ้านเราตอนนี้ เช่น ช่อง 3 จะเห็นว่าเริ่มนำละครเก่ามารีรัน ส่วนช่อง 7 รีรันได้สักพักใหญ่แล้ว และบางช่องอย่าว่าแต่รีรัน มีการไปเอาซีรีส์เกาหลี หรือซีรีส์จีนมาออนแอร์ โดยที่ไม่ผลิตละครอีกแล้ว ซึ่งจริงๆ มันเป็นมาสักพักแล้ว และดิฉันเองก็เคยเขียนเรื่องนี้ลง THE STATES TIMES เมื่อหลายปีก่อน และพอผ่านมาหลายปี เราก็ยังไม่เดินไปไหนเลย ในขณะที่รอบบ้านเราเริ่มเร่งเครื่องกันแล้ว 

อันที่จริงประเทศไทยเรามีทรัพยากรที่ดีและมีคนที่เก่ง แต่เวลาเราจะพัฒนาอะไร ควรต้องไปด้วยกันทั้ง ‘อุตสาหกรรม’ จะพัฒนาไปแค่ภาคอุตสาหกรรมที่เป็นสถานี หรือเป็นช่องที่ผลิตไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เปรียบเหมือนวงการกีฬา ที่บางชนิดกีฬามักไม่ได้รับความนิยมเหมือนกันกับกีฬาหลักๆ 

ทีนี้ถ้าหากหันไปมองเกาหลีใต้ เราก็ต้องยอมรับว่า เขามีนโยบายในการสนับสนุน Soft power ล่วงหน้าก่อนเรามาราว 20 ปีที่แล้ว แปลว่าเขาไม่ได้เกิดจากความฟลุ้ก แต่เกิดได้จากสิ่งที่รัฐบาลได้วางนโยบายไว้ว่าเขาต้องการจะผลักดัน Soft power ผ่านซีรีส์ ผ่านละครต่าง ๆ และก็ทําอย่างเป็นระบบ

หลังจากนั้น พอมันบูม ก็จะเริ่มมีเงินหมุนเวียนเข้ามาในอุตสาหกรรม ทําให้เขาพัฒนาได้ต่อเนื่องและไปไกลก่อนเรามาก มากขนาดที่สามารถเข้าไปตีได้ทุกตลาดและทุกช่วงเวลา อย่างตอนที่โควิด19 ระบาดหนัก เขาก็สามารถนำซีรีส์ต่างๆ เข้าเจาะช่องทางอย่าง Netflix ที่กินเวลาชีวิตผู้คนในช่วงนั้นได้ทันที เพราะเนื้อหา โปรดักชัน มีความน่าติดตาม พอ Netflix เห็นแบบนี้ ก็กล้าให้เงินสนับสนุนมาทำ ทำให้มีเงินทุนหนุนเข้าสู่อุตสาหกรรมซีรีส์เกาหลีใต้ได้หลากหลายทาง

"วันนี้อุตสาหกรรมรอบข้างไทยอย่างเกาหลีและจีน มีซีรีส์มหาศาลที่พร้อมเทมาบ้านเรา ยิ่ง Netflix ที่เพิ่งประกาศลงทุน 85,000 ล้านบาท เพื่อสร้างคอนเทนต์เกาหลี ซึ่งเป็นการลงทุนเพิ่มขึ้นสองเท่าจากปี 2016 เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าคนทั่วโลกดูคอนเทนต์จากทางเกาหลีมากที่สุด ก็ยิ่งทําให้ Netflix กล้าเอาเงินไปลงทุนกับทางฝั่งของเกาหลีค่อนข้างมากขึ้น ซึ่งนั่นก็จะทำให้เราต้องเจอคอนเทนต์เกาหลีไหลเทตามมาอีกมากมาย”

"ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า การที่เขาแข็งแรงและได้รับการตอบรับจากผู้ชมไม่ใช่แค่คนไทยนั้น ล้วนมาจากเนื้อหาที่เป็นจุดเด่น ซึ่งมันใหม่และแตกต่าง ขณะเดียวกันกองเซ็นเซอร์ของเขาน้อยกว่าบ้านเรา อย่างบ้านเราเห็นเหล้าไม่ได้ แต่เกาหลีกระดกโซจูโชว์ จนทําให้โซจูกลายเป็น Soft power ของเกาหลีไปโดยอัตโนมัติ แต่บ้านเรายังมีข้อจํากัดอีกหลายอย่างที่แตะประเด็นอ่อนไหวไม่ได้อย่างเราจะพูดถึงประเด็นพระในวัดอีกมุมหนึ่ง ที่เราเห็นข่าวว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ทําไมพอเป็นหนังกลับสร้างไม่ได้ คือประเทศไทยมีการปิดกั้นในการสร้างเนื้อหา เพราะมีกองเซ็นเซอร์”

"ดิฉันไม่ได้ต้องการจะบอกว่าอะไรผิดหรือถูก แต่การทำงานของพวกเขา (เกาหลีใต้) อยู่ภายใต้การทําอะไรที่ได้มากกว่าบ้านเรา มันเลยไม่ไปจํากัดความคิดสร้างสรรค์ของคนทํางาน และนั่นก็ทำให้หลายๆ อย่างในซีรีส์เกาหลีที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากตัวซีรีส์ กลายเป็น Soft power ไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็น อาหาร การแต่งกาย วัฒนธรรม หรือสถานที่ท่องเที่ยว ที่ถูกสอดแทรกเข้าไป"

อย่างไรก็ตาม อ.น้ำนุ่น ก็เริ่มเห็นสัญญาณที่เริ่มดีขึ้นในไทย หลังจากเริ่มมีหน่วยงานในไทยพยายามเข้ามาสนับสนุน Soft Power ในเชิงอุตสาหกรรมบันเทิง ผ่านกระแส T-pop ที่เริ่มขยายวง ควบคู่ไปกับการรีรันละครที่ขายได้ตลอด เช่น บุพเพสันนิวาส หรือ ทองเนื้อเก้า ซึ่งเป็นละครดีรีรันกี่ทีก็ยังขายได้ รวมถึงละครรีเมกบางเรื่องที่ยังตราตรึงหัวใจคนไทยอยู่

ยิ่งไปกว่านั้น คนไทยยังเปิดรับคอนเทนต์ดีๆ เสมอ และฐานคนดูก็ไม่ได้น้อยลง แต่อย่างใด ยกตัวอย่าง เช่น ‘มาตาลดา’ ตอนจบมีการรับชมผ่านออนไลน์ 7 แสนกว่าวิว ซึ่งไม่น้อยเลย…เขาแค่เปลี่ยนช่องทางในการรับชม แปลว่าคนดูไม่ได้ดูน้อยลง และประชากรพร้อมดู คำถาม คือ คุณพร้อมที่จะเสิร์ฟผลงานให้เขาได้ดูหรือเปล่าเท่านั้นเอง ในระยะนี้อาจจะได้เห็นละครรีรันเพราะช่องอยากจะลดค่าใช้จ่าย เนื่องจาก ‘เงินเฟ้อ’ ขึ้นตามสถานการณ์โลก ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เลยแพงขึ้น ค่าออกกองแพงขึ้น ก็เลยไม่แปลกที่เห็นละครรีรัน แต่ในอนาคตพอมันกลับมาอยู่ในสภาวะปกติ เราควรจะได้เห็นละครน้ำดีใหม่ๆ เยอะขึ้น

เมื่อถามถึงแนวโน้มในเมืองไทยกับการลดกำลังผลิต การลดค่าตัว หรือละครรีรันที่ถูกรีรันอยู่เรื่อยๆ ตอนนี้ จะลากยาวไปอีกนานแค่ไหน? อ.น้ำนุ่น มองว่า...

"เรื่องนี้ต้องมอง 2 มุม อย่างมุมแรกการนำละครฮิตมารีรัน มันคือช่วงโควิด-19 ด้วยส่วนหนึ่ง เพราะออกกองไม่ได้ เขาก็เลยต้องรีรันละคร ส่วนสถานการณ์จะเป็นอีกนานไหม มันต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของสถานี อาจจะบอกไม่ได้ เพราะส่วนหนึ่งเราไม่ใช่คนที่อาจจะอยู่ในฝั่งของการออกนโยบายของสถานี”

"แต่อีกมุมหนึ่ง มองว่า ช่องกําลังหยั่งเชิงอะไรอยู่หรือไม่ ว่าละครประเภทไหนกําลังจะมา…เช่นตอนนี้เอาบุพเพสันนิวาสมาปูก่อน อาจจะเป็นไปได้ว่าเขาจะมีบุพเพสันนิวาส 2 หรือเปล่า นั่นก็คือ 'พรหมลิขิต' ซึ่งตรงนี้อาจเป็นการปูทางเพื่อดูว่าคนยังสนใจละครแนวนี้อยู่หรือไม่...สิ่งนี้น่าสนใจ”

"ส่วนเรื่องค่าตัวนักแสดงหรือทีมงานอันนี้ คงตอบยาก เพราะเท่าที่พอทราบ เบื้องหน้าเขายังรู้สึกว่ารายได้หรือค่าตัว ยังไม่คุ้มกับการทํางานของเขา แต่ก็มีข่าวออกมาว่า คนเบื้องหน้าบางรายอาจจะได้ค่าตัวที่มันสูงแล้ว จนทําให้การรับงานมันน้อยลง"

ส่วนข้อคำถามที่ว่า ‘คนกลัวว่าถ้าทําละครมาแล้วดาราไม่ดัง จะขายยาก แล้วนักแสดงหน้าใหม่จะเกิดได้ยังไงนั้น? อ.น้ำนุ่น มองว่า...

"จริง ๆ แล้ว เราจะเห็นว่าทุกช่อง มีการปูนักแสดงหน้าใหม่ไว้อยู่แล้ว เวลาจะมีละครสักเรื่องหนึ่ง นักแสดงหน้าใหม่คงไม่ได้เล่นเลยหรอก แต่จะไปเป็นตัวสองตัวสามก่อน เพื่อดูกระแส หรือเอานักแสดงเบอร์ใหญ่มาเพื่อเล่นประกบคู่บทพระ-นาง ซึ่งมันจะเป็นการ ‘หมุนเวียนคน’ แต่ถ้าทั้งเรื่องเป็นนักแสดงใหม่หมดเลย...มันยาก!! นอกจากซีรีส์ ซีรีส์ที่เราดูกันทางช่อง GMM25 หรือ ONE ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของเขาคือ ‘วัยรุ่น’ จะเป็นคนละแบบ อันนั้นเราอาจจะได้เห็นนักแสดงหน้าใหม่ที่เขาไปตีตลาดออนไลน์ ขายจิ้น และพอไปตีตลาดทางออนไลน์ได้ระดับหนึ่งแล้ว ก็ค่อยกลับเข้ามาเล่นในช่องสถานี ซึ่งเราก็จะได้เห็นการเติบโตของนักแสดงที่มาจากสายวายและเซ็นสัญญากับทางช่อง ในเชิงของละครโดยเฉพาะละครหลังข่าว ภายใต้การประกบกันระหว่างนักแสดงเก่ากับนักแสดงใหม่ ที่มาเล่นรวมคละๆ กัน เพื่อให้เกิดการส่งต่อระหว่างรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง”

ท้ายสุด อ.น้ำนุ่น ยังได้แนะนำให้วงการละครไทยคิดต่ออีกด้วยว่า "โอกาสของละครไทย กับทิศทางการซื้อลิขสิทธิ์ละครเกาหลีเข้ามาทำใหม่ อาจจะไม่ได้ต่อยอดอะไรให้กับช่องได้จริง เพราะการสร้างละครเอง มันได้ทั้งเรตติ้ง ได้ทั้งโฆษณา ได้ทั้งลิขสิทธิ์เป็นของตน ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การปั้นนักแสดงให้ดัง แล้วไปเก็บกินข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ พรีเซนเตอร์ ดังนั้นส่วนตัวก็ยังเชื่อว่าละครหลังข่าวของบ้านเรา คงจะยังไม่ยอมให้ซีรีส์เกาหลีมาทดแทนช่วงเวลานี้ในช่วงระยะเวลาอันใกล้"

‘ลดภาษี-อุดหนุนเงินเข้ากองทุน’ ทางออกปัญหา ‘พลังงานแพง’ ช่วยลดภาระ ปชช. ควบคู่สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ

(6 ก.ย. 66) ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนโยบายจัดการด้านพลังงาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ ผ่านรายการ ‘คุยข่าว ถึงเครื่อง’ ประจำวันที่ 6 ก.ย. 66 เผยแพร่ผ่านช่องทางรับชมในเครือ THE STATES TIMES, คุยถึงแก่น, เปรี้ยง, NAVY AM RADIO/ MAYA Channel ช่อง 44 และ FM101 โดยมี นายปรเมษฐ์ ภู่โต สื่อมวลชนอาวุโส พิธีกร ผู้ประกาศข่าวรายการคุยถึงแก่น เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยสาระสำคัญจาก ดร.พรายพล ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่า…

“สำหรับการจัดการเรื่องราคาน้ำมัน ทางเดียวที่เห็นได้ชัดในตอนนี้คือรัฐบาลต้องเข้ามาอุดหนุน จะทั้งทางลดภาษีสรรพสามิต หรือการอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็ได้ทั้งนั้น อีกทั้งอยู่ในอำนาจของรัฐบาลที่จะทำได้ด้วย ที่พูดมานี้หมายถึงตัวน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นน้ำมันที่มีความจำเป็นในการขนส่ง รถโดยสาร”

ดร.พรายพล กล่าวว่า ปัจจุบันนี้รัฐได้อุดหนุนน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อช่วยควบคุมให้ราคาน้ำมันไม่สูงขึ้น โดยอุดหนุนอยู่ที่ลิตรละ 5.60 บาท แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็เก็บภาษีสรรพสามิตลิตรละเกือบ 6 บาท ถ้าเทียบดูแล้ว ฟากที่รัฐเก็บเข้ามาและจ่ายออกไปก็พอ ๆ กัน โดยสรุปก็คือรัฐเก็บภาษีได้ไม่กี่สตางค์ต่อลิตร 

ส่วนทางด้านของน้ำมันเบนซิน ในขณะนี้มีการเก็บภาษีเต็มที่คือ 5 บาทกว่า ๆ ต่อลิตร และอุดหนุนเข้ากองทุนลิตรละประมาณ 2 บาทกว่า ๆ อาจจะฟังดูไม่เป็นธรรม แต่หากมองราคาที่หน้าปั๊มจะเห็นว่า ราคาขายปลีกของเบนซินสูงกว่าดีเซล

ดร.พรายพล กล่าวต่อว่า แนวคิดรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา จะมองว่าคนที่ใช้เบนซินจะเป็นคนที่มีกำลังจ่ายมากกว่าคนที่ใช้น้ำมันดีเซล เพราะการใช้น้ำมันดีเซลจะใช้ในรถบรรทุก ขนส่ง รถโดยสาร ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ จึงนำเงินมาช่วยอุดหนุนมากหน่อย แต่น้ำมันเบนซินใช้ในรถยนต์ส่วนตัว รถที่มีราคาแพง จึงมีการอุดหนุนที่น้อยกว่า 

เมื่อถามว่านอกเหนือจากภาษีที่ต้องจัดการ โครงสร้างราคาน้ำมันส่วนไหนที่สามารถจัดการได้อีกบ้าง เพื่อให้ราคาน้ำมันถูกลง ดร.พรายพล กล่าวว่า จะต้องดูให้ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพลังงาน ส่วนเรื่องของค่าการกลั่นที่เคยเป็นประเด็นก็ควรจับตาดูด้วยเช่นกัน ซึ่งจะมีการขยับขึ้นลงเสมอ ๆ และแม้ทั่วโลกจะมีค่าการกลั่นสูงเหมือนกันหมด แต่ก็น่าคิดว่าจะทำให้ค่าการกลั่นลดลงได้หรือไม่ สำหรับปีนี้ก็ลดลงต่ำกว่าปีที่แล้ว แต่แนวโน้มในช่วง 10 ที่ผ่านมาก็ยังสูง แต่คิดว่าก็น่าจะมีแนวทางที่จะลดลงได้

ส่วนค่าการตลาดที่ผ่านมาถือว่าไม่สูงเท่าไหร่ เฉลี่ยแล้วลิตรละ 2 บาท หากจะให้ลดลงอีกก็คงลดได้ไม่มากเท่าไหร่ เพราะก็ต้องมีช่องให้ผู้ประกอบการทำกำไรด้วย หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านก็อยู่ในเกณฑ์ใกล้ ๆ กัน 

เมื่อถามว่าจากนโยบายของพรรคการเมืองหนึ่งที่จะเปิดโอกาสให้นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเสรีในประเทศไทย ก่อนหน้านี้ไม่มีการอนุญาตให้นำเข้าเสรีใช่หรือไม่?

ดร.พรายพล กล่าวว่า เท่าที่ผมทราบ ค่อนข้างเปิดกว้างและเสรี ยกเว้นแต่เพียงก๊าซหุงต้ม ส่วนที่เหลือไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย การเสรีค้าในที่นี้หมายถึงเสรีภายใต้กรอบกฎหมาย และผู้นำเข้าจะต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะไปนำเข้ามาขาย เพราะก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย เพราะน้ำมันเป็นวัตถุอันตราย หากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็จะเป็นเรื่องใหญ่

อีกเรื่องที่ต้องระวังคือเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ เช่น หากเราไปซื้อน้ำมันจากรัสเซียในราคาถูก ก็อาจจะโดนจับตามองจากประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก เพราะตอนนี้มีการคว่ำบาตรกันอยู่ 

สำหรับประเด็นราคาก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในอ่าวไทย ประชาชนซื้อราคาสูงมาก แต่กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีซื้อในราคาถูก สามารถแก้เขาให้มีราคาเท่ากันได้หรือไม่? ดร.พรายพล กล่าวว่า การปรับราคาก๊าซธรรมชาติให้มีราคาถูกเท่ากันก็มีวิธีการทำให้เป็นไปได้ ซึ่งก็หมายความว่า ผู้ประกอบการที่ขายแก๊สก็ต้องมีรายได้ลดลง และต้องเป็นการหารือระหว่างรัฐและผู้ประกอบการ ส่วนบริษัทรัฐวิสาหกิจก็ต้องทำตามนโยบายของรัฐบาล แต่ก็ต้องเห็นใจให้เขาสามารถทำกำไรได้ด้วย

เมื่อถามว่าจะบริหารจัดการให้เกิด ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ สามารถทำได้อย่างไรบ้าง? ดร.พรายพล กล่าวว่า ความมั่นคงในที่นี้คือการมีปริมาณที่เพียงพอและมีคุณภาพที่ยอมรับได้ โดยต้องดำเนินการอยู่บนพื้นฐานอำนาจของรัฐ เช่น ด้านภาษี หรือกลไกของกองทุนน้ำมัน เพราะหากออกนโยบายที่กดดันทางผู้ประกอบการมากเกินไป ก็อาจจะไม่มีเสถียรภาพในการให้บริการและไม่เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงานตามมาได้

ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่านายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะใช้มาตรการหรือวิธีการใดในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top