Tuesday, 28 July 2026
TheStatesTimes

‘สมจิตร’ เปิดใจทั้งน้ำตา ภรรยาป่วย ลูกสมาธิสั้น สุดท้ายพยายามคิดบวก อนาคตมันอาจจะดีขึ้น

(5 ก.ย.66) ‘บอย พิษณุ’ เผยคลิป ‘ไม่ได้สู้แค่บนสังเวียน แต่ ‘พี่สมจิตร’ คือเซียนชีวิตจริง!’ เปิดใจ ‘สมจิตร จงจอหอ’ เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก เล่าเรื่องราวชีวิตครอบครัวตอนหนึ่งกลั้นน้ำตาไม่ไหวร้องไห้ออกมา โดยเผยถึงอาการป่วยหนักก่อนหน้านี้ของ ‘อุ๋ม ศศิธร’ ภรรยาที่ป่วยเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) รักษามา 2 ปีกว่าแล้ว ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการกินการอยู่ ออกโรงพยาบาลมาก็ต้องดูแลเรื่องอาหาร การหลับนอน ใส่ใจเรื่องจิตใจเขา ฟื้นฟูเร็ว กินยาเป็นกำๆ ก็ลดน้อยลง ดูแลเขาเต็มที่เป็นปี ยิมปิดไปเลย โฟกัสที่ภรรยา เรื่องราวสะสม เราดูแลฟื้นฟูเร็ว ตอนนี้กลับมา 80-90 เปอร์เซ็นต์

การแต่งงานกันต้องอยู่กันไปจนแก่ตาย แม้ระหว่างทางจะมีทะเลาะกัน แต่สุดท้ายเราปรับความเข้าใจกันหักลบกันไป มันต้องอยู่จนแก่เฒ่า จนมีใครคนหนึ่งตายไป ต้องอยู่กันให้ได้ในความรักที่มีต่อกันทุกวัน มีกำลังใจให้กันทุกวัน

ถามถึง ‘กำปั้น’ ลูกชาย อยู่ปี 3 แล้ว เรียนสาขาอะไร ‘สมจิตร’ ตอบว่า ผมไม่ค่อยจะบอกรายการไหน กำปั้นเขาอายุ 22 ปี แต่ไอคิวเขาประมาณเด็ก 10 กว่าขวบ 15-16 เหมือนเด็กสมาธิสั้น แต่เขาเรียนพูดภาษาอะไรได้เก่ง แต่บวกลบคูณหารเลขไม่ได้เลย ความจำตรงนั้นไม่ได้เลย เรียนอยู่ได้เกรด 1 กว่า ไม่ถึง 2 เป็นคนร่าเริง เพื่อนเยอะ แต่สุดท้ายพอปี 3 จะขึ้นปี 4 ครูบอกว่าเรียนไม่ได้เพราะสมองน้องไปไม่ได้ ก็เลยต้องดรอป

นักชกเหรียญทองในตำนานสุดกลั้นน้ำตา เผยว่า “เมียก็ป่วย ลูกก็เป็นยังงี้ แต่สุดท้ายผมคิดบวก สุดท้ายมันอาจจะดีก็ได้ ถ้ากำปั้นเป็นเด็กเหมือนธรรมดา อายุ 22 ป่านนี้กำปั้นดื่มเหล้า ขับรถซิ่ง ขี่มอเตอร์ไซค์แว้น ดูดบุหรี่ 100 เปอร์เซ็นต์ ผมอายุ 22 เหมือนเขาผ่านมาแล้ว แต่เขาอายุ 22 สมองเขาเป็นเด็กเขาอยู่กับพ่อกับแม่ รอพ่อเหมือนเด็ก เป็นเด็กดีร่าเริง อัธยาศัยดี ทุกคนรักเขาหมด”

“แสดงว่าสิ่งที่เป็นโชคร้ายสำหรับผม ก็เป็นโชคดีสำหรับผมส่วนหนึ่ง มันเป็นเรื่องราวที่เขาอาจจะกำหนดมา แต่สิ่งที่มันเจอเนี่ย อยู่ที่เราจะปรับมันยังไง เราจะอยู่กับมันยังไง อยู่กับครอบครัวที่เมียป่วย ลูกก็ได้เท่านี้ คิดไปแล้วได้อะไร เราคิดแง่บวกดีกว่า ถ้าเราคิดลบ ผมว่าชีวิตมันก็จะลบไปเรื่อยๆ เราก็จะท้อแท้ การงานที่เราทำก็ไม่มีสมาธิ เวลาไปทำงานต่างจังหวัดหรือเล่นละครถ้าคิดเรื่องครอบครัว เรื่องทุกข์จะทำงานไม่ได้”

‘สมจิตร’ บอกอีกว่า ผมจริงจังกับการทำงานปลูกฝังจากการเป็นนักมวย พอครอบครัวเป็นแบบนี้ เรารู้สึกว่าเราโอเค เราตัดเรื่องนี้เอาไว้ สุดท้ายเราก็จะมีเรื่องอื่นมาทดแทน ไม่เสียใจ ไม่เสียดายเลยที่เป็นแบบนี้ มีลูกสาวอีกคน ‘จันทร์เจ้า’ ที่เขาก็เก่ง คนนี้เก่ง

“สิ่งที่เราได้คือได้ลูกอยู่กับเรา กำปั้นเรียนไม่จบไม่เป็นไร มันไม่ใช่เรื่องของการเอาใบปริญญามาให้พ่อแล้วพ่อจะภูมิใจ แต่เราภูมิใจที่เขาเป็นคนที่รักครอบครัว ส่วนจันทร์เจ้า เก่งหลายเรื่อง หัวไว เรียนเก่งเลย ระดับท็อปๆ ของห้องเลย แต่ว่าขี้เกียจ ขี้เกียจทำความสะอาดห้อง แต่ทำไมมันเรียนได้ ยังงง”

‘แบงค์ แคลช’ โชว์ภาพสวมแหวนนิ้วนางสาวปริศนา ‘นานา ไรบีนา’ โผล่ยินดี พร้อมเปิดวาร์ปเบาๆ

เรียกได้ว่าเป็นโพสต์เซอร์ไพรส์ที่ทำเอาเหล่าคนบันเทิงและแฟนคลับแซ่ซ้องแห่กรี๊ด แห่ยินดีกันอย่างล้นหลามเลยทีเดียว สำหรับโพสต์ล่าสุดบนอินสตาแกรมของนักร้อง-นักแสดงหนุ่ม ‘แบงค์ ปรีติ บารมีอนันต์’ หรือ ‘แบงค์ แคลช’

ที่วันนี้ (5 ก.ย. 66) หนุ่มแบงค์ได้ออกมาโพสต์ภาพสุดหวานสวมแหวนเพชรเม็ดงามอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายของสาวปริศนา พร้อมกับเขียนแคปชันซึ้งปนโรแมนติกว่า “แหวนวงหนึ่งที่ผมทำไว้ เผื่อจะใส่ให้ใครสักคน...”

ซึ่งหลังจากที่หนุ่มแบงค์ได้เผยโพสต์ดังกล่าวไปแล้วนั้น ก็มีบรรดาเพื่อนพ้องและแฟน ๆ แห่คอมเมนต์แสดงความยินดีพร้อมกับชมแหวนสวยกันอย่างคับคั่ง

นอกจากนี้เพื่อนรักอย่าง ‘นานา ไรบีนา’ ก็ยังได้เข้ามาแสดงคาวมยินดี พร้อมกับแอบเปิดวาร์ปเจ้าของมือปริศนาผ่านทางคอมเมนต์ด้วยว่า... “Follow อยู่คนเดียวเลยนะ ยินดีด้วยเพื่อน”

เจอสาวนานาชี้เป้ามาขนาดนี้แล้ว ทางเราก็ไม่พลาดเข้าไปส่องดูสักหน่อย แล้วก็พบว่าเจ้าของหัวใจหนุ่มแบงค์นั้นมีชื่อเสียงเรียงนามว่า ‘กุ๊กกิ๊ก มรกต’ แถมออร่าความสวยก็มาเต็มแบบ 10 เต็ม 10 สุดๆ

Wongnai ผนึก LINE เข้าซื้อ Rabbit LINE Pay จากผู้ถือหุ้นเดิม ปั้นบริการคลุม ‘สั่งอาหาร’ จนถึง ‘กู้เงิน’ พร้อมท้าชน ‘e-Wallet-เป๋าตัง’

(5 ก.ย. 66) นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai และ ดร.พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE ประเทศไทย ได้ร่วมเปิดเผยภายหลังจาก LINE MAN Wongnai และ LINE ได้เข้าซื้อ Rabbit LINE Pay (RLP) จากผู้ถือหุ้นเดิม และทำให้ LINE MAN Wongnai กลายเป็นถือหุ้นสูงสุดใน RLP ว่า...

หากเป็นคนกรุงเทพฯ ที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS บ่อยๆ เชื่อว่าก็คงจะใช้บริการ Rabbit LINE Pay (RLP) แน่นอน ซึ่ง Rabbit LINE Pay นั้นเป็นแพลตฟอร์มที่เกิดจาก LINE Thailand ร่วมมือกับทาง Rabbit Card และ mPay แพลตฟอร์มบริการทางการเงินของ AIS เข้ามาลงทุนร่วมกันเมื่อปี 2018 โดยทั้ง 3 พาร์ตเนอร์นั้นถือหุ้นเท่าๆ กัน

โดยจุดเด่นของ Rabbit LINE Pay ก็คือ การใช้งานผ่านแพลตฟอร์ม LINE ได้เลยโดยไม่ต้องโหลดแอปฯ เพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการซื้อตั๋ว BTS, ซื้อสินค้าใน LINE เช่น สติกเกอร์ รวมไปถึงร้านค้าชั้นนำต่าง ๆ ทั้งนี้ ตัวเลข ณ ปี 2022 Rabbit LINE Pay มีจำนวนผู้ใช้กว่า 10 ล้านราย

แม้จะไม่มีการเปิดเผยถึงมูลค่าการเข้าซื้อหุ้น RLP ต่อจาก แอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด และ บริษัท แรบบิทเพย์ ซิสเทม จำกัด แต่ ยอด เผยว่า LINE MAN Wongnai เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยเชื่อว่า RLP นั้นเป็นส่วนสำคัญในการทำธุรกิจของ LINE MAN Wongnai โดยเปรียบเสมือน น้ำมันหล่อลื่น ให้กับธุรกิจ เพราะในทุกบริการต้องใช้ระบบเพย์เมนต์ นอกจากนี้ ยอด ยังมองว่า ตลาดอีเพย์เมนต์ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก

“ทุกบริการของ LINE MAN Wongnai ไม่ว่าจะเป็น Food, Taxi Messengers หรือ LINE เองก็มีบริการอีคอมเมิร์ซอย่าง LINE Shopping และทุกอย่างต้องใช้ระบบเพย์เมนต์ทั้งหมด ดังนั้น RLP จะมาช่วยให้บริการต่างๆ มันไร้รอยต่อ (Seamless) มากขึ้น” ดร.พิเชษฐ กล่าวเสริม

ทั้งนี้ ในแง่ขององค์กร RLP ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทั้งออฟฟิศและพนักงาน ในส่วนของผู้ใช้ก็เช่นเดียวกัน บริการไหนที่เคยใช้ได้ก็ยังใช้ได้ตามเดิม ไม่ว่าจะเติมเงินขึ้นรถไฟฟ้า BTS หรือการใช้จ่ายผ่านร้านค้าพันธมิตร ดังนั้น สิ่งที่ผู้บริโภคอยากรู้คือ บริการใหม่ที่จะได้เห็น

โดย ดร.พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา ได้กล่าวเสริมว่า จะมีบริการใหม่ๆ เกิดขึ้นแน่นอน อย่างน้อยที่จะได้เห็นก็คือ สิทธิพิเศษที่มากขึ้น หากใช้งาน RLP ผ่าน LINE หรือ LINE MAN รวมถึงความเป็นไปได้ของบริการ กู้เงินออนไลน์ เพราะทาง LINE เองก็มี LINE BK บริการทางการเงินแบบ Social Banking ของบริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างบริษัท กสิกร วิชั่น จำกัด (บริษัทในเครือของธนาคารกสิกรไทย) และบริษัท ไลน์ ไฟแนนเชียล เอเชีย (LINE Financial Asia) อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีแผนชัดเจนว่าจะเห็นบริการใหม่ ๆ เร็วสุดเมื่อไหร่

“อาจยังไม่ชัดเจนว่าจะมีบริการอะไรใหม่ ๆ แต่เราจะพยายามดันทรานซ์แซ็คชั่นของทั้ง LINE MAN Wongnai และ LINE เข้าไปใช้ใน RLP ให้ได้มากที่สุด แต่เราอยากให้คนเข้ามาในแพลตฟอร์มของเราแล้วทำได้ทุกอย่างตั้งแต่สั่งอาหารจนถึงกู้เงิน” ดร.พิเชษฐ กล่าว

ด้าน ยอด ได้กล่าวด้วยว่า แม้ว่าตลาดอี-วอลเลตปีนี้ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง ดอลฟิน วอลเลต จะหายไป แต่การแข่งขันก็ไม่ได้ลดน้อยลง โดยตลาดอีเพย์เมนต์ยังมีความท้าทายจาก พร้อมเพย์ ที่ทำให้ทุกอย่างใช้งานได้อย่างเปิดกว้าง นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์ม เป๋าตัง ของรัฐบาล ดังนั้น การแข่งขันจึงกว้างมากเพราะมีทั้งธนาคารและแพลตฟอร์มอีวอลเลต ซึ่ง RLP ก็อยากจะเป็นผู้เล่นหลักของตลาดไทย ดังนั้น การมีบริการต่าง ๆ เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคยังใช้งานเป็นโจทย์ที่สำคัญ

“อย่างเป๋าตังเขาก็มีบริการซื้อสลากออนไลน์เพื่อดึงดูดให้ใช้งาน นี่ก็เป็นโจทย์ของเราว่านอกจากบริการที่มีที่ผู้บริโภคใช้อยู่แล้ว เราจะเพิ่มอะไรเข้าไปได้อีก”

อย่างไรก็ตาม ทิศทางของตลาดอีเพย์เมนต์ มีแต่ขาขึ้นไม่มีทางลง ตลาดจะใหญ่ขึ้นอีกเพราะผู้บริโภคใช้งานชินตั้งแต่เกิดโควิดระบาด คนใช้เงินสดน้อยลง เพียงแต่ตลาดยังไม่มาชัวร์ เพราะยังมีผู้เล่นที่ออกจากตลาดไปและยังมีผู้เล่นใหม่ๆ เข้ามา

ปัจจุบัน แม้บริการ RLP จะยังไม่ทำกำไร โดยในปี 2565 รายได้รวม 319.63 ล้านบาท ขาดทุน 156.65 ล้านบาท แต่ในส่วนของผู้ใช้ยังคงเติบโต โดย ยอด เชื่อว่า ต้องทำให้ RLP มีกำไร และเติบโตในฐานะ STAND ALONE COMPANY ที่แข็งแกร่งให้ได้

“ชมรมลมวิเศษ” จับมือ “กลุ่มเซ็นทรัล” และ “มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ” จัดโครงการประกวดนวัตกรรมแก้ไขปัญหาฝุ่นจิ๋ว สู่ลมหายใจวิเศษ ชิงถ้วยพระราชทาน “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”

นับวันฝุ่นควันพิษจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ทั้งในปัจจุบันและภายหน้าอย่างต่อเนื่องและรุนแรง “ชมรมลมวิเศษ” หนึ่งในโครงการอุ่นใจ ภายใต้ แพทยสมาคมฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตระหนักดีว่าสิ่งที่สำคัญมากกว่าปัจจัย 4 คือ “ลมหายใจและอากาศที่สะอาดบริสุทธิ์” จึงร่วมกับ “กลุ่มเซ็นทรัล” และ “มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ” จัด “โครงการประกวดนวัตกรรมแก้ไขปัญหาฝุ่นจิ๋ว สู่ลมหายใจวิเศษ” ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการที่ทุกคนจะได้มีส่วนร่วมในการแสดงออกถึงไอเดียที่สร้างสรรค์ เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นจิ่ว PM2.5 เพื่อเป็นเวทีในการคิดค้น พัฒนา และ ต่อยอดนวัตกรรมต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นจิ๋ว หรือ PM2.5 ในประเทศไทย พร้อมเปิดให้ส่งเอกสารนำเสนอแนวคิดหรือผลงานหรือสิ่งประดิษฐ์ ภายในวันที่ 30 กันยายน 2566 เวลา 12.00 น. ที่อีเมล [email protected]

งานแถลงข่าวครั้งนี้ นำโดย สุพัตรา จิราธิวัฒน์ ในฐานะประธานชมรมลมวิเศษ และ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และภาพลักษณ์ กลุ่มเซ็นทรัล, รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา ประธานที่ปรึกษาชมรมลมวิเศษ และ รศ.ดร. สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมแถลงรายละเอียดโครงการประกวดนวัตกรรมแก้ไขปัญหาฝุ่นจิ๋ว พร้อมเปิดประเด็น “ความสำคัญของปัญหา PM2.5” โดย นพ.สุขุม กาญจนพิมาย นายกแพทยสมาคมฯ 

สุพัตรา จิราธิวัฒน์ ในฐานะประธานชมรมลมวิเศษ กล่าวถึงวัตถุประสงค์การประกวดว่า “โครงการประกวดนวัตกรรมแก้ไขปัญหาฝุ่นจิ๋วสู่ลมหายใจวิเศษ ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (The Magic Breath Innovation Contest-MBIC) ครั้งที่ 1” จัดขึ้นเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและสุขภาพในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อเป็นเวทีให้เยาวชนไทยและผู้ที่สนใจได้ใช้เป็นเวทีในการคิดค้น พัฒนา และต่อยอดนวัตกรรมต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นจิ๋วหรือ PM2.5 ในประเทศไทย โดยนวัตกรรมที่จะสามารถนำมาใช้ในการประกวดอาจเป็นได้ทั้ง “นวัตกรรมด้านสังคมหรือนโยบาย” และ “นวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” โอกาสนี้จึงขอเชิญชวนให้มาช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้นด้วยกัน” 

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย นายกแพทยสมาคมฯ และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ชมรมวิเศษ กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพคนไทยไม่สามารถแก้ไขได้เพียงคนเดียว แต่เราต้องร่วมมือกันและแก้ไขปัญหาผ่านนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง เช่น ให้คนในชุมชนในจังหวัดร่วมมือกัน โครงการลมวิเศษเราทำกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง โครงการประกวดนวัตกรรมนี้เราจัดขึ้นเพราะเราเห็นว่าเรามีบุคลากรทางการแพทย์และผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการ แต่เราไม่สามารถแก้ปัญหาเพียงผู้เดียวได้ จึงต้องอาศัยนโยบายที่ช่วยกันคิดสร้างสรรค์ เมื่อได้นโยบายที่ดีมาแล้วจึงผลักดันสู่การแก้ปัญหาระดับประเทศและนานาชาติต่อไป การแก้ไขปัญหาก็จะเกิดความสำเร็จ

รศ.ดร. สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวถึง บทบาทของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งมีพันธกิจที่ชัดเจนที่จะดำเนินกิจกรรมต่างๆ โดยมุ่งเน้นในการสร้างประโยชน์เพื่อสังคมและส่วนรวมเป็นอันดับหนึ่ง จึงได้รวบรวมนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ทั้งในด้านวิศวกรรมศาสตร์และด้านสังคม และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมในการจัดการประกวดนี้ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม โดยคาดหวังว่า โครงการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้คนไทยและสังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาจากฝุ่นละอองชนิดต่างๆ ในอากาศที่ทุกคนต้องหายใจ และหันมาร่วมมือร่วมใจกันในการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังและยั่งยืนต่อไป

รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาชมรมลมวิเศษ กล่าวว่า ลมหายใจเป็นของทุกคน การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา PM2.5 ที่จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก นี่จึงเป็นเวทีในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ร่วมกัน ถ้าเราคิดแบบเดิมและแก้ไขปัญหาด้วยวิธีเดิมๆ ปัญหานี้ก็จะวนกลับมาเรื่อยๆ ไม่รู้จบ นวัตกรรมในการแก้ปัญหาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราเลยอยากเปิดเวทีให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มาร่วมกันคิดนวัตกรรมนอกกรอบแบบสร้างสรรค์ มาร่วมแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษารวมถึงคนวัยทำงาน ตั้งแต่ 1-5 คน จะมีที่ปรึกษาหรือไม่มีก็ได้ โดยให้เขียนบทความสื่อสารสิ่งที่อยากทำลงมาในกระดาษ 1 หน้า A4 พร้อมภาพหรือคลิปประกอบแนวคิด โดยมี 2 หัวข้อให้เลือกทำตามความถนัด ได้แก่ “นวัตกรรมด้านนโยบาย” และ “นวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 

ผู้สนใจสามารถส่งผลงานได้ที่ e-mail: [email protected] ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 กันยายน 2566 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทาง “ชมรมลมวิเศษ” แพทยสมาคมอาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี เลขที่ 2 ซอยศูนย์วิจัย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310 โทรศัพท์ 02-318-8170 หรือ FB Fan Page : ชมรมลมวิเศษ - Magic Breath Thailand

'ดร.ภูมิวรินทร์' ที่ปรึกษาประธานวุฒิสภา รับโล่ศิษย์เก่าดีเด่น 'วันสถาบันพระปกเกล้า'

วันที่ 5 กันยายน 2566 ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค สมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า จัดงาน “5 กันยา วันสถาบันพระปกเกล้า” โดยวันที่ 5 กันยายน ถือเป็นวันสำคัญยิ่งสำหรับศิษย์สถาบันพระปกเกล้า เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2541 และยังเป็นวันที่มีการอนุมัติให้จัดตั้งสมาคมเเห่งสถาบันพระปกเกล้าขึ้น เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2544 อีกด้วย 

ดร.ธิติมา หล่อพิพัฒน์ นายกสมาคมฯ กล่าวว่า “งาน 5 กันยา วันสถาบันพระปกเกล้า เป็นงานประเพณี ที่จัดสืบเนื่องกันตลอดมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันคล้ายวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า เพื่อเเสดงมุทิตาจิตเเด่คณาจารย์สถาบันพระปกเกล้า เพื่อเชิดชูเกียรติองค์กร และศิษย์เก่าดีเด่น ที่สร้างคุณูปการต่อประเทศชาติ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในด้านการพัฒนาประชาธิปไตย และเพื่อเป็นการรวมพลังแห่งความสามัคคีของชาวสถาบันพระปกเกล้าทุกรุ่นทุกหลักสูตรในโอกาสเดียวกัน โดยในปีนี้ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา มาเป็นประธานในพิธี และเป็นองค์ปาฐกในการปาฐกถาพิเศษ”

ภายในงานจัดให้มีพิธีแสดงมุทิตาจิตแด่คณาจารย์ การปาฐกถาพิเศษ พิธีมอบรางวัลองค์กรดีเด่นและศิษย์เก่าดีเด่น การแสดงจากตัวแทนนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า และกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมาย

สำหรับรางวัลองค์กรดีเด่นสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้าในปีนี้ ได้แก่ คุณบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน), คุณเกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการบริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด และคุณสมศักดิ์ จิตติพลังศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัยโจ เดนกิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 

รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้าในปีนี้ ได้แก่ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, สว.ประยูร เหล่าสายเชื้อ สมาชิกวุฒิสภา, คุณกฤษณ์ อิ่มแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน), นายแพทย์เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้อำนวยการ โรงพยาบาลผู้สูงอายุ Chersery Home International, คุณวุฒิพงศ์ วนากุล กรรมการผู้จัดการบริษัท เอกยงวงศ์จำกัด, ดร.ภูมิวรินทร์ ชุณหะวงษ์วริศ ที่ปรึกษาประธานวุฒิสภา, คุณภารดี วรเกริกกุลชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเวอร์ซีส์ คาร์บอน ไรเซอร์ จำกัด, คุณธันยลักษณ์ พรหมมณี  เจ้าของกิจการ บริษัท พรหมมณี ฟาร์มาซูติคอล จำกัด, คุณอรรฆยา พลตื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิชั่นกลาส แอนด์ ดอร์ อินดัสเทรียล จำกัด และคุณรุ่งทิพย์ สูงสว่าง กรรมการบริหาร บริษัทนิวเทคโนโลยีอินฟอร์เมชั่น จำกัด

ภายในงาน มีทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของสถาบันพระปกเกล้าทุกรุ่น ทุกหลักสูตร มาร่วมงานประเพณีสำคัญประจำปี ในฐานะศิษย์สถาบันพระปกเกล้าอันทรงเกียรติแห่งนี้ 

ดร.ภูมิวรินทร์ ชุณหะวงษ์วริศ กล่าวว่า “ขอขอบคุณทางสถาบันพระปกเกล้า คณะกรรมการสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า ที่คัดเลือกผมได้รับรางวัล "ศิษย์เก่าดีเด่น" อันทรงเกียรติ ผมมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นศิษย์สถาบันพระปกเกล้า และก็ทำคุณประโยชน์ให้กับสถาบัน ในด้านของการพัฒนากีฬาและการเมือง จนถึงทุกวันนี้ยังสนับสนุนงานของสมาคม และสถาบันพระปกเกล้าอยู่ตลอด อยากให้พี่ๆ ที่จบไปแล้ว หรือน้องๆ ที่ศึกษาอยู่ นำองค์ความรู้มาร่วมกันช่วยพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุด

'สุปรีย์' เร่งผลักดัน Brand Province ทุกจังหวัด หลังนั่งประธานสภาเอสเอ็มอีคนใหม่ มุ่งนำพา SMEs สู่ BCG Model

วันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ที่ห้องประชุม ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME BANK สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 โดยมีภาคีเครือข่ายเข้าร่วมการประชุมกว่า 50 องค์กร

ซึ่งที่ประชุมมีมติเลือก คุณสุปรีย์ ทองเพชร นายกสมาคมการค้าวัสดุอุปกรณ์การพิมพ์ไทย เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานสภาเอสเอ็มอี วาระปี 2566–2568 ซึ่งมีนโยบายที่จะผลักดันเรื่อง Brand Province ทุกจังหวัด และการนำพา SMEs เข้าสู่ BCG Model ซึ่งเป็น Mega Trend ของโลก รวมทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามายกระดับศักยภาพของ SMEs ต่อไป ซึ่งได้รับเกียรติจาก คุณไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ ประธานกิตติมศักดิ์สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย มาร่วมเป็นสักขีพยานในการประชุม

โดยในวันดังกล่าว ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กับ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดย ท่านเรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย โดย นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย และสถาบันพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อสังคม โดย ดร.ภูชิสส์ ศรีเจริญ ประธานสถาบันพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อสังคม ในการการสร้างการรับรู้กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท บูรณาการและยกระดับความร่วมมือของวิสาหกิจกับภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีท่าน ดร.โฆสิต สุวินิจจิต ที่ปรึกษากรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เป็นพยาน

รวมทั้งพิธีประกาศเจตนารมย์เปิดศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน สถาบันพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อสังคม และสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย แขวงคลอง 12 (04) เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร และมอบป้ายศูนย์ โดยท่านเรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นประธานมอบ ซึ่งมีท่าน ดร.ธปภัค บูรณะสิงห์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และท่านไพโรจน์ จันทรอด ผู้อำนวยการเขตหนองจอก สำนักงานเขตหนองจอก เป็นพยาน

จากนั้น เป็นพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กับ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ด้านการส่งเสริม SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนและการพัฒนา SMEs

ซึ่งงานดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายสภาเอสเอ็มอีในการจัดงาน และหน่วยงานภาครัฐที่ส่งผู้แทนมาให้ข้อมูลด้านการส่งเสริม SMEs ได้แก่ สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) โดย คุณพิตรพิบูล ธีร์จันทึก ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) โดย คุณโมกุล โปษยะพิสิษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย กรมสรรพากร โดย ว่าที่ร้อยตรี อัครเดช เทียมเจริญ นักวิชาการภาษี ชำนาญการพิเศษ กรมสรรพากร และ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดย ว่าที่ร้อยโท ชีวีวัฒน์ หวานอารมณ์ นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการพิเศษ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งสภาเอสเอ็มอีเป็นองค์กรที่มีภาคีเครือข่ายกว่า 100 องค์กร มีสมาชิกรวมกันกว่า 8,000 กิจการ ในทุกธุรกิจและพันธมิตรหลายหลายองค์กร อีกทั้งมีประธานจังหวัดทุกจังหวัดเป็นผู้แทนในการประสานงานจากส่วนกลางไปยังภูมิภาคเพื่อขับเคลื่อนนโยบายจากสภาเอสเอ็มอีไปยัง SMEs ทั่วประเทศ

สอ.รฝ. จัดกำลังพล 100 นาย ร่วม ไทยออยล์ ตรวจสอบคราบน้ำมันชายหาดบางพระ

วันที่ 5 ก.ย.66 เวลา 13.00 - 17.00 น. กองทัพเรือ โดยหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) จัดกำลังพลจากกองพันต่อสู้อากาศยานที่ 12 กรมต่อสู้อากาศยานที่ 1 จำนวน 100 นาย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ไทยออยล์ ดำเนินการตรวจสอบคราบน้ำมัน และเก็บขยะบริเวณชายหาดบางพระ ระยะทาง 4 กม.  จากกรณีเหตุน้ำมันดิบชนิด ARUB Light Crude รั่วไหล บริเวณทุ่นรับน้ำมันของ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2566 ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ผลการตรวจสอบไม่พบคราบน้ำมันบริเวณชายหาดบางพระ

‘ติ๊ก เจษฎาภรณ์’ เปิดใจครั้งแรก หลังเจอดรามาโยงการเมือง ลั่น!! อยู่ที่คนจะตีความ แต่ต่อไปนี้จะระวังเรื่องโพสต์มากขึ้น

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 66 เรียกว่าไม่ได้มีการเคลื่อนไหวอะไรออกมาเลย หลังจากอยู่ผู้จัดหนุ่ม ‘ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี’ โดนทัวร์ลงหลังโพสต์ข้อความลงในทวิตเตอร์ (X) ไว้ว่า “ในความมืดมิด…ไม้ขีดไฟแค่ 1 ก้านที่จุดติด คนนับล้านในรัศมีไกลจะมองเห็นเปลวแสงสว่างจากปลายไม้ขีดนั้น #ยิ่งมืดยิ่งสว่าง” ซึ่งถูกโยงเรื่องการเมืองที่กำลังร้อนระอุในช่วงนั้น

ล่าสุดได้เจอ ‘ติ๊ก เจษฎาภรณ์’ ในงาน ‘ลมพัดผ่านดาว Gala Event’ ที่ สยามพารากอน หลังจบงานผู้จัดคนเก่งได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าว

>> ถามถึงเรื่องดรามาในทวิตเตอร์ อยู่ ๆ ทัวร์ก็ลง ?

“ผมเข้าไปอ่านในคอมเมนต์เราไม่เรียกว่าทัวร์ลงดีกว่า ผมเห็นแต่คอมเมนต์ดี ๆ มันเป็นเรื่องของนานาจิตตัง ว่าคุณจะเข้าใจและตีความหมายแบบไหน แต่ถ้าย้อนกลับไปผมเป็นคนชอบเข้าป่าอยู่แล้วเราเรียนวิชาลูกเสือมา เรานึกถึงว่าในเวลายามค่ำคืน แสงสว่างที่มันจุดขึ้นมาเราจะเห็นในระยะไกลหลายกิโลเมตร ซึ่งอันนี้มันเป็นคำคมอะไรบางอย่างเท่านั้นเองครับ”

>> เราไม่ได้อิงการเมืองในตอนนี้ ?

“อิงในเรื่องธรรมชาติและพื้นป่าครับ (แต่คนก็เอาไปโยงเกี่ยวกับเรื่องการเมือง?) ผมว่าเรื่องของการโยงจะพูดแบบไหนก็แล้วแต่ มันสามารถโยงได้หมด ถ้าพูดถึงความเป็นประชาชนคนหนึ่งในสังคม ผมคิดว่าทุก ๆ คน สามารถพูดในเรื่องความคิดเห็นต่าง ๆ นี้ได้นะครับ

ต้องบอกว่าความรู้สึกของแต่ละคนมันมีความแตกต่างกันไป ผมว่าอยากให้มีการเปิดเสรีในการพูดเรื่องพวกนี้ โดยที่มันไม่ได้ทำให้เกิดความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจกับใคร แต่ผมว่ามันคือแรงขับเคลื่อนที่จะทำให้สังคมและชีวิตการเป็นอยู่ต่าง ๆ รวมถึงองค์ภาพรวมต่าง ๆ ของเรา เคลื่อนไปในทิศทางที่ดี”

>> ตกใจไหมอยู่ ๆ เราก็มาเป็นประเด็นเรื่องนี้ ?

“เคยเจอมาบ่อยเหมือนกันครับ ผมว่าเราต้องไม่รู้สึกว่าการที่ใครออกมาพูดอะไรต้องโยงถึงเรื่องการเมืองเสมอ อยากให้มองมุมเปิดกว้าง ๆ และให้มองว่าเป็นเรื่องปกติของสังคม

>> เราอยากที่จะออกมาอธิบายไหมว่าสิ่งที่เราโพสต์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง ?

“ผมว่ามันไม่จำเป็นต้องอธิบาย ผมว่าเรื่องเหล่านี้มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ผมคิดอยู่เสมอว่าตราบใดที่เรายืนอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง และเราไม่ได้ทำอะไรผิดเราก็ไม่ต้องกลัวสิ่งใดบนโลกใบนี้”

>> ได้รับผลกระทบอะไรกับข่าวนี้ไหมทั้งตัวเราและครอบครัว ?

“ไม่มีครับ ทุกคนปกติไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เลย ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป”

>> จากนี้เราจะระวังเรื่องการโพสต์มากขึ้นไหม การเมืองตอนนี้ค่อนข้างที่จะละเอียดอ่อน ?

“แน่นอนครับ ตอนนี้มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเปราะบาง ผมจะบอกว่าในบางแพลตฟอร์ม มันก็คือเรื่องของการที่ทำให้เราได้ ถ่ายทอดมุมมองต่าง ๆ ที่เรานึกคิด ณ ตอนนั้น ๆ มันก็อยู่ที่คนไปจับเรื่องนี้มาตีความครับ เราอยากให้ทุกคนได้เปิดใจให้กว้าง เปิดโอกาส มองเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น สาขา หรืองานอาชีพใด ๆ เราล้วนเป็น มนุษย์ซึ่งอยู่พื้นที่เดียวกันครับ”

ธปท.สภอ.จัดงานสัมมนาวิชาการ “ขับเคลื่อนภาคการเกษตรอีสานให้ ‘เปลี่ยนผ่าน’ สู่ความยั่งยืน”

ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธปท. สภอ.) จัดงานสัมมนาวิชาการ ประจำปี 2566  เมื่อวันอังคารที่ 5 กันยายน 2566 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้อง Convention 2-3 โรงแรมอวานี ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จ.ขอนแก่น เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ได้รับทราบทิศทางเศรษฐกิจการเงิน นโยบาย ธปท. รวมถึงประมาณการเศรษฐกิจภาคอีสานในอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อการวางแผนของภาคธุรกิจและครัวเรือน ตลอดจนรับฟังมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการปรับตัวของภาคเกษตรเพื่อยกระดับและขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืน โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งภาคธุรกิจ ภาคเกษตร สถาบันการเงิน การศึกษา หน่วยงานราชการ และประชาชนทั่วไป ผ่านช่องทางออนไลน์ (online) และ ณ สถานที่จัดงาน (onsite) โดยงานสัมมนาแบ่งเป็น 3 ช่วง

ในช่วงแรก เป็นช่วง Perspectives ในหัวข้อ “ชวนคุยทิศทางเศรษฐกิจ ชวนคิดปรับโครงสร้างภาคเกษตรอีสาน” โดย ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. สภอ. นำเสนอผลประมาณการเศรษฐกิจอีสาน (Gross Regional Product: GRP) เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจอีสานบางช่วงแตกต่างไปจากประเทศ รวมทั้งยังไม่มีการเผยแพร่ประมาณการไปข้างหน้า ทำให้การพิจารณาเฉพาะทิศทางเศรษฐกิจประเทศอาจไม่สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจภูมิภาค ธปท.สภอ. จึงได้ศึกษาและจัดทำประมาณการเศรษฐกิจภูมิภาคที่ให้มุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ในช่วง 2 ปีข้างหน้า เพื่อให้ธุรกิจและประชาชนได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งผลประมาณการเศรษฐกิจอีสานปี 66 คาดว่าหดตัวในช่วงร้อยละ -2.0 ถึง -1.0 โดยหดตัวเกือบทุกสาขาเศรษฐกิจ ยกเว้นภาคก่อสร้าง และปี 67 ขยายตัวเล็กน้อย อยู่ในช่วงร้อยละ 0.4-1.4 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าระดับประเทศ โดยเฉพาะกิจกรรมหลักที่อีสานพึ่งพิงมากถึง 1 ใน 3 ได้แก่ ภาคเกษตรและการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตรหดตัวจากสถานการณ์ภัยแล้ง เช่นเดียวกับด้านรายได้สุทธิของครัวเรือนในภาคอีสาน ปี 66-67 ที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะครัวเรือนเกษตรที่มีมากถึง 4.3 ล้านครัวเรือน ทั้งนี้ GRP ที่ขยายตัวต่ำใน 2 ปีนี้ สะท้อนปัญหาเรื้อรังของโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรที่ผลิตภาพลดต่ำลงตลอดในช่วง 5 ปีหลังนี้ นอกจากนี้ ธปท. สภอ. ได้พัฒนาเครื่องชี้ Well-being Index สะท้อนความกินดีอยู่ดีของคนในอีสาน พบว่า แม้มิติด้านรายได้และการจ้างงานโดยรวมอีสานต่ำกว่าระดับประเทศ แต่ด้านความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานมีความโดดเด่นกว่าภาพรวมประเทศโดยเปรียบเทียบ สะท้อนถึงโอกาสในการยกระดับความเป็นอยู่ของคนในอีสานในระยะข้างหน้า ท้ายสุด ธปท.สภอ. ให้ความสำคัญยิ่งขึ้นกับการมีส่วนร่วมกับพันธมิตรในการพัฒนาเศรษฐกิจการเงินภาคอีสานในระยะยาว ทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน การสนับสนุนการแก้หนี้อย่างยั่งยืน และการร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการพัฒนาความเป็นอยู่ในพื้นที่

ช่วงที่สอง สนทนากับผู้ว่าการ เรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจการเงินไทย” ได้รับเกียรติจาก ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ฉายภาพเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวต่อเนื่องตามภาคการท่องเที่ยว แม้ว่า GDP ไตรมาสที่ 2 ปี 66 ออกมาต่ำกว่าคาดจากอุปสงค์ต่างประเทศเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี แนวโน้มในปีนี้ยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัว จากการท่องเที่ยวและการบริโภคที่ขยายตัว ทั้งนี้ ธปท. จะเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ในเดือน ก.ย. 66 โดยคาดว่าจะปรับลดลงจากภาคการผลิตและการส่งออกสินค้าที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด จากการชะลอของเศรษฐกิจจีนและ Global Electronic Cycle ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยว ภาพรวมยังเพิ่มขึ้นได้ตามคาด แม้นักท่องเที่ยวจีนจะฟื้นตัวช้า อย่างไรก็ดี คาดว่าอุปสงค์ในประเทศยังฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชน รายได้ และการจ้างงานนอกภาคเกษตรล่าสุดเดือน ก.ค. 66 ยังอยู่ในทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สำหรับเศรษฐกิจอีสานฟื้นตัวช้ากว่าประเทศและทุกภาค เนื่องจากประเทศและภาคอื่นมีภาคการท่องเที่ยวมาสนับสนุน ขณะที่อีสานยึดโยงกับภาคเกษตรซึ่งมีปัจจัยกดดันจากภัยแล้ง สำหรับทิศทางนโยบายการเงินมาถึงจุดเปลี่ยนจากดูแลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่สะดุด (Smooth take off) มาเป็นมุ่งเน้นดูแลเศรษฐกิจโดยรวมให้สอดคล้องกับเป้าหมายเงินเฟ้อ (1-3%) และศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว (3-4%) ซึ่งมองว่ามีแนวโน้มเข้าใกล้จุดสมดุล (neutral) แล้ว

ด้านปัญหาหนี้ครัวเรือน ภาคอีสานมีภาระหนี้เฉลี่ยที่ต้องจ่ายต่อเดือนมากที่สุด โดยเฉพาะหนี้ภาคเกษตรที่โตเร็วมากที่สุดในรอบ 6 ปี เมื่อเทียบกับภาคอื่น และมีโอกาสจะกลายเป็นหนี้เรื้อรัง ที่ไม่สามารถปิดจบได้ รวมทั้งภาพรวมหนี้อีสานที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือน (P-loan) สูงกว่าภาคอื่น ซึ่ง ธปท. ไม่ได้นิ่งนอนใจ และให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ให้ตรงจุดและยั่งยืน อาทิ หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อปรับพฤติกรรมเจ้าหนี้และลูกหนี้ ผ่านการยกระดับมาตรฐานกระบวนการให้สินเชื่อตลอดวงจรหนี้ นอกจากนี้ จะมีการกำหนดแนวทางให้เจ้าหนี้ช่วยเหลือลูกหนี้เรื้อรัง (persistent debt) เพื่อให้ลูกหนี้กลุ่มนี้สามารถปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น และมีเงินเหลือพอดำรงชีพ

สำหรับแนวทางการยกระดับภาคอีสาน ควรผลักดันนโยบายจากพื้นที่ (Bottom-up) ทั้งจากภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และประชาชนในพื้นที่ ในระยะยาวเห็นโอกาสของภาคอีสานที่มีศักยภาพจาก (1) การเติบโตของเมืองที่มากกว่าภาคอื่น ๆ เช่น จากข้อมูลดาวเทียมพบว่ามีการขยายตัวของพื้นที่ก่อสร้าง โดยเฉพาะในเมืองรอง (2) การค้าชายแดน ที่ระยะยาวคาดว่าจะดีขึ้น และ (3) ความได้เปรียบด้านประชากรที่มากกว่าภาคอื่น ๆ ซึ่งเป็นทรัพยากรผลักดันการเติบโตในอนาคต

ในช่วงสุดท้าย เป็นการเสวนาภายใต้หัวข้อ “ขับเคลื่อนภาคเกษตรอีสาน ให้ “เปลี่ยนผ่าน” สู่ความยั่งยืน” ผ่านการเสวนากับผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้แก่ รศ.ดร.ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คุณมานพ แก้วโกย ผู้บริหาร หจก. เนเจอร์ฟูดโปรดักส์แอนด์มาร์เก็ตติ้ง และ ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ โดยมี ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เป็นผู้ดำเนินรายการ จากการเสวนาสรุปประเด็นสำคัญได้ 4 ข้อ ดังนี้ (1) ทำไมภาคเกษตรอีสานถึงต้องปรับเปลี่ยน โดยปัจจุบันแรงงานภาคเกษตรเผชิญปัญหาสังคมสูงอายุ ทำให้ผลิตภาพ (Productivity) ต่ำ 

อีกทั้งเป็นอาชีพที่เสี่ยงสูงแต่ผลตอบแทนต่ำ (High Risk Low Return) กอปรกับสภาพอากาศที่ผันผวนมากขึ้น เช่น สถานการณ์ภัยแล้งในปัจจุบัน ส่งผลให้ดินจะอุ้มน้ำได้น้อยลงกระทบต่อผลผลิต รวมถึงกิจกรรมการเกษตรส่งผลต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้น ๆ (2) อะไรเป็นอุปสรรคในการปรับตัวของภาคเกษตรอีสาน นโยบายภาครัฐส่วนใหญ่เน้นการแก้ปัญหาระยะสั้น และอุดหนุนแบบไม่มีเงื่อนไข ส่งผลให้เกษตรกรขาดแรงจูงใจในการปรับตัว นำมาซึ่งผลิตภาพภาคเกษตรที่ลดลงมาโดยตลอด และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ภาคเกษตรที่ยังเรื้อรังทำให้เกษตรกรยังทำเกษตรรูปแบบเดิมเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการปรับเปลี่ยน (3) แนวทางการปรับตัวของภาคเกษตรอีสาน การปรับตัวของเกษตรกรเหมือนคนทั่วไปมองความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นและแรงจูงใจเป็นอันดับแรก โดยปกติการปรับเปลี่ยนอาจนำมาซึ่งต้นทุนและความเสี่ยงที่สูงขึ้น แต่หากทำให้เกษตรกรเห็นว่าผลดีที่จะเกิดขึ้นมีอะไรและช่วยลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกรผ่านรูปแบบประกันความเสียหาย จะเป็นการสร้างแรงจูงใจที่ดีมากขึ้น และ (4) ใครต้องปรับตัว ผู้ร่วมเสวนาให้ความเห็นในทางเดียวกันว่าในการขับเคลื่อนภาคเกษตรอีสาน จำเป็นต้องปรับตัวทั้งเกษตรกร ภาครัฐ และเอกชน โดยภาครัฐควรทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การมี Platform รายงานคุณภาพดินแบบเรียลไทม์ ให้เกษตรกรสามารถใช้ปุ๋ยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ภาครัฐทำหน้าที่ให้การสนับสนุนด้านข้อมูล (Big Data) และภาคเอกชนเป็นผู้จัดทำ Platform และโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ โดยเฉพาะระบบการจัดการน้ำให้ทั่วถึง

‘เท่ง เถิดเทิง’ เผย อยากเกิดเป็นมือถือของลูกๆ 

ความในใจของพ่อคนหนึ่งถึงลูกที่รัก

‘เท่ง เถิดเทิง’ นักแสดงตลกชื่อดังที่มีความสามารถรอบตัวอย่าง เคยเปิดใจในบทบาทของการเป็นพ่อคนในรายการ Piano & i EP.24

โดยในช่วงหนึ่งที่ เท่ง ได้เผยว่าเคยแต่เขียนเพลงหนึ่งไว้ให้ลูก ๆ ตั้งชื่อเพลงว่า ‘อยากเป็นมือถือในมือเธอ’ พร้อมเล่าบทสนทนากับลูก ๆ ที่เป็นที่มาของเพลงนี้ให้ไว้ว่า

"คุยกับเขาว่า ถ้าหนูเลือกเกิดได้ หนูอยากเกิดเป็นลูกใคร ทุกคนตอบ เกิดเป็นลูกคุณพ่อ แล้วคุณพ่อล่ะถ้าเลือกเกิดได้อยากเกิดเป็นอะไร คุณพ่ออยากเกิดเป็นมือถือหนูอะ เพราะหนูไม่เคยห่างมันเลยเนอะ มันนอนด้วย มันคุยกับหนูทั้งคืนเลยอะ

เราได้เจอะเจอกันน้อยนะลูกนะ นี่คือสิ่งที่พ่ออยากเกิดเป็นมือถือหนู พ่อไม่มีคำคมอะไร พ่อพูดจากความรู้สึกของพ่อ มือถือแบตจะหมด หนูตามหาสายชาร์จอยู่ไหน แต่พ่อไม่ต้องชาร์จลูก แค่รอยยิ้มลูก พ่อชาร์จอยู่ตลอด เขานั่งร้องไห้ เลยเขียนเพลงขึ้นมา อยากเป็นมือถือในมือเธอ"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top