Thursday, 30 July 2026
TheStatesTimes

‘เอ้ ชุติมา’ สลัดลุคแซ่บ เปลี่ยนเป็นสายแบ๊ว หวานละมุนทุกองศา จนแฟนคลับจำแทบไม่ได้!!

(23 ก.ค. 66) หลังจากที่กระแสดรามาถาโถมเข้ามาอย่างหนัก สำหรับดาราสาวสวยแซ่บ อย่าง ‘เอ้ ชุติมา’ ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าตัวกับอดีตแฟนหนุ่ม อย่าง ‘ฟร้อง ศุภกิจ’ ที่ได้ออกมาร้องเรียนกับเพจสายไหม อีกทั้งยังแฉว่า เอ้ นั้นไม่ยอมจ่ายค่างวดรถ และนำรถไปซ่อน จนทำให้ฝ่ายชายถูกไฟแนนซ์จ่อดำเนินคดี อีกทั้งบ้านหลังโตยังถูกธนาคารยึดทำให้เสียเครดิต จึงได้ทำการฟ้องร้องเอ้ ในคดียักยอกทรัพย์ ส่วนฝ่าย เอ้ ก็ได้ออกมาพูดข้อเท็จจริงแบบหนังคนละม้วน ทำให้ทั้งคู่ต้องมาปะทะคารมกันในรายการดังใน ‘โหนกระแส’

ซึ่งหลังจากโต้คมรมกันไปมา ฝ่ายฟร้องก็ได้ทำการถอนฟ้องเอ้ พร้อมยินดีรับผิดชอบภาระหนี้สินทั้งหมดที่ตามมา โดยทางด้านทนายก็ขอให้เอ้อย่าฟ้องกลับฟร้อง เพราะอยากให้ทั้งคู่จบกันด้วยดี แต่เอ้ก็ยังคงยืนยันที่จะฟ้องกลับ ด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นบทเรียนของฝ่ายชายที่ทำอะไรไม่คิด!!

ล่าสุด ‘เอ้ ชุติมา’ ก็กลับมายิ้มสดให้คนรอบข้าง และแฟนๆ ได้เห็นอีกครั้ง พร้อมกับมาในลุคใหม่ที่ไม่มีใครเคยได้เห็นเธอในเวอร์ชันนี้ เพราะเธอได้สลัดลุคแซ่บออกหมดเปลือก และมาในลุคใหม่ที่แบ๊วบาร์บี้สุดๆ โดยเธอได้โพสต์คลิปวิดีโอลงบน Tiktok ส่วนตัว พร้อมกับระบุแคปชันเป็น อิโมจิหัวใจสีแดง งานนี้ด้านแฟนๆ ก็ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็น และชื่นชมลุคนี้ของเธอกันเป็นจำนวนมาก อาทิ

“พี่เอ้สวยมากกก”
“ตัวแม่ก็คือตัวแม่ จะแคร์เพื่อ สวยที่สุดค่ะแม่”
“น่ารักที่สุดค่ะแม่ สวยไม่ส่างจริงๆ คนนี้”
“อายุเยอะยังให้ให้สวยขนาดนี้ สวยจริงๆ”
“สดใสมากค่ะ”
“สวยยยยยยยยมากกก” เป็นต้น

ญาติใจสลาย!! ‘ลุงนิวัฒน์’ โดดน้ำช่วยหลานชายวัย 6 ขวบ หลังพลัดตกเรือขณะกู้ลอบดักปู-ดักกุ้ง จนตัวเองจมน้ำดับ

(23 ก.ค. 66) สมาคมกู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือ จังหวัดตราด ได้รับแจ้งจากชาวบ้านบ้านด่านเก่า ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมือง จังหวัดตราด มีผู้จมน้ำภายในคลองบางพระ จำนวน 2 คน ผู้ใหญ่ 1 คน เด็กอีก 1 คน หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปที่เกิดเหตุ พร้อมประสานตำรวจ สภ.เมืองตราด ร่วมในที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุบริเวณศาลเจ้าขุนด่าน พบญาติกำลังนั่งร้องไห้อยู่ภายในศาล เมื่อเจ้าหน้าที่สอบข้อมูลเบื้องต้นทราบว่า ผู้ที่จมน้ำชื่อ นายนิวัฒน์ ศิลาอาสน์ อายุ 57 ปี ส่วนเด็กชายอายุ 6 ขวบ ปลอดภัยแล้วอยู่ระหว่างนำตัวกลับเข้าฝั่ง

จากนั้นกู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือจังหวัดตราด ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ประดาน้ำจาก อ.เมืองตราด อ.เขาสมิง อ.แหลมงอบ และ อ.คลองใหญ่ ร่วมค้นหาตัวนายนิวัฒน์ ที่จมน้ำอยู่ในคลองบางพระ ที่ห่างจากศาลเจ้าขุนด่านประมาณ 3 กิโลเมตร

ขณะที่ตำรวจได้สอบถามเหตุการณ์ นายนิวัฒน์ และเด็กชายวัย 6 ขวบ เป็นญาติกัน โดยนายนิวัฒน์ ได้พาเด็กชายไปกู้ลอบดักปู ดักกุ้งด้วยกัน ในคลองบางพระ ระหว่างที่กำลังกู้ลอบอยู่นั้น เด็กชายวัย 6 ขวบ ได้พลาดตกเรือทำให้นายนิวัฒน์ กระโดดลงไปช่วย ขึ้นเรือได้ปลอดภัย แต่นายนิวัฒน์กลับจมหายไปในคลอง ก่อนที่เด็กชายวัย 6 ขวบ จะพายเรือกลับด้วยตนเอง และระหว่างทางพบชาวบ้านที่กำลังพายเรือมาตักกุ้งพบจึงพาตัวกลับส่งบ้านอย่างปลอดภัย

จนกระทั่งเวลา 12.00 น. กู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือจังหวัดตราด อยู่ระหว่างการวางแผนเพื่อค้นหาใต้น้ำ และมีอุปสรรคตามมาเนื่องจากสภาพอากาศมีฝนตกหนัก ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้นหาในช่วงนี้

ล่าสุดเมื่อเวลา 13.45 น. วันเดียวกัน ชุดประดำน้ำ กู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือจังหวัดตราด พบร่างนายนิวัฒน์ ศิลาอาสน์ อายุ 57 ปี ใต้คลองบางพระ ที่ความลึก 4 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่นายนิวัฒน์ จมน้ำ โดยก่อนพบร่างนายนิวัฒน์ นักประดาน้ำ พบเสื้อแขนยาวของนายนิวัฒน์ จากนั้นจึงขยายวงค้นหาเพิ่ม กระทั่งพบร่าง จากนั้นจึงช่วยกันนำร่างขึ้นจากใต้น้ำขึ้นฝั่ง ที่ท่าศาลเจ้าพ่อขุนด่าน ท่ามกลางญาติพี่น้องที่ยืนรอรับศพด้วยความเศร้าเสียใจ

เบื้องต้น ร.ต.อ.สมโภค ศรีชูจิต ร้อยเวร สภ.เมืองตราด พร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลตราด เดินทางตรวจสอบและชันสูตรศพเบื้องต้น ก่อนมอบศพให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

‘สมเด็จฯ ฮุนเซน’ ยิ้มร่า เข้าคูหาเลือกตั้ง แบบไร้คู่แข่ง เตรียมส่งไม้ต่อให้ลูกชายขึ้นแท่นเป็นนายกฯ คนใหม่

(23 ก.ค. 66) สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า ชาวกัมพูชาเดินทางออกมาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงในวันนี้ (23) ในการเลือกตั้งที่ ‘สมเด็จฯ ฮุนเซน’ ผู้นำกัมพูชาที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนานใกล้จะคว้าชัยชนะอีกครั้ง ขณะที่เขาพยายามจะรักษามรดกของเขาไว้ด้วยส่งต่อบังเหียนให้ลูกชายคนโต

อดีตทหารเขมรแดงวัย 70 ปี ที่ปกครองประเทศมาตั้งแต่ปี 2528 ไม่ได้เผชิญกับการแข่งขันที่แท้จริงใดๆ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านถูกตัดสิทธิ คู่แข่งหลายคนจำต้องหลบหนี และเสรีภาพในการแสดงออกถูกจำกัด

พรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ของเขามีแนวโน้มที่จะรักษาที่นั่งทั้งหมด 125 ที่นั่งในสภาล่าง ที่ขยายเวลาการกุมอำนาจออกไปและปูทางไปสู่การสืบทอดอำนาจจากรุ่นสู่รุ่น ที่นักวิจารณ์บางคนเปรียบเทียบกับการเมืองเกาหลีเหนือ

พรรคฝ่ายค้านที่จริงจังเพียงพรรคเดียวถูกตัดสิทธิด้วยเหตุผลด้านเอกสารในการลงสมัครรับเลือกตั้ง และจะเป็นเรื่องน่าประหลาดใจหากพรรคเล็กๆ อีก 17 พรรค ชนะได้ที่นั่งในสภาฯ

ฮุนเซนเดินทางมายังหน่วยเลือกตั้งชานกรุงพนมเปญ พร้อมภริยา เพื่อลงคะแนนเสียงไม่นานหลังหน่วยเลือกตั้งเปิดในเวลา 7.00 น. ตามการรายงานของนักข่าว

สหภาพยุโรป สหรัฐฯ และชาติตะวันตกอื่นๆ ปฏิเสธที่จะส่งเจ้าหน้าที่ร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง โดยระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ขาดเงื่อนไขที่ทำให้การเลือกตั้งมีความเสรีและเป็นธรรม ทำให้มีเพียงเจ้าหน้าที่จากรัสเซีย จีน และกินี-บิสเซา เท่านั้นที่เข้าร่วมสังเกตการณ์

ประชาชนมากกว่า 9.7 ล้านคน ลงทะเบียนเพื่อลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งที่ 7 นับตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกที่สหประชาชาติให้การสนับสนุนเกิดขึ้นในปี 2536 หลังจากประเทศอยู่ภายใต้ความขัดแย้งนานหลายปี ที่รวมถึงยุคของเขมรแดงที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทำให้ประเทศเสียหายยับเยิน

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ความหวังใดๆ ก็ตามที่ประชาคมระหว่างประเทศอาจมีต่อระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรคที่สดใสในกัมพูชา ถูกบั่นทอนลงจากการปกครองของฮุนเซน

ฮุนเซนเริ่มมองไปยังอนาคต โดยกล่าวว่าเขาจะส่งมอบให้ลูกชายของเขา ‘ฮุน มาเนต’ นายพลระดับ 4 ดาว ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

“เราใช้สิทธิและความรับผิดชอบของพลเมืองออกมาลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกพรรคที่เรารักให้เป็นผู้นำประเทศ” ฮุน มาเนต วัย 45 ปี กล่าวกับนักข่าวหลังหย่อนบัตรเลือกตั้ง

หลายคนสงสัยว่า ฮุน มาเนต ที่ได้รับการศึกษาจากทั้งในสหรัฐฯ และอังกฤษ จะนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ประเทศหรือไม่ แม้ว่า ฮุนเซน จะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาตั้งใจที่จะใช้อิทธิพลอำนาจอยู่ต่อไป แม้ลูกชายของเขาจะเข้าครองอำนาจแล้วก็ตาม

ในขณะที่ฮุน มาเนต ที่นำการเดินขบวนหาเสียงครั้งสุดท้ายของพรรค CPP ในกรุงพนมเปญเมื่อวันศุกร์ บอกกล่าวกับฝูงชนว่าเป็นวันแห่งชัยชนะของประเทศ แต่นักวิจารณ์จะไม่เห็นด้วย และกลุ่มสิทธิมนุษยชนได้ประณามการเลือกตั้งครั้งนี้

ในวันก่อนการเลือกตั้ง แนวร่วม 17 องค์กร ที่รวมถึงเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (ANFREL) และสหพันธ์สากลเพื่อสิทธิมนุษยชน (FIDH) ระบุว่า การเลือกตั้งมีความน่าวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง

“การใช้สิทธิเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นบ่งชี้ว่าไม่ปรากฏถึงความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความครอบคลุมในกระบวนการเลือกตั้ง” กลุ่มพันธมิตรระบุในคำแถลงที่ออกในวันเสาร์

ความท้าทายที่แท้จริงเพียงอย่างเดียวสำหรับพรรค CPP มาจากพรรคแสงเทียน แต่ในเดือน พ.ค. คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติปฏิเสธที่จะจดทะเบียนพรรค ทำให้พรรคไม่มีสิทธิร่วมลงเลือกตั้ง

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากพรรคแสงเทียนทำผลงานได้ดีกว่าที่คาดไว้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นปีก่อน โดยได้คะแนนนิยมถึง 22%

ก่อนการเลือกตั้ง พรรคแสงเทียนกล่าวกับเอเอฟพีว่าคำตัดสินเกี่ยวกับการลงทะเบียนดังกล่าวหมายความว่าไม่มีทางที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะเสรีและเป็นธรรม

“ทุกคนรู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ” รง ชุน รองหัวหน้าพรรคแสงเทียน กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีบรรยากาศแห่งความสิ้นหวังในหมู่ประชาชนที่มาลงคะแนนเสียงภายใต้การปรากฏตัวของตำรวจตามหน่วยเลือกตั้งในกรุงพนมเปญ

“ผมไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไร เพราะไม่มีพรรคฝ่ายค้านเหลืออยู่เลย” ชาวกัมพูชาวัย 51 ปี กล่าว

ก่อนการเลือกตั้ง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถูกจำกัดอย่างหนัก โดยหนึ่งในสำนักข่าวอิสระที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งของประเทศถูกปิดตัวลงในปีนี้

และเมื่อเดือนที่ผ่านมา ฮุนเซนยังสั่งปรับแก้กฎหมายเลือกตั้ง โดยกำหนดห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ความเคลื่อนไหวที่ส่งผลต่อคู่แข่งของเขา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ‘สม รังสี’ ที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศสเป็นเวลาเกือบทศวรรษเพื่อเลี่ยงความผิดทางอาญาที่เขากล่าวว่ามีแรงจูงใจทางการเมือง และแกม สุขา หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ที่ถูกกักบริเวณในบ้านพักหลังจากถูกตัดสินจำคุก 27 ปี ฐานกบฏในข้อหาวางแผนกับชาวต่างชาติเพื่อโค่นล้มรัฐบาลฮุนเซน ทั้งนี้ การเลือกตั้งได้ปิดหีบลงคะแนนในเวลา 15.00 น.

‘แสนดี’ โผล่ร่วมเฟรม ‘ม้า อรนภา’ หลังดรามาโพสต์ความเห็นการเมือง

จากกรณีข่าว ‘แสนดี-แสนปิติ สิทธิพันธุ์’ ลูกชายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ‘นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ที่ได้ออกมาเคลื่อนไหวโพสต์วิจารณ์พรรคก้าวไกล ว่า ‘นายพิธา’ ไม่มีทางได้เป็นนายกฯ อีกทั้งไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นไปได้ ต่อมาทำให้กระแสโซเชียลดุเดือดเช่นกัน ก่อนที่เจ้าตัวต้องออกมาโพสต์ข้อความขอโทษและยืนยันว่า คือความคิดเห็นของตนไม่ได้แสดงความเกลียดชังต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลใด ตามที่ได้เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้

ล่าสุด วันเมื่อวันที่ 22 ก.ค.66 ‘ม้า อรนภา กฤษฎี’ โพสต์อินสตาแกรม เป็นรูปที่ถ่ายคู่กับแสนดี แสนปิติ สิทธิพันธุ์ ลูกชายของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมข้อความว่า…

“แสนดี ผ่านมาร้านห่อหมกแม่คุณม้า #You’re the best”

วงจรหายนะของ ‘ฝรั่งเศส’ ที่ฉุด ‘เศรษฐกิจ’ ให้ถดถอย หลังตัวจุดชนวน ‘การประท้วง’ ปะทุบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อไม่นานนี้ ผู้ใช้ติ๊กต็อกบัญชี ‘@spacebarmediath’ ซึ่งเป็นช่องที่ทำคอนเทนต์เกี่ยวกับข่าวเศรษฐกิจ สำหรับ EP. นี้ จะเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศฝรั่งเศสที่กําลังเดินวนอยู่ในวงจรหายนะ ยิ่งวนอยู่ในวงจรนี้นานเท่าไร เศรษฐกิจก็ยิ่งถดถอย แล้ววงจรนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ‘คุณทราย-โศธิดา โชติวิจิตร’ พิธีกรดำเนินรายการ ได้ออกมาอธิบายเอาไว้ว่า…

“1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คือ มูลค่าความเสียหายคร่าว ๆ เฉพาะภาคการท่องเที่ยวสําหรับการประท้วงฝรั่งเศสครั้งนี้ เพราะว่านักท่องเที่ยวต้อง ‘ยกเลิก’ ทริปการท่องเที่ยวทั้งหมด เพราะผู้ชุมนุมประท้วงได้ทุบทําลายและปล้นซูเปอร์มาร์เก็ตไปมากกว่า 250 แห่ง เผาธนาคารไป 250 แห่ง ทำลายร้านค้าเล็ก ๆ ไปอีก 250 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีรถยนต์ที่ถูกเผาไปรวมกันมากกว่า 5,000 คัน จากความเสียหายเหล่านี้ ทำให้มีตัวเลขที่จะออกมา ‘กดดันเศรษฐกิจ’ คือ ‘ค่าเคลมประกัน’ ที่ตอนนี้ยอดสูงถึง 305 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการเคลมประกันถึง 5,900 เคส 

จุดที่เป็นตัวกระตุ้นของการประท้วงครั้งนี้ เกิดจากที่ตํารวจไปยิงเด็กวัยรุ่นเสียชีวิตก็จริง แต่ความอัดอั้นทุกข์ทนที่ทําให้คนออกมาเผาบ้านเมืองตัวเองได้ขนาดนี้ มันเกิดจาก ‘ความยากจน’ ต่างหาก ซึ่งในประเทศฝรั่งเศส เด็ก ๆ ไม่มีบ้านอยู่กันมีมากกว่า 3 หมื่นคน และอาศัยอยู่ในสลัมอีกมากกว่า 9 พันคน รวมถึงทุก ๆ ปี จะมีเด็กมากกว่า 140,000 คน ต้องออกจากโรงเรียนเพราะว่า ‘ไม่มีเงิน’ สําหรับอัตราความยากจนของประเทศฝรั่งเศสตอนนี้พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มากถึง 15.6% นอกจากนี้ ความรุนแรงที่ตำรวจใช้ในการขับไล่คนไร้บ้านก็ยังถูกพาดหัวข่าวให้เห็นกันอยู่เสมอ

สําหรับตอนนี้ PMI Service Sector ที่ได้แก่ การท่องเที่ยว การขายส่ง แฟชัน ตกลงจาก 52.5 มาอยู่ที่ 48 ซึ่งถือว่าเยอะมาก ตั้งแต่เปิดโควิดเป็นต้นมา และ Service Sector นับเป็นอัตราส่วน 80% ของเศรษฐกิจประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเกิดความเสียหายมากที่สุดในตอนที่มีคนมาชุมนุมประท้วง เพราะว่าคนไม่มาเที่ยว คนไม่ซื้อของหรู ไม่ซื้อหลุยส์ วิตตอง ไม่ไปดินเนอร์หรู ไม่ไปปาร์ตี้บนเรือยอร์ช หรือไม่เช่ารถลีมูซีน

ซึ่งการประท้วงในฝรั่งเศสดูจะบ่อยมากขึ้น เพราะนอกจากครั้งนี้ หากย้อนกลับไปครั้งล่าสุดก็ 3 เดือนที่แล้วนี้เอง และถ้าย้อนกลับไปแค่ประมาณปีกว่า ๆ ก็คือภายในปี 2022 ฝรั่งเศสประท้วงมาแล้ว 4 ครั้ง 

หากมองเป็นภาพวงจร ก็คือ คนจน > โกรธ > ประท้วง > เศรษฐกิจเสียหาย > เงินก็ยิ่งน้อย > คนก็จนลงไปอีก ทีนี้จึงเกิดความรู้สึกโกรธ และก็เกิดการประท้วงวนลูปอยู่อย่างนี้ต่อไป ยิ่งวนเศรษฐกิจก็ยิ่งหดตัว 

ส่วนรัฐบาลฝรั่งเศสเองก็มีปัญหาใน ‘การใช้จ่าย’ คือ ใช้เงินเกินรายได้ และตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา รัฐบาลใช้จ่ายเงินเกินรายได้ไปเยอะมากมาโดยตลอด ส่วนอัตราภาษีตอนนี้ก็อยู่ที่ 45% แล้ว ถ้าจะไปขูดรายได้เพิ่มจากการเก็บภาษีประชาชน ก็คงดูจะทำได้ลําบากยิ่งขึ้น ทำให้ประธานาธิบดี ‘แอมานุแอล มาครง’ จึงต้องไปจีบทั้งจีนและบริดจ์ โดยที่ไม่สนใจการแตกแถวจากสหรัฐอเมริกา

แต่ประเทศฝรั่งเศสที่ปัจจุบันร่ำรวยเป็นอันดับ 7 ของโลกจะเดินออกมาจากวงจรแห่งความหายนะนี้ได้หรือไม่? เราก็คงทำได้แค่เอาใจช่วย

ยกเลิก!! บิ๊กแมตช์ ‘เลสเตอร์’ ปะทะ ‘สเปอร์ส’ หลังฝนตกหนัก สนามเละ หวั่นนักเตะเสี่ยงเจ็บ

(23 ก.ค. 66) นักเตะและทีมงานของ ‘เลสเตอร์ ซิตี’ เเละ ‘ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์’ เดินขอบคุณแฟนบอลในสนามราชมังคลากีฬาสถาน หลังโฆษกสนามประกาศยกเลิกการเเข่งขันแมตช์อุ่นเครื่องเรียบร้อยเเล้ว เหตุเพราะฝนตกหนัก, มีน้ำขัง ทีมงานปรึกษากันเเล้ว ตัดสินใจยกเลิกการแข่งขัน ทำให้แฟนบอลที่เดินทางมาชมเกมในสนามต้องอกหักไปตามกัน

เดิมทีโปรแกรมต้องเเข่งในเวลา 17:00 น. ตามเวลาประเทศไทย แต่จากที่ฝนตกลงมา ทำให้มีน้ำขัง เเถมยังมีข่าวว่านักเตะสเปอร์ส จะต้องรีบเดินทางไปประเทศสิงคโปร์เพื่อทำศึกอุ่นเครื่องอีกเกมพบกับ ไลออนส์ ซิตี วันที่ 26 ก.ค.นี้

ตามข่าวระบุว่า ไฟต์บินของทีมไก่เดือยทอง ถูกจองไว้ 22.00 น. ถ้าไม่แข่งตามกำหนดการมีโอกาสตกไฟต์ ทำให้ต้องยกเลิกแมตช์ไปอย่างน่าเสียดาย ตอนเเรกมีรายงานว่าจะให้แข่งกันครึ่งเดียวเเล้วยิงจุดโทษ เเต่ทีมงานสเปอร์สไม่ยอม

เเถลงการณ์ของฝ่ายจัดระบุว่า…

“ประกาศสำคัญจากผู้จัดการแข่งขัน ขอแจ้งยกเลิกการจัดการแข่งขัน แมตช์การแข่งขันในคืนนี้ ระหว่างท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์และเลสเตอร์ ซิตี อันเนื่องมาจากสภาพอากาศที่แปรปรวน โดยเฉพาะภาวะน้ำท่วมขังบนพื้นสนาม ภายใต้คำแนะนำของคณะผู้จัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการของทุกฝ่าย และเพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยอย่างสูงสุด จึงนำไปสู่ความเห็นพ้องในการตัดสินใจยกเลิกการแข่งขันในค่ำคืนนี้

ทางคณะผู้จัดงานต้องขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสุดซึ้ง และขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ เป็นอย่างสูง สำหรับการคืนเงิน ทางผู้จัดจะทำการแจ้งให้ทราบโดยเร็วที่สุด”

‘ขยัน’ อดีต สส.ลำพูน มั่นใจ!! สมาชิก ปชป.จะเลือกทางที่ถูกต้อง เพื่อสานต่ออุดมการณ์พรรค มากกว่าตอบแทนบุญคุณตัวบุคคล

(23 ก.ค. 66) นายขยัน วิพรหมชัย อดีต สส.ลำพูน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเลือกตั้งหัวหน้า และคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่จะมีขึ้นอีกครั้งในวันที่ 6 ส.ค. 66 ว่า จากการที่ได้พูดคุยกับสมาชิกในภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะในภาคเหนือ ส่วนใหญ่ยังมั่นใจว่าจะสามารถผ่านไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะเมื่อผู้อาวุโสที่สืบทอดอุดมการณ์และจุดยืนที่มั่นคงของพรรคมากว่า 50 ปี หลายท่านต่างช่วยกันประคับประคอง ให้พรรคยืนหยัดความเป็นสถาบันของบ้านเมืองที่ประชาชนสามารถยึดเหนี่ยวได้ ด้วยความเป็นห่วงว่าพรรคจะกลายเป็นพรรคเฉพาะกิจเฉพาะกาล ท่านชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรค จึงออกมาเรียกร้องให้สมาชิกทุกท่านช่วยกันรักษาพรรค เพื่อเป็นหลักของประเทศชาติและประชาชนต่อไป

นายขยัน กล่าวด้วยว่า โดยส่วนตัวมีความเชื่อมั่นต่อจุดยืน และอุดมการณ์ของผู้อาวุโสของพรรคทุกท่าน โดยเฉพาะท่านชวนฯ ที่ต้องถือว่าเป็นเสาหลักของพรรคมากว่า 30 ปี ด้วยหลักคิดที่สำคัญคือพรรคต้องมีหลักคิดที่ถูกต้องเพื่อประเทศชาติ และประชาชนมากกว่า เป็นเครื่องมือเพื่อตอบแทนบุญคุณของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลไดบุคคลหนึ่ง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้สืบทอดอุดมการณ์นี้กันมารุ่นต่อรุ่นในระยะเวลา 78 ปี ที่ผ่านมา

“ผมเชื่อว่าสมาชิกพรรรคทุกคน ก็คงจะยึดมั่นในอุดมการณ์และจุดยืนนี้เช่นกัน ผมจึงเชื่อว่าด้วยความเป็นชาวประชาธิปัตย์ ทุกคนจะสามารถเลือกหนทางที่ถูกต้อง เพื่อพรรคประชาธิปัตย์ของเราต่อไป” นายขยัน กล่าวทิ้งท้าย

อีอีซี เสริมพลังเยาวชน สร้าง EEC2 Young Leaders เยาวชนแกนนำ รักษาสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรม มุ่งสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน

​เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2566 นางธัญรัตน์ อินทร รองเลขาธิการสายงานพื้นที่และชุมชนและสายงาน
เพิ่มประสิทธิภาพองค์กร สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)  เป็นประธานเปิดโครงการเสริมศักยภาพเครือข่ายเยาวชนสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี สแควร์ ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง มีครูและเยาวชนจาก 6 โรงเรียน เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนกว่า 50 คน โดยนางธัญรัตน์ อินทร เน้นย้ำให้เด็กๆ รู้จักโครงการสำคัญของ อีอีซี เพื่อพร้อมปรับตัวและพัฒนาทักษะรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น และพัฒนาตนเองสู่นักนวัตกร เพราะอนาคต

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเป็นกลไกสำคัญในกระบวนการผลิตย่อมส่งผลต่อการจ้างงาน การจ้างแรงงานไร้ฝีมือจะลดลง แต่จะเน้นบุคลากรที่มีสมรรถนะตรงกับเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่เปลี่ยนไป สิ่งสำคัญคือความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ จะเป็นสมรรถนะที่มีความต้องการสูงมากในอนาคต  

​สำหรับโครงการ อีอีซี สแควร์ ได้ดำเนินการพัฒนาเยาวชนต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 โดยในปี 2566 ได้จัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างทักษะและศักยภาพเยาวชน อีอีซี สแควร์ ให้เป็น “เยาวชนแกนนำ” ระหว่างวันที่ 22-23 กรกฎาคม 2566 โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อป้องกันปัญหาจากสิ่งแล้วล้อมมากกว่าแก้ไข ซึ่งมีกิจกรรมการเรียนรู้ด้านการเกษตร และใช้นวัตกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง และการศึกษาดูงานที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi จังหวัดระยอง เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมายกระดับผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ อีอีซี เพื่อให้เยาวชนได้เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ ซึ่งครูและเยาวชนให้ความสนใจอย่างมากและพร้อมจะนำประสบการณ์ที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการ ไปขยายผลคิดริเริ่มโครงการเพื่อพัฒนาชุมชนของตนเอง ต่อไป

‘แอร์-สจ๊วด การบินไทย’ รับมือ ‘ผดส.ไม่น่ารัก’ รอจนเครื่องจอดเยอรมนี ตำรวจเข้ารวบทันที

(24 ก.ค. 66) เฟซบุ๊ก My Pride My THAI ได้โพสต์ข้อความเล่าเหตุการณ์บนสายการบินชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยระบุว่า

เหตุเกิดบนเที่ยวบินหนึ่ง…เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19.7.2023 เดินทางจาก BKK~FRA สิ่งที่จะเล่าให้เห็นมีมุมมองให้คิดได้เยอะ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้องโพสต์นี้คืออะไร … ติดตามอ่านได้ครับ

เมื่อเที่ยวบินนี้ ออกเดินทางได้สัก 1:30 ชม. บนน่านฟ้าอินเดีย
ในขณะที่ลูกเรือเสิร์ฟเสร็จ จู่ๆ ก็มี ผดส.ชายรูปร่างใหญ่
เดินไปนั่งที่เก้าอี้ ‘long-leg’ โดยไม่ได้ชำระค่าโดยสารเพิ่ม !

ลูกเรือจึงได้แจ้งว่า ให้กลับไปนั่งที่ของตนเอง แล้วยังไงก็ไม่รู้ ผดส.ท่านนั้นเริ่มมีอาการไม่พอใจ และเริ่มขึ้นเสียง ผมนั่งอยู่ห่างจากเหตุการณ์ประมาณ 8 แถว ก็เริ่มสังเกตได้ว่า เขาเริ่ม ‘ไม่น่ารัก’ แล้ว

ผ่านไป 5 นาที ผมสังเกตว่า มีลูกเรือเริ่มนำเอกสารไปชี้แจง
ปรากกฏว่า …สิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ก็ได้เกิดขึ้น !

‘ผดส.’ คนนี้ เริ่มเสียงดังและ ‘ทุ่ม’ ของใส่โต๊ะ และ ทำลายเก้าอี้ฝั่งที่เขานั่ง ผมนี่แบบตกใจเลย ต้องออกตัวว่า ลูกเรือพี่เขาเป็นผู้หญิง และ สจ๊วต บนไฟล์ผู้ชายเท่าที่เห็นน่าจะยืนกันแค่สองคน !
ผมก็รู้แล้วล่ะว่า …ความ ‘ท้าทาย’ เริ่มเกิดขึ้นครับ

สิ่งแรกที่เห็นคือ … พี่สจ๊วตท่านแรกเริ่มปกป้องประตูที่เฝ้าแล้ว และเห็นว่าพี่เขาเริ่มโทรคุยกับทางนักบิน เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา

ผ่านไป 10 นาที เชื่อไหมครับ ผมเตรียมไว้แล้วว่ามีจับกุมหรือมัดตัวแน่นอน ! เพราะ คุกคามคนของเราแล้ว ซึ่งผมเองก็ไม่รู้หรอกว่า ระเบียบต้องจัดการยังไง แต่ปรากฏว่า ?

สิ่งที่ผม ‘เดา’ กลับตรงกันข้าม ลูกเรือ ‘ปล่อย’ ให้เขานิ่งก่อนและ สถานการณ์ที่ตึงเครียดกลับนิ่งลง ! เฮ้ย..คืออะไร ?

ผ่านไป 10 ชม. จนถึงเสิร์ฟอาหารเช้า ลูกเรือทุกท่านดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ! งงดิ ใครๆ ก็งง ผดส.ท่านนั้น ยังเดินมาขอกล้วย กาแฟ และ ทำมาคุยกับคนอื่นได้ เสมือนหนึ่งว่าสิ่งที่เขาทำ เหมือนแค่ฝันไป แต่…

ทีมนักบิน และ ลูกเรือทุกคน ได้ทำการ ‘วางแผน’ ไว้อย่างเรียบร้อยแล้วครับ
ก็คือ … พอเครื่องแตะพื้นปุ๊ปเว้ย จอดเสร็จปุ๊ปใช่ป่ะ
กัปตันประกาศว่า “ท่าน ผดส.โปรดนั่งอยู่กับที่” อย่าเพิ่งลุก
พอรอได้ 2 นาที

จนท.ตำรวจเยอรมันนี 5 นาย อาวุธครบมือ เดินไปยังตำแหน่งของคนนั้น และเข้าจับกุมทันที !
นี่คือกระบวนการที่ทาง กัปตันได้ปรึกษากันแล้วว่า

ถ้าเรา ใส่กุญแจมือ ในช่วงเวลาที่เขาก่อกวน มีการ ‘บาดเจ็บ’ แน่นอน เพราะเขาตัวใหญ่ และไม่ได้เมาด้วย ! ทางทีมจึงเห็นว่า ปล่อยไปก่อน รอเครื่องลง เจอกัน !

จากเหตุการณ์นี้ ที่ผมแอบสังเกต ตั้งแต่เกิดเรื่อง จนถึงปลายทางนั้น ผมปรบมือให้เลยครับ กับการตัดสินใจของหัวหน้าพนักงานต้อนรับ ทีมีความเป็นมืออาชีพมากๆ

ที่ชั่งดูแล้วว่า อะไรควรทำบ้าง สุดยอดครับ ปรบมือให้
สุดท้าย เรื่องที่เกิดขึ้น คงฝากเป็น ‘ประสบการณ์’ ให้พี่ๆ ทุกท่าน ลูกเรือทุกคน และ การบินไทย 🇹🇭 ของเรานั้น ยังคงเป็นสายการบินที่ผมเชื่อมั่นและไว้ใจครับ

สุดยอดครับ ..
19:07:2023

แฟรงค์เฟริต, เยอรมันนี
PS.ผมได้ใส่รูปบางส่วนในคอมเม้นใต้ภาพ และ ผมได้ให้กำลังใจลูกเรือทุกท่านเป็นลายลักษ์อักษรครับ — at Frankfurt Airport

Cr: ขอบคุณเรื่องจาก FB: Kitiphong Santiwatr

‘ฟิล์ม รัฐภูมิ’ เคลื่อนไหว!! หลังโดนหมายเรียกคดี Forex-3D ขอยืนยันความบริสุทธิ์ เตรียมหอบหลักฐานเข้าพบ DSI 8 ส.ค.นี้

(24 ก.ค. 66) หลังจากที่มีรายงานข่าวว่าทางดีเอสไอ เตรียมออกหมายเรียกอีก 8 ราย ให้มาพบเจ้าหน้าที่เพื่อชี้แจง หลังสอบพบเส้นทางเงินเชื่อมโยงกับคดีฟอกเงิน Forex-3D พบว่าในจำนวนนี้มีดารานักแสดงชายชื่อดังเกี่ยวข้อง 1 ราย นัดหมายให้เข้าพบพนักงานสอบสวนวันที่ 8 ส.ค. ส่วนอีก 1 รายเป็นดีเจชายชื่อดัง นัดหมายให้เข้าพบพนักงานสอบสวนวันที่ 17 ส.ค. ที่กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ ศูนย์ราชการฯ อาคารบี ชั้น 8 ซึ่งล่าสุดมีชื่อของนักแสดงดัง ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์’ และดีเจชื่อดังอย่าง ‘เพชรจ้า วิเชียร กุศลมโนมัย’ ที่ทางดีเอสไอเตรียมออกหมายเรียก

ล่าสุด แหล่งข่าวคนใกล้ชิด ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ’ ได้เผยว่า ตอนนี้ฟิล์มทราบข่าวที่เกิดขึ้นแล้ว เจ้าตัวไม่ได้ซีเรียสอะไร พร้อมที่จะเข้าพบเจ้าหน้าที่ ซึ่งคาดว่าฟิล์มจะเข้าไปพบเจ้าหน้าที่ด้วยตัวเอง เพราะเท่าที่ทราบฟิล์มได้มีการโทรเข้าไปสอบถามทางเจ้าหน้าที่ถึงเรื่องดังกล่าว และได้ชี้แจงเบื้องต้นไปแล้ว โดยฟิล์มจะนำหลักฐานไปชี้แจงความบริสุทธิ์ของตนเองอีกครั้งในวันที่ 8 ส.ค.นี้

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า ฟิล์ม เข้าไปเกี่ยวข้องกับ คดีเงิน Forex-3D ได้อย่างไร แหล่งข่าวคนดังกล่าว เผยว่า เมื่อประมาณปี 2561 ทางผู้บริหาร Forex-3D ได้มีการว่าจ้างบริษัทของฟิล์มให้ทำงานด้วย เป็นเรื่องของการว่าจ้างงาน ไม่ได้มีส่วนร่วมในการไปหลอกให้ประชาชนมาร่วมลงทุน ทางบริษัทของฟิล์มก็มีหลักฐานการว่าจ้างอยู่ ซึ่งฟิล์มจะนำหลักฐานดังกล่าวไปชี้แจงความบริสุทธิ์ของตนด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top