Thursday, 30 July 2026
TheStatesTimes

ตำรวจดีเดย์ บุกค้น 1,600 จุด ทั่วประเทศ จับกุมอาวุธปืนกว่า 900 กระบอก กระสุนเกือบ 50,000 นัด ตั้งเป้าลดความรุนแรงอาชญากรรม และการกระทำผิดกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมกวาดล้างอาวุธปืนทั่วประเทศ นำหมายค้นเข้าตรวจค้นผู้มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการจำหน่าย ดัดแปลง ซื้อขาย และเกี่ยวข้องกับอาวุธปืน อาวุธสงคราม กว่า 1,600 จุด วิสามัญคนร้ายมีหมายจับข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน เสียชีวิต 1 ราย จับกุมผู้กระทำผิดเกือบ 1,000 คน และตรวจยึดอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนผิดกฎหมายจำนวนมาก ตั้งเป้าลดความรุนแรงของอาชญากรรมและการกระทำผิดกฎหมาย  

วันนี้ 22 กรกฎาคม 2566 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำหนดมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกและความผิดอื่นที่เกี่ยวกับรถหรือการใช้ทาง ระหว่างวันที่ 1 ก.ค.-30 ก.ย.66 นั้น

ในส่วนของมาตรการป้องกันปราบปราม พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดูแลงานป้องกันปราบปราม ได้กำหนดให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มในการบังคับใช้กฎหมายห้วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ พ.ศ.2566 โดยมีเป้าหมาย เช่น ความผิดเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน อาวุธสงคราม เครื่องกระสุนปืน และการลักลอบจำหน่ายอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย และมอบหมายให้ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ควบคุมการปฏิบัติในภาพรวม 
 
ซึ่ง พล.ต.ท.สำราญฯ ได้สั่งการให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเครือข่ายผู้มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับอาวุธปืนผิดกฎหมายระหว่างหน่วยงานต่างๆ ประกอบด้วย กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 1-9 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ฝ่ายปกครอง และภาคประชาชน ทำให้ได้ข้อมูลผู้กระทำผิดจำนวนมาก นอกจากนี้ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ยังได้ส่งเป้าหมายการสืบสวนขยายผลผู้ลักลอบจำหน่ายอาวุธปืนออนไลน์ ส่งขายให้กับลูกค้าทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกหน่วยเข้าตรวจค้นเพิ่มเติมอีกกว่า 300 จุด และกำหนดเข้าปฏิบัติการตรวจค้นเป้าหมาย พร้อมกันทั่วประเทศ จำนวน 1,658 จุด เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา

ผลการระดมกวาดล้าง
1. จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 966 ราย 
2. ตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย
2.1 อาวุธปืนเถื่อน ไม่มีหมายเลขทะเบียน จำนวน 811 กระบอก 
2.2 อาวุธปืน มีหมายเลขทะเบียนซึ่งเป็นของบุคคลอื่น (ปืนผิดมือ) จำนวน 99 กระบอก
2.3 เครื่องกระสุนปืน จำนวน 44,540 นัด
2.4 วัตถุระเบิด จำนวน 2 ลูก 
2.5 ยาบ้า จำนวน 6,239 เม็ด
    
สำหรับในการตรวจค้นครั้งนี้ มีการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญเช่น

• ตำรวจภูธรภาค 8 โดย ฝ่ายสืบสวน สภ.เขาพนม , กก.สส.ภ.จว.กระบี่ และ บก.สส.ภ.8 ได้เข้าทำการปิดล้อมตรวจค้นบ้าน นายอนุชัย หรือบูม สงวนนามสกุล อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาในคดียาเสพติดและพยายามฆ่า เจ้าพนักงาน โดยมีหมายจับติดตัวจำนวน 3 หมาย หลบหนีมาพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง ใน ต.หน้าเขา อ.เขาพนม จ.กระบี่ ซึ่งขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังเข้าตรวจค้นนั้น ผู้ต้องหารู้ตัวและได้ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีออกไปทางด้านหลังบ้านซึ่งเป็นป่าละเมาะ เจ้าหน้าที่จึงได้ติดตามไป ทันใดนั้นผู้ต้องหาวิ่งสวนออกมาจากที่ซ่อน และใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงยิงตอบโต้ถูกผู้ต้องหาเสียชีวิต ตรวจสอบที่ศพพบ อาวุธปืนพกสั้นยี่ห้อ Mauser ขนาด 9 มม. ตกอยู่ข้างตัว และ พบลูกระเบิดชนิดขว้าง M 67 จำนวน 1 ลูก และ ระเบิดควันจำนวน 2 ลูก อยู่ในกระเป๋าสะพายที่ผู้ต้องหาสะพายติดตัวอยู่ พนักงานสอบสวนจึงได้ร่วมกับ พนักงานอัยการ ฝ่ายปกครอง และแพทย์ ร่วมกันชันสูตรพลิกศพ และให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ตรวจสถานที่เกิดเหตุไว้อีกส่วนหนึ่งแล้ว 
• ตำรวจภูธรภาค 4 โดย ภ.จว.อุดรธานี และ สภ.กุมภวาปี ได้เข้าทำการจับกุมผู้ต้องหา นายสมยศ หรือ เอ็ม ขอสงวนนามสกุล อายุ 42 ปี ที่บ้านพักใน ต.ห้วยเกิ้ง อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ในความผิดฐาน “ทำประกอบ ซ่อมแซม เปลี่ยนลักษณะ สั่งนำเข้า มีหรือจำหน่ายซึ่งอาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืน สำหรับการค้า ,  มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน , มีและเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนดัดแปลงแบบออโตเมติกและลูกโม่ ลำกล้องขนาด 9 มม. , .38  ละ .380 จำนวน 8 กระบอก แม็กกาซีน 17 อัน กระสุนปืนขนาดต่างๆ รวมกว่า 140 นัด ยาบ้าจำนวน 8 เม็ด และอุปกรณ์พร้อมเครื่องมือที่ใช้ผลิตหรือดัดแปลงอาวุธปืนจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง
    
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ความสำคัญในแก้ไขปัญหาอาชญากรรมอย่างจริงจังมาโดยตลอด โดยในห้วงที่ผ่านมามีการกระทำความผิดและใช้อาวุธปืนในการก่อเหตุอยู่บ่อยครั้ง ก่อให้เกิดความสูญเสียและความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันของหน่วยต่างๆ เพื่อบูรณาการกวาดล้างผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนพร้อมกันทั่วประเทศ สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้เป็นจำนวนมาก เชื่อมั่นว่าจะทำให้ความรุนแรงของอาชญากรรมและการกระทำผิดกฎหมายลดลง
    
“การระดมกวาดล้างอาวุธปืนทั่วประเทศ จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาและตรวจยึดอาวุธปืนจำนวนมากในครั้งนี้ นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ทุกนายแล้ว ขอขอบคุณไปยังฝ่ายปกครอง และเครือข่ายภาคประชาชน ที่แจ้งข้อมูลผู้มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับอาวุธปืนผิดกฎหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ดัดแปลง จำหน่าย และซื้ออาวุธปืน เพื่อสืบสวนจับกุมทั้งหมด ขอฝากประชาสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชน ซึ่งหากมีเบาะแส/เรื่องร้องเรียน เกี่ยวกับเรื่องอาชญากรรม หรือเรื่องอื่นๆ สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน 191 หรือ สายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ” พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ กล่าว 

‘ช่อ พรรณิการ์’ เผย ทิศทางจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ชี้ โหวตนายกฯ รอบต่อไป ‘เพื่อไทย’ รับแรงกดดันเต็มๆ

(22 ก.ค. 66) ผู้ใช้ TikTok บัญชี ‘missyoumt1368’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอของ ‘ช่อ พรรณิการ์ วานิช’ ผู้ก่อตั้งคณะก้าวหน้า และผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล ได้ออกมาพูดถึงแนวโน้มทิศทางของการโหวตนายกฯ ครั้งต่อไป โดยในคลิประบุว่า…

“ถ้าก้าวไกลถอย เรื่อง ม.112 โดนด่านะคะ แต่จะรักษาพันธมิตร 8 พรรค และอาจจะมีบวกเพิ่มอีกสักพรรคสองพรรคเพื่อให้ได้คะแนนเสียงมากพอ แต่มันก็อาจจะเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้ตรงกับความต้องการของประชาชนขนาดนั้น หากก้าวไกลไม่ยอมถอยเรื่อง ม.112 ยืนยันเดินหน้าต่อ ก็จะเข้าเกม ‘เขี่ยก้าวไกลพ้นจากสมการตั้งรัฐบาล’ พรรคเพื่อไทยจำเป็นที่จะต้องไปหาพรรคอื่นมาเติมให้เสียงครบ จะเป็นพรรคพลังประชารัฐหรือเปล่า? หรือพรรคภูมิใจไทย? ซึ่งทางนั้นก็คงแต่งตัวรออยู่แล้วอย่างแน่นอน นั่นคือภารกิจในการจัดตั้งรัฐบาลที่พลิกขั้วเปลี่ยนข้าง ซึ่งก็จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะการที่จะบอกว่า ตราบใดที่ไม่มีประยุทธ์ก็ถือว่าพลิกขั้วเปลี่ยนข้างสำเร็จแล้ว… เราอยู่กันมาขนาดนี้แล้ว เราจะไม่คิดแบบนั้นใช่ไหมคะทุกคน?

เพราะถึงอย่างไร ‘ประยุทธ์’ กับ ‘ประวิตร’ นั้น ไม่ได้มีความแตกต่างกันในระบอบปรสิตที่เกาะกินประเทศนี้อยู่ เพราะฉะนั้น ในช่วงสัปดาห์หน้าก่อนหน้าที่จะถึงวันโหวตนายกฯ ครั้งต่อไป คือในวันที่ 27 ก.ค. ทางพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวในการแถลงว่า เขาจะปิดจ็อบให้ได้ในวันที่ 27 ก.ค. ประเทศรอช้ากว่านี้อีกไม่ได้แล้ว ซึ่งตรงนี้ทางเราก็เห็นด้วย หากต้องลากต่อไปเรื่อย ๆ มันก็คงจะยากอยู่ ตอนนี้ประเทศต้องมีรัฐบาลเข้ามาบริหาร แต่ถ้าจะปิดจ็อบเร็วขนาดนี้ หมายความว่า พรรคเพื่อไทยเองก็มีแรงกดดันสูงมากที่จะต้องตัดสินใจ ในการเลือกว่าตกลงจะเอาพรรคไหน ไม่เอาพรรคไหน ในการร่วมรัฐบาลและจัดตั้งรัฐบาลให้ประสบความสําเร็จภายในวันที่ 27 ก.ค.นี้ 

การตัดสินใจครั้งนี้ ใครจะเป็นผู้ออกปากในเรื่อง ม.112 ก้าวไกลจะถอยหรือจะไม่ถอยอย่างไร การถอยหรือไม่ถอยของก้าวไกลจะมีผลอย่างมีนัยสําคัญ ต่อการได้กลับมาหรือไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาลของพลเอกประวิตร และพรรคพลังประชารัฐ ทั้งหมดนี้เป็นสถานการณ์ที่ประชาชนจําเป็นต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด และอย่าลืมว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ‘เสียงของประชาชน’ ต้องมีความหมาย สิ่งที่ถูกประกาศออกไปแล้วผ่านบัตรเลือกตั้ง คือ ประชาชนในประเทศนี้ต้องการ ‘การเปลี่ยนแปลง’ ต้องการพลิกขั้วเปลี่ยนข้างรัฐบาล และมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศให้ได้ เราจะยังยืนยันคําเดิมว่า พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล คือสิ่งที่ดีที่สุด คือส่วนผสมที่ดีที่สุดที่จะพาประเทศนี้เดินไปข้างหน้าต่อ แต่ส่วนผสมนี้ ในวันนี้ จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่? และต้องเสียอะไรไปเพื่อให้ได้มันมา ต้องจ่ายอะไรไปเพื่อจะได้สิ่งนี้มา รอดู อีกไม่นานจะรู้ ว่าวันที่ 27 กรกฎาคม จะเกิดอะไรขึ้นที่รัฐสภา 

‘พิธา’ พร้อมด้วย ส.ส.ชลบุรี เดินสายขอบคุณประชาชน หลังเปิดทางให้ ‘เพื่อไทย’ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

(22 ก.ค. 66) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย ส.ส.ชลบุรี พรรคก้าวไกล ร่วมเดินสายขอบคุณประชาชน หลังจากพรรคก้าวไกลแถลงเปิดทางให้พรรคอันดับ 2 คือพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลของพันธมิตร 8 พรรคที่ได้เคยทำ MOU กันไว้ โดยวันนี้ได้เปิดเวทีปราศรัยสองจุด ที่หาดจอมเทียน เมืองพัทยา และที่อำเภอบ่อวิน มีประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมฟังการปราศรัยและรอพบปะนายพิธา แม้จะมีสายฝนโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงหนึ่งของการปราศรัย นายพิธาระบุว่า ถึงแม้จะมีความพยายามเพื่อไม่ให้ตนเป็นนายกรัฐมนตรี แต่พวกเรายังหมดหวังไม่ได้ เมื่อทั้ง 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลต่างลงเรือลำเดียวกันแล้ว ก็จะต้องตั้งรัฐบาลของประชาชน ที่รักษาสัจจะที่เคยให้ไว้กับประชาชนให้ได้

เพราะฉะนั้น ตนจะไม่มีวันยอมแพ้ จะยุติการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ แม้จะมีความพยายามสกัดกั้นขนาดไหนก็ต้องสู้ต่อ เมื่อบีบให้ตนต้องออกจากสภาตนก็จะมาอยู่กับประชาชน ตนและพรรคก้าวไกลจะขอยืนหยัดเพื่อประเทศไทยและขอทำงานเพื่อประชาชนต่อไป ให้สมกับความตั้งใจที่ประชาชนให้เรามา

นายพิธายังกล่าวต่อไปว่า วันนี้มีการเปรียบเหมือนทั้ง 8 พรรคอยู่บนเรือลำเดียวกัน เมื่อเรือกำลังรั่วอยู่ คำถามคือ จะให้มีคนเสียสละออกจากเรือหรือควรจะอยู่ซ่อมเรือด้วยกัน ขอเพียงทั้ง 8 พรรคที่ประชาชนเลือกมาจะช่วยกันซ่อมเรือ อุดรอยรั่ว ทำเรือให้แข็งแรง ขอเพียงทั้ง 8 พรรครักษาสัจจะที่ได้เคยให้สัญญากับประชาชนไว้ในวันที่มาขอคะแนนและความไว้วางใจจากประชาชน เรือก็จะถึงฝั่งได้

“มันไม่มีความหมายเลยหรือ ประชาชนไม่มีความหมายเลยหรือ แล้วจะเลือกตั้งกันไปทำไม ถ้าอย่างนั้นคุณชี้มาเลยคุณจะเอาใคร ใครจะถีบผมออกจากเรือผมไม่รู้ ผมบอกอย่างเดียวว่าผมไม่ยอม ถ้าเรือมันรั่วต้องช่วยกันซ่อม ไม่ใช่มาถีบเพื่อนออกจากเรือ และไม่ถีบประชาชนออกจากเรือด้วย ถ้า 25 ล้านเสียงสู้ 250 เสียงไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป ใครจะปล่อยมือก้าวไกลปล่อยไป ขอเพียงพี่น้องประชาชนอย่าปล่อยมือก้าวไกลก็พอ” นายพิธา กล่าว

หลังการปราศรัยจบลง ประชาชนที่มาพบต่างตะโกนให้กำลังใจด้วยคำว่า “พิธาสู้ๆ” และ “นายกพิธา” ดังกึกก้องไปทั้งบริเวณ

ชวนส่อง 4 เรื่อง ที่ทำให้ ‘เมืองไทย’ ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่สะดวกสบาย จนแซงหน้า ‘ประเทศเยอรมนี’

🔍 ชวนส่อง 4 เรื่อง ที่ทำให้ ‘เมืองไทย’ ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่สะดวกสบาย จนแซงหน้า ‘ประเทศเยอรมนี’ จะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลย!!

1.) การโอนเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ ที่ประเทศไทยจะสามารถโอนเงินให้ผู้รับได้ทันที ในขณะที่ประเทศเยอรมนี ต้องรอประมาณ 1 อาทิตย์ หรืออาจนานกว่านั้น
2.) การขอบัตร ATM ใบใหม่ ที่ประเทศไทยสามารถทำเรื่องขอรับได้ทันที ในขณะที่ประเทศเยอรมนี ต้องรอประมาณ 1 อาทิตย์ หรืออาจนานกว่านั้น
3.) การขอซิมการ์ด ที่ประเทศไทยสามารถหาซื้อซิมการ์ดได้ทันที ในขณะที่ประเทศเยอรมนี ต้องรอประมาณ 1 อาทิตย์ หรืออาจนานกว่านั้น
4.) การรับชมช่องโทรทัศน์ของรัฐบาล ที่ประเทศไทยสามารถรับชมได้ฟรี ในขณะที่ประเทศเยอรมนี ต้องเสียเงินประมาณ 670 บาทต่อเดือน

‘ชลธี ธารทอง’ ศิลปินแห่งชาติ บรมครูเพลงลูกทุ่งไทย เสียชีวิตอย่างสงบ ในวัย 85 ปี วงการลูกทุ่งไทยร่วมอาลัย

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 66 หลังถูกส่งตัวแอดมิตเป็นการด่วน ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา ล่าสุดมีรายงานว่าครูเพลงชื่อดัง ศิลปินแห่งชาติ ‘ชลธี ธารทอง’ ได้เสียชีวิตแล้วรวมอายุ 85 ปี ในเวลา 17.57 น. เมื่อวันที่ 21 ก.ค.66 โดยการแจ้งข่าวร้ายผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของ ‘ครูปุ้ม ศศิวิมล รัตนอำพันธุ์’ คู่ชีวิต

‘ชลธี ธารทอง’ มีชื่อจริงว่า ‘สมนึก ทองมา’ เกิดเมื่อ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2480 ที่จังหวัดชลบุรี เรียนชั้นประถม 1 ที่โรงเรียนวัดแก้วศิลาราม ที่ชลบุรี มาต่อชั้นประถม 4 ที่โรงเรียนวัดโคกขี้หนอน ที่ชลบุรี และจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนประชาสงเคราะห์ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี

ทั้งนี้ กว่าจะมาเป็นครูเพลงชื่อดังที่ได้รับการยอมรับนั้นเจ้าตัวผ่านการทำงานมาแล้วมากมาย ทั้งทำนา ทำไร่ ขุดดิน เผาถ่าน ช่างไม้ ก่อสร้าง นักมวย ลิเกนักพากย์หนัง หางเครื่อง กรรมกร นักร้องฯ

โดยครูชลธีนั้นมีความสนใจการร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก เคยอยู่กับวงดนตรีหลากหลายวง ทั้งวงรำวงดาวทอง, วงดนตรีของสุรพล สมบัติเจริญ​, วงเทียนชัย สมญาประเสริฐฯ

เจ้าตัวเริ่มฉายแววของการเป็นนักแต่งเพลงตั้งแต่เมื่อครั้งสมัครประกวดร้องเพลงที่จัดโดยวงรวมดาวกระจายของครูสำเนียง ม่วงทองโดยใช้เพลงที่แต่งขึ้นเอง ก่อนที่ครูสำเนียงจะรับให้มาอยู่ร่วมคณะพร้อมกับตั้งชื่อให้เขาว่า ‘ชลธี ธารทอง’

ที่ผ่านมาแม้จะมีโอกาสขึ้นเวทีในฐานะนักร้องและได้บันทึกเสียงรวม 4 เพลง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนเจ้าตัวหันมาเอาดีในการแต่งเพลง โดยระหว่างที่อยู่วงรวมดาวนี้เขามีโอกาสได้แต่งเพลง ‘พอหรือยัง’ ให้ ‘ศรคีรี ศรีประจวบ’ ร้องจนประสบความสำเร็จ แต่กลับไม่มีใครเชื่อว่าเขาเป็นคนแต่ง

หลังถูกไล่ออกจากวง ได้มีนายทุนออกเงินตั้งวงให้ในชื่อ ‘สุรพัฒน์’ แต่ก็ไปไม่รอด ขณะที่เพลงของเขาก็ขายไม่ค่อยได้เพราะคนไม่รู้จักชื่อเสียง ก็พอดีกับศรคีรีมาขอให้ช่วยแต่งเพลงให้ แต่พอเขาแต่งเพลงชุดนั้นเสร็จ ศรคีรีก็มาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเสียก่อน

ในขณะที่คิดจะหันหลังให้กับวงการ ครูชลธีบังเอิญไปพบกับเด็กล้างรถที่ปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งแถวบุคคโล ซึ่งมีเสียงถูกใจ เขาจึงได้มอบเพลง 2 เพลงที่แต่งให้ศรคีรีกับเด็กคนนั้นไปโดยไม่คิดเงิน ก่อนที่เด็กคนนั้นจะมีชื่อเสียงโด่งดังจากเพลงของเขา อย่าง ‘ลูกสาวผู้การ’ และ ‘แหม่มปลาร้า’ ในนามของ ‘สายัณห์ สัญญา’

ทั้งนี้ จุดเด่นในการแต่งเพลงของครูชลธี ก็คือการเลือกสรรถ้อยคำในลักษณะของกวีนิพนธ์ มีการใช้ฉันทลักษณ์หลายรูปแบบ โดยผลงานของเจ้าตัวนั้นว่ากันว่ามีมากกว่าพันเพลง และสร้างชื่อเสียงให้กับนักร้องหลากลายคน ทั้ง ผ่องศรี วรนุช, ไพรวัลย์ ลูกเพชร, สายัณห์ สัญญา, ยอดรัก สลักใจ, ศรเพชร ศรสุพรรณ, สดใส รุ่งโพธิ์ทอง, เสรีย์ รุ่งสว่าง, เอกพจน์ วงศ์นาค, สุนารี ราชสีมา, จินตหรา พูนลาภ ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นเพลง ล่องเรือหารัก, ไอ้หนุ่มตังเก, พบรักปากน้ำโพ, ทหารอากาศขาดรัก, เทพธิดาผ้าซิ่น, หนุ่มทุ่งกระโจมทอง, เรียกพี่ได้ไหม, ไอ้หนุ่ม ต.ช.ด., แฟนฉันไม่ต้องหล่อ, จดหมายจากแม่ ฯลฯ

‘ครูชลธี ธารทอง’ ได้รับรางวัล ศิลปินแห่งชาติปี พ.ศ. 2542 ในสาขาศิลปะการแสดง อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังๆ นั้น เจ้าตัวต้องตกเป็นข่าวดังในเรื่องส่วนตัว แยกทางกับครูปุ้ม ถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลฟ้องร้องกัน ก่อนสุดท้ายกลับมาครองคู่กันอีกครั้งในบั้นปลายสุดท้ายของชีวิต

ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย มิจฉาชีพใช้ภาพหญิงสาวหน้าตาดีประกาศโฆษณา ผ่านเพจเฟซบุ๊กหลอกลวงให้เหยื่อโอนเงิน พบผู้เสียหายแล้วหลายราย

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. กล่าวว่า ได้รับรายงานว่าจากการตรวจสอบการกระทำความผิดในสื่อสังคมออนไลน์พบเพจเฟซบุ๊กจำนวนหลายเพจ มีการนำเสนอภาพและคลิปวิดีโอของหญิงสาวหน้าดี หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งถูกมิจฉาชีพนำมาตัดต่อประกอบกับโพสต์ข้อความในลักษณะเชิญชวนบุคคลทั่วไปให้มาใช้บริการทางเพศออนไลน์ เช่นใช้คำโฆษณาว่า “ แหล่งรวมสาวสวย เราจัดให้แล้วมีทั้ง PR นักศึกษา ชุดคอสเพลย์ หรือแหล่งรวมสาว ม.ปลาย - มหาลัย ความสุขที่ไม่ต้องเดินทาง จัดส่งให้ถึงที่ไม่ว่าใกล้หรือไกล ” เป็นต้น โดยเมื่อเข้าไปตรวจสอบภายในเพจดังกล่าวแม้จะมีผู้ติดตามอยู่จำนวนมาก แต่จะมีผู้จัดการดูแลเพจอยู่ต่างประเทศ ทั้งนี้เมื่อมีผู้หลงเชื่อติดต่อส่งข้อความ หรืออินบ็อก (Inbox) ไปยังเพจในลักษณะดังกล่าว ก็จะถูกมิจฉาชีพออกอุบายหลอกลวงให้โอนเงินไปยังบัญชีที่เตรียมไว้ เมื่อโอนเงินเรียบร้อยจะถูกบล็อคบัญชีทำให้ไม่สามารถติดต่อได้ แล้วไปหลอกลวงผู้เสียหายรายอื่นๆ ต่อไป

การกระทำดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายความผิดฐาน “ ฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตา 343, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบาง ส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติมหรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใดฯ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(1), 16 และโฆษณาหรือรับโฆษณา ชักชวน หรือแนะนำด้วยเอกสารสิ่งพิมพ์ หรือกระทำให้แพร่หลายด้วยวิธีใดไปยังสาธารณะที่เห็นได้ว่าเป็นการเรียกร้องหรือการติดต่อเพื่อการค้าประเวณีของตนเองหรือผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี มาตรา 7 ” หรือฐานความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

บช.สอท. โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้เร่งรัดขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมออนไลน์ในทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงประชาชนให้โอนเงินด้วยวิธีการหรือกลโกงต่างๆ

โฆษก บช.สอท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ประชาชนอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเพจหรือเว็บไซต์ในลักษณะดังกล่าวอย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากท่านจะเสี่ยงถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้โอนเงินสูญเสียทรัพย์สินแล้ว ท่านยังมีอาจจะมีความผิดในส่วนของผู้ที่มีส่วนส่งเสริม หรือเกี่ยวข้องกับการค้าบริการทางเพศ โดยผู้ใช้บริการทางเพศโดยหลักแล้วไม่มีความผิดแต่อย่างใด เว้นแต่จะใช้บริการทางเพศจากอายุเกิน 15 แต่ไม่ถึง 18 ปี ในสถานการค้าประเวณี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี – 3 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 60,000 บาท ถ้าใช้บริการทางเพศจากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ต้องรับโทษหนักขึ้นอีก คือ จำคุกตั้งแต่ 2 – 6 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000 – 200,000 บาท กรณีนี้ แม้ผู้ให้บริการทางเพศจะยินยอมก็มีความผิดตามกฎหมาย

‘ม.เกษตร’ ออกแถลงการณ์ เห็นด้วยกับวิถีประชาธิปไตย แต่ไม่สนับสนุนการแสดงออกที่ไม่เคารพเกียรติ-สัญลักษณ์ชาติไทย

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 66 จากกรณีมีการชักธงดำขึ้นสู่ยอดเสาหน้าหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เมื่อช่วงเย็นวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีการทำกิจกรรมปราศรัยโจมตี ส.ว. ที่ไม่สนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี

ล่าสุดเพจเฟสบุ๊ก ‘มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์’ ได้ ออกแถลงการณ์ มีข้อความว่า…

“มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เห็นด้วยกับการแสดงออกในวิถีทางประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เห็นชอบในความกลมกลืนบนความหลากหลายทางความคิด เพื่อความถูกต้องเหมาะสมตามแนวทางประชาธิปไตยแบบไทย

แต่ไม่เห็นด้วยกับการแสดงออกที่ไม่เคารพเกียรติและสัญลักษณ์ของประเทศชาติ ธงชาติไทยเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทย แสดงถึงเอกลักษณ์และศักดิ์ศรีในความเป็นไทย มีความหมายถึงความเป็นเอกราช สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นความภาคภูมิใจของคนในชาติ ที่รักษาเอกราช มายั่งยืนถึงทุกวันนี้

ขอให้ทุกฝ่ายได้มีการแสดงออกในแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะกับเกียรติภูมิของคนไทย เคารพกฎ ฟังความคิดเห็นของกันและกัน ปฏิบัติตามกติกา การอยู่ร่วมกันและเข้าใจความรู้สึกของคนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ของสังคม และของประเทศชาติ”

‘ดร.สุวินัย’ ยกท่อนต่อกลอนดังสวนกลับ หลัง ‘พิธา’ แซะพรรคร่วม ลั่น!! “คุณสร้างแต่ความเกลียดชัง คนอื่นเขาก็ชังน้ำหน้าคุณเช่นกัน”

(23 ก.ค. 66) รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว ชื่อ ‘Suvinai Pornavalai’ กรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร่ายกลอนดัง ‘แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์’ ของครูกวีไทยอย่างสุนทรภู่ ถึงพรรคร่วมรัฐบาล ขณะเดินทางไปเปิดงาน ‘สุราก้าวหน้า Festival 2’ ที่ตลาดดิโอโซน (ขนส่งใหม่ระยอง) หมู่ 4 ตำบลทับมา อำเภอเมือง จังหวัดระยอง โดยระบุว่า…

“พ่อส้มพูดไม่จบ 

กลอนบทนี้มีเนื้อหาต่อ คือ…

“มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน
บิดามารดารักมักเป็นผล
ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน
เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา
แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ
ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา
รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี”

ข้อแรก : พวกคุณเองหรือเปล่าที่ส่งเสริมค่านิยมเรื่อง พ่อแม่ไม่ได้มีบุญคุณ?
ข้อสอง : พวกคุณหรือเปล่าที่ไม่เคยคิดบอกสอนให้รู้จักพึ่งตนเอง แต่จะเอาสวัสดิการจากภาษี?
ข้อสาม : คนย่อมรู้จักเจรจา พวกคุณเจรจาเป็นไหม? คำตอบคือ ไม่!! เพราะพวกคุณเอาแต่ชี้หน้าด่าคนอื่นไปทั่ว ว่าทุกคนเลว พวกคุณดีคนเดียว แล้วใครจะอยากคบค้าสมาคมด้วยเล่า?
ข้อสี่ : คุณสร้างแต่ความเกลียดชัง คนอื่นเขาก็ชังน้ำหน้าคุณเช่นกัน
ข้อห้า : คุณไม่รู้วิชา แค่แผนการทำงานที่พูดออกมา ตลาดหุ้นก็ดิ่งลงเหว เพราะเขาไม่มั่นใจในความสามารถของพวกคุณ!!
ข้อสุดท้าย : พวกคุณไม่รู้รักษาตัวรอด แต่พรรคอื่น รู้!!

จบนะ"

‘ตูมตาม ยุทธนา’ ชวนภรรยาสุดสวย ‘อาหลี’ ถ่ายแบบคู่ อวดท้องใหญ่ก่อนคลอดลูกสาวตัวน้อย ‘น้องริณณา’

(23 ก.ค. 66) นับถอยหลังรอเจอหน้าลูกสาวตัวน้อยแล้ว สำหรับคุณพ่อสุดเห่อ ‘ตูมตาม ยุทธนา เปื้องกลาง’ ที่ล่าสุดเจ้าตัวก็ชวนภรรยาสาว ‘อาหลี อัฐริญญา’ มาแชะภาพสุดปัง อวดท้องใหญ่ใกล้คลอดสุดแซ่บ แถมทั้งคู่ยังได้เผยชื่อลูกสุดน่ารักให้แฟน ๆ ได้ทราบอีกด้วยว่า…

“‘RINNA’ is coming

daddy : พ่ออยากจะบอกว่า รักและรอเจอหน้าลูกนะ ดีใจที่สุดในชีวิตแล้วที่มีรินณา มาเป็นความหมายของทั้งพ่อและแม่ พ่อรักแม่และลูกสุดหัวใจครับ เจอกัน

mummy : ใกล้เจอกันแล้ว ต้าวดวงใจ ขอให้หนูแข็งแรง สุขภาพแข็งแรง ออกมาก็เป็นต้าวก้อนความสดใสเลยนะะะ I yerb you”

ท่ามกลางแฟนๆ แห่เข้ามากดไลค์ให้ในความน่ารักของทั้งคู่ และคอมเมนต์แสดงความยินดีกันเพียบ บอกอยากเจอหน้าหลานแล้ว

‘ส.ว.สมชาย’ โพสต์เย้ยพรรคส้ม หม้ายขันหมาก พร้อมโชว์สูตรจัดตั้งรัฐบาล ‘เหลือง+แดง=น้ำเงิน’

(23 ก.ค. 66) นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)​ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า…

“เพื่อไทยจัดขันหมากรัฐบาลใหม่ชวนพรรค 2 ลุง 1 หนู ยิ้มกันหน้าระรื่น ไฉนหม้ายขันหมากก้าวไกล ยังขอทนร่วมรัฐบาลสูตรเหลือง+แดง=น้ำเงิน

มีก้าวไกลไม่มีลุง #มีลุงไม่มีก้าวไกล #ด้านไว้ก่อนพ่อสอนไว้?”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top