Friday, 31 July 2026
TheStatesTimes

‘บิ๊กตู่’ ปลื้ม!! เทศกาลภาพยนตร์ไทย-มาเลเซีย 2023 คึกคัก พร้อมดันกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางด้านภาพยนตร์ของอาเซียน

(17 ก.ค. 66) สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มุ่งผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ ใช้มิติวัฒนธรรมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย โดยรับทราบผลสำเร็จของงานเทศกาลภาพยนตร์ไทยในมาเลเซียประจำปี 2566 ภายใต้ธีม ‘Bridging Thainess to International Audience’ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่  13 - 16 กรกฎาคม 2566 ที่โรงภาพยนตร์ GSC Mid Vally โดยมีแขกผู้มีเกียรติจากกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย กระทรวงการท่องเที่ยว ศิลปะและวัฒนธรรมมาเลเซีย คณะกรรมการพัฒนาภาพยนตร์แห่งมาเลเซีย (FINAS) คณะทูตานุทูตต่างประเทศ พร้อมทั้งสื่อมวลชนมาเลเซีย นักเรียน นักศึกษามาเลเซียและไทย คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในมาเลเซีย และแฟนคลับชาวไทยและมาเลเซีย เข้าร่วมกันอย่างคึกคัก

ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมมิตรภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว ในเชิงสังคมและวัฒนธรรม ยังเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และความร่วมมือในอนาคตระหว่างอุตสาหกรรมภาพยนตร์และบันเทิงของทั้งสองประเทศ เปิดโอกาสทางด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาความสำเร็จของประเทศไทยสามารถดึงดูดคณะถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในไทย ทำให้สถิติ 7 ปี (2559 - 2565) สร้างรายได้เข้าประเทศแล้วกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท 

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา ครม.พล.อ.ประยุทธ์ได้เห็นชอบมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยเพิ่มเติมเพื่อดึงดูดคณะถ่ายทำภาพยนตร์จากต่างประเทศ  ทำให้มั่นใจว่าจะผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางด้านภาพยนตร์ของอาเซียนได้ตามเป้าหมาย

สำหรับการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์ไทยในมาเลเซีย ประจำปี 2566 ภายใต้ธีม ‘เชื่อมความเป็นไทยสู่สากล’ นำภาพยนตร์ไทย 5 เรื่องจากเครือภาพยนตร์ไทยที่มีชื่อเสียงมาฉายสู่สายตามิตรชาวมาเลเซีย ได้แก่ แอน (Faces of Anne) เทอมสองสยองขวัญ (Haunted Universities 2nd Semester) บุพเพสันนิวาส 2 (Love Destiny the Movie) Fast & Feel Love เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ และหนังรักคลาสสิคตลอดกาล Friend Zone ระวัง...สิ้นสุดทางเพื่อน โดยจัดฉายในโรงภาพยนตร์ในเครือ Golden Screen Cinemas (GSC) 4 แห่งใน กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองปูตราจายา และรัฐสลังงอร์ ได้แก่ GSC Mid Valley GSC 1 Utama GSC MyTown และ GSC IOI City Mall โดย ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

‘อิงอิง MUT’ ยอมรับเคยทำแท้ง ไม่หวั่น!! หากชวดมงฯ-เสียภาพลักษณ์ ขอผลักดัน ‘ทำแท้งถูกกฎหมาย’ ให้ผู้หญิงมีทางเลือกในการใช้ชีวิตมากขึ้น

(17 ก.ค. 66) ตัดสินใจเอาตัวเองออกมาเป็นกรณีศึกษา แบบไม่กลัวจะชวดมงฯ เลยทีเดียว สำหรับ MUT นครปฐม ‘อิงอิง วิชญาดา ชาติธีรรัตน์’ ผู้เข้าประกวด Miss Universe Thailand 2023 ที่ขอยืดอกยอมรับ ว่าเคยผ่านการทำแท้งมาก่อน เพราะเป็นการท้องไม่พร้อมจากความผิดพลาดทาง physical โดย ‘อิงอิง’ ได้เปิดใจแบบหมดเปลือก ว่าเป็นสิ่งที่เสียใจที่สุดในชีวิต แต่คงเสียใจกว่านี้ ถ้าลูกเกิดมาในความไม่พร้อมของพ่อแม่ ที่กล้าออกมาพูดเรื่องนี้ ก็เพราะอยากให้เข้าใจคนที่ประสบปัญหา และอยากให้เห็นว่าผู้หญิงก็มีทางเลือกในการใช้ชีวิตของตัวเอง

“ที่อยากมาประกวด MUT เพราะเป็นการ Empowering Women และ Empowering สังคมค่ะ เพราะอิงเอาตัวเองออกมาเป็นกรณีศึกษาให้สังคมเห็น ว่าผู้หญิงควรมีทางเลือกให้การใช้ชีวิต แล้วการที่จะให้คนในสังคมได้เห็นภาพอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด คือต้องมีแรงบันดาลใจและต้องมีเคสตัวอย่าง ที่จริงอิงสามารถนอนอยู่บ้านก็ได้ หลีกเลี่ยงการตอบคำถามก็ได้ แต่อิงเอาตัวเองมาเป็นประเด็นในสังคมทางด้านบวกและลบ เพื่อให้คนในสังคมได้เห็นภาพมุมกว้างมากขึ้น ว่าตอนนี้สังคมเกิดประเด็นอะไรอยู่ เกี่ยวกับการทำแท้งถูกกฎหมาย และที่ผ่านมาการที่อิงทำแท้งถูกกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าอิงไม่รู้สึกเสียใจ เราก็คือคนที่ผ่านการเป็นแม่มาก่อน เราก็สูญเสียลูกน้อยอันเป็นที่รักไป แต่สิ่งหนึ่งที่เราอยากมาบอกคนในสังคม คือปีนี้คอนเซ็ปต์ ‘The Unlimited’ จักรวาลไร้ขีดจำกัด อิงมาเพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่า เวที MUT ไร้ขีดจำกัดจริงๆ ค่ะ แล้วเราก็ Empowering สังคมได้มากจริง ๆ ค่ะ”

>> เอาตัวเองมาเป็นกรณีศึกษา เพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

“หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูด เพราะอิงทำคอนเทนต์และโครงการเกี่ยวกับการแท้งไม่ผิด เพราะเราก็สูญเสีย และอิงคือคนหนึ่งที่ประสบพบเจอกับปัญหานั้นจริงๆ การที่เอาตัวเองออกมาเป็นกรณีศึกษาให้กับคน นั่นหมายความว่าสังคมจะมีประเด็นและมีบุคคลตัวอย่าง ในการถกเถียงกันมากยิ่งขึ้น

อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมครั้งยิ่งใหญ่ และอาจจะเป็นตัวขับเคลื่อนกฎหมายการทำแท้งถูกกฎหมาย ให้กับสตรีได้มีทางเลือกอย่างถูกต้อง ให้เขาไม่ต้องไปทำแท้ง ไปเหน็บยาเอง หรือไปทำอะไรที่เสี่ยงกับตัวเอง เพราะฉะนั้นแล้วอิงไม่กลัวทัวร์ เพราะความจริงก็คือความจริง เราคือสตรีที่มาขับเคลื่อนสตรีด้วยกันค่ะ”

>> เคารพความเห็นของทุกคน แต่ไม่อยากให้ลูกเกิดมาเจอกับความไม่พร้อมเหมือนตัวเอง

“อิงเคารพการตัดสินใจและเคารพการแสดงความคิดเห็นของทุกท่าน เพราะอิงไม่สามารถกลับไป และบอกตัวเองว่าไม่ทำแท้งไม่ได้ ณ วันนั้นอิงอยู่ในสถานการณ์ที่กลั่นกรองแล้วว่า ถ้าลูกอิงเกิดมาในภาวะที่พ่อและแม่ไม่สมบูรณ์ พ่อและแม่ไม่พร้อม เขาจะต้องมีปัญหาทางด้านการศึกษา การเงิน สังคม และเขาจะต้องรู้สึกไปตลอดชีวิต ว่าทำไมพ่อกับแม่เลี้ยงดูฉันได้ไม่ดีพอ ซึ่งอิงก็เป็นหนึ่งในนั้น อิงไม่อยากให้ลูกโตมาเหมือนที่อิงเป็น เพราะฉะนั้นหลายคนอาจจะคิดได้ว่ามันคือสิ่งที่ผิด แต่ถ้าสังคมได้ตระหนักถึงเรื่องนี้บ่อยๆ หรือถ้าอิงออกมาพูดเรื่องนี้บ่อยขึ้น คนก็จะเห็นเอง ว่าเจตนารมณ์ของผู้เข้าประมูลคนนี้ทำมันคืออะไร อิงไม่ได้ต้องการแสงหรือคอนเทนต์ แต่มันเป็นการ Empowering คนจริงๆ”

>> ท้องตอนอายุ 22 ยังเรียนไม่จบ มีการวางแผนครอบครัวแล้ว แต่ก็ไม่พร้อมด้วยทุนทรัพย์

“เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก่อนประกวดทุกเวทีในประเทศเลย อิงก็ป้องกันอย่างดีค่ะ แต่ในโครงการของอิง จะบอกว่าตัวอิงเองและตัวผู้อื่น สามารถตั้งครรภ์ไม่พร้อมได้ด้วยเหตุสุดวิสัย การถูกล่วงละเมิดทางเพศ การถูก sexual harassment แต่ของอิงมีการป้องกันถูกวิธี แต่มันก็เกิดความผิดพลาดทาง physical กับอดีตแฟนที่เลิกกันไปแล้วค่ะ ก็จบกันด้วยดี ด้วยความเข้าใจ ว่าถ้าไปต่อในฐานะของคู่ชีวิตไม่ได้ ก็ให้จบลงในฐานะเพื่อนค่ะ คือเราไม่ได้ตั้งใจที่จะมีน้อง และไม่ทราบด้วยว่ามีการตั้งครรภ์ แต่มันอยู่ในสัปดาห์ที่กระทรวงสาธารณสุขบัญญัติไว้ ว่าสามารถทำแท้งแบบถูกต้องตามกฎหมายได้ค่ะ

ตอนที่รู้ว่าท้อง ก็คุยกับแฟนทุกวิถีทาง ในการหาทางออก หาวิธีการที่จะเลี้ยงดูเขา เราไตร่ตรองทุกอย่างถี่ถ้วน คำตอบก็เหมือนเดิม อย่าเกิดมาในสภาวะที่พ่อและแม่ไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีให้เขาเลย ยอมรับตรงๆ ว่าอิงคือประชาชนคนธรรมดา ที่พบเจอปัญหาจริงๆ อิงเลยเอาตัวเองมาเป็นกรณีศึกษา ว่าฉันอาจจะเคยผิด แต่ความผิดพลาดครั้งนั้น ฉันก็คือคนที่สูญเสียเช่นกัน อิงเลยตัดสินใจว่า ไว้พร้อมเมื่อไหร่ฉันจะดูแลเด็กคนนี้ ให้เขารู้สึกว่าภูมิใจเหลือเกิน ที่เขาได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อและแม่

ตอนนั้นเราก็มองถึงเหตุผล ทุนทรัพย์ การใช้ชีวิตต่อ วางแผนครอบครัวเป็นอย่างดี แต่คิดว่าถ้าเขาต้องเกิดมาในภาวะที่เรารักเขา แต่ทุนทรัพย์ไม่ได้รักเขาในตอนนั้น เชื่อว่าหลายคนในสังคมจะพูดว่า คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็จะสามารถหาเงินได้ สมัยก่อนกับสมัยนี้ต่างกันมากนะคะ เลี้ยงลูกด้วยความรักอย่างเดียวไม่พอค่ะ ต้องเลี้ยงลูกด้วยเงินด้วยค่ะ ตอนนั้นอิงอายุ 22 ปี ยังเรียนไม่จบ ก็ไปวางแผนครอบครัวที่โรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลก็สอบถามพ่อของเด็กและอิง ซึ่งคำตอบที่ถูกต้อง คือต้องบรรลุนิติภาวะ หากไม่บรรลุนิติภาวะ จะต้องมีผู้ปกครองเซ็นยินยอม และช่วยเหลือในการวางแผงครอบครัว หลังจากนั้นเขาก็จะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่ขึ้นตรงกับรัฐ เพื่อเอาเด็กออกด้วยวิธีที่ถูกต้อง และปลอดภัยกับผู้เป็นแม่”

>> ไม่ได้เลิกกับแฟนเพราะท้อง แต่เพราะทัศนคติที่ไม่ตรงกันและเรื่องความซื่อสัตย์

“ไม่ได้เป็นส่วนนั้นซะส่วนใหญ่ค่ะ ก็จะเป็นเรื่องของทัศนคติไม่ตรงกัน การทำงาน การใช้ชีวิตที่ไม่ตรงกัน และมีเรื่องของความซื่อสัตย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยค่ะ”

>> เสียใจที่สุดในชีวิต กับการต้องเลือกตัดสินใจแบบนั้น

“เสียใจที่สุดในชีวิต เท่าที่ลูกผู้หญิงคนหนึ่งจะเสียใจได้ แต่มันจะเสียใจกว่า ในวันที่เราเห็นลูกต้องมาทุกข์ทรมาน จากการที่มีเราเป็นแม่ และเราก็ไม่ได้ให้ความรักเขาอย่างเต็มที่ อันนั้นจะน่าเสียใจกว่า ถ้าเขาเกิดมาแล้วเขาไม่พร้อม เราเองก็ไม่พร้อมเช่นเดียวกัน ไม่อยากให้ลูกเกิดมามีตราบาป รู้สึกว่าทำไมแม่ไม่อยากมีหนู อยากให้ลูกเกิดมาในฟีลลิ่งที่ว่า ขอบคุณแม่นะคะที่ทำให้หนูเกิดมา และแม่ก็ขอบคุณหนูเหมือนกัน ที่หนูเกิดมาเป็นลูกแม่ค่ะ”

>> มีทางออกหลายทาง แต่คำนวณแล้วการทำแท้งเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ณ ตอนนั้น

“จริงๆ ทางออกมันมีหลายทางมา รวมถึงวิธีการในการเลี้ยงดูเขาต่อ แต่เราคำนวณการเงินเป็นอย่างดี เราคำนวณถึงภาวะทางสังคม สิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ เราเลยได้คำตอบสุดท้าย ว่าการเอาเด็กออกต้องเป็นกระบวนการวิธีที่ถูกกฎหมายและปลอดภัย อิงไตร่ตรองทั้งหมดอย่างถี่ถ้วน เพราะจริงๆ การทำแท้งถูกกฎหมายเปิดกว้างมากๆ นะคะในต่างประเทศ แล้วเขาก็บัญญัติอยู่ในกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ว่าเด็กหรือเยาวชนที่ไม่พร้อม หรือสตรีที่มีการตั้งครรภ์ไม่พร้อม สามารถทำแท้งถูกกฎหมายได้ค่ะ ดีกว่าการเอาเด็กไปทิ้งกองขยะ หรือให้เขาไปเป็นเด็กกำพร้า”

>> ไม่หวั่นเสียภาพลักษณ์นางงาม เพราะไตร่ตรองมาดีแล้ว

“ต้องขอบคุณความคิดพวกนี้ที่เข้ามาเช่นกัน เพราะอิงก็มีการไตร่ตรองตัวเองก่อนที่จะมาประกวดแล้ว สิ่งหนึ่งที่ไตร่ตรองคือโจทย์ของเวที การเสริมศักยภาพให้คนอื่น การเป็นกรณีศึกษา การเป็นแรงบันดาลใจ อาจจะไม่ได้เป็นแรงบันดาลใจในทางที่ถูก แต่จำไว้นะคะ อิงคือกรณีศึกษาให้คนเห็นว่า การคุมกำเนิดเป็นเรื่องที่สำคัญ และการทำแท้งถูกกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่คนในสังคมควรตระหนัก ว่าผู้หญิงหลายๆ ท่านควรมีทางเลือกในการใช้ชีวิตของตัวเอง เข้าใจถึงภาพลักษณ์ของการเป็นนางงามค่ะ แต่โจทย์ของเวทีคือการเสริมศักยภาพให้คนอื่นในด้านที่ถูก ถึงแม้การทำแท้งจะเป็นเรื่องที่ยังถกเถียงกันในสังคม แต่อิงเชื่อเหลือเกินว่าถ้าทุกเข้าใจในความเป็นลูกผู้หญิง ในความที่เด็กคนหนึ่งต้องเกิดมาในความไม่พร้อม คนในสังคมจะช่วยกันผลักดันให้ผู้หญิงเหล่านี้มีทางเลือกในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้นค่ะ”

>> ไม่ได้สนับสนุนใหัทำแท้ง แต่อยากสอนวิธีคุมกำเนิดที่ถูกต้อง

“จริงๆ โครงการของอิง ไม่ได้สนับสนุนให้ผู้หญิงทุกคนมีทางเลือกในการทำแท้งเพียงอย่างเดียวนะคะ หลักๆ เราจะสอนและจะบอกวิธีคุมกำเนิด วิธีดูแลใส่ใจตัวเองในเรื่องเพศ ทั้งสตรีและ LGBT ทุกอย่างรวมอยู่ในโครงการของอิง เพราะว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเกิดการท้องไม่พร้อมได้เสมอ”

>> ยอมรับเป็นตราบาป แต่แค่อยากให้เห็นว่าผู้หญิงมีทางเลือกในการใช้ชีวิต

“ตราบาปก็อาจจะใช่ ศีลธรรมก็อาจจะใช่ แต่ความเชื่อนั้น ความรู้สึกนั้นเราอาจยกไว้ในใจได้ แต่ความจริงของมนุษย์ ของคนรากหญ้าเหมือนที่อิงเป็น เราคือคนที่ประสบปัญหา อิงไม่อยากให้คนมองว่า ยกโครงการนี้มาเพื่อให้ได้อภิสิทธิ์เหนือคนอื่น อิงแค่อยากให้เห็นว่าผู้หญิงทุกคนมีทางเลือกในการใช้ชีวิตของตัวเอง”

>> จะพลาดมงฯ ก็ไม่เป็นไร แค่ได้ออกมาพูดเรื่องนี้ก็พอใจแล้ว

“ถ้าวันนี้จะพลาดมงฯ MUT แต่สิ่งหนึ่งที่ภาคภูมิใจ คืออิงได้เห็นพลังของคนในสังคมเรียบร้อยแล้ว อิงมาแค่นี้เลย อยากให้สังคมได้รับแรงกระเพื่อมจากโครงการที่อิงทำ แค่นี่อิงพอใจแล้ว เพราะคนในโครงการ 200 กว่าคนรออิงอยู่ เป้าหมายของอิงคืออยากให้เรื่องนี้ ถูกยกไปในระดับโลก เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ยอมรับการทำแท้ง แต่ทำไมประเทศที่พัฒนาแล้วเขาถึงยอมรับ”

‘ดร.สุวินัย’ ชี้ ‘เพื่อไทย’ จับมือ ‘ก้าวไกล’ อาจไปได้ ‘ไม่ไกล’ อย่างที่หวัง

(17 ก.ค. 66) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์บทความของ นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระเรื่อง ‘เข็มมุ่ง’ พรรคก้าวไกล...กับมาตรา 112 ‘ตัวตน’ ของมาตรา 112 มีเนื้อหาในรูปแบบถามและตอบ ดังนี้...

ถาม : ผู้คนเป็นอันมากไม่เข้าใจว่า เพื่อแลกกับการได้เป็นรัฐบาล ทำไมพรรคก้าวไกล ไม่ยอมสละวาระแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งถ้ายอมเอ่ยปากยืนยันในสภา ก็น่าเชื่อว่าคุณพิธาจะได้เสียงสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีมากกว่านี้แน่นอน
ตอบ : คุณต้องเข้าใจตัวตนของ มาตรา 112 ก่อนว่า อยู่ตรงที่คุ้มครองบุคลิกภาพของคนในสถาบันกษัตริย์ด้วยกรอบความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ 

ดังนั้นเมื่อคุณปฏิเสธสถาบันนี้ คุณก็ต้องเห็นในหลวงเป็นคนธรรมดา ใครไปด่าว่าก็ไม่ถือเป็นเรื่องความมั่นคง รัฐก็ไม่เกี่ยว ถ้าในหลวงติดใจก็ต้องไปแจ้ง ความเอาผิดเอาเองเช่นคนธรรมดาทั่วไป 

การที่ ก้าวไกล เสนอให้เลิก 112 แล้วเอาความผิดนี้ออกจากหมวดความผิดต่อความมั่นคง ไปมีฐานะเป็นความผิดเช่นดูหมิ่นคนธรรมดา จึงเป็นการเลิกไม่นับในหลวงเป็นสถาบันของชาติอีกต่อไป

ถาม : ที่ก้าวไกลเขาบอกว่าไม่ได้ยกเลิก เขาเพียงแก้ไขมาตรา 112 ก็ไม่เป็นความจริง
ตอบ : ไม่เป็นความจริงครับ...แม้ร่างกฎหมายของก้าวไกล จะยังมีบทบัญญัติว่าด้วยการใส่ความหรือดูหมิ่นในหลวงไว้ โดยเฉพาะก็ตาม แต่เมื่อเลิกไม่คุ้มครองด้วยหมวดความผิดต่อความมั่นคงอีกต่อไปแล้ว นั่นก็คือการเลิกไม่นับถือในหลวงในฐานะเป็นสถาบันของชาติอีกต่อไปนั่นเอง ตัวตนของ 112 อยู่ที่ตรงนี้ เมื่อเลิกตรงนี้แล้ว แม้คุณจะสร้างกฎหมายเฉพาะอะไรขึ้นมาใหม่ เช่นให้โทษหมิ่นกษัตริย์หนักกว่าหมิ่นคนธรรมดาบ้าง หรือให้สำนักพระราชวังแจ้งความแทนในหลวงก็ตาม นั่นก็ไม่มีความหมายอะไร 

‘ตัวตน’พรรคก้าวไกล
ถาม : ก้าวไกลได้คะแนนเสียงเลือกตั้งถึง 14 ล้านเสียง จนเป็นที่ 1 แล้ว น่าจะเห็นแก่การใหญ่ ยอมแขวนวาระแก้ 112 ไว้เสียก่อนครับ มีเรื่องเร่งด่วนในบ้านเมือง ที่ผู้ลงคะแนนเขาเห็นว่าสำคัญ ต้องการให้พรรคก้าวไกล ขึ้นเป็นรัฐบาลทุ่มเทแก้ไขมากมายนักโดยเฉพาะเรื่องปากท้อง และปราบคอร์รัปชั่น

ตอบ : เพื่อนผม ลูกหลานผม ที่เลือกก้าวไกล ก็บ่นอย่างนี้เหมือนกัน ผมก็ตอบเขาไปให้ดูให้ดี ๆ ว่า ‘ตัวตน’ แท้จริงของก้าวไกลนั้น คืออะไร คิดอย่างไรกับสังคมไทยทุกวันนี้ จริงหรือที่ว่าพวกเขาคือ ‘พรรคปฏิรูป’

ถาม : มันไม่จริงหรือครับ?
ตอบ : ไม่จริง แกนกลางของพวกเขา เห็นสังคมไทยทุกวันนี้เป็นขยะ ซึ่งขยะต้องถูกทำลายไม่ใช่ปฏิรูป และต้องทำให้โครงสร้างส่วนบนฉิบหายสลายตัวไปเสียก่อน จึงจะปูรากฐานสร้างบ้านเมืองใหม่ขึ้นมาได้ อำนาจจากประชาชนที่ก้าวไกลสร้างขึ้น จึงต้องเป็นอำนาจที่มีธรรมชาติของการปฏิวัติ ไม่ใช่การปลุกให้เลือกตั้งหย่อนบัตรแล้ว ปล่อยกลับไปนอนรอดูผลที่บ้านอีก 4 ปี

ถาม : อำนาจลุกฮืออย่างนี้ สร้างอย่างไร?
ตอบ : อธิบายตามทฤษฎีจิตวิทยาการเมือง ก็ต้องสร้างให้คนธรรมดาๆ ถูกสิงสู่ด้วย ‘ชีวิตหมู่ปฏิวัติ’ จนเป็นมวลชนที่ไวต่อโทสะและพร้อมเสียสละ

ปัจจัยจัดตั้งที่สำคัญที่สุดคือ ความจงเกลียดจงชัง เพราะคนเราเกลียดอะไรร่วมกันแล้วจะหลอมรวมเกิดชีวิตหมู่ได้ง่ายมาก 

ทุกขบวนการมวลชนในอดีต จึงต้องมีปีศาจที่เลวร้ายและมีอิทธิฤทธิ์มาก มาให้ผู้คนเคียดแค้น เห็นเป็นต้นตอความสิ้นหวังในปัจจุบันให้ได้เสียก่อน เช่น…

- ถ้าเป็นมวลชนคอมมิวนิสต์ ปีศาจก็เป็นนายทุน 
- ถ้าเป็นมวลชนนาซี ปีศาจก็เป็นยิว 
- ถ้าเป็นมวลชนชาตินิยม ปีศาจก็เป็นจักรวรรดินิยม
- ถ้าเป็นนีโอนาซีของเซเลนสกี้ ปีศาจก็เป็นรัสเซีย

ดังนั้น ถ้าเป็นเมืองไทย คุณคิดว่าใครที่จะโดนวาดภาพให้เป็นปีศาจได้ง่ายและร้ายที่สุด?

ถาม : คำตอบก็คือ สถาบันกษัตริย์ และสมุนขุนศึก อย่างนั้นหรือ?
ตอบ : ถูกต้องครับ และเพื่อให้ดูขลัง ให้เห็นเป็นภาระโค่นล้มอันศักดิ์สิทธิ์ของเขา ก็เลยโมเมว่า เป็นมรดกที่คณะราษฎร์สืบสานส่งต่อมาให้เขาด้วย นี่ถึงขนาดโทรศัพท์คุยข้ามภพกันได้เลย คุณไม่เห็นหรือ ด้วยความเข้าใจเช่นนี้ การที่คุณไปหวังให้ก้าวไกลวางมือเรื่องแก้ไข 112 จึงไม่ต่างกับการไปขอให้ขบวนการนาซีของฮิตเลอร์เลิกยุ่งกับยิวเลยทีเดียว

ถาม : เพราะตัวตนของเขาคือการปฏิเสธระบบกษัตริย์ ?
ตอบ : อ่านในทางจิตวิทยาการเมือง ผมตอบได้เช่นนั้น แต่ลำพังแค่นี้คุณอย่าเอาไปอ้างให้ศาลยุบพรรคก้าวไกลนะครับ มันต้องมีหลักฐานการจัดตั้ง และปลุกระดมทางโซเชียลมีเดีย มาประกอบด้วยว่า พวกเขามีเครือข่ายและกิจกรรมการปลุกระดมเช่นนี้อยู่จริงๆ มาให้ศาลเห็นด้วย 

งานนี้ผมเพียงแต่ใช้ความรู้มาอธิบายเป็นคำตอบเท่านั้นว่า ทำไมพรรคก้าวไกล เขาถึงแขวนงานยกเลิก 112 เพื่อจะได้เป็นรัฐบาลไม่ได้เท่านั้น

ถาม : หลายคนชื่นชมว่า เส้นทางของก้าวไกลคือประชาธิปไตยใหม่ ที่ไม่ต้องใช้เงินและหัวคะแนน
ตอบ : จริงครับที่ว่าเป็นเส้นทางใหม่ แต่ไม่ใช่เส้นทางแห่งประชาธิปไตย มันเป็นเส้นทางของโมหะและโทสะ สมัยระบอบทักษิณ เขาจัดตั้ง ‘โลภะ’ ขึ้นมาเป็นสินค้าประชานิยม มายุคก้าวไกล เขาเพิ่ม ‘โมหะ’ ขึ้นมาอีกปัจจัยหนึ่ง

ถาม : ‘โทสะ’ จะมาเมื่อไหร่? 
ตอบ : เมื่อผู้คนลงถนน จนมีเหตุรุนแรงฆ่าฟันประชาชนเกิดขึ้น แล้วแพร่ไปในโซเชียลให้ผู้คนเห็นเป็นศพเด็ก ศพผู้หญิงถูกยิงตาย จนมวลชนฮือออกจากบ้าน เกิดเป็น ‘อาหรับสปริง’ หรือ ‘ฮ่องกงสปริง’ นั่นแหละครับคือจุดระเบิด ที่ลามเป็นสงครามกลางเมืองได้ ฝรั่งเศสวันนี้ก็เกิดแล้ว บ้านเราจะเกิด ‘ไทยสปริง’ หรือไม่ นี่คือเรื่องที่ต้องวิตก

ถาม : ผมเลือกก้าวไกลเหมือนกัน ผมเป็นมวลชนส้มหรือไม่?
ตอบ : ถ้าคุณไม่ถูกหลอมให้จงเกลียดจงชังสถาบัน คุณก็เป็นเพียงคนปกติ ที่ดันไปเชื่อว่าเขาจะสร้างบ้านเมืองขึ้นมาใหม่ได้จริง ๆ เท่านั้นเอง 

ก็ไม่เป็นไรครับ...ระบบประชาธิปไตยบ้านเรา ประชาชนมีไว้หลอกอยู่แล้ว ต่างกันตรงที่ จะหลอกไปทิศทางไหน ถึงขั้นทำลายชาติเลยหรือไม่เท่านั้นเอง

~ แก้วสรร อติโพธิ

‘ชนนพัฒฐ์’ เร่งแก้น้ำแล้งน้ำเค็ม - สินค้าเกษตรตกต่ำ หวังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชาวสงขลา

นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ส.ส.สงขลา เขต 4 พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)เปิดเผยว่า  หลังจากที่ได้รับทำหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมบูรณ์แล้ว พร้อมจะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ และจะตั้งใจเป็นปากเป็นเสียง ผลักดันการพัฒนา และแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนชาวสงขลา เขต 4 อย่างเต็มที่ และขอขอบคุณ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  ที่ให้โอกาสและสนับสนุนคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานการเมือง ซึ่งถือเป็นเกียรติครั้งที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการใน 3 เรื่องหลัก ในพื้นที่เขต 4  ซึ่งเป็นปัญหาของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง   คือ 1.ปัญหาน้ำแล้งและน้ำเค็มที่รุกล้ำ โดยจะมีการเสนอสร้างแก้มลิงขนาดใหญ่ในทะลสาบในพื้นที่ ต.เกาะใหญ่ อ.กระแสสินธุ์ เพื่อใช้ในการกักเก็บน้ำจืด เพื่อการเกษตรในหน้าแล้ง เพื่อให้มีน้ำใช้ตลอดปีในการทำการเกษตรแล้ว ยังเป็นการป้องกันน้ำเค็มไม่ให้เข้ามาในพื้นที่ทำการเกษตรของประชาชน ซึ่งโครงการแก้มลิงอยู่ระหว่างการตั้งงบประมาณเพื่อการศึกษา ซึ่งหากโครงการสำเร็จ เกษตรกรในคาบสมุทรสทิงพระ จะไม่มีปัญหาเรื่องน้ำแล้งและ น้ำท่วมอีกต่อไป 2. ปัญหาประมง ต้องมีการพัฒนารายได้เสริมให้กับชาวประมง ที่ต้องหยุดการทำประมงเวลา 6 เดือน ในช่วงฤดูมรสุม  และ 3. แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรพืชผล โดยการตั้งตลาดกลางรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรโดยตรง โดยตลาดกลางจะคิดราคาที่เป็นธรรม และบริหารจัดการราคาเพื่อไม่แสวงหากำไร เป็นการป้องกันพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบเกษตรกร โดยอาศัยจากประสบการณ์ การทำธุรกิจ รู้เส้นทางการค้าขาย  ซึ่งใน 3 เรื่องนี้ เป็นปัญหาหลัก ที่ต้องผลักดันอย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ของชาวสงขลา 

“แม้ผมจะไม่เคยเล่นการเมือง ไม่ว่าจะระดับไหน แต่ผมมีความรู้ มีความเข้าใจ ในปัญหาของประชาชน และที่สำคัญคือ ผมมีความตั้งใจที่จะเป็นนักการเมือง ที่จะเข้ามารับผิดชอบกับปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ผมยังประสบความสำเร็จในเรื่องกีฬา ในฐานะที่เคยเป็นประธานสโมสรฟุตบอลนครศรี ยูไนเต็ด จ.นครศรีธรรมราช ก็จะใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้ผลักดันให้เด็ก ๆ และเยาวชนในพื้นที่ใช้เวลาว่างไปกับการออกกำลังกายกับกีฬา ดีกว่าหันหน้าเข้าสู่ยาเสพติด" นายชนนพัฒฐ์ กล่าว

‘แม่ปุ้ย TPN’ เร่งพูดคุย-จี้ ‘247 Ent.’ ชี้แจง หลังเกิดดรามาไม่มีรูป ‘พีพี’ บนบัตร ‘MUT MAX’ 

‘ปุ้ย ปิยาภรณ์ แสนโกศิก’ หรือ ‘แม่ปุ้ย TPN’ เจ้าแม่มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ โร่ชี้แจงด่วน หลังมีดราม่า ไม่มีภาพของ ‘พีพี ฤกษฏ์ อำนวยเดชกร’ บนบัตร ‘MUT MAX’ ถือเป็นการไม่ให้เกียรติ และถ้าไม่ได้คำตอบ เตรียมคืนบัตรขอเงินคืน...

ซึ่งก่อนหน้านี้ ทาง 247 ENTERTAINMENT เตรียมสร้างมิติใหม่ให้เวที MUT สนุกลุกเป็นไฟ เป็นผู้จัดโชว์ในรูปแบบผสมผสานระหว่างดนตรีและแฟชั่นโชว์ ดึง 2 ศิลปินคุณภาพระดับโกลบอล ‘มาร์ค ต้วน’ และ ‘พีพี กฤษฏ์ อำนวยเดชกร’ ร่วมสร้างสีสันความสนุกและความยิ่งใหญ่ในรอบพิเศษ ‘MUT MAX Exclusive Round’ บนเวทีพร้อมกับสาวงาม

แม่ปุ้ย ได้เผยว่า "เรื่องนี้ดิฉันก็เดือดปุด ๆ ค่ะ เพราะเดี๋ยววันนี้จะเรียนเชิญทาง 247 Ent. มาพบปะพูดคุยกันเหมือนกัน เพราะอย่างที่บอกไปแล้ว ว่า MUT MAX เป็นเรื่องของการที่ MUT ของเราไปจอยกับเขา ในการเอานางงามของเราไปขึ้นเวทีกับพี่มาร์ค ต้วน แล้วก็พี่พีพี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างก็ดำเนินมาด้วยความปกติเลย เพราะนางงามเราก็ได้มีคิวที่ไปซ้อมอยู่ตลอด ทั้งซ้อมฟิตติ้งชุด ตกใจเราเพิ่งรู้พร้อมทุกคน ว่าในบัตรที่ขายมันไม่มีรูปพี่พีพี ก็ได้มีการถามฝ่ายประสานงานของเรา ที่ติดต่อกับทาง 247 Ent. เขาก็ตอบว่าทุกอย่างมีการโชว์เหมือนเดิม เราก็บอกว่ามันจะได้เหรอ

วันนี้ก็เลยจะเชิญเขามาประชุม ว่ามันเป็นอะไรยังไง เบื้องต้นคือเขาบอกว่า เดี๋ยวจะมาอธิบายให้ปุ้ยฟัง ก็เลยนัดกันวันนี้แหละค่ะ เดี๋ยวเสร็จจากตรงนี้แล้วทาง 247 Ent. ก็จะมาหารือกับเรา ว่ามันเป็นเพราะอะไร

เข้าใจแฟนคลับที่จะขอรีฟันด์ขอเงินคืน เพราะว่าเขาก็รักของเขา เพราะฉะนั้นเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่เซนซิทีฟนะคะ ในการที่เราเชิญศิลปินระดับใหญ่มา ซึ่งก็มีคนรักมากมายเต็มไปหมดทั้งโลกแบบนี้ มันต้องระมัดระวังมาก เชิญมากี่คนก็ต้องลงรูปเขาให้ครบ ไม่อย่างนั้นมันก็จะดูแปลก ๆ เหมือนกัน ยืนยันน้องพีพีขึ้นโชว์เหมือนเดิม เขาล็อกคิวทำสัญญากันเรียบร้อย มันอยู่ที่ว่าทำไม ทำบัตรออกมาไม่มีรูปน้อง เราก็ยังอธิบายไม่ได้ เขาแก้ปัญหาได้ช้ามาก ถ้าเป็นเรา เราต้องเรียกบัตรคืนหมดแล้วออกบัตรใหม่

อยากจะบอกแฟนคลับน้องพีพีนะคะ แม่ปุ้ยก็รู้สึกเหมือนกันค่ะ แม่ก็รักและชอบน้องพีพี เขาเป็นเด็กมีเสน่ห์ ทั้งนี่ทั้งนั้นคือเราไม่ได้โบ้ยนะคะ แต่ TPN ไม่ได้มีสิทธิ์ในการไปวุ่นวายกับเรื่องราวของศิลปิน มันเป็นเรื่องของทาง 247 Ent. เดี๋ยวเราจะเชิญเขามาคุยแล้ว ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมไม่มีรูปน้องพีพี แล้วจะดำเนินการอะไรยังไง เพราะยังไงก็ยังมีคิวน้องพีพีต้องโชว์อยู่"

‘ดร.สุวินัย’ ตั้งข้อสงสัย 3 เรื่องถึง ‘ไพศาล’ เกิดอะไรขึ้นกับสภาพจิตของ ‘กูรู’ ท่านนี้

(17 ก.ค. 66) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความในหัวข้อ ‘กุนซือทิพย์ : บทเรียนด้านกลับสำหรับนักยุทธศาสตร์’ ใจความว่า…

จากรายการ "ถอนหมุดข่าว" ของ NEWS1 วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2566 ได้นำเสนอรายงานพิเศษเรื่อง "ไพศาล พืชมงคลเป็นกูรูทิพย" ซึ่งมีความน่าสนใจยิ่ง  

ผมขอยก รายงานพิเศษ เรื่องนี้ มาให้อ่านกันอีกทีก็แล้วกัน ...

"โอกาสของพิธา จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี แทบไม่เหลือแล้ว ...ต้องฝันค้างกลายเป็น ‘นายกฯ ทิพย์’p เพราะความหมกมุ่นกับการแก้ไข ม.112 ของพรรคก้าวไกล

คนที่เสียรังวัดอย่างแรงไปด้วยจากเดิมเป็นถึง 'กูรูการเมือง' ที่มีข่าวลึกๆลับๆมาโพสต์ทุกวัน จริงบ้างแต่เท็จจะเยอะกว่า แต่ตอนนี้ต้องมีสภาพเป็น 'กูรูทิพย์' ตาม 'นายกฯทิพย์' ไปแล้วเช่นกัน

เขาคนนั้นก็คือ นายไพศาล พืชมงคล อดีตกุนซือของลุงป้อม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งช่วงหลัง ออกอาการ 'ฝ่ายแค้น' กับพรรคพลังประชารัฐ ค่อนข้างชัดเจน

ขณะเดียวกัน นายไพศาลก็เผยไต๋ว่า เข้าไปแอบอิงพรรคก้าวไกล เพราะเปิดหน้าเชียร์แหลก

แต่การเป็นด้อมส้มกับทำตัวเป็นกูรู บางทีมันก็ไปกันไม่ได้ นายไพศาลเลยได้บทเรียน(หน้าแตก) กับตัวเองจากการโหวตนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ผ่านมา

เพราะขณะที่ใครต่อใคร มองว่ายากที่ ส.ว. จะยกมือให้พิธา แต่นายไพศาล เป็นคนเดียวที่เปิดประเด็นแบบสวนกระแส ระบุว่า ...ผู้มีอำนาจคุม ส.ว.ไว้ไม่ได้แล้ว ...

แต่โพสต์ของนายไพศาล ที่ทำเอาเขา 'สิ้นสภาพ' จากการเป็น 'กูรูการเมือง' ก็คือการฟันธงว่า นายพิธา จะชนะโหวตแบบม้วนเดียวจบ ในวันที่ 13 ก.ค.

แต่ผลจริงๆที่ออกมา เป็นตรงข้าม กลายเป็นนายพิธา โดนน็อกแบบม้วนเดียวจบ ..."

"นายไพศาลโพสต์ลงรายละเอียด ....เป็นคุ้งเป็นแควอย่างชัดเจนว่า เป็นมโนล้วนๆ เป็นความโลกสวยอย่างไม่น่าเชื่อของคนที่เชี่ยวการเมืองอย่างเขา

ยิ่งไปกว่านั้น นายไพศาลยังใช้สำนวนภาษาแนว 'ลิเก' แบบที่นายพิธา รวมถึงแกนนำคนอื่นๆของพรรคก้าวไกล ชอบใช้กันประจำ อีกต่างหาก

เรียกว่านายไพศาลออกตัวแรง ด้วยสำนวนภาษาให้รู้ว่า 'พวกเดียวกัน'

ความผิดพลาดในการเผยแพร่หลักคิดและข้อมูลคราวนี้ ส่งให้ไพศาลกลายเป็น 'กูรูทิพย์' ภายในพริบตา ตามพิธาที่เป็น 'นายกทิพย์'  

แสงอาทิตย์อัสดงของนายไพศาล ทำท่าจะดับวูบ
ซึ่งนายไพศาลควรทบทวนตัวเอง จะต้องเร้นกายปิดสำนักตัวเองล้างอายหรือไม่? ..."


อาจารย์ไพศาล (เกิด 9 ตุลาคม พ.ศ. 2490) ที่ผมรู้จัก ตั้งแต่สมัยที่เราทั้งคู่เคยเป็น "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" เพื่อต่อต้าน "ระบอบทักษิณ" ในปี 2549  ...เขาเป็นกุนซือที่รอบรู้และปราดเปรื่องคนหนึ่งอย่างหาตัวจับยาก  

ในปี พ.ศ. 2549 ตอนนั้นอาจารย์ไพศาลมีอายุ 59 ปี น่าจะอยู่ในช่วงท็อปฟอร์มที่สุด ในฐานกุนซือ เช่นเดียวกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล (เกิด 7 พฤศจิกายน ปี พ.ศ. 2490) ซึ่งอยู่ในช่วงท็อปฟอร์มที่สุดเช่นกันในฐานะ "แกนนำพันธมิตรฯ" ในวัย 59 ปี

ตอนนั้นทั้งผมและอาจารย์ไพศาลต่างก็เป็นคอลัมนิสต์ของสื่อผู้จัดการเหมือนกัน จึงเข้าออกบ้านพระอาทิตย์ของคุณสนธิ บ่อยมากในช่วงสถานการณ์สู้รบ

ผ่านไปแล้ว 17 ปี  ปัจจุบันอาจารย์ไพศาลและคุณสนธิต่างก็มีอายุ 75 ปีย่าง 76 ปีเหมือนกัน ขณะที่คุณสนธิยังคงอยู่ใน"สภาวะท็อปฟอร์ม" ได้อย่างน่าทึ่งสำหรับคนวัยนี้  คือคุณสนธิยังมีมันสมองที่เฉียบแหลม และมีจิตใจที่หนักแน่นมั่นคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง  ...กาลเวลา 17 ปี ที่ผ่านไปทำอะไรคุณสนธิไม่ได้เลยจริงๆ

ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสู่ "ขาลง" ของอาจารย์ไพศาล" ที่ผมนับถือนั้น ทำเอาผมใจหายและแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง

เกิดอะไรขึ้นกับ "มันสมอง" ของ "กุนซือสมองเพชร" คนนี้?

เกิดอะไรขึ้นกับ "สภาพจิต" ของ "กูรูการเมือง" ผู้เป็นเจ้าสำนักกระบี่เดียวดายท่านนี้?

โดยส่วนตัว ผมสนใจประเด็นนี้เป็นพิเศษ

ผมมีคำถามในใจหลายข้อเกี่ยวกับ "ความย้อนแย้งในตัวตนปัจจุบัน" ของอาจารย์ไพศาล และพยายามหาคำตอบให้กับตัวเองเพื่อใช้เป็นอุทราหรณ์สำหรับตัวเองในอีกสิบปีข้างหน้า

(1) "ทำไม คนที่ดำรงตำแหน่งอุปนายกและเลขาธิการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน อย่างอาจารย์ไพศาล ถึงกลายมาเป็น 'พ่อยก' ด้อมส้มตัวเอ้ของพรรคก้าวไกล ทั้งๆที่พรรคก้าวไกลมีท่าทีที่ชัดเจนว่า ต้านจีน?"

(2) "ทำไม คนที่เคยเขียนบทความเชียร์จีน ทางด้านความมั่นคง-การเมือง-เศรษฐกิจ และต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมของอเมริกา มานานหลายสิบปีอย่างอาจารย์ไพศาล จึงออกตัวแรงสนับสนุนพรรคก้าวไกลเต็มที่ ทั้งที่พรรคก้าวไกลมีจุดยืนชัดเจนว่า ยืนอยู่ฝั่งอเมริกาและต้องการชักศึกเข้าบ้าน เพื่อต้านจีน?"

(3) "ทำไม คนที่เคยชูคำขวัญ "เราจะต่อสู้เพื่อในหลวง" สมัยยังเป็นพันธมิตรฯ อย่างอาจารย์ไพศาล ถึงกลับเปลี่ยนธาตุแปรสี กลายมาเป็นผู้สนับสนุน "การแก้ ม. 112" ของพรรคก้าวไกล ที่มุ่งล้มล้างการปกครองและล้มสถาบัน?"

ผมสงสัยกระทั่งว่า อาจารย์ไพศาลในฐานะ "ผู้ปฏิบัติธรรม" ได้เคย "แลเห็นจิต" , เคย "แลเห็นความคิด" ตัวเองจริงๆหรือไม่?

ทั้งๆ ที่ จิตและความคิดของอาจารย์ไพศาลได้เปลี่ยนแปลงจากแต่ก่อนชนิดสวิงอย่างสุดขั้วไปอีกฝั่งแล้ว

สำหรับผู้ฝึกจิต โมหะหรือความหลง เป็นสิ่งที่ต้องรู้ทันและระวังให้มาก

"อาการหิวแสง" หรือความต้องการได้รับความสนใจจากสื่อและผู้คนทุกๆวัน ของ "กุนซือชรา" หรือ "กูรูการเมืองชรา" ...แค่บ่งชี้ว่า สภาวะจิตของบุคคลผู้นั้น ยังไม่ได้บรรลุ "ความพอใจในตนเอง" จนเพียงพอ

จึงทำให้ จิตของผู้นั้น มิอาจเป็น บ่อน้ำที่สะท้อนจันทราบนท้องฟ้า (สภาวะจิตแบบ "จันทร์ในบ่อ" ของเซน) ที่เป็นสภาวะจิตกระจ่าง ได้ ... 

ทำให้ไม่อาจสะท้อน "ความจริงที่มีอยู่หนึ่งเดียว" ได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริงได้

อย่างไรก็ดี ผมก็ยังเคารพอาจารย์ไพศาลอยู่เสมอ ในฐานะที่เขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจให้ผม เลือกเดินบนเส้นทาง "กุนซืออิสระ" หรือ "นักยุทธศาสตร์อิสระ" อย่างบูรณาการตั้งแต่ 19 ปีก่อน 

จนเป็นที่มาของหนังสือ "ภูมิปัญญามูซาชิ -วิถีแห่งนักกลยุทธ์เชิงบูรณาการ" (สำนักพิมพ์ openbooks, 2550) ...ของผมในเวลาต่อมา

‘สหรัฐฯ’ ยืนยัน!! ไม่ได้สูญเสีย 'ศีลธรรม'  แม้จัดหา 'ระเบิดพวง' ให้แก่ยูเครน

(17 ก.ค. 66) เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ เพิกเฉยต่อคำกล่าวอ้างที่ว่าวอชิงตันอาจสูญเสีย ‘ธรรมอำนาจ’ ด้วยการจัดหาระเบิดลูกปราย หรือระเบิดพวง (cluster bombs) ให้แก่ยูเครน สำหรับใช้เล่นงานกองกำลังรัสเซีย ยืนยันอเมริกายังคงมีอำนาจทางศีลธรรม จากข้อเท็จจริงที่ว่ากำลังให้การสนับสนุนเคียฟต่อกรกับการโจมตีโหดร้ายป่าเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้าน

ซัลลิแวน กล่าวในประเด็นนี้ระหว่างให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอ็นบีซีนิวส์ในวันอาทิตย์ (16 ก.ค.) ปกป้องการตัดสินใจของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เมื่อช่วงต้นเดือน ที่มอบกระสุนคลัสเตอร์ให้แก่เคียฟ แม้ทำเนียบขาวเคยตราหน้าว่าเป็น ‘อาชญากร’ ครั้งที่พวกเขากล่าวหารัสเซียใช้อาวุธดังกล่าว

แม้คลัสเตอร์บอมบ์เป็นอาวุธต้องห้ามภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศฉบับหนึ่งที่ลงนามโดยชาติต่าง ๆ ทั่วโลกมากกว่า 100 ประเทศ แต่ ซัลลิแวน เน้นย้ำว่าทั้งสหรัฐฯ และยูเครน ต่างไม่เคยลงนามในสนธิสัญญานี้

"อำนาจทางศีลธรรมของเราและอำนาจทางศีลธรรมของยูเครน ในความขัดแย้งนี้มาจากข้อเท็จจริงที่ว่าเรากำลังสนับสนุนประเทศหนึ่งที่ถูกโจมตีอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยขีปนาวุธและระเบิด ถล่มเมืองต่าง ๆ ของพวกเขา เข่นฆ่าพลเรือน ทำลายโรงเรียน โบสถ์ โรงพยาบาล" ซัลลิแวนบอกกับเอ็นบีซี

"และหากใครมีความคิดที่ว่า การจัดหาอาวุธหนึ่งแก่ยูเครน เพื่อที่พวกเขาจะสามารถปกป้องแผ่นดินของตนเอง ปกป้องพลเรือนของพวกเขา ด้วยเหตุผลบางประการ เป็นการท้าทายอำนาจทางศีลธรรมของเรา ผมคิดว่าคำถามนั้นเป็นสิ่งน่าสงสัย" ซัลลิแวนระบุ

ชัค ทอดด์ พิธีกรของเอ็นบีซีถามต่อโดยชี้ว่า วอชิงตัน พยายามเป็นผู้นำโลกในความพยายามกำจัดอาวุธโหดร้ายป่าเถื่อนเหล่านี้ "แต่เวลานี้เรายังคงกลับไปค้นสต๊อกของเราและมอบมันให้แก่พันธมิตร" ในเรื่องนี้ ซัลลิแวน ชี้แจงว่ากรณีแวดล้อมเป็นตัวเรียกร้องให้ไบเดนต้องตัดสินใจส่งกระสุนคลัสเตอร์ไปให้ยูเครน แม้ถูกคัดค้านจากสหราชอาณาจักร แคนาดาและพันธมิตรอื่นๆ ในนาโตก็ตาม

"ผมอยากบอกว่าที่เรายกระดับมอบในสิ่งที่ยูเครนต้องการ เพื่อไม่ให้พวกเขาไร้ซึ่งหนทางแห่งการป้องกันตนเอง ยามที่ต้องเผชิญการโจมตีของรัสเซีย" ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติระบุ "ง่ายๆ เลย เราจะไม่ปล่อยให้ยูเครนไร้หนทางในการป้องกันตนเอง"

ไบเดน บ่งชี้ระหว่างให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็นเมื่อช่วงต้นเดือน อ้างว่าสืบเนื่องจากสหรัฐฯ และยูเครนขาดแคลนกระสุนปืนใหญ่ทั่วไป ทำให้เขาตัดสินใจมอบกระสุนคลัสเตอร์แก่เคียฟ ในฐานะการแก้ปัญหาชั่วคราว

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เน้นระหว่างให้สัมภาษณ์ที่ออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ (16 ก.ค.) เหน็บแนมว่าทำเนียบขาวเองเคยตราหน้าการใช้ระเบิดคลัสเตอร์ว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม พร้อมเตือนว่าถ้ากองกำลังยูเครนใช้อาวุธดังกล่าวในสนามรบ รัสเซียขอสงวนสิทธิตอบโต้ด้วยอาวุธแบบเดียวกัน

ระเบิดคลัสเตอร์ถูกแบนโดยทั่วโลก สืบเนื่องจากกระสุนระเบิดขนาดเล็กๆ บางลูกที่มันปลดปล่อยออกมาอาจไม่ทำงาน ซึ่งก่อภัยคุกคามแก่พลเรือน จากข้อมูลพบว่ามีพลเรือนกว่า 86,500 คน ที่เสียชีวิจากคลัสเตอร์บอมบ์นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และมีคนต้องพิการมากกว่านั้นมากมายหลายเท่า

สมุทรปราการ “สถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ” มุ่งมั่น พัฒนา จัดสัมมนาวิชาการ Chang Me เปิดโลกธุรกิจแห่งความท้าทาย” VUCA World”

หอประชุม พิบูลย์สุวรรณภูมิ สถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ  ดร.สุทธิพงศ์ ยงค์กมล นายกสภาสถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ เป็นประธานในพิธี เปิดโครงการสัมมนาวิชาการ Chang Me เปิดโลกธุรกิจแห่งความท้าทาย VUCA World  ปีการศึกษา 2566 โดยมี ผอ.ดร.สยมพร ทองเนื้อดี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ พร้อมด้วย ดร.เอกนารี สวัสดิ์นที คณบดีคณะบริหารธุรกิจ สถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ และที่ปรึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาในเครือสารสาสน์ ตลอดจนคณะครูอาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาในเครือสารสาสน์ จำนวน 515 คน และสถานประกอบการจากกลุ่มธุรกิจ กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มออนไลน์ กลุ่มการท่องเที่ยว และกลุ่มการศึกษา จำนวน 19 แห่ง เข้าร่วมในพิธีเปิดโครงการครั้งนี้

ทั้งนี้ ดร.เอกนารี สวัสดิ์นที คณบดีคณะบริหารธุรกิจ สถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ กล่าวว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาสัมมนาวิชาชีพบังคับตามหลักสูตร สำหรับนักศึกษาที่จะสำเร็จการศึกษาในปีการศึกษานี้ เพื่อให้นักศึกษานำความรู้ที่ได้จากการประชุมสัมมนามาฝึกปฏิบัติจริง ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน นับตั้งแต่โลกได้เข้าสู่ยุคคลื่นที่สาม  สังเกตได้ว่าหลายสิ่งมาไวและไปไว ทั้งทางเทคโนโลยี รูปแบบของธุรกิจ  การบริหารองค์กร ส่งผลให้ภาพรวมของเศรษฐกิจนั้นเปลี่ยนไปในภาพใหญ่ อีกทั้ง หลายๆ วงการกำลังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ตั้งแต่ศิลปินจนถึงสถาบันการเงิน ส่งผลให้ผู้ประกอบการสมัยใหม่จำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วในยุค VUCA World

ประกอบกับ ทางสถาบันเทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว จึงได้จัดสัมมนาในหัวข้อ  Change Me เปิดโลกธุรกิจแห่งความท้าทาย VUCA World เพื่อการเตรียมความพร้อมของนักศึกษา ในการไปประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อในอนาคต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาตระหนักเห็นถึงความสำคัญและปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต และเพื่อต้องการให้นักศึกษาได้รับความรู้ความเข้าใจในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และนำความรู้ความเข้าใจในเรื่อง VUCA World ไปเป็นแนวทางในการปรับใช้ ในการดำเนินชีวิตและธุรกิจในอนาคตต่อไป

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

‘เศรษฐา’ ลั่น!! พร้อมเป็นนายกฯ คนที่ 30 หากถูกเสนอชื่อ  ไม่เคาะสูตรจัดตั้งรัฐบาล บอกต้องรอผลประชุม 8 พรรคก่อน

(17 ก.ค. 66) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล ขณะนี้ดูเหมือนจะมีปัญหา เรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรีในรอบที่ 2 มองสถานการณ์อย่างไร ว่า วันนี้ช่วงเวลา 17.00 น.จะมีการพูดคุยกัน ก็ต้องรอผลการหารือของ 2 พรรคก่อน ซึ่งช่วงวันเสาร์ - อาทิตย์ที่ผ่านมา ตนเองได้รวบรวมข้อมูลจากคณะทำงาน 12 คณะ ของพรรคเพื่อไทย ที่เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ มีความกังวลมาก ทั้งเรื่องภาระหนี้เสีย เรื่อง FTA ที่ยังค้างการเจรจา รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่มีการแย่งแหล่งเงินทุนไปพอสมควร เราต้องเร่งเจรจา ไม่เช่นนั้นจะเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้น เรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งสถานการณ์ยังต้องเร่งให้จัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด

ส่วนสถานการณ์โหวต นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในรอบแรก ทั้งเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.รวมถึงเรื่องญัตติซ้ำ ในฐานะที่นายเศรษฐา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า เรื่องนี้เราคุยเรื่องนี้กันมา 4 เดือนที่แล้ว ถ้าเกิดไม่พร้อมก็คงไม่มีรายชื่ออยู่ใน 3 แคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย และเราพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล เรื่องสำคัญที่สุดที่ได้รับมอบหมายในวันนี้ คือ เรื่องเศรษฐกิจ การเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาล ฉะนั้น ต้องเตรียมนโยบายในการประชุม ครม.นัดแรก เรื่องการกระตุ้นเศรฐกิจ

เมื่อถามว่า หากรูปแบบจัดตั้งรัฐบาล ไม่มีพรรคก้าวไกล นายเศรษฐา พร้อมรับตำแหน่งหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ยังไม่ทราบ และยังไม่ได้พูดคุยกัน หากมีความเห็นแตกต่างจาก 8 พรรค ก็ต้องกลับไปคุยกันในกรรมการบริหารพรรค ซึ่งพรรคเพื่อไทย มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน จึงต้องให้เกียรติ และไม่ขอก้าวล่วง

เมื่อถามว่า หากในสมการมีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพิ่มขึ้นมา หรือพรรคอื่นนอกเหนือจาก 8 พรรค นายเศรษฐา ยังพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไกลเกินไป ขอรอผลประชุมจาก 8 พรรคก่อน

เมื่อถามว่า หากกรรมการบริหารพรรคมองอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นสมการไหน และให้นายเศรษฐา รับตำแหน่งก็พร้อมทำตามกรรมการบริหารพรรคใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ก็ต้องไปว่ากัน เพราะยังมีหลักการหลายอย่างที่ต้องพูดคุยกัน พร้อมย้ำ เรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องใครจะมาร่วมหรือไม่ การจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุดเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในวันนี้

เมื่อถามถึงเงื่อนไขการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่า อย่าไปคุยถึงเงื่อนไข เราไม่มีเงื่อนไขอะไรทั้งสิ้น วันนี้ยังต้องไปดูเรื่องราคาน้ำมัน ภัยแล้ง และหลายๆ เรื่อง ซึ่งในระยะที่ผ่านมา มองว่าประชาชนอาจไม่ได้พูด แต่เรื่องปากท้อง เป็นเรื่องที่ทุกคนน่าจะห่วงกันมากกว่า ต้องอย่าลืมว่าเราเป็นนักการเมือง และหน้าที่ของนักการเมืองคืออะไร คือการดูแลประชาชนสำคัญที่สุดตอนนี่

เมื่อถามถึงกระแสตีกลับมายังพรรคเพื่อไทย รวมถึงมีคนมองว่า นายเศรษฐาก็อยากเป็นนายกรัฐมนตรี จะรับมืออย่างไร นายเศรษฐา กล่าวว่า ผมพูดสั้นๆ ว่า ครับ ก็ต้องรับครับ แต่พูดไป 3 หนแล้ว คำว่า ครับ ไม่ได้หมายความว่า รับ หรือ ไม่รับ แต่หมายถึง รับทราบถึงเสียงที่ว่าจะอยู่ด้วยกัน 8 พรรค แต่วันนี้เรื่องปากท้องสำคัญ ตนเองอาจจะพูดเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง แต่ค่อนข้างเป็นห่วง ถ้าจะไปกับก้าวไกลเราก็พร้อมที่จะเสนอนโยบายในการประชุม ครม.นัดแรก หรือจะเป็นเรื่องอื่นก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง

เมื่อถามย้ำว่า ที่สุดแล้วไม่ว่ากรรมการบริหารพรรคจะว่าอย่างไร พร้อมทำตามมติใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ผมเล่นกีฬาเป็นทีมอยู่แล้ว เราเป็นประชาธิปไตย เมื่อมติเป็นอย่างไรก็พร้อมน้อมรับ และไม่อยากพูดเพื่อเป็นการกดดัน หรืออะไรทั้งสิ้น เพราะเป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรคในการพิจารณา ทั้งนี้ แม้จะถูกมองว่า จะมีการข้ามขั้ว แต่มองว่า อย่าพึ่งข้ามไปเลย วันนี้ขอให้ 8 พรรคคุยกันก่อนดีกว่า และมองว่า เราเล่นการเมืองกันมาเยอะแล้ว

ยลความงาม 'โลหะปราสาท' วัดราชนัดดารามวรวิหาร หลังปรากฏในฉากของซีรีส์ดัง King The Land

(17 ก.ค. 66) เพจ 'โบราณนานมา' ได้โพสต์เนื้อหาตามรอยซีรีส์เกาหลี เรื่องดังอย่าง King The Land ที่นำแสดงโดย อี จุนโฮ และอิม ยุนอา ซึ่งตอนที่ 10 ของเรื่อง เป็นการมาเที่ยวประเทศไทย และสถานที่ที่จะนำเสนอวันนี้ คือ 'โลหะปราสาท' วัดราชนัดดารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร มีรายละเอียดดังนี้...

'โลหะปราสาท' เป็นโลหะปราสาทองค์แรกและองค์เดียวของไทย และถือเป็นองค์ที่ 3 ของโลก สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ตั้งอยู่ในพื้นที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร และอยู่ในบริเวณลานพลับพลามหาเจษฏาบดินทร ยอดปราสาทประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ

และสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ 'โลหะปราสาท' องค์นี้คือ การก่อสร้างและการบูรณะ

นับตั้งแต่รัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา ยังไม่เคยก่อสร้างให้แล้วเสร็จบริบูรณ์เลย ได้ก่อสร้างไว้แต่เพียงโครงก่ออิฐสลับศิลาแลง และยังปล่อยทิ้งให้ปรักหักพังตลอดมา จนถึงการบูรณะครั้งเมื่อปี 2506

ก่อนหน้าบูรณะครั้งใหญ่นี้ก็มีการบูรณะ 'โลหะปราสาท' มาเนือง ๆ แต่การบูรณะครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี 2506 สภาพโลหะปราสาท ณ เวลานั้น ชำรุดทรุดโทรมมาก ถูกทิ้งให้ปรักหักพังเรื่อยมาเป็นเวลานาน โดยการบูรณะได้รื้อตัวปราสาทเดิมออกทั้งหมด ทำตัวปราสาทเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยพยายามรักษาแบบแผนดั้งเดิมของโลหะปราสาทในสมัยรัชกาลที่ 3 ไว้ให้มากที่สุด บูรณะโดยกรมโยธาเทศบาล การบูรณะครั้งนี้ใช้งบประมาณ 6 ล้านบาท บูรณะแล้วเสร็จในปี 2515 ใช้เวลาบูรณะทั้งสิ้น 9 ปี

เราเรียกว่า 'โลหะปราสาท' ก็จริง แต่ตอนนั้นทั้งปราสาทมีแต่ปูนไม่มีโลหะเลย จึงเกิดการบูรณะครั้งต่อมาในปี 2537 โดยจะบูรณะยอดมณฑปทั้ง 37 ยอด ให้เป็นโลหะและทองแดงรมดำ โดยรมดำเพื่อป้องกันการเกิดสนิม การบูรณะครั้งนี้ใช้งบประมาณ 155 ล้านบาท บูรณะแล้วเสร็จในปี 2550 ใช้เวลาบูรณะทั้งสิ้น 11 ปี ครั้งนี้ที่บูรณะนานกว่าครั้งไหน สาเหตุมาจากช่วงที่บูรณะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 จึงทำให้เกิดความล่าช้าในการบูรณะ

ต่อมาเกิดการบูรณะครั้งล่าสุดในปี 2555 กรมศิลปากร ต้องการปิดทองยอดมณฑปทั้ง 37 ยอด เพราะเดิมรัชกาลที่ 3 มีพระราชดำริให้สร้างโลหะปราสาทหลังนี้ให้มียอดสีทอง ดูได้จากจิตรกรรมโลหะปราสาท ที่ฝาผนังวิหารพระพุทธไสยาส วัดโพธิ์ จิตรกรรมโลหะปราสาทนี้ เป็นประจักษ์พยานสำคัญอันหนึ่ง ที่สะท้อนถึงพระราชดำริที่จะปิด หรือหุ้มยอดโลหะปราสาทด้วยทอง อันเป็นโลหะที่มีค่าสูงที่สุดในหมู่โลหะทั้งปวง แต่เมื่อสิ้นรัชกาลจึงไม่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ โดยการปิดทองยอดมณฑปทั้ง 37 ยอดที่โลหะปราสาท บูรณะแล้วเสร็จในปี 2561 ใช้เวลาบูรณะทั้งสิ้น 6 ปี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top