Friday, 31 July 2026
TheStatesTimes

‘Adolf Eichmann’ นาซีตัวเป้งแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้หนุนการสังหารหมู่ ‘Holocaust’ กับปฏิบัติการล่าตัวข้ามโลก

‘Operation Eichmann’ ปฏิบัติการล่านาซีข้ามโลก

หนึ่งในเรื่องราวที่สุดโหดและสุดสยอง ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองก็คือ ‘การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรป’ โดยกองกำลังของพลพรรค Nazi ภายใต้การนำของ ‘Adolf Hitler’ ผู้ที่เป็นผู้นำของเยอรมนีในขณะนั้นด้วย ทั้งยังเป็นผู้ก่อสงครามในยุโรปด้วยการรุกรานประเทศต่าง ๆ จนกลายเป็นมหาสงครามโลกครั้งที่สองในที่สุด

‘Holocaust’ เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรป ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งคร่าชีวิตชาวยิวในยุโรปไปมากกว่า 6 ล้านคน และ ‘Adolf Eichmann’ ก็เป็นหนึ่งในตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนการสังหารหมู่ในครั้งนั้นด้วย Eichmann ชาวเยอรมันเชื้อสายออสเตรีย เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรค Nazi และสมาชิกของกองกำลังติดอาวุธของพรรค Nazi คือ ‘Schutzstaffe’ (SS) โดยได้เข้าร่วมในปี ค.ศ.1932 ขณะที่อยู่ในออสเตรีย และเมื่อเขากลับมาเยอรมนีในปี ค.ศ.1933 เขาก็ได้เข้าร่วมกับ ‘Sicherheitsdienst’ (SD) อันเป็นหน่วยข่าวกรองของ SS เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าแผนกที่รับผิดชอบกิจการเกี่ยวกับชาวยิวโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการย้ายถิ่นฐาน ซึ่งพรรค Nazi ใช้ความรุนแรงและใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจกับชาวยิวในเขตยึดครอง หลังจากการปะทุของสงครามโลกครั้งที่สอง ในเดือนกันยายน ค.ศ.1939 Eichmann และเจ้าหน้าที่ของเขาได้จัดให้ชาวยิวไปรวมกันอยู่ในสลัมตามเมืองใหญ่ ๆ ด้วยความคาดหวังว่า พวกเขาจะส่งชาวยิวทั้งหมดไปทางยุโรปตะวันออก หรือออกไปจากประเทศ

อาคารเลขที่ 56–58 Großen Wannsee ซึ่งเป็นสถานที่จัด Wannsee Conference
ปัจจุบันเป็นอนุสรณ์สถานและพิพิธภัณฑ์

20 มกราคม ค.ศ.1942 Eichmann ได้ประชุมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรค Nazi และ SS ใน Wannsee Conference ใกล้กรุงเบอร์ลิน เพื่อจุดประสงค์ในการวางแผน ‘ทางออกสุดท้ายสำหรับคำถามของชาวยิว’ (The Final Solution to the Jewish Question) โดย Hermann Göring แกนนำสำคัญของพรรค Nazi กล่าวว่า พรรค Nazi ตัดสินใจที่จะกำจัดประชากรชาวยิวทั้งหมดในยุโรป Eichmann ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ประสานงานในการระบุตัวตน การรวบรวม และการขนส่งชาวยิวหลายล้านคนจากพื้นที่ถูกยึดครองในยุโรปไปยังค่ายมรณะต่าง ๆ ของพรรค Nazi ซึ่งชาวยิวถูกสังหารด้วยการรมแก๊ส ยิงทิ้ง ให้อดอาหาร หรือให้ทำงานจนตาย เขาทำหน้าที่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวยิวประมาณ 3 ถึง 4 ล้านคนเสียชีวิตในค่ายกักกัน และอีกราว 2 ล้านคนถูกประหารชีวิตในที่ต่าง ๆ รวมชาวยิวที่เสียชีวิตทั้งหมดอยู่ที่ราว ๆ 6 ล้านคน

สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายอักษะ ซึ่งมีเยอรมนีเป็นแกนนำหลัก Eichmann ถูกกองทหารสหรัฐฯ จับตัว แต่เขาใช้เอกสารปลอมแปลงที่ระบุว่า เขาคือ ‘Otto Eckmann’ เขาหนีออกจากค่ายคุมขังในปี ค.ศ.1946 ก่อนที่จะต้องขึ้นศาลอาชญากรรมสงครามระหว่างประเทศที่ Nuremberg มีการสันนิษฐานเขาเดินทางจากยุโรปไปตะวันออกกลาง และในปี ค.ศ.1950 ก็มาถึงอาร์เจนตินา (โดยมีข่าวว่า เขาหายตัวไปและถูกสันนิษฐานว่าเสียชีวิตแล้ว) ซึ่งตอนนั้นระบบการตรวจคนเข้าเมืองยังคงหละหลวม และกลายเป็นที่หลบภัยสำหรับอาชญากรสงคราม Nazi จำนวนมาก เขาใช้หนังสือเดินทางกาชาดในชื่อว่า ‘Ricardo Klement’*

*Nansen passports : หนังสือเดินทาง Nansen หนังสือเดินทางสำหรับผู้อพยพลี้ภัย และคนไร้สัญชาติแบบแรกของโลก https://thestatestimes.com/post/2021042408

ในปี ค.ศ.1957 ‘Simon Wiesenthal’ ผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งอุทิศตนเพื่อตามหา Eichmann และนาซีคนอื่น ๆ Wiesenthal ทราบจากจดหมายฉบับหนึ่งที่ระบุว่า ในปี ค.ศ.1953 มีผู้พบเห็น Eichmann ในกรุงบัวโนสไอเรส เมืองหวงของปะเทศอาร์เจนตินา เขาจึงได้ส่งต่อข้อมูลนั้นไปยังสถานกงสุลอิสราเอล ในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียในปี ค.ศ.1954 เมื่อพ่อของ Eichmann เสียชีวิตในปี ค.ศ.1960 และ Wiesenthal ได้ให้นักสืบเอกชนแอบถ่ายรูปสมาชิกในครอบครัว กล่าวกันว่า Otto น้องชายของ Eichmann มีความคล้ายคลึงกับ Eichmann เป็นอย่างมาก เพราะไม่มีรูปถ่ายขณะนั้นของ Eichmann เลย เขาได้มอบภาพถ่ายเหล่านั้นให้กับเจ้าหน้าที่ของ Mossad ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์

‘บิชอป Alois Hudal’ บาทหลวงชาวออสเตรีย 
ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือด้านเอกสารต่าง ๆ แก่ Otto Adolf Eichmann

เจ้าหน้าที่จาก Mossad และ Shin Bet หน่วยข่าวกรองของอิสราเอลถูกส่งไปยังอาร์เจนตินา และในที่สุดต้นปี ค.ศ.1960 พวกเขาก็หา Eichmann เจอ โดยเขาอาศัยอยู่ในเขต San Fernando ของกรุงบัวโนสไอเรส ภายใต้ชื่อ ‘Ricardo Klement’ ซึ่งเขาได้รับความช่วยเหลือด้านเอกสารต่าง ๆ ผ่านองค์กรการกุศลในอิตาลีที่ดูแลโดย ‘บิชอป Alois Hudal’ บาทหลวงชาวออสเตรีย และเป็นผู้ที่ให้ความเห็นอกเห็นใจต่อพลพรรค Nazi เอกสารเหล่านี้ทำให้เขาได้รับหนังสือเดินทางเพื่อมนุษยธรรมของคณะกรรมการกาชาดสากล และใบอนุญาตเข้าเมืองที่เหลืออยู่ในปี ค.ศ.1950 ช่วยให้สามารถอพยพไปยังอาร์เจนตินาได้ เขาเดินทางข้ามทวีปยุโรปโดยพำนักอยู่ในอารามหลายแห่งที่ได้ถูกจัดเป็นบ้านปลอดภัย (Safe houses) เขาออกเดินทางจากเมืองเจนัวโดยเรือ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ.1950 และมาถึงกรุงบัวโนสไอเรสในวันที่ 14 กรกฎาคมในปีเดียวกัน เริ่มต้น Eichmann อาศัยอยู่ในจังหวัดทูคูมัน ซึ่งเขาได้ทำงานให้กับผู้รับเหมาของรัฐบาลอาร์เจนตินา เขาได้อพยพครอบครัวมาอาร์เจนตินาในปี ค.ศ.1952 แล้วพวกเขาก็ย้ายไปยังกรุงบัวโนสไอเรส เขาทำงานหลายอย่างซึ่งค่าตอบแทนต่ำ จนกระทั่งได้งานทำที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเขาได้ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าแผนก ครอบครัว Eichmann สร้างบ้านที่ 14 Garibaldi Street (ปัจจุบันคือ 6061 Garibaldi Street) และย้ายเข้าไปในช่วงปี ค.ศ.1960

‘Ben-Gurion’ นายกรัฐมนตรีอิสราเอล 
ผู้สั่งให้จัดการลักพาตัว Adolf Eichmann

หลังจากมีเจ้าหน้าที่ของอิสราเอลมีการยืนยันตัวตนว่า Ricardo Klement คือ Adolf Eichmann ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1960 ขณะที่อาร์เจนตินากำลังฉลองครบรอบ 150 ปี ของการปฏิวัติต่อต้านสเปน และนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจำนวนมากเดินทางมายังอาร์เจนตินา เพื่อร่วมงานเฉลิมฉลอง อิสราเอลจึงได้ใช้โอกาสนี้ในการลักลอบส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาในประเทศอาร์เจนตินาเพิ่มมากขึ้น ด้วยอิสราเอลรู้ว่าอาร์เจนตินามีประวัติการปฏิเสธการส่งผู้ร้ายข้ามแดน และน่าจะไม่ยอมจะไม่ส่งตัว Eichmann ให้เป็นผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อให้อิสราเอลดำเนินคดีได้ ‘Ben-Gurion’ นายกรัฐมนตรีอิสราเอลจึงตัดสินใจสั่งให้ ‘Isser Harel’ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง Mossad จัดการลักพาตัว Eichmann เพื่อพาตัวเขามายังอิสราเอล แม้จะผิดกฎหมายของอาร์เจนตินาก็ตาม

เครื่องบินโดยสารแบบ Bristol Britannia ของสายการบิน El Al
แบบเดียวกับที่พา Eichmann ออกจากอาร์เจนตินา

ในวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ.1960 เจ้าหน้าที่ของ Mossad และ Shin Bet เข้าประจำจุดที่ถนน Garibaldi ในเมือง San Fernando หลังจากเฝ้าสังเกตกิจวัตรของเขาเป็นเวลาหลายวัน โดยสังเกตว่า เขากลับจากที่ทำงานโดยรถประจำทางทุกเย็นในเวลาเดียวกัน เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลวางแผนที่จะจับเขา ตอนที่เขากำลังเดินอยู่ข้างทุ่งโล่งจากป้ายรถเมล์ไปที่บ้านของเขา แผนเกือบถูกยกเลิกในวันที่กำหนดเมื่อ Eichmann ไม่ได้อยู่บนรถบัสที่เขามักจะกลับบ้าน แต่เขาลงจากรถบัสอีกคันในครึ่งชั่วโมงต่อมา เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลปล้ำ Eichmann ลงกับพื้น และย้ายเขาไปยังรถ แล้วพาตัว Eichmann ไปยังบ้านปลอดภัยแห่งหนึ่งที่เตรียมขึ้นโดยทีมเจ้าหน้าที่ของอิสราเอล Eichmann ถูกคุมขังอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 9 วัน ในช่วงเวลานั้น ตัวตนของเขาได้รับการตรวจสอบและยืนยันซ้ำอีกครั้ง ใกล้เที่ยงคืนของวันที่ 20 พฤษภาคม Eichmann ถูกนพ.Yonah Elian วิสัญญีแพทย์ชาวอิสราเอลที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมภารกิจฉีดยาสลบ โดย Eichmann ถูกจับปลอมตัวให้เป็นพนักงานสายการบิน El Al ของอิสราเอลซึ่งถูกจัดฉากว่า ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่ศีรษะ พาตัวออกจากกรุงบัวโนสไอเรสด้วยเครื่องบินโดยสารแบบ Bristol Britannia ของสายการบิน El Al แล้ว 3 วันต่อมา นายกรัฐมนตรี Ben-Gurion ประกาศว่า “Eichmann อยู่ในการควบคุมตัวของรัฐบาลอิสราเอลแล้ว”

Adolf Eichmann ระหว่างการพิจารณาคดี

อาร์เจนตินาเรียกร้องให้อิสราเอลส่ง Eichmann กลับ แต่อิสราเอลแย้งว่า สถานะของเขาอยู่ในฐานะอาชญากรสงครามระหว่างประเทศ อิสราเอลจึงมีสิทธิที่จะดำเนินการพิจารณาคดี วันที่ 11 เมษายน ค.ศ.1961 การพิจารณาคดีของ Eichmann ได้เริ่มขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม เป็นการทดลองออกอากาศการพิจารณาคดีทางโทรทัศน์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ Eichmann เผชิญกับ 15 ข้อหา รวมถึงอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมต่อชาวยิว และอาชญากรรมสงคราม เขาอ้างว่า เขาแค่ทำตามคำสั่ง ในวันที่ 15 ธันวาคม ผู้พิพากษาอิสราเอลตัดสินว่า เขามีความผิดในข้อหาทั้งหมด และลงโทษให้ประหารชีวิตเขา ในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.1962 เขาถูกแขวนคอที่เรือนจำในเมืองรัมลา ไม่ไกลจากกรุงเทลอาวีฟ การประหารชีวิตของเขามีเจ้าหน้าที่กลุ่มเล็ก ๆ เป็นสักขีพยาน ประกอบด้วย นักข่าว 4 คน และ ‘William Lovell Hull’ บาทหลวงชาวแคนาดา ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาทางจิตวิญญาณของ Eichmann ขณะอยู่ในเรือนจำ และคำพูดสุดท้ายของเขา คือ

“ขอให้เยอรมนีจงเจริญ ขอให้อาร์เจนตินาจงเจริญ ขอให้ออสเตรียจงเจริญ นี่คือ 3 ประเทศที่ผมผูกพันด้วยมากที่สุด และผมจะไม่ลืม ผมขอลาภรรยา ครอบครัว และเพื่อนของผม ผมพร้อมแล้ว เราจะได้พบกันอีกในเร็ว ๆ นี้ เช่นเดียวกับชะตากรรมของมนุษย์ทุกคน ผมจะตายกับศรัทธาในพระเจ้า”

Adolf Eichmann ขณะอยู่ในเรือนจำระหว่างการพิจารณาคดี

ร่างของเขาถูกเผาในเวลาต่อมา และเถ้าถ่านของเขาถูกโปรยลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนอกน่านน้ำอิสราเอล โดยเรือลาดตระเวนของกองทัพเรืออิสราเอล

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล
ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่ อาจารย์พิเศษหลักสูตรปริญญาโทและเอก นักเล่าเรื่องมากมายในหลากหลายมิติ เป็นผู้ที่ชื่นชมสนใจในประวัติศาสตร์สงครามสมัยใหม่ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ

สวธ.เปิดแหล่งเรียนรู้มีชีวิต ณ “บ้านพิพิธภัณฑ์” นายเอนก นาวิกมูล ศิลปินแห่งชาติ

“เก็บวันนี้ พรุ่งนี้ก็เก่า” คือ จุดเริ่มต้นแนวคิดการเป็นนักสะสมของนายเอนก นาวิกมูล  ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2563 ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณศิลป์โดยเฉพาะงานด้านสารคดี และหลงใหลในการเป็นนักสะสมของเก่า ที่คนในสังคมอาจหลงลืมหรือคนทั่วไปมักมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นของเล่นวัยเด็ก ภาพถนนหนทาง ยวดยานพาหนะ สถาปัตยกรรมบ้านเรือน จิตรกรรมฝาผนัง เอกสารสิ่งพิมพ์ หนังสือเก่า ใบแจ้งโฆษณา ย้อนยุค ร้านทอง ร้านกาแฟโบราณ ร้านขายยา ร้านตัดผม ร้านตัดเสื้อ ร้านถ่ายรูป ห้องครัวและ โรงหนัง ฯลฯ 

เพื่อกระตุ้นให้อนุชนรุ่นหลังเกิดความรักและหวงแหนในมรดกของชาติอันนำไปสู่การอนุรักษ์ เพื่อความเป็นชาติอันมีรากเหง้าสมบูรณ์ สามารถต่อยอดพัฒนาไปในอนาคต  ในโอกาสอันดีนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงได้จัดงานเปิดบ้านพิพิธภัณฑ์มีชีวิตหลังนี้ให้ผู้รักงานวรรณศิลป์ รวมถึงเหล่าผู้ที่ชื่นชอบของสะสมได้เข้ามาสัมผัสและย้อนวันวาน ณ บ้านศิลปินแห่งชาติ นายเอนก นาวิกมูล เลขที่ 170/17 หมู่ที่ 17 ซอยศาลาธรรมสพน์ 3 ถนนศาลาธรรมสพน์ แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒน กรุงเทพมหานคร โดยมี นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดงานฯ โอกาสนี้ ศิลปินแห่งชาติ สารวัตรป้องกันปราบปรามสถานีตำรวจนครบาลธรรมศาลา ผู้แทนสำนักงานเขตทวีวัฒนา ผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมงานเพื่อแสดงความยินดี       

วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม 2566  เวลา 10.00 น. นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มอบหมายให้ นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธาน เปิดบ้านศิลปินแห่งชาติฯ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 “บ้านพิพิธภัณฑ์” ได้เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชน  วันนี้จึงถือเป็นโอกาสครบรอบ 22 ปี ของการเปิดบ้านพิพิธภัณฑ์จากแนวคิดของนายเอนก นาวิกมูล ศิลปินแห่งชาติ ที่ว่า “เก็บวันนี้ พรุ่งนี้ก็เก่า” และความร่วมมือของกลุ่มอาสาสมัครต่าง ๆ ที่มีอุดมการณ์เดียวกันร่วมกันจัดตั้งขึ้น เพื่อทำให้บ้านพิพิธภัณฑ์ เป็นสถานที่รวบรวมของเก่าโบราณที่หาดูได้ยาก โดยได้มาทั้งจากการบริจาคและซื้อเพื่อเก็บรวบรวมไว้เป็นประวัติศาสตร์และความทรงจำร่วมกันในช่วงเวลาที่ผ่านมาซึ่งแสดงถึงวิถีชีวิต ความเป็นมา และการดำเนินชีวิตของชาวบ้าน ชาวเมือง ชาวตลาด ในห้วงเวลายุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีกลิ่นอายบรรยากาศสมัยก่อนที่ไม่สามารถหาดูได้ที่ไหนในปัจจุบัน ตามแนวทางการออกแบบเป็นเหมือนห้องแถวในตลาด เพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนที่สนใจได้ศึกษาเรียนรู้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม มุ่งหวังว่าบ้านศิลปินแห่งชาติหลังนี้ จะเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้าน ชาวตลาด ชาวเมืองที่จะเล่าประวัติศาสตร์สังคม (Social History) ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตทางสังคม และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืน     

จากนั้น นายอนุกูล ใบไกล ผู้อำนวยการกองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่ากองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมและขับเคลื่อนการดำเนินงานวัฒนธรรมของศิลปินแห่งชาติ ได้ดำเนินกิจกรรมเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติและผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมไปแล้ว จำนวน 31 แห่ง วันนี้นับเป็นโอกาสอันดีของบ้านพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จึงได้จัดพิธีเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติ นายเอนก นาวิกมูล ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง นับเป็นบ้านหลังที่ 32 ที่ได้รับการเปิดเป็นบ้านศิลปินแห่งชาติ บ้านพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถือเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของชุมชนที่เก็บสั่งสมองค์ความรู้ทั้งเครื่องมือทำมาหากินภูมิปัญญาชาวบ้าน เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ภาพถ่ายต่าง ๆ มากมาย ที่จะพาเราย้อนเวลาไปสัมผัสกับอดีตผ่านภาพและห้องจำลองที่จัดแสดงถึงวิถีชีวิตของผู้คน และประวัติศาสตร์อันล้ำค่าจากของสะสมที่ซ่อนเรื่องราวน่าสนใจเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา เรียนรู้ให้แก่เด็กและเยาวชนในชุมชนจนก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจและภาคภูมิใจในรากเหง้ามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมต่อไป     

สำหรับบรรยากาศในบ้านพิพิธภัณฑ์ ได้จัดแสดงผลงานเขียนและของสะสมต่าง ๆ ของนายเอนก 
นาวิกมูล ประกอบด้วย บริเวณชั้น 1 จัดเป็นร้านของเล่น ร้านขายยา ร้านขายของจิปาถะ มุมหนังสือ และร้านขายของที่ระลึก ส่วนชั้น 2 จัดเป็นโรงหนัง โรงพิมพ์ ร้านตัดผม ร้านตัดเสื้อ ร้านให้เช่าหนังสือนิยาย ร้านถ่ายรูป ห้องครัว บ้านสุวัตถี และห้องจัดแสดงของทั่วไป และชั้น 3 จัดเป็นห้องเรียน ห้องนายอำเภอ  ร้านขายแผ่นเสียง ร้านทอง และร้านสรรพสินค้า ซึ่งรอให้ทุกคนไปเยี่ยมชมและร่วมเพลิดเพลินกับบรรยากาศของวันวานที่หลายคนอาจโหยหาถึงความเรียบง่าย ความสงบ และความสนุกสนานของวงสนทนาสภากาแฟยามเช้าในอดีต

โอกาสนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจและชื่นชอบของสะสมมาร่วมย้อนวันวาน ณ บ้านพิพิธภัณฑ์ 1 แหล่งเรียนรู้ของชุมชนที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์  เปิดให้ชมเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-17.00 น. ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็กโต 10 บาท ผู้พิการ นักบวช เด็กเล็กและผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เข้าชมฟรี ณ บ้านเลขที่ 170/17 หมู่ที่ 17 ซอยศาลาธรรมสพน์ 3 ถนนศาลาธรรมสพน์ แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร และบ้านพิพิธภัณฑ์ 2 แหล่งเรียนรู้ใหม่ที่ตำบลงิ้วราย ซอยงิ้วราย 4 อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เปิดให้บริการทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ สามารถติดต่อนัดหมายก่อนเข้าชมได้ที่ 089 200 2801 (อ.เอนก) หรือ 089 666 2008 (คุณวรรณา)

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร.พร้อมคณะเดินทางมาประชุมตรวจเยี่ยมและมอบของบำรุงขวัญให้ข้าราชการตำรวจและพี่น้องประชาชน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.นันทเดช ย้อยนวล ผบช.ภ.9 พล.ต.ต. สิทธิชัย โล่กันภัย รอง ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.ศิร์ธัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.กฤษฏา แก้วจินดี รอง ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.อนุรุธ อิ่มอาบ ผบก.ภ.จว.นราธิวาส พ.ต.อ.ชนกฤดิ พงษ์ศิริ ผกก.7 บก.ทล. เดินทางมาประชุมตรวจเยี่ยมและมอบของบำรุงขวัญให้ข้าราชการตำรวจและพี่น้องประชาชน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความห่วงใยในสถานการณ์และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจและพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส พร้อมทั้งร่วมกันทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาศาสนสถานวัดราษฎร์บูรณาราม หรือ วัดช้างให้ ริมทางรถไฟสายหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ร่วมกันทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาศาสนสถาน ทำความสะอาด เก็บกวาดขยะ ตัดหญ้า ตัดแต่งกิ่งไม้ ปรับปรุงภูมิทัศน์ บริเวณโดยรอบวัด เพื่อให้มีความสะอาด สวยงาม ตรวจเยี่ยมกำลังพลในสังกัดสถานีตำรวจทางด่วน 5 กองกำกับการ 7 และสภ.ปะลุกาสาเมาะ พร้อมทั้งประชุมรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้นำศาสนาชาวมุสลิม และมอบเงินให้กับ วัด ชุมชน มัสยิด และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า การตรวจราชการเป็นนโยบายที่ทาง พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. เน้นย้ำบำรุงขวัญผู้ใต้บังคับบัญชาโดยเฉพาะข้าราชการตำรวจที่ปฎิบัติอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทำงานในพื้นที่ตลอด 24 ชม. และอยู่ในความขาดแคลนจริงๆ ทั้งในส่วนของกำลังพลอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ยังอยู่ตรงที่มีการบูรณาการหลายหน่วยงานที่ทำงานร่วมกันทั้ง ฝ่ายปกครองตำรวจทหาร ทหารพราน อาสาสมัคร ที่ทำงานเข็มแข็ง ในวันนี้ไม่ได้มาตรวจเยี่ยมการทำงานของตำรวจเท่านั้น เราให้ขวัญกำลังใจกับทุกหน่วยที่ทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกทั้งในวันนี้มีผู้นำศาสนามาร่วมด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการทำโครงการจิตอาสาในเรื่องของความเป็นอยู่ทั้ง 3 จังหวัด อีกทั้งยังได้กิจกรรมโครงการปันสุขผ่านทีมงานจิตอาสา 904ในการทำบ้านให้กับคนที่ไร้บ้าน โดยในห้วง 2 -3 ปีที่ผ่านมาได้มอบความสุขผ่านการสร้างบ้านไปแล้วกว่า 28 หลัง 

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวอีกว่า เราอาจไม่ได้เห็นความสงบสุขในเร็ววัน แต่เรากำลังสร้างความสุขให้พี่น้องสามจังหวัดชายแดนใต้ เราอยากได้อะไรกับเขา พี่ก็จะ พยายามให้พวกเขาก่อน ทั้งความรักความจริงใจทุกอย่าง จากที่เราเห็นว่าวันนี้มีผู้นำศาสนากว่า 21 มัสยิดมาร่วมงานเป็นนิมิตหมายที่ดีในส่วนหนึ่ง เฟืองจักรสำคัญกำลังหมุน ความรักความเข้าใจการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตนก็พยายามเน้นย้ำการทำโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่ง คือการสืบสาน รักษา ต่อยอด และการปิดทองหลังพระ สักวันหนึ่งก็จะประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามขอบคุณพี่น้องชาวไทยมุสลิมสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น และได้เน้นย้ำผู้ปฎิบัติให้ดำเนินการทำซีเอสอาร์ในเรื่องของการทำจิตอาสาเข้ามาในพื้นที่

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวอีกว่า กำชับการปฏิบัติหน้าที่และตรวจสอบอาวุธปืนอย่างเคร่งครัดและมอบนโยบายเกี่ยวกับงานป้องกันปราบปรามโดยกำชับให้ปฏิบัติงานโดยยึดหลักตามยุทธวิธีในการปฏิบัติหน้าที่ เน้นย้ำให้ผู้ที่ปฎิบัติหน้าที่หัวหน้าในแต่ละชุด ต้องตรวจสอบเพื่อพร้อมทั้งเรื่องสุขภาพของตำรวจ พาหนะและอาวุธประจำกายก่อนออกปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้ง ย้ำให้ผู้กำกับหัวหน้าส่องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด เพื่อความสามัคคีในหน่วย

‘เพื่อไทย’ ค้าน!! ‘ก้าวไกล’ แก้ รธน.272 ชี้ เป็นไปได้ยาก จ่อหารือกับพรรคร่วมรอบ 2 ยังไม่เคาะชื่อ ‘พิธา’ ชิงนายกฯ

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 66 ที่โรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ ตัวแทนพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้นัดหารือกันหลังการโหวตชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตพรรคก้าวไกล ไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา โดยมีตัวแทนพรรคก้าวไกล ประกอบด้วย นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรค และ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ขณะที่พรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ใช้เวลาหารือประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที

บรรยากาศที่ประชุมวันนี้เป็นไปได้ด้วยดี โดยได้หารือถึงภาพกว้างประเมินสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในการโหวตเลือกนายกฯ ครั้งที่ 2 วันที่ 19 ก.ค.นี้ โดยมองว่าในที่ประชุมรัฐสภาฯ จะมีการทักท้วงเกี่ยวกับการเสนอญัตติเดิมซ้ำในสมัยประชุมได้หรือไม่ รวมถึงประเมินว่าฝ่ายรัฐบาลเดิมอาจเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ เข้ามาแข่งด้วย ซึ่งวงหารือยังไม่ได้ลงรายละเอียด เพียงแต่อยากประเมินสถานการณ์ให้แต่ละฝ่ายไปหาทางรับมือประเด็นนี้ไว้ล่วงหน้า ส่วนเรื่องที่พรรคก้าวไกลยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 นั้น พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยเนื่องจากเป็นไปได้ยาก เพราะญัตติดังกล่าวต้องอาศัยเสียง ส.ว.ถึง 84 เสียง มองว่าเวลานี้ควรมุ่งหน้าเรื่องจัดตั้งรัฐบาลกันก่อน

ทั้งนี้ หลังจากนี้ทาง 8 พรรคร่วมรัฐบาลจะนัดหารือกันอีกครั้ง ในวันที่ 18 ก.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา และจะมีการแถลงข่าวให้ทราบอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังไม่สรุปว่ายังเสนอชื่อนายพิธา ให้ที่ประชุมรัฐสภาโหวตให้เป็นนายกฯ อีกครั้งหรือไม่ และยังไม่มีการหารือรายชื่อนายกฯ รอบ 2 ว่าจะเป็นในรูปแบบใด เพราะต้องรอความเห็นจากที่ประชุม 8 พรรคร่วมรัฐบาลก่อน ส่วนการโหวตนายกฯ ครั้งที่ 2 พรรคก้าวไกลจะรวบรวมเสียง ส.ว.หรือไม่นั้น ที่ประชุมก็มีการพูดคุยกัน แต่ก็ต้องมาหารือกันอีกครั้งในที่ประชุม 8 พรรคร่วมรัฐบาล

‘โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย’ โชว์พลังเสียง!! สร้างชื่อให้ประเทศไทย คว้า ‘เหรียญทอง’ แข่งขันขับร้องประสานเสียงโลกที่เกาหลีใต้

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 66 คณะนักร้อง ‘Wattana Children’s Chorus’ และคณาจารย์ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โชว์ขับร้องประสานเสียง ในแข่งขันขับร้องประสานเสียงโลก ที่จัดขึ้น ณ เมืองคังนึง จังหวัดคังวอน สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 8 กรกฎาคม – 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 จนสามารถคว้ารับรางวัล ‘เหรียญทอง’ จากการแข่งขันได้สำเร็จ

ทั้งนี้ นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ได้ส่งข้อความร่วมแสดงความยินดีแก่คณะนักร้อง ‘Wattana Children’s Chorus’ คณาจารย์ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ระบุว่า…

“ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนสมาชิก ‘Wattana Children’s Chorus’ คณาจารย์ และทุกท่านที่เกี่ยวข้องซึ่งมีส่วนสนับสนุนคณะนักร้องประสานเสียงจนสำเร็จได้รับรางวัลเหรียญทองที่เกาหลีใต้ในครั้งนี้ ผมเข้าไปดูคลิปการประกวดและการแสดงที่ส่งมาให้แล้ว ไพเราะและเหมาะสมกับความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะชุดเพลงรำวงไทยที่นำมาเสนอ ได้แก่ งามแสงเดือน ยวนยาเหล และลอยกระทง ซึ่งมีท่อนที่นำทั้งสามเพลงมาสอดประสานกันนั้น ได้สะท้อนความเป็นไทยให้ผู้ชมได้เห็นความงดงามจนเป็นที่จับใจ

ในการนี้ ขอเป็นกำลังใจให้สมาชิกนักร้องประสานเสียงโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยรุ่นต่าง ๆ มุ่งฝึกฝนพัฒนาฝีมือการขับร้องด้วยความรักและความสนุกสนานต่อไป ขอให้มองการแข่งขันและการประกวดไกลไปกว่าเรื่องแพ้ชนะและรางวัล โดยสิ่งสำคัญคือการได้โอกาสสร้างมิตรภาพและการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนให้สมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้นครับ” นายวิชชุ กล่าว

‘ญาญ่า’ พูดได้เต็มปาก “ณเดชน์ ของหนู” ฟุ้ง!! รักขึ้นเป็นล้านเท่า เผย แพลนงานแต่ง 2 ที่

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 66 ว่าที่เจ้าสาวคนสวย ‘ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์’ ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ มาร่วมกิจกรรมเปิดตัว มิเนเร่ ขวดรักษ์โลก ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล rPET เป็นรายแรกของตลาดน้ำดื่มในประเทศไทย ในแคมเปญ ‘Bottle Made From Bottles คืนชีวิตให้ขวดพลาสติกกับน้ำแร่มิเนเร่’ พร้อมกันนี้เธอยังให้สัมภาษณ์ถึงแพลนงานแต่ง

วันนี้แหวนก็แสบตาเหมือนเดิมใส่ตลอดเลยใช่ไหม?
“จริงๆ ไม่ได้ใส่มานานมากๆ แล้ว วันนี้เป็นวันแรกที่หยิบมาใส่ เพราะเห็นว่ามันไม่ได้มีเครื่องประดับอะไร แล้วรู้สึกว่ามันสวย ก็จะพยายามใส่ พี่แบร์ไม่ได้ขอร้องเลยค่ะ แต่ใส่เพื่อเขาด้วย”

แล้วเราระวังยังไงเพราะมันก็ใหญ่ด้วย?
“คือจริงๆ เวลาเดินก็แอบหมุนเพชรเข้า คือเราก็ไม่ได้ใส่บ่อยขนาดนั้น”

จริงๆ พี่แบร์บอกว่าไม่อยากให้เราใส่บ่อยกว่าคน focus เยอะ?
“อ้าว เหรอ บ้า รู้ เป็นคนที่ไหวพริบดี คือจริงๆ หนูเป็นคนที่ระวังตัว หนูก็เป็นคนชอบเดิน เดินไปนู่นไปนี่ แต่ว่าหนูก็จะไม่ค่อยใส่ เพราะว่ายังไม่ชินก็เลยยังไม่ได้ใส่ติดตัวตลอด แต่ว่าจริงๆ เป็นคนที่ระมัดระวังอยู่แล้ว”

กลัวไหมว่ามันจะหาย?
“ไม่ค่ะมีแล้วต้องใช้ให้คุ้มค่ะ”

ตอนนอนใส่ไหม?
“ตอนนอนไม่ได้ใส่ค่ะ วางไว้ข้างเตียงตื่นมาจะได้เห็น (หัวเราะ) คนจะได้รู้ว่าเรามีเจ้าของแล้วแล้ว จริงๆ เราก็รู้สึกดีใจที่มีแล้วมันใหญ่ดีด้วย”

ดูเหมือนเป็นคนที่ใส่ใจในเรื่องความรักมากขึ้น?
“จริงๆ ก็ระดับนึง แต่จริงๆ อ่ะก็เป็นคนที่ใส่ใจเรื่องความรักอยู่แล้ว หลังจากหมั้นก็พยายาม คือเอาจริงๆ แทบจะไม่ได้เจอพี่แบร์เลย นานๆ ทีจะได้เจอกันแต่คุยกันทุกวัน”

ดูเป็นของกันและกันมากขึ้นไหมหลังจากมีการขอแต่งงานกันแล้ว?
“ก็แน่นอนค่ะ แน่นอนค่ะ ใช่ ของหนู”

หึงห่วงเขาเพิ่มขึ้นไหม?
“เท่าเดิมนะคะ”

พูดถึงเรื่องหวงเห็นไว้ที่ภาพเขาไปออกกำลังกาย?
“ที่รัดเป้าหรอคะ จริงๆ ก็ไม่หรอกค่ะ คือมันเป็นภาพพี่ไปออกกำลังกาย เอาจริงๆ นะคะ รู้สึกหวงน้อยลงเพราะว่าเขาดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว และหวงน้อยลงค่ะเพราะว่าชัดเจนแล้วว่าเขามีเจ้าของ”

ที่เขาทำงานๆ เร่งเคลียร์คิวเพื่องานแต่งของเราหรือเปล่า?
“เราก็พยายามพุดให้ไปถึงจุดนั้น ยังไม่ได้แพลนอะไรเลย เนื่องจากงานเยอะมาก ก็คงแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก่อน ก็มีการคุยกันในระดับนึงแล้วก็ค่อนข้างมั่นใจว่ามันน่าจะอีกสักพักนึงค่ะ”

เริ่มมีความคิดเห็นไม่ตรงกันหรือยังเพราะว่าหลายๆ คู่ที่จะแต่งงานจะมีความคิดที่ขัดแย้ง?
“นิดหน่อยค่ะ”

ที่บอกว่าคุยกันคือคุยกันเรื่องฤกษ์?
“ที่คุยกันจริงๆ ยังไม่ถึงฤกษ์ด้วยซ้ำ แค่คุยว่าจะกี่งาน ที่ญ่าอยากจัดคือที่นอร์เวย์ พี่แบร์ก็น่าจะที่ขอนแก่น ก็ต้อง 2 ที่แน่นอน ยังถกเถียงกันนิดหน่อยว่าสุดท้ายแล้วจะกี่งาน”

ต้องเคลียร์คิวยาวแบบว่างไปเลยครึ่งปี?
“เอาจริงๆ ตอนนี้ยังไม่ได้เคลียร์คิวอะไรเลยด้วยซ้ำ ทำงานไปก่อน ให้พร้อมกว่านี้ก่อน ยังไม่ได้คิดไว้เลยว่าจะช่วงไหน เพราะทุกงานที่เรารับผิดชอบมันยังไม่มีวันจบที่แน่นอน ยังต้องทำงานต่อไปก่อน เราไม่ได้รีบขนาดนั้น เพราะปีนี้และปีหน้างานแต่งคนอื่นเยอะมากเลย (ยิ้ม) ก็ไม่ได้อยากรอนานขนาดนั้น ยังไม่รู้เลยค่ะ รอจังหวะ”

กับทริปที่ณเดชน์ไปกับพ่อตา?
“จริงๆ รู้สึกประทับใจมากๆ ในผู้ชายคนนี้ เพราะว่าพ่อญ่าสำเนียงเขาแรงมากๆ รวมถึงเพื่อนของพ่อด้วย ขนาดญ่ายังฟังไม่ออก เพราะฉะนั้นพี่ณเดชน์ไปคนเดียว อยู่คนเดียว แล้วอยู่นานมาก เขาเก่งมาก ทำให้รักมากขึ้นเป็นล้านเท่า เขากล้าหาญมากที่จะไป เพราะพ่อญ่าเป็นคนดุด้วย”

ได้ถามพ่อไหมว่าคุยอะไรกับลูกเขยบ้าง?
“พ่อบอกว่าพ่อรู้สึกรักณเดชน์มากขึ้น พร้อมที่จะรับเป็นลูกชายอีกหนึ่งคน ที่มีทริปเกิดขึ้นคิดว่าเขาน่าจะอยากใช้เวลาด้วยกันเพิ่มขึ้น เพราะว่าคุณพ่อไม่ได้มาเมืองไทยบ่อย ฉะนั้นเขาจะไม่ค่อยได้เจอกัน พี่แบร์ก็บอกว่าเขาตื่นเต้นทุกวัน เขาไม่ได้หลับเลยทั้งอาทิตย์”

อะไรที่ทำให้ณเดชน์พิชิตใจพ่อเราได้?
“ญ่ารู้เกือบเป็นคนสุดท้ายเลยว่าเขาจะไปทริปนี้ คือพ่อชวน เขาก็โอเคไป ญ่าว่าแค่การที่เขากล้าที่จะไป พ่อก็รักเขาแล้ว พี่แบร์เป็นคนน่ารักอยู่แล้ว ใครเจอก็รักเขา”

ณเดชน์ได้มาบอกวิธีเอาตัวรอดของเขา?
“ยิ้มไว้ก่อน หัวเราะ แล้วก็เยส เขาไม่มีมาถามอะไรญ่าเลย เขาเก่งมา เขาเอาตัวรอดได้”

เรารู้สึกยังไงบ้าง เขาเรียกพ่อเราว่าพ่อตาแล้ว?
“ก็ดีค่ะ (หัวเราะ) จริงๆ ที่บ้านทุกคนก็ชื่นชมณเดชน์กันอยู่แล้ว เลยไม่ได้เป็นอะไรที่แปลกใจ”

ไม่มีเซอร์ไพรส์อะไรแล้วเนอะ?
“ไม่มีเซอร์ไพรส์แล้ว มันต้องไม่มีแล้ว เพราะว่าเขาขอแล้ว เรายังไม่ได้คุยเรื่องงานแต่งเลย ถ้าจะทำอะไรเราต้องคุยกันแล้ว ถ้ามีเซอร์ไพรส์โกรธนะ เผื่อหนูไม่ชอบ”

แล้วแม่แก้วเขาต้อนรับเรายังไงบ้าง?
“ญ่าเป็นลูกสาวบ้านนั้นมานานมากแล้วค่ะ ก็ดีใจที่มันออฟฟิเชียลมากขึ้น”

กับมิตติ้งครอบครัวฉลองที่เราไปขอกันมาที่ต่างประเทศ?
“จริงๆ แค่เป็นการฉลอง เพราะทุกคนรู้กันอยู่แล้ว แม่ๆ คือเก็บความลับกันเก่งมาก แม่ๆ ก็รอวันจริงกันค่ะ”

‘ด้อมส้มล่าแม่มด’ ใช้โซเชียลโจมตี ส.ว.ลาม ‘ครอบครัว-ธุรกิจ’ ‘รุ้ง’ ลั่น!! นี่แค่จุดเริ่มต้น ฟาก ‘ส.ว.’ เตรียมสวนด้วยกฎหมาย

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 66 ยังคงมีความต่อเนื่องในกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไม่ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมรัฐสภาในการเป็นนายกฯ โดยเฉพาะในโลกโซเชียล ผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลหรือ ‘ด้อมส้ม’ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นโจมตีการลงมติของ ส.ว.ที่ส่วนใหญ่งดออกเสียง และไม่เห็นชอบ รวมทั้งยังมีส่วนหนึ่งออกมาเปิดวาร์ปโซเชียลมีเดียของลูกชายนายสมชาย แสวงการ ส.ว.ที่อภิปรายไม่เห็นชอบให้นายพิธาเป็นนายกฯ จนทำให้ลูกชายนายสมชายต้องตั้งค่าอินสตาแกรมเป็นส่วนตัว แต่ชาวทวิตเตอร์จำนวนมากต่างออกมาตำหนิพฤติกรรมดังกล่าวว่า ไม่เหมาะสม เพราะลูกหลานของ ส.ว.ไม่ได้เกี่ยวข้องแต่ประการใด

นอกจากนั้น ยังมีการผุดแฮชแท็กธุรกิจ ส.ว.จนติดเทรนด์ทวิตเตอร์ โดยมีการนำข้อมูลกิจการของ ส.ว.หรือคนในครอบครัว ส.ว.ที่ลงคะแนนไม่เห็นชอบ และงดออกเสียงมาแขวนเพื่อโจมตี และแบนธุรกิจนั้นๆ บางรายก็ระบุพิกัดให้ขนทัวร์ไปลง อาทิ ธุรกิจปั๊มน้ำมัน, คลินิกของลูก ส.ว., ร้านอาหาร, ตลาด, โรงพยาบาลสัตว์, ร้านขายรองเท้า, ทีมฟุตบอล เป็นต้น โดยอ้างว่าเพื่อไม่ให้มีที่ยืนในสังคม

ขณะที่บางส่วนได้นำข้อมูลเงินเดือน และค่าสวัสดิการต่างๆ ของ ส.ว.มาเปิดเผย แม้ ส.ว.บางรายที่เดินทางไปต่างประเทศก็ยังโดนโจมตีด้วย นอกจากนี้ยังมีธุรกิจในครอบครัวของ 5 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังถูกขุดขึ้นมาล่อเป้า รวมทั้งนายชาดา ไชยเศรษฐ์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ที่ลุกขึ้นอภิปรายนายพิธาก็ถูกขุดประวัติมาถล่มเช่นเดียวกัน

น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ ‘รุ้ง’ กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมทวีตข้อความว่า…

“เรียนให้ ส.ว.ทราบว่าราคาที่พวกคุณต้องจ่ายไม่ใช่แค่นี้หรอก นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น ไล่ดูในเทรดไปแล้วก็เศร้า พวกเขามีทุกอย่างที่คนทั่วไปยังต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้มาเพียงเสี้ยว ชีวิตดีกันจังเลย”

ขณะที่ นายพายุ เนื่องจำนงค์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ทวีตข้อความว่า พฤติกรรมการชี้เป้าลูกหลานและเครือญาติของ ส.ว.ที่ไม่ยอมโหวตนายกฯ เป็นเพียงจุดเริ่มต้น การกระทำจะหนักขึ้นเรื่อยๆ จากแฟนด้อมที่ไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งกรณีเช่นนี้มันเคยเกิดขึ้นแล้วในประเทศอื่นๆ สุดท้ายแล้วไม่ได้จบแค่การคุกคามทางโซเชียล แต่จะจบด้วยความรุนแรงต่อตัวบุคคลถึงชีวิตหรือทรัพย์สิน หากการกระทำเหล่านี้ไม่ได้รับการหยุดยั้งห้ามปราม โดยพรรคหรือนักการเมืองที่แฟนด้อมคลั่งไคล้และรับฟัง ซึ่งหากถึงวันนั้นใครจะออกมารับผิดชอบ? หรือจะออกมาบอกว่าไม่เกี่ยวข้องด้วยอีก แล้วปล่อยให้ผู้กระทำผิดโดนดำเนินคดีไป ทั้งๆ ที่รู้ทั้งรู้ว่าการกระทำเหล่านั้นเป็นอาวุธทางการเมืองให้กับใคร และใครได้ประโยชน์จากมัน หากสำเร็จในการใช้การคุกคามกดดันและกดขี่ให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการทางการเมือง

ด้านนายสมชายกล่าวว่า ขณะนี้ ส.ว.หลายคนกำลังรวบรวมหลักฐานที่มีบุคคลอื่นมาบูลลี่ตนเองและครอบครัว เพื่อแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะถือเป็นการคุกคาม ซึ่งถือว่าเลวร้ายกว่าในอดีต เป็นวิธีการที่สกปรก ชั่วช้า และเลวทราม คนที่เห็นต่างก็เข้าไปบูลลี่เขาหมด ทั้งตามโรงเรียน มหาวิทยาลัย และครอบครัว ดังนั้น ส.ว.ประชุมกันแล้วว่าจะดำเนินคดีทั้งหมด และเบื้องต้นได้ส่งหลักฐานให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) แล้ว และอยู่ระหว่างตั้งทีมกฎหมาย

“ขณะที่คุณล้ำเลิศประชาธิปไตย เวลาติดคุกไม่ต้องมาขอโทษนะ เพราะไม่มีปล่อยฟรี ถูกดำเนินคดีจริงจัง แล้วอย่าลืมนะว่าเป็นนักกฎหมายทั้งนั้นที่มาสนุกสนานเล่นๆ กันแบบนี้ดำเนินคดีหมด ตอนนี้ทุกคนเตรียมหลักฐานไว้หมดแล้ว จะเอาให้เต็มที่ต่างกรรมต่างวาระ ไม่ต้องออกจากคุกกันเลย ทำ 10 ครั้งก็ 10 กรรม 10 วาระ” นายสมชายกล่าว

นายสมชายกล่าวอีกว่า จากนี้จะตรวจสอบทั้งหมดและย้อนหลังไป หากพบว่าเข้าข่ายหมิ่นประมาทก็จะดำเนินคดีทั้งหมด เพราะถือว่าไม่เคารพคนอื่น ประชาธิปไตยของคุณเป็นประเภทไหน เป็นพวกโจราธิปไตยหรือไม่ ที่ผ่านมาเคยดำเนินคดีกับคนที่หมิ่นประมาทมาแล้ว บางคนร้องห่มร้องไห้เพราะต้องออกจากราชการก็ให้อภัยไปหลายคนแล้ว แต่หลังจากนี้จะไม่ให้อภัยแล้ว ขอเตือนให้หยุดทั้งหมด อย่าคิดว่าหาไม่เจอ ที่ผ่านมาถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะ แต่จากนี้จะเริ่มนับหนึ่งในการดำเนินคดี เพราะคุณไม่ได้ใช้สิทธิเสรีภาพ แต่เป็นการใช้สิทธิคุกคามคนอื่นมีความผิดทางอาญา

“ขอเตือนว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่จะไปคุกคามคนอื่น ส.ว.มีหน้าที่ที่ต้องทำ เช่นเดียวกันกับ ส.ส. หน้าที่ใครหน้าที่มัน การใช้สิทธิ์ของประชาชนไปหมิ่นประมาทคนอื่นย่อมได้รับผลตามกฎหมาย ยืนยัน ส.ว.ไม่ปล่อยเรื่องนี้แน่ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลัง ปั่นกระแส หากสืบไปถึงตัวกลางก็จะดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองคนไหนจะดำเนินคดีด้วย” นายสมชายย้ำ

วันเดียวกัน ที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มีการจัดชุมนุมของเครือข่าย ‘Respect My Vote’ เคารพผลเลือกตั้งฟังเสียงประชาชน ซึ่งนำโดยแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ, คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.), กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และ 24 มิถุนาประชาธิปไตย เพื่อยืนยันเจตจำนงของประชาชน 14 ล้านเสียง ที่ต้องการให้นายพิธาเป็นนายกฯ

โดยบรรยากาศเวลา 17.00 น. (14 ก.ค. 66) เริ่มมีประชาชนทยอยเดินทางมารวมตัวอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนมากสวมเสื้อผ้าสีส้ม ซึ่งเป็นสีประจำพรรค ก.ก. และยังมีร้านค้าวางจำหน่ายสินค้าที่มีสัญลักษณ์ของพรรค ก.ก.และใบหน้าของนายพิธา และในเวลา 17.40 น. เริ่มมีการแจกใบปลิวขาด A3 สีแดงดำ ระบุข้อความว่า “ยกเลิก ส.ว.ไร้ประโยชน์ มีไว้เพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการ”

โดยก่อนเริ่มกิจกรรมปราศรัย มวลชนได้รวมตัวชู 3 นิ้วแสดงสัญลักษณ์ ถือป้ายระบุข้อความเรียกร้องให้ยกเลิก ส.ว. ต่อมาผู้ชุมนุมได้เริ่มการปราศรัย โดยโจมตีการทำหน้าที่ของ ส.ว. ซึ่งส่วนใหญ่โจมตี ส.ว.ที่ไม่เห็นด้วยและงดออกเสียงในการโหวตนายกฯ โดยเฉพาะนายเสรี สุวรรณภานท์, นายคำนูณ สิทธิสมาน, นายสมชาย แสวงการ และนายชาดา ไทยเศรษฐ์ และชื่นชม ส.ว.ทั้ง 13 คนที่โหวตเห็นชอบให้นายพิธา

นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ ส.ว.และ ส.ส.ต้องเลือกนายกฯ ตามเจตจำนงของประชาชน ไม่มีทางเป็นอื่น ถ้าไม่ทำ ถนนทุกสาย แม่น้ำทุกเส้นก็จะไหลไปที่รัฐสภา และไม่ใช่แค่สภา แต่จะเลยไปถึงหน้าบ้านท่านแน่นอน ขอให้ทุกคนติดตามโซเชียลมีเดียทุกช่องทางในสัปดาห์หน้า เพื่อฟังนัดหมายให้มาชุมนุมกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน แสดงพลัง 26 ล้านเสียง 52 ล้านตีน มารวมตัวกันเพื่อให้รู้ว่าจะมากมายแค่ไหน

“สัปดาห์หน้ายังขอเชิญชวน ทุกท่านที่เลือกพรรคก้าวไกลและเพื่อไทย สวมเสื้อสีส้มและสีแดงทุกวันก่อนถึงวันเลือกนายกฯ หรือติดสัญลักษณ์สีดังกล่าวเพื่อแสดงออกให้เห็นถึงเจตจำนงของพวกเรา”

ขณะที่ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย กล่าวว่า ขอให้มวลชนจับตาการประชุมศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 19 ก.ค.นี้ ในประเด็นของการแก้ไขมาตรา 112 เป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ ถ้าผลออกมาอย่างที่คาดการณ์กัน ก็ถึงเวลาแล้วที่ภารกิจล้มล้างการปกครองมาถึงพวกเราแล้ว
.

‘ติช่า กันติชา’ โพสต์ซึ้ง ยุติรัก 4 ปี กับแฟนหนุ่มชาวสวิสฯ เผยความรู้สึกถึงฝ่ายชาย “ไม่ใช่แค่คู่ชีวิต แต่ยังเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด”

เป็นอีกหนึ่งคู่รักที่ไปต่อไม่ได้ และจบกันด้วยดี สำหรับนางแบบสาวสุดแซ่บ ‘ติช่า กันติชา ชุมมะ’ ที่ล่าสุดออกมาโพสต์รูปคู่และข้อความสุดซึ้งถึงแฟนหนุ่มชาวสวิสฯ ที่ชื่อว่า ‘นิค’ พร้อมบอกว่าทั้งคู่ได้แยกทางกันแล้วหลังคบหาดูใจกันมานาน 4 ปี

โดย ติช่า ได้โพสต์ข้อความเป็นภาษาอังกฤษ ที่มีความหมายประมาณว่า…

“ครั้งแรกและครั้งสำคัญที่สุด ฉันอยากจะบอกว่า ฉันรักคุณมากแค่ไหน ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา คุณไม่ได้เป็นแค่คู่ชีวิตของฉัน แต่ยังเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน และเป็นคนที่รู้จักฉันดีกว่าใคร ๆ เราได้แบ่งปันความทรงจำที่น่าจดจำมากมาย

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของเราได้พาเราไปในทิศทางที่แตกต่างกัน แม้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ เรายังคงอยู่ในเงื่อนไขที่ดีและได้แยกจากกันมาเป็นช่วงหนึ่งแล้ว การปล่อยใครสักคนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตฉันมันไม่ง่ายเลย คุณเป็นแหล่งกำเนิดความแข็งแกร่งของฉัน และเป็นคนที่ช่วยให้ฉันเติบโตในรูปแบบที่มากกว่าที่ฉันจะนับได้

อยากให้รู้ว่าเธอคือหนึ่งในคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของฉัน ฉันจะอยู่ตรงนี้เพื่อสนับสนุนคุณเสมอ ขอบคุณที่ยังทนเพื่อฉัน ที่รักฉัน และเป็นคนที่น่าเหลือเชื่ออย่างที่คุณเป็น เวลาที่เราอยู่ด้วยกันมีความหมายกับฉันทุกอย่าง และฉันจะหวงแหนสิ่งนี้ตลอดไป รัก, ความเงียบ

สำหรับบางท่านที่อ่านสิ่งนี้ ฉันขอให้คุณงดส่งหรือแชร์รูปภาพหรือวิดีโอใด ๆ ของเขา เราต้องการพื้นที่ในการเยียวยาและหาเส้นทางของเราเอง”

ทั้งนี้ เมื่อย้อนกลับไปไม่นาน ติช่าได้ไปออกรายการ ‘โดนเทเซมาที่แพท’ และได้พูดถึงแฟนหนุ่มคนปัจจุบัน ‘นิค นิโคล่า’ ว่าอีกฝ่ายมีอายุมากกว่าตน 5 ปี เป็นคนที่ค่อนข้างจะมีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่ ชอบอ่านหนังสือ และนั่งสมาธิทุกวัน

สำหรับความรักกับฝ่ายชายนั้นเจ้าตัวระบุว่าระยะแรก ๆ ก็เป็นไปได้ด้วยดี อีกฝ่ายทำให้ตนเห็นข้อเสียของตนเองเยอะมาก แต่ปัจจุบันเธอยอมรับว่าเริ่มที่จะแย่ลง มีปัญหา เนื่องจากแนวคิดที่ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกันแล้ว

โดยทางด้านของนางแบบคนดังเผยว่าตนเองค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับเรื่องของการมีเซ็กส์ ต้องมีเซ็กส์สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และมองว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมากๆ เฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ชายที่มีฐานะเป็นคนรัก เพราะตนรู้สึกว่าถ้าไม่มีเรื่องนี้มาเกี่ยวข้องก็เป็นเพื่อนกันดีกว่ามั้ย?

อนึ่งทางด้านของนางแบบหญิงนั้นค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับเรื่องเพศ ด้วยการเปิดช่องยูทูบชื่อ ‘I KAN TEACHA’ เพื่อพูดคุยถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะ รวมถึงเธอเองมักจะเล่าเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์ของตัวเองอย่างไม่มีปิดบัง

‘เบอร์เกอร์ชีส 20 ชั้น’ เมนูใหม่ล่าสุดจาก ‘Burger King’ ในไทย กลายเป็นไวรัลดังไปทั่วโลก จนสื่อต่างประเทศถึงกับโชว์กินออกทีวี!!

“ไม่ขายขำ นี่ขายจริง!!”

นี่คือคำโปรยบน Facebook อย่างเป็นทางการของ ‘Burger King Thailand’ ยักษ์ใหญ่อาหารจานด่วน เรียกเสียงฮือฮาบนโลกอินเทอร์เน็ตครั้งใหญ่ ด้วยการปล่อยภาพเมนูเบอร์เกอร์ใหม่ “โคตรชีสเบอร์เกอร์” ที่ไม่มีเนื้อสัตว์เเม้เเต่ชิ้นเดียว เรียงชั้นด้วยชีสล้วนๆ 20 ชั้น

ความแปลกประหลาดนี้ดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก ให้หันสปอตไลท์มายังเบอร์เกอร์คิงประเทศไทยอย่างพร้อมเพรียง

โดย Burger King Thailand ประกาศบน Facebook ทางการของเเบรนด์ว่า…

“ทันทีที่เมนูเปิดจำหน่ายก็เกิดกระแสไวรัลบน TikTok อย่างรวดเร็ว เนื่องจากลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติต่างแห่กันไปลิ้มลอง เเละเผยเเพร่คลิปรีวิวเบอร์เกอร์ตัวนี้ลงบนโซเชียล ทำให้เกิดกระเเสวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งฝั่งที่เห็นด้วยเเละไม่เห็นด้วย เกิดการเเชร์ต่อเป็นจำนวนมาก

เบื้องหลังการนำเสนอเมนูนี้ของเเบรนด์ นอกจากต้องการเอาใจคนรักชีส ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ลูกค้าวัยรุ่นเเล้ว สำคัญกว่านั้นคือเป็นอุบายทางการตลาด เพื่อสร้างความฮือฮาบนโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะ เเละผลที่ได้ก็ประสบความสำเร็จไม่น้อย”

‘The Real Cheeseburger’ เปิดขายในไทย เเต่กำลังดังไกลไปทั่วโลก สำนักข่าวดังของโลก อย่าง CNN ได้หยิบยกเรื่องนี้รายงานสดออกโทรทัศน์ New York Post เองก็กล่าวถึงประเด็นนี้ด้วยเช่นกัน

เมนูนี้ขายเเค่ในประเทศไทยเท่านั้น ไม่มีแผนจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา หรือประเทศอื่น

‘Burger King Thailand’ อยู่ภายใต้การดูเเลของ ‘เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป’ กลุ่มธุรกิจบริการเเละร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย นอกจากเบอร์เกอร์คิง ยังมีเเบรนด์ดังในเครืออื่นๆ เช่น  Dairy Queen, Sizzler, swensen’s, The Pizza Company, Bonchon เป็นต้น

ในเว็บไซต์ Burger King ระบุว่า เมนู ‘โคตรชีสเบอร์เกอร์’ เติมรสชีสด้วยอเมริกันชีสถึง 20 แผ่น เพื่อคนรักชีส ราคาเพียง 109 บาท จากปกติ 380 บาท ระยะเวลาจำหน่าย 11 ก.ค. 66 – 13 ก.ค. 66 ที่ผ่านมา ด้วยกระเเสที่ร้อนเเรง คงต้องรอดูกันว่าเมนูจกลับมาให้บริการใหม่อีกครั้งหรือไม่

เเม้เป็นกระเเสโด่งดังจริง แต่เสียงตอบรับไม่ได้เป็นไปในทิศทางบวกทั้งหมด ค่อนไปในทางลบเสียมากกว่า มีน้อยคนที่จะสามารถรับประทานเมนูนี้ได้หมด ด้วยความเลี่ยนของชีสล้วนๆ ไม่มีเนื้อสัตว์หรือผักตัดรสชาติ ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ทานได้หนึ่งคำต้องวางลงทันที”

คำวิจารณ์มีทั้ง

“ทานได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น”
“ปริมาณชีสจำนวนมากเกินสำหรับเบอร์เกอร์หนึ่งชิ้น อาหารจะดีก็ต่อเมื่อมีส่วนผสมที่ลงตัว”
“ไม่ดีเท่าดับเบิ้ลชีสแองกัส”
“อาจจะไม่ลองอีก ชีสเพียงเเค่สองสามชิ้นดูจะพอดีกว่า”

อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นชีสเลิฟเวอร์ ลงความเห็นว่า เบอร์เกอร์ชีสแบบเต็มคำนี้ อร่อย และถึงรสถึงชาติ คนรักชีสต้องห้ามพลาด

ในทางกลับกัน ไม่ใช่เรื่องดีนักที่จะรับประทานชีสปริมาณ 20 แผ่น ในมื้อเดียว ชีสเป็นแหล่งไขมันอิ่มตัว ย่อยยาก และมีโซเดียมสูง จึงควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ หากมากเกินไป ส่งผลต่อการทำงานของไตอย่างเเน่นอน ไม่ควรรับประทานเกินวันละ 2 แผ่น หรือ 100 กรัมต่อวัน อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งเเรกของเบอร์เกอร์คิง ในการสร้างความตื่นเต้นเเก่ตลาดอาหารจานด่วน

ที่ผ่านมาเเบรนด์สร้างสรรค์เมนูเเปลกใหม่ออกมาอยู่ตลอด เเละทุกเมนูสร้างความฮือฮาให้ผู้บริโภคได้เสมอ ยกตัวอย่างเช่น

‘Kuro Pearl’ และ ‘Kuro Diamond Burger’
เบอร์เกอร์สีดำ จากเบอร์เกอร์คิงประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวในปี 2012 เพื่อฉลองให้ตรงกับวันครบรอบปีที่ 5 ของ Burger King ในญี่ปุ่น ขนมปังถูกทำให้เป็นสีดำด้วยถ่านไม้ไผ่ ราดหน้าด้วยผักกาดหอม มะเขือเทศ และหัวหอม

‘โดนัทเบอร์เกอร์’
จากเบอร์เกอร์คิงอิสราเอล ได้รับเสียงตอบรับดีมากจากผู้บริโภค มี Whopper ประกบระหว่างโดนัททอด 2 ชิ้น มีจำหน่ายในประเทศอิสราเอลเท่านี้

‘Bacon Lover’
จากเบอร์เกอร์คิงฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ เอาใจ Bacon Lover โดยเฉพาะ มีจำหน่ายในเบอร์เกอร์คิงฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ โดดเด่นด้วยไส้เนื้อย่างไฟ 2 ชิ้น มะเขือเทศ หัวหอม ชีส เบคอน และซอสรมควัน ประกบระหว่างขนมปังไส้เบคอน 2 ชิ้น

Pregnancy Whopper’
เบอร์เกอร์คิง จากเยอรมนี เป็นเมนูจริงที่จำหน่ายเพียงหนึ่งวัน เฉพาะที่กรุงเบอร์ลิน เมนูแปลกประหลาดนี้ คือหนึ่งในแคมเปญ ‘Pregnancy Whopper’ เพราะขณะตั้งครรภ์คนเป็นเเม่มักอยากรับประทานเมนูที่ไม่ปกติ เมนูในเเคมเปญนี้ประกอบด้วยหลากหลายทอปปิ้ง ที่มีทั้งผักดองกับวิปครีมด้านบน ไอศกรีมกับมะกอกเขียว แตงกวากับแยม ฟิชสติ๊กกับซอสแอปเปิ้ล ไอศกรีมสตรอว์เบอร์รี่กับมันฝรั่งทอด เเละเเปลกสุดๆ กับเมนูปลาเฮอริ่งทอด

‘เบอร์เกอร์สีชมพูดำ’
จากเบอร์เกอร์คิงประเทศจีน คอลแลบส์กับ KFC มีผลิตจำนวนจำกัด เมนูมีชื่อว่า ‘เบอร์เกอร์ขาไก่เผ็ดเบคอนแบกไดมอนด์’ และ ‘เบอร์เกอร์ขาไก่ย่างโรยชีส’

‘เบอร์เกอร์สีแดง’
จากเบอร์เกอร์คิงญี่ปุ่น ปล่อยเบอร์เกอร์สีดำไม่พอ ญี่ปุ่นยังทำชีสเบอร์เกอร์สีแดงต่อ ‘Aka Burger’ นี้ มีเนื้อให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ เนื้อซามูไร และไก่ซามูไร ประกบด้วยชีส และ Whopper สีแดง พร้อมซอสมิโซะสีเเดง และพริกขี้หนู

‘Windows 7 Whopper’
จากเบอร์เกอร์คิงญี่ปุ่น เบอร์เกอร์กับเนื้อเจ็ดชิ้น สอดเเทรกหัวหอม มะเขือเทศ ผักกาดหอม และผักดอง สนนราคาอยู่ที่ 777 เยน เพื่อเฉลิมฉลองเปิดตัวระบบปฏิบัติการ Windows 7 ของ ‘Microsoft’

‘เบอร์เกอร์ราดบลูเบอร์รี่’
จากเบอร์เกอร์คิงญี่ปุ่น ซึ่งเบอร์เกอร์ราดซอสเบอร์รี่รวมและบลูเบอร์รี่นี้ เป็นเมนูสำหรับฉลองวันหยุดในญี่ปุ่น สนนราคา 5 ดอลลาร์

‘The French Fry Burger’
จากเบอร์เกอร์คิงนิวซีเเลนด์ สร้างประสบการณ์ รับประทานแฮมเบอร์เกอร์กับมันฝรั่งทอด ได้พร้อมกันในครั้งเดียว มันฝรั่งราดด้วยซอสมะเขือเทศและมายองเนส ประกบ Whopper 2 แผ่น

การกระโดดเข้าสู่กระแสของอาหารฟิวชัน ที่แปลกประหลาด ส่วนเนื่องมาจากยอดขายของฟาสต์ฟู้ดลดลง เชนรายใหญ่จึงหันมาใช้กลยุทธ์สินค้าลิมิเต็ด เพิ่มความพิเศษ กระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความอยากลอง อีกทั้งยังได้โปรโมตกระเเสเบอร์เกอร์ให้บูมในอินเทอร์เน็ตอีกทาง

‘อ.เดชา’ เชื่อ หาก ‘พิธา’ ยังฝืนดึงดันแบบนี้ต่อไป ผลที่ได้คือความทุกข์​น่าสยดสยอง​เกินจินตนาการ!!

(15 ก.ค. 66) นายเดชา ศิริภัทร เจ้าของสูตรน้ำมันกัญชา (ตำรับหมอเดชา) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Deycha Siripatra’ ระบุว่า…

“ได้อ่านโพสต์​ของคุณ​พิธา​ ลิ้มเจริญ​รัตน์​ แล้วเข้าใจและเห็นใจอย่างยิ่ง

การตั้งความหวังไว้สูงสุด​ พยายามฝ่าฟันไปจนจะเอื้อมมือถึง​ แต่ความหวังกลับพังครืน พังลงต่อหน้าตนเองและคนไทยทั้งประเทศ​ รวมถึงชาวโลกที่ติดตามดูการถ่ายทอดสด

ความทุกข์​ที่เกิดจากความผิดหวัง​ เพราะไปตั้งความหวังไว้นั้น​ เป็นบทเรียนธรรมะขั้นสูง หากนำมาเป็นบทเรียน​ แล้วนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป​ จะมีประโยชน์​มาก

แต่ถ้ายังไม่ยอมรับ​ แต่พยายามทำซ้ำแบบเดิมอีก ก็จะผิดหวังเหมือนเดิมอีกครั้ง

คราวนี้ความทุกข์​ที่เกิดขึ้นใหม่​ จะทับถมซ้ำเติมความทุกข์​เก่า​ ที่ยังไม่ทันจางหายไปใหน ลองจินตนาการดูว่าจะหนักหนาสาหัส​ขนาดใหน​ แค่คิดผมก็รู้สึกสยดสยองจนไม่กล้าคิดต่อ

แต่ถึงอย่างนั้น​ ผมก็เชื่อว่า​ คุณ​พิธา จะยังเดินหน้าต่อไปเพื่อทำซ้ำอย่างเดิม​ ไม่ยอมหยุด ผลที่ได้รับก็คงเป็นความผิดหวัง​ และความทุกข์​ที่น่าสยดสยอง​เกินจินตนาการนั่นเอง

โชคดีนะครับคุณ​พิธา ขอให้คุณ​สมหวังในสิ่งที่ตั้งใจ​ อย่าให้สิ่งที่ผมคิด​ เกิดขึ้นจริงเลย”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top