Friday, 31 July 2026
TheStatesTimes

บริษัทรถไฟญี่ปุ่นจ่อใช้ ‘กระจกแปลภาษา’ ในห้องขายตั๋ว ช่วยพนักงานตอบโต้ นทท.ต่างชาติ ได้สะดวก-ราบรื่นขึ้น

เมื่อไม่นานมานี้ สื่อญี่ปุ่น​รายงาน​ว่า บริษัท เซบุเรลเวย์ (Seibu Railway Co.)​ ได้เปิดตัวระบบแปลคำพูดโดยอัตโนมัติแสดงคำที่แปลแล้วบนหน้าจอโปร่งใส

ระบบดังกล่าวได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ดำเนินการรถไฟตอบสนองได้อย่างราบรื่นต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนญี่ปุ่นที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังจากการตกต่ำในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

ระบบนี้ได้รับการพัฒนาโดยบริษัทการพิมพ์รายใหญ่อย่าง Toppan Inc. หน้าจอโปร่งใส ผู้โดยสารสามารถมองเห็นพนักงานประจำสถานีได้ ในขณะที่การสนทนาระหว่างกัน จะถูกแปลและแสดงผลขึ้นเป็นข้อความแบบเรียลไทม์ สามารถรองรับภาษาต่างประเทศได้ถึง 12 ภาษา รวมถึง ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนด้วย

และวันพุธ (5 ก.ค.) ที่ผ่านมา ที่สถานี เซบุชินจูกุ​ (Seibu Shinjuku)​ ในโตเกียว พนักงานสถานี​ ได้ทดสอบระบบถามพนักงานสถานีด้วยภาษาต่างชาติ​ โดยด้านหลังหน้าจอโปร่งใสแสดงเป็นภาษาอังกฤษที่พูดว่าจะซื้อตั๋วได้ที่ไหน ที่แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นแสดงอยู่ด้านฝั่งหน้าจอของพนักงานสถานี

ทั้งนี้บริษัท เซบุเรลเวย์ ตั้งเป้าจะติดตั้งระบบดังกล่าวตามสถานีรถไฟต่าง ๆ อย่างเต็มรูปแบบ ในช่วงปลายปีนี้

‘อั้ม พัชราภา’ สุดเศร้า หลังสูญเสียคุณยายผู้เป็นที่รัก เผย วันเสาร์นี้กำลังจะไปหาแล้ว แต่ไม่ทันได้เจอ

(7 ก.ค. 66) กราบลาสุดอาลัย ‘อั้ม พัชราภา’ สุดเศร้าสูญเสียคุณยาย เผย วันเสาร์นี้กำลังจะไปหาเลย ไม่ทันได้เจอ ไฮโซพก ก็มาร่วมแสดงความเสียใจด้วย

‘อั้ม พัชราภา’ นางเอกซุปตาร์โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม หลังสูญเสียคุณยายที่รัก โดย ได้โพสต์ภาพคู่กับคุณยายพร้อมเขียนข้อความสุดเศร้า กราบลาคุณยายที่จากไปในวัย 98 ปี ทั้งๆ ที่ตนกำลังจะไปหาอยู่แล้วด้วยว่า…

“กราบลานะคะคุณยาย วันเสาร์นี้กำลังจะไปหาเลย ไม่ทันได้เจอ รักนะคะ เจอคุณตาแล้วใช่ไหม #คุณยายอายุ 98 ปี 6 เดือน 4 วัน เป็นคุณยายที่ใจดีที่สุด”

โดยมีเพื่อนพี่น้องคนบันเทิงต่างเข้ามาร่วมแสดงความเสียใจจำนวนมาก ทั้ง หน่อย บุษกร, นก จริยา, เข้ม หัสวีร์, แหวนแหวน เป็นต้น รวมทั้ง ประธานวงศ์ พรประภา หรือ ‘ไฮโซพก’ อดีตคนรักก็เข้ามาคอมเมนต์เป็นอิโมจิร่วมแสดงความเสียใจด้วยเช่นกัน

‘ส.ว.สมชาย’ ยัน 250 ส.ว. ยึดถือพระราชดำรัสในหลวง มุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย

(7 ก.ค. 66) นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า สมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย

วุฒิสภาชุดที่ 12 มาจากรัฐธรรมนูญ 2560 ดังนี้ 
1) ตามตำแหน่ง 6 คน 
2) สรรหาตรงจากคณะกรรมการสรรหา 194 คน 
3) สรรหาจากการเลือกกันเองทั่วประเทศ 50 คน

สมาชิกวุฒิสภาทั้ง 250 คน ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา 269 ตามรัฐธรรมนูญ แตกต่างจากสมาชิกวุฒิสภาในอดีต ทั้งรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ที่มาจากการเลือกตั้งโดย และสรรหา ผสมเลือกตั้ง เมื่อได้ครบตามจำนวนแล้ว มีแค่การประกาศรับรองโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น มิได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเช่นสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้

ดังนั้นสมควรอย่างที่สมาชิกวุฒิสภาทั้ง 250 คน จักได้น้อมนำพระราชดำรัสในพิธีเปิดประชุมรัฐสภา เมื่อวันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม 2566

‘สตาร์บัคส์’ ลั่น!! เปิดร้านในไทยให้ได้ 800 สาขาในปี 2030 พร้อมตั้งเป้าขยายร้านกาแฟชุมชนให้ครบ 8 แห่งภายในปีเดียวกัน

ไม่นานมานี้ ‘เนตรนภา ศรีสมัย’ กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย กล่าวว่า การเดินทางกว่า 25 ปีของสตาร์บัคส์ ประเทศไทย ทำให้แบรนด์มีร้านสาขาทั่วประเทศถึง 465 สาขา เป็นสาขาหลัก 396 สาขา, ไดรฟ์ทรู 56 สาขา และสตาร์บัคส์รีเสิร์ฟ 13 สาขา 

“สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ซึ่งมีพาร์ทเนอร์ (พนักงาน) กว่า 4,300 คนที่ร่วมกันส่งมอบประสบการณ์สตาร์บัคส์ในทุกวัน ให้บริการลูกค้ามากกว่า 800,000 คนในทุกสัปดาห์ ยังคงเดินหน้าในการสร้างและรักษาสัมพันธภาพกับลูกค้าและชุมชน พร้อมมองหาโอกาสในการสร้างสัมพันธภาพที่มากขึ้นผ่านแก้วกาแฟ”

ทั้งนี้ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย มีแผนที่จะเพิ่มจำนวนร้านสาขาจนครบ 800 แห่ง พร้อมกับร้านกาแฟเพื่อชุมชนครบ 8 แห่งภายในปี 2030 เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะเร่งการเติบโตในไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีพลวัตมากที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควบคู่ไปกับการกระชับความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

สำหรับร้านกาแฟสตาร์บัคส์เพื่อชุมชน (Starbucks Community Store) ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นร้านสาขาที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้พาร์ทเนอร์ สามารถเป็นส่วนหนึ่งและมีส่วนร่วมกับชุมชนในรูปแบบเฉพาะ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละร้านสาขา

และล่าสุดสตาร์บัคส์ได้เปิดร้านกาแฟเพื่อชุมชนสาขาที่ 2 ที่ไอคอนสยาม ซึ่งเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยรายได้ 10 บาทจากการจำหน่ายกาแฟทุกแก้ว จะได้รับการแบ่งปันอย่างเท่าเทียมกันให้แก่ 2 องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร

ซึ่งได้แก่ มูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน (Integrated Tribal Development Foundation – ITDF) และ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (Scholars of Sustenance – SOS)

นอกจากนี้ ร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งใหม่นี้ ยังสอดคล้องกับพันธกิจของสตาร์บัคส์ที่จะเปิดร้านกาแฟเพื่อชุมชนให้ได้ทั้งหมด 1,000 แห่งทั่วโลกภายในปี 2030 ด้วย

สตาร์บัคส์ ประเทศไทย บอกว่า เหตุผลที่เลือกไอคอนสยามเป็นร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งที่ 2 ต่อจากสาขาแรกที่หลังสวน เนื่องจากสาขาไอคอนสยามเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในไทย มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมากทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ และนั่นหมายถึงเกิดโอกาสที่จะมีรายได้ไปแบ่งปันให้กับชุมชนมากขึ้นด้วย

“ร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งใหม่ที่ไอคอนสยามนี้ สะท้อนคำมั่นสัญญาของแบรนด์สตาร์บัคส์ในการสร้างความเป็นไปได้แบบไร้ขีดจำกัดเพื่อการเชื่อมโยงสัมพันธภาพระหว่างผู้คน และการก้าวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญในเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนชาวไร่กาแฟทางภาคเหนือของไทย” เนตรนภา กล่าวเสริม

AOT จ่อใช้ระบบสแกนใบหน้าขึ้นเครื่อง ยกระดับการบิน ไม่ต้องโชว์ ‘ตั๋ว - บัตรปชช.’

AOT เตรียมใช้การสแกนใบหน้า แทนโชว์ ‘ตั๋ว - บัตรประชาชน’ ยกระดับด้านบริการ นำร่องเปิดใช้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ - ดอนเมือง ภายในปี 2567

ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยว่า AOT อยู่ในระหว่างผลักดันและพัฒนาระบบ Biomatic เข้ามาใช้ในท่าอากาศยาน โดยจะมีระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (automated biometric identification system) เทคโนโลยี facial recognition (สแกนใบหน้า) เพื่อใช้ในการระบุตัวตนของผู้โดยสาร หลังผู้โดยสารเช็กอินผ่านเคาน์เตอร์, ผ่านระบบมือถือ หรือเครื่องเช็คอินอัตโนมัติ 

หลังจากนั้นระบบ biometric จะนำข้อมูลใบหน้าผู้โดยสารมาสร้างเป็นข้อมูล One ID เก็บไว้ ส่งผลให้ผู้โดยสารสามารถเข้าใช้บริการจุดต่าง ๆ ภายในสนามบิน ไม่ว่าจะเป็น จุดตรวจค้นสัมภาระ จุดตรวจบัตรโดยสารก่อนขึ้นเครื่อง ณ ประตูทางออกขึ้นเครื่องได้ด้วย โดยไม่จำเป็นต้องใช้การยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชนคู่กับ boarding passอีกต่อไป

ผู้โดยสารที่มาเช็กอินที่เคาน์เตอร์เช็กอินปกติ หรือที่เครื่อง CUSS หากผู้โดยสารให้การยินยอมใช้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล ระบบ biometric จะนำข้อมูลใบหน้าผู้โดยสารผสานรวมกับข้อมูลการเดินทางของผู้โดยสาร สร้างเป็นข้อมูลสำหรับใช้ในการตรวจสอบยืนยันตัวตน เรียกว่าข้อมูล One ID

เมื่อดำเนินการสำเร็จ ผู้โดยสารจะใช้เพียงใบหน้าสแกนเพื่อโหลดกระเป๋าสัมภาระที่เครื่อง CUBD รวมถึงใช้ยืนยันตัวตนแทนการใช้ boarding pass ณ จุดตรวจค้น และในขั้นตอนการตรวจบัตรโดยสารก่อนขึ้นเครื่อง ณ ประตูทางออกขึ้นเครื่องด้วย โดยทุกขั้นตอนไม่ต้องแสดงหลักฐานตั๋วโดยสารและบัตรประชาชน

โดยระบบ biometric ใช้เวลาน้อย มีความแม่นยำสูง และช่วยลดระยะเวลาในการรอคิวในการตรวจสอบแต่ละจุดให้บริการ ซึ่งขณะนี้ AOT ได้ติดตั้ง พัฒนาและอยู่ระหว่างทดสอบระบบร่วมกับสายการบิน คาดว่าจะมีความพร้อมให้บริการในช่วงกลางปี 2567

8 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 ท่านพุทธทาสภิกขุ มรณภาพ ผู้ที่ยูเนสโก ยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก

ครบรอบ 30 ปี ท่านพุทธทาสภิกขุ (2449-2536) มรณภาพอย่างสงบที่สวนโมกขพลาราม วัดธารน้ำไหล อ. ไชยา จ. สุราษฎร์ธานี

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปัญโญ) หรือรู้จักในนาม ท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นชาวอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 เริ่มบวชเรียนเมื่ออายุได้ 20 ปี ที่วัดบ้านเกิด จากนั้นได้เข้ามาศึกษาพระธรรมวินัยต่อที่กรุงเทพมหานคร จนสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค ท่านได้ตัดสินใจมาปฏิบัติธรรมที่อำเภอไชยา ซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมของท่านพร้อมปวารณาตนเองเป็น พุทธทาส เนื่องจากต้องการถวายตัวรับใช้พระพุทธศาสนาให้ถึงที่สุด

ท่านพุทธทาสภิกขุได้บวชเรียนตามประเพณี เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2469 ที่โรงอุโบสถวัดอุบล หรือวัดนอก ก่อนจะย้ายมาประจำอยู่ที่วัดพุมเรียง มีพระอุปัชฌาย์คือ พระครูโสภณเจตสิการาม (คง วิมาโล) รองเจ้าคณะเมืองในสมัยนั้น และมีพระปลัดทุ่ม อินทโชโต เจ้าอาวาสวัดอุบล และ พระครูศักดิ์ ธมฺรกฺขิตฺโต เจ้าอาวาสวัดวินัย หรือวัดหัวคู เป็นพระคู่สวด ท่านพุทธทาสภิกขุได้รับฉายาว่า อินทปญฺโญ ซึ่งแปลว่าผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่

ผลงานเด่นของทาสพุทธทาสคืองานหนังสือ อาทิ หนังสือพุทธธรรม ตามรอยพระอรหันต์ และคู่มือมนุษย์ และยังมีผลงานอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ต่อชนรุ่นหลังในการศึกษาศาสนาพุทธเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ท่านยังเป็นพระสงฆ์ไทยรูปแรกที่บุกเบิกการใช้โสตทัศนูปกรณ์สมัยใหม่สำหรับการเผยแพร่ธรรมะ

พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินฺทปญฺโญ) ได้ละสังขารอย่างสงบ ณ สวนโมกขพลาราม เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 สิริรวมอายุ 87 ปี 67 พรรษา

หลังจากท่าพุทธทาสภิกขุมรณภาพไปแล้ว ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2548 องค์การยูเนสโก ประกาศยกย่องให้ท่านพุทธทาสภิกขุเป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้านส่งเสริมขันติธรรม สันติธรรม วัฒนธรรม ความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีของมวลมนุษย์

อีกหนึ่งประโยคปลุกความกล้าและสร้างแรงบันดาลใจจาก แองเจลิน่า โจลี่ แด่ผู้หญิงทั่วโลก

อีกหนึ่งประโยคปลุกความกล้าและสร้างแรงบันดาลใจจาก แองเจลิน่า โจลี่ แด่ผู้หญิงทั่วโลก

หากผู้ชายคาดหวัง ให้ผู้หญิงเป็นนางฟ้าในชีวิตเขา เขาต้องสร้างสวรรค์ให้นางก่อน เพราะนางฟ้าไม่ได้อยู่ในนรก

If a man expects a woman to be an angel in his life. He must first create heaven for her first because angels don’t live in hell.

เด็กน้อยชั้น ป.2 เก็บเงินวันละ 60 บาท เพื่อมากินชาบู เจ้าของร้านใจดีลดราคาให้ ชาวเน็ตแห่ชม-ชวนกันอุดหนุน

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 66 โลกออนไลน์ในจังหวัดภูเก็ต ได้มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอน่ารักๆ โดยในคลิปเป็นเด็กนักเรียน 2 คน มานั่งรับประทานชาบูที่ร้านชาบูแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งผู้โพสต์คือ ‘Thippanat Thongrod’ ผ่านโซเชียล TikTok โดยระบุว่า…

“วันนี้ไปกินชาบูกับแฟน ไปโต๊ะแรก สักพักมีน้อง 2 คนเดินเข้ามา น้องบอกว่ามากินชาบู พี่ๆ ในร้านเห็นน้อง 2 คนตัวเล็กมาก เลยถามมีเงินคนละเท่าไร น้องบอกมีคนละ 400 บาท พี่ๆ น่าจะโทรหาเจ้าของร้าน ที่น่ารักคือ เจ้าของร้านคิดน้องแค่คนละ 200 บาท จากคนละ 289 บาท ถ้าฟังไม่ผิด แถมยังรีฟิลน้ำอัดลมอีก ซึ่งปกติราคา 289 บาท ได้แค่น้ำชามะลิ น้ำหวานแถม พี่ๆ ในร้านคือ บริการน้องดีมาก ใส่ใจดูแล คอยถามตลอด พี่ๆ ถามว่า น้องๆ เรียนอยู่ชั้นไหนแล้ว น้องบอก ป.2 เก็บเงินวันละ 60 บาท ไว้มากินชาบู #ความน่ารักของเด็กๆ #ความน่ารักของพี่ๆ #shabushabubyphuketboi น้องในคลิปและพี่ๆ พนักงานนะคะ”

จากนั้นได้มีการแชร์คลิปดังกล่าวกันไปเป็นจำนวนมาก พร้อมกับแสดงความคิดเห็น เช่น

“ร้านชาบูนี้อยู่ที่ไหน จะไปกิน”
“เจ้าของใจดีมาก”
“ร้านนี้ดีค่ะ แถมพนักงานน่ารักมากกกกก บริการดียิ้มแย้มแจ่มใส”
“ร้านนี้เถ้าแก่ใจดีอยู่แล้วครับ เพราะว่าผมไปกินบ่อย”
“เด็กๆ รู้จักอดออม เจ้าของร้านก็มีน้ำใจ น่าชื่นชมทั้งคู่เลยค่ะ”

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ไปยังร้านชาบูดังกล่าว ชื่อร้าน ‘ชาบูชาบู’ ตั้งอยู่ตรงข้ามคริสต์จักร ถนนเจ้าฟ้าตะวันออก ต.ตลาดเหนือ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นบุฟเฟ่ชาบู โดยเจ้าของร้านชื่อ ‘คุณนิ่ม’ เล่าให้ทีมข่าวฟังว่า ตอนนั้นกำลังไปซื้อของเข้าร้านเพิ่มเติม จากนั้น น้องๆ ที่ร้านได้โทรมาแจ้งว่า มีน้องๆนักเรียนมาทานชาบู แต่มีเงินคนละ 200 บาท โดยทั้งสองคนเก็บเงินกันวันละ 60 บาท เพื่อมาทาน ตนเองจึงลดราคาให้จาก 289 เหลือคนละ 200 บาท แถมน้ำฟรีตลอด จนกระทั่งมาเห็นคลิปที่มีลูกค้าถ่ายไว้ รู้สึกปลื้มใจที่น้องๆ อุตส่าห์เก็บออมเงินกันมาทานชาบู

‘เบสท์ คำสิงห์’ แย้ม มีดาราชายเข้ามาจีบ ก้อย-นัตตี้-ดรีม รู้จักดี เชียร์ให้ลองเปิดใจ

เป็นอีกหนึ่งสาวที่โสดมาได้สักพักแถมสวยขึ้นมาก สำหรับ ‘เบสท์ รักษวนีย์ คำสิงห์’ ลูกสาว สมรักษ์ คำสิงห์ ที่ล่าสุดเธอกลับมาเยือนรายการในยูทูบของ ‘ก้อย นัตตี้ ดรีม’ อีกครั้งในรอบ 3 ปี ก็ออกมาเปิดใจผ่านรายการ ‘ยังไงไหนเล่า’ ถึงบทเรียนความรักที่ผ่านมาว่า…

“ไม่มี หนูพูดมาตลอดว่าไม่ได้เรียกว่าเรียนรู้ เพราะเราแค่เรียนรู้จากผู้ชายคนหนึ่ง แค่คนนั้นที่เป็นแฟนเก่าแต่เราไม่ได้เรียนรู้ทั้งชีวิตเราเพราะว่าคนใหม่ก็คือคนใหม่”

เมื่อถามถึงสเปคอยากได้คนแบบไหน เบสท์บอกว่าชอบคนดูดี ที่ไม่ได้แปลว่าหล่อ แต่บางคนไม่ได้หล่อมากหรือน่ารักมากแต่ดูแล้วมันดูดี ทำเอาก้อยออกอาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ 

เบสท์เผยต่อว่า “เอาง่าย ๆ มีผู้ชายคนหนึ่งทักหนูมาแล้วเขาเคยออกช่องพี่ก้อย หนูเลยบอกพี่ๆ ว่า เฮ้ย มีคนเคยออกช่องพี่ทักหนูมานะ ตอนแรกไม่ตอบเพราะไม่รู้จัก พอดูรายการก็เลยรู้จัก ได้คุย”

ด้านก้อยบอกว่าถ้าอยากรู้ก็ต้องไปเดากันเอง ไปย้อนดูคลิปกันเอง งานนี้ทั้ง 3 สาวขอทายบ้าง แต่ทายเท่าไหร่ก็ไม่ถูก จนเบสท์เฉลยให้ ทำเอา ก้อย นัตตี้ ดรีม อ๋อ อึ้ง พร้อมเชียร์ว่า คนนี้น่ารัก และเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะได้ทำความรู้จัก

เมื่อเบสท์ถูกถามว่าไปกินข้าวกันมาหรือยัง เบสท์บอกว่า ยัง เพราะไม่ว่าง ถ้าว่างปุ๊บไปเลย 

ด้านนัตตี้ก็บอกว่า ให้มันค่อยๆ ไป ใจเย็นๆ

เบสท์บอกหลังจากจบรักครั้งล่าสุดไป ด้านครอบครัวก็ไม่ได้ว่าอะไรกับคนถัดไป ส่วนปัญหาเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนั้นเธอเผยว่า พ่อแม่เป็นคนรู้ก่อน เพราะพ่อรู้จักคนเยอะ พ่อจะรู้แต่ไม่บอกเรา

“พ่อแม่ไม่ยุ่งไม่บอกเรา จนเลิกกันแล้วค่อยมาบอก ช่วงอกหักไม่เสียใจเลย แต่เสียใจช่วงที่ให้โอกาสมากกว่า ช่วงลังเลมันจะเจ็บกว่าตอนที่เด็ดขาด”

เมื่อถามว่าอกหักเสียใจไหม เบสท์บอก ไม่เสียใจเลย ไม่ร้องไห้แม้แต่นิดเดียว พร้อมบอกว่า

“เหมือนเราให้โอกาสแล้วจะเสียใจกว่าตอนเลิก ช่วงที่ลังเลจะเจ็บกว่าตอนที่เดือดขาด”

รู้จัก ‘ชิ้น โบ แดง’ หมูกระทะในห้างหรู ชูเอกลักษณ์ไทย ฝ่าดงหมูเกาหลีบูม

นั่งกินหมูกระทะในห้างหรู...

'เชิดชูหมูกระทะไทยให้ก้องกังวาลไปทั่วหล้า’ แนวคิดเจ๋งๆ ของ 'ชิ้น โบ แดง' (Chin Bo Dang) ร้านหมูกระทะมาสเตอร์พีซ น้องใหม่ลำดับที่ 12 ในเครือ Iberry Group ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น 6 ใน The EmQuartier (BTS พร้อมพงษ์) มีจุดเด่นตรงกระทะที่ดีไซน์พิเศษทำจากทองแดง 100% มีช่องกระจายความร้อนเท่ากันทุกรู ทำให้เนื้อสุกได้อย่างง่ายดาย และก็ยังมีช่องใส่น้ำซุปขนาดใหญ่พอดีช้อน นอกจากนี้ที่ร้านก็ยังใช้ถ่านกากมะพร้าวหอมๆ ทำให้อาหารน่ากินขึ้นอีกเป็นเท่าตัวเลย

ยิ่งไปกว่านั้นลูกค้ายังไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นควันติดเสื้อผ้า เพราะทางร้านมีเตาดูดควันอย่างดีที่ทำมาเป็นพิเศษ พร้อมให้คุณอร่อยกับวัตถุดิบคุณภาพ และน้ำจิ้มซิกเนเจอร์ของทางร้าน อย่าง แซ่บโบราณ ที่โดดเด่นด้วยรสเผ็ดพอเหมาะของพริกเหลือง ลาวนวล มีรสเค็มนัวของปลาร้า และหอมเต้าหู้ยี้ ที่คุ้นเคย เสิร์ฟมาในบรรยากาศหรูหราที่ตกแต่งด้วยสีแดงเลือดหมูและสีน้ำตาลเข้ม

อีกจุดเด่นหนึ่งของ 'ชิ้น โบ แดง' ที่แตกต่างจากร้าน 'หมูกระทะ' อื่น ก็คือเมนูข้างเคียง (Side Dish) ที่จัดเต็ม เพื่อให้เข้ากับหมูกระทะ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้า บางคนที่แค่พักเที่ยง อาจจะมีเวลาไม่มาก ไม่อยากเปิดเตา แต่ก็มารับประทานเมนูอื่น ๆ ก็ได้ ไม่ใช่แค่หมูกระทะ

โดยแนวคิดน่าสนใจ เพราะ Iberry ต้องการสร้างวัฒนธรรมการรับประทานอาหารหรือปิ้งย่างแบบไทยแท้ 100% บอกว่า แม้ตลาดปิ้งย่างของไทยจะเติบโตสูง และมีผู้เล่นจำนวนมาก แต่ต้องยอมรับว่าแทบทั้งหมดมักมีเครื่องเคียงเป็นกิมจิ หรืออาหารญี่ปุ่น-เกาหลีหลายๆ ชนิดมาเป็นเมนูในร้าน 

ฉะนั้น หากทำเหมือนกัน ก็จะยิ่งไม่ตอบโจทย์เอกลักษณ์ความเป็นไทย หรือมนต์เสน่ห์ดั้งเดิมของหมูกระทะ ซึ่งคอนเซปต์ของร้านต้องการยกระดับความเป็นหมูกระทะในสไตล์ไทยๆ อยู่แล้ว จึงได้เกิดแนวคิดที่อยากทำให้ทุกอย่างเข้ากัน ด้วยการพัฒนา Side Dish ที่เป็นเมนูไทยขึ้นหลายรายการเพื่อให้สามารถรับประทานร่วมกับหมูกระทะได้

สำหรับอาหารหลัก Main Course เอาใจทั้งสายเนื้อและหมูด้วย หมูหมักนุ่ม คุโรบุตะสไลด์ หมูสามชั้น สุดนุ่ม ตับหมู ไม่มีกลิ่นสาบ คอหมู เนื้อเด้ง เนื้อโคขุนหมักนุ่มลิ้น เสือร้องไห้ออสเตรเลีย และลิ้นวัวโคขุน ฉ่ำลิ้น

ชุดทะเลรวมมิตร เต็มไปด้วยปลาอินทรี เนื้อสด ปลาเก๋าหยก กินอร่อย เอ็นหอยจอบ เคี้ยวหนึบสู้ฟัน หมึกกล้วย ตัวใหญ่ และหมึกสาย แถมด้วย สามชั้นขย้ำน้ำปลา ชิ้นหนากำลังดี ได้รสเค็มกลมกล่อม กลิ่นหอมยั่วน้ำลาย

ปิดท้ายก่อนกลับด้วย ของหวานล้างปาก บิงซูแตงโม รสหวาน ภายในสอดไส้ฟรุ๊ตตี้สลัดชื่นใจ และ ไอศกรีมมะพร้าวอ่อน โฮมเมดรสหวานฉ่ำ

ส่วนสนนราคาชุดเซ็ตเมนูแบบอิ่มจุก เริ่มต้นที่ 590-790 บาท ขณะที่จานเดี่ยวแยกเพิ่ม และ Side Dish ราคาเริ่มตั้งแต่ 120-390 บาท และผักเริ่มต้นที่ราคา 35 บาท  

'ชิ้น โบ แดง’ เปิดตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 4 ทุ่ม สามารถเดินทางไปอร่อยได้ตามสะดวก ว่าแล้วก็โทรไปจองโต๊ะก่อนเลย กดไปที่เบอร์ 02-003-6340 รับรองได้ว่าจะได้ลิ้มรสหมูกระทะที่อร่อยและไม่เหมือนใคร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top