Saturday, 1 August 2026
TheStatesTimes

‘Snow AI Profile’ แอปฯ แต่งรูปสุดฮิตที่โด่งดังในชั่วข้ามคืน แปลงโฉมให้กลายเป็นสาวเกาหลี เหมือนยกสตูฯ มาถ่ายที่บ้าน!!

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 66 แอปฯ มาแรง ยอดฮิตสาวโซเชียล ‘Snow AI Profile’ แปลงรูปเราเป็นภาพถ่ายโปรไฟล์แบบสาวเกาหลี สวย เนียน เหมือนยกสตูดิโอมาถ่ายที่บ้าน

กำลังมาแรงแบบสุดๆ ชนิดที่ใครเป็นสาวกโซเชี่ยลต้องเคยเห็นผ่านตา สำหรับแอปพลิเคชันยอดฮิตอย่าง ‘Snow’ ที่เปิดฟีลเตอร์ใหม่แปลงภาพเป็นโปรไฟล์แบบสาวเกาหลี ใช้เทคโนโลยี AI พร้อม Generated ภาพโปรไฟล์ของเรา ให้ออกมาเหมือนถ่ายในสตูดิโอเกาหลี (เนียนและสวยมาก) ด้วยแพ็กเกจเสียเงิน 2 ตัวเลือก

วิธีการ คือ

1.) ดาวน์โหลดแอปฯ Snow ผ่าน App Store หรือ Play Store โดยเป็นแอปฯ ที่มีไอคอนตัว S สีฟ้า

2.) เปิดหน้าอินสตาแกรมของแอคเคาท์ @snow_kr_official แล้วคลิกไปที่ลิงก์บนไบโอ

3.) เลือกแพ็กเกจ 2 ตัวเลือก ดังนี้
Standard : อัปโหลดภาพโปรไฟล์ 30 ภาพ ราคา 79 บาท รอ AI ประมวลผล 24 ชั่วโมง
Express : อัปโหลดภาพโปรไฟล์ 30 ภาพ ราคา 199 รอ AI ประมวลผล 1 ชั่วโมง

4.) หลังเลือกแพ็กเกจก็เข้าหน้ารอรูปให้โหลดในระบบ และห้ามกดปิดแอปฯ เด็ดขาด เพราะจะขึ้นแจ้งเตือนว่ารูปโปรไฟล์เสร็จแล้วนั่นเอง

5.) เมื่อระบบโหลดรูปเสร็จตามเวลาที่ซื้อแพ็กเกจไว้ ก็สามารถเซฟรูปเข้าเครื่องได้

แต่เนื่องจากมีปัญหาผู้ใช้งานเยอะเกินไปในขณะนี้ ทำให้ขึ้น ‘Sold Out’ ต้องใช้เวลาค้างหน้านั้นสักพักจนกว่าจะขึ้นให้กดซื้ออีกครั้ง
 

รู้จัก ‘หนองโพ’ นมโค 100% ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสังคม-คนเลี้ยงวัว

(13 มิ.ย.66) หลังจากที่ผ้าไทยได้ขาดตลาดไปแล้ว คราวนี้ถึงคิวของ ‘นมถุงหนองโพ’ เมื่อ ‘ลิซ่า BLACKPINK’ ได้ถ่ายลงสตอรี่อินสตราแกรมที่มีผู้ติดตามทั่วโลกกว่า 94 ล้านคน พร้อมแคปชัน “วัยเด็กต้องนี่เลย!”

งานนี้จึงเชื่อได้ว่า ‘นมถุงหนองโพ’ คงต้องขาดตลาดอีกแน่นอน เพราะไม่ว่าสาวลิซ่าจะหยิบจับอะไร ก็กลายเป็นที่สนใจทุกครั้งไป ช่วยคืนชีพ Soft Power ไทยให้ดังไกลไปทั่วโลก

ว่าแต่ ‘แบรนด์หนองโพ’ มีที่มาที่ไปอย่างไร?

ถ้าหากให้ผู้ใหญ่ในวัยนี้ได้ย้อนนึกไปถึงวัยเด็ก เชื่อว่าหลายคนย่อมคุ้นเคยและมีประสบการณ์ร่วมกับ ‘นมหนองโพ’ มาไม่มากก็น้อย ทั้งรูปแบบของนมกล่อง หรือนมถุง จนรู้ตัวอีกทีหนองโพก็เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่อยู่คู่และเติบโตมาพร้อมๆ กับคนไทยไปแล้ว

แนวคิดในการก่อตั้งแบรนด์ ‘หนองโพ’ ซึ่งมีที่มาจากชื่อของตำบลหนึ่งในจังหวัดราชบุรี แหล่งเลี้ยงโคนมที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ มาจากการที่ตกผลึกถึงเกษตรกรผู้อยู่เบื้องหลังของเศรษฐกิจของประเทศ แต่หลายครั้งพวกเขากลับเข้าไม่ถึงโอกาสต่างๆ เช่นเดียวกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยว่าประเทศไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และทำปศุสัตว์กว่า 2.9 ล้านราย และในจำนวนนั้นเป็นผู้เลี้ยงโคนมราว 18,000 ราย ที่คอยดูแลโคนมมากกว่า 600,000 ตัวทั่วประเทศ

ทั้งนี้หากย้อนไปเมื่อ 54 ปีก่อน ในปี 2511 กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ราชบุรีเผชิญหน้ากับปัญหาด้านเศรษฐกิจ และเกิดปัญหาด้านสถานที่จำหน่ายน้ำนมดิบ จนสร้างความเสียหายให้กับน้ำนมดิบที่เก็บไว้และเกิดการขาดทุน ทำให้มีการรวมตัวเพื่อถวายฎีกาต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับปัญหาตลาดจำหน่ายน้ำนม

พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงงานเพื่อแปรรูปน้ำนมดิบที่ตำบลหนองโพ ในปี 2515 และดำเนินการในรูปแบบของสหกรณ์การเกษตร ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์)’ สหกรณ์นี้เองทำให้เกิดการรวมตัวที่เข้มแข็งของกลุ่มผู้เลี้ยงโคนม สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิต และสร้างโอกาสมากมายมายาวนานกว่า 5 ทศวรรษ จนปัจจุบันสหกรณ์มีสมาชิกกว่า 4,000 คน ที่กระจายรายได้เข้าสู่หลายพันครัวเรือน และนำไปสู่การพัฒนาน้ำนมและเลี้ยงวัวให้มีคุณภาพและมีความสุข

ดังนั้นหนองโพจึงไม่ใช่เพียงแค่แบรนด์นมโคคุณภาพสูง แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาหนองโพเป็นจุดศูนย์กลางของคุณภาพชีวิต และความสุขของคนเลี้ยงโคนมมาโดยตลอด ซึ่งโอกาสเหล่านั้นได้พัฒนามาในรูปแบบของน้ำนมโค 100% ที่เต็มไปด้วยสารอาหารและประโยชน์ดีๆ ไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม, วิตามินบี 2, วิตามินบี 12 และโปรตีนที่มาช่วยสร้างสุขภาพดีๆ ให้กับคนไทยทั่วประเทศ

ปัจจุบันหนองโพมีทั้งหมด 3 รูปแบบ คือ...

>> นมถุง (พาสเจอร์ไรซ์) มี 5 รสชาติสุดอร่อย คือ จืด, หวาน, ช็อกโกแลต, สตรอว์เบอร์รี และ กาแฟ (สูตรพร่องไขมัน)

>> นมกล่อง (ยูเอชที) ที่มี วัวยิ้มอยู่หน้ากล่อง  มีสองขนาด 225 มล. และ 180 มล. และมีถึง 5 รสชาติ ให้เลือก คือ จืด, หวาน, ช็อกโกแลต, รสจืด (สูตรพร่องมันเนย), กาแฟ (สูตรพร่องไขมัน) 

>> และสำหรับเด็กเล็ก ที่เพิ่งเริ่มหัดดื่มนม หนองโพ ก็มีแบบ นมยูเอชที กล่องเล็ก ขนาด 125 มล. จำชื่อให้ดี นมหนองโพ ไฮคิดส์  มีรสชาติ ให้เลือก 3 รสชาติ คือ จืด, หวาน, ช็อกโกแลต 

ไม่ใช่แค่นมสดเท่านั้น หนองโพยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นโยเกิร์ตและไอศกรีมที่ผลิตจากนมโคแท้ ๆ ที่ขอบอกว่าต้องลองสักครั้ง

โดยสรุปแล้ว แบรนด์หนองโพไม่ได้มีดีแค่นมที่สดใหม่ รสชาติดีเท่านั้น แต่เป็นอีกแบรนด์สำคัญที่สร้างความเข้มแข็งและส่งต่อโอกาสให้กับกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมและครอบครัวผ่านการรวมตัวของสหกรณ์อย่างยั่งยืน และการที่ไอดอลคนดังอย่าง ลิซ่า BLACKPINK ได้จับตำนานขึ้นมาโพสต์หนนี้ คงมีออเดอร์ล้นแบบผลิตกันไม่ทันขายแน่นอน...

ทนายรัชพล’ ลุยเอาผิด ‘คิมห์-เรืองไกร’ ปมหุ้นสื่อไอทีวี เข้าข่ายแจ้งความเท็จ-ปลอมเอกสาร ลั่น!! จะฟ้องกลับก็ไม่กลัว

(13 มิ.ย. 66) ที่สน.ทุ่งสองห้อง นายรัชพล ศิริสาคร ทนายความชื่อดัง เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ต.อนุชิต ชาติชูเหลี่ยม สว.(สอบสวน) สน. ทุ่งสองห้อง เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายคิมห์ สิริทวีชัย และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรณีบันทึกการประชุมขัดแย้งกับคลิปวิดีโอ เข้าข่ายแจ้งความเท็จ ปลอมเอกสาร เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบหากพบว่ากระทำผิดจริง ขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายเอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

นายรัชพล กล่าวว่า เรื่องนี้มีคนจำนวนมากกล่าวถึงว่าเป็นการกระทำผิดในเรื่องของการปลอมแปลงเอกสาร และความผิดอีกหลายมาตรา จนเป็นข่าวอยู่ตามหน้าสื่อต่างๆ แต่ยังไม่มีผู้ใดเข้าดำเนินการแจ้งความ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ตนในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ขอเป็นตัวแทนเข้าแจ้งความกล่าวโทษ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดี โดยพบพิรุธความผิดปกติอยู่ 3 ประการ ประการแรกคือ คลิปภาพกับเอกสารมีข้อความบางส่วนไม่ตรงกัน ประการที่ 2 ตามที่เพจของคุณจตุรงค์ สุขเอียด ระบุว่า คลิปดังกล่าวได้ลบไฟล์ทิ้ง แต่ต้องตรวจสอบอีกครั้ง และ 3 คือ นายคิมห์ ออกหนังสือให้ตรวจสอบ แต่จริงๆ แล้วตัวนายคิมห์เองต้องเป็นผู้ออกมาชี้แจง เพราะตัวนายคิมห์เป็นประธานในที่ประชุมและเอกสารก็เป็นคนเซ็นเอง ในส่วนนี้มองว่าน่าจะเป็นการถ่วงเวลา โดยออกเอกสาร เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและไม่ได้ระบุเวลาว่าเรื่องราวดังกล่าวจะตรวจสอบเสร็จเมื่อไร

นายรัชพล กล่าวว่าส่วนนายเรืองไกรจะพูดอะไรก็ได้ ถึงแม้จะบอกว่าไม่ได้เป็นคนยื่นเอกสารการประชุมให้ กกต. แต่ความเป็นจริงไม่มีใครรู้ว่ายื่นหรือไม่ เพราะเอกสารอยู่ที่ กกต. ซึ่งส่วนนี้ตำรวจสามารถเรียกเอกสารมาตรวจสอบได้ แต่หากยื่นจริงและ พิสูจน์ได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้งยื่นเอกสารอันเป็นเท็จ สามารถดำเนินคดีได้ ในส่วนนี้เดี๋ยวตำรวจต้องสืบสวนต่อไปว่าเข้าข่ายกระทำการกระทำความผิดหรือไม่ ในส่วนที่บางคนอาจจะมองว่าเป็นกระบวนการการกลั่นแกล้ง เท่าที่ดูพยานหลักฐานในตอนนี้อาจจะยังไปไม่ถึง

นายรัชพล กล่าวว่า สำหรับนายเรืองไกร ที่ก่อนหน้านี้บอกว่าไม่ได้ไปยื่นเอกสารบันทึกการประชุมให้กับ กกต. เป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ว่ายื่นหรือไม่ยื่น อยากให้ตำรวจตรวจสอบว่ายื่นจริงหรือไม่ หากมีการยื่นจริง ตนมองว่าเป็นเจตนากลั่นแกล้งให้คนอื่นได้รับโทษหรือไม่ ซึ่งอยากให้ตำรวจตรวจสอบเช่นกัน

ส่วนความผิดที่มาแจ้งความในวันนี้ว่าเป็นการแจ้งความเท็จ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 “ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่น หรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” หรือไม่ และอยากให้ตำรวจตรวจสอบว่าเอกสารบันทึกการประชุมเป็นเท็จหรือไม่ และเข้าข่ายความผิดผู้ที่ทำเอกสารปลอม จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายรัชพล กล่าวต่อว่า การนำกฎหมายมาใช้กลั่นแกล้งกัน หรือที่การพูดถึงคำว่า ‘นิติสงคราม’ มองว่าตัวกฎหมายก็อยู่ของมัน แต่คนที่ทำผิดต่างหาก คือ คนที่มีจิตใจสกปรกมากกว่า และใช้กฏหมายเป็นเครื่องมือ ทุกคนใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ แต่กฎหมายยังคงอยู่แบบนี้ ใครที่ทำผิดก็ต้องรับโทษตามกฏหมาย

นายรัชพล กล่าวว่า ส่วนหลังจากนี้หากนายคิมห์ หรือนายเรืองไกลจะฟ้องกลับก็ไม่กลัว เพราะเป็นสิทธิ์ของพลเมืองที่พบเห็นสิ่งผิดปกติและอยากมห้มีการตรวจสอบ ส่วนที่ตนไม่ไปยื่นให้ กกต.ตรวจสอบ มองว่าเป็นการทำงานที่ล่าช้าเพราะหาก กกต. ตรวจสอบ พบความผิดก็ต้องมาแจ้งความที่ สน. เช่นกัน
 

ชายอังกฤษ ถูกจับ หลังปีนตึกระฟ้า ซึ่งสูงที่สุดในเกาหลีใต้ ด้วยมือเปล่า

เมื่อวานนี้ (12 มิถุนายน 2566) จอร์จ คิง-ทอมป์สัน ชายชาวอังกฤษ ทำพฤติกรรมน่าหวาดเสียวด้วยการปีนตึกล็อตเต้เวิลด์ สูง 123 ชั้น ทางตอนใต้ของกรุงโซลเมื่อช่วงเช้า ก่อนถูกเจ้าหน้าที่พบเห็นและสั่งหยุดทันทีในขณะที่เขาปืนตึกด้วยมือเปล่าไปถึงชั้นที่ 73

เจ้าหน้าที่ของล็อตเต้ต้องใช้ลิฟต์ลอยฟ้าขึ้นไปเพื่อเกลี้ยกล่อมให้เขาหยุด ในขณะที่เขายังคงปีนขึ้นไปบนชั้นที่ 70 ของอาคาร ซึ่งในที่สุดเขาก็ยอมจำนน และยอมให้เจ้าหน้าที่ทำการจับกุมในข้อหาขัดขวางการทำธุรกิจ ขณะนี้เขากำลังถูกสอบสวนที่สถานีตำรวจในเขตซงปาของกรุงโซล

ทั้งนี้ ตึกลอตเต้เวิลด์มีความสูง 555 เมตร (1,820 ฟุต) และเป็นอาคารที่สูงเป็นอันดับ 5 ของโลก

ในปี 2561 อัลแลง โรเบิร์ต หรือที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในชื่อ "มนุษย์แมงมุมฝรั่งเศส" เคยถูกจำคุกมาแล้วหลังจากปีนตึกหลังนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต ในครั้งนั้นเขาปีนขึ้นไปได้ถึงชั้นที่ 75

สื่อท้องถิ่นรวมถึงหนังสือพิมพ์โชซ็อน อิลโบระบุว่า จอร์จ คิง-ทอมป์สัน ที่เลียนแบบพฤติกรรมของอัลแลง โรเบิร์ตในครั้งนี้ เคยถูกจำคุกในข้อหาพยายามปีนตึกเดอะชาร์ด ซึ่งเป็นตึกระฟ้าสูง 72 ชั้นในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ.

พาณิชย์-DITP’ จัดโปรโมตผลไม้ไทยในจีน ตอบรับดีเกินคาด!! ปลื้ม!! ชาวจีนแห่ซื้อ ‘ทุเรียน มังคุด ลำไย’ ขายกันมือระวิง

‘กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ’ (DITP) เผย ผลการจัดกิจกรรมโปรโมตผลไม้ไทยในจีน ที่เมืองชิงต่าว ประสบผลสำเร็จเกินคาด ทุเรียน มังคุด ลำไย ขายมือระวิงห้างขายได้ทันที 2.93 ล้านบาท ผู้นำเข้าขายส่งได้ 138 ล้านบาท และห้างยังแจ้งอีกว่าจะสั่งซื้อผลไม้ภายใน 1 ปี อีก 190 ล้านบาท

(13 มิ.ย. 66) นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานผลโครงการยกระดับการส่งออกผลไม้เข้าสู่ตลาดจีนเมืองชิงต่าว ภายใต้ธีมงาน ‘Qingdao Thai Fruits Golden Months 2023’ จากนางสาวชนิดา อินปา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว สาธารณรัฐประชาชนจีนที่ไทยได้ร่วมกับห้างสรรพสินค้า Leader Group ในเมืองชิงต่าว จัดขึ้นเป็นปีที่ 4 ระหว่างวันที่ 1-7 พฤษภาคม 2566 เพื่อประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยและกระตุ้นให้ชาวจีนบริโภคผลไม้ไทยเพิ่มขึ้น

สำหรับรายละเอียดการจัดงาน ทูตพาณิชย์รายงานว่า ปีนี้ได้ร่วมกับห้างสรรพสินค้า Leader Group 4 สาขา ทั่วเมืองชิงต่าว มณฑลซานตง ซึ่งเป็นห้างท้องถิ่นระดับกลาง-บนที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วเมืองชิงต่าว โดยในช่วงการเปิดงาน ได้จัดให้มีการแสดงประกอบเพลง การร้องเพลงสากล การเล่นเกมชิงรางวัลผลไม้ไทยและการสาธิตการทำ ‘ข้าวเหนียวทุเรียนไทย’ และแนะนำร้านอาหารไทยที่ได้รับตรา ‘Thai SELECT’ และเชฟจากร้านอาหาร ‘Thai SELECT’ รวมทั้งแจกชิมอาหารหวานไทยที่ทำจากผลไม้ ได้แก่ พัฟทุเรียน เพื่อตอกย้ำถึงรสชาติของทุเรียนไทย และดึงดูดให้ผู้บริโภคไปใช้บริการร้านอาหาร Thai SELECT ให้มากขึ้น

นอกจากนี้ สำนักงานที่ชิงต่าว ยังได้ร่วมกับ KOL ด้านอาหารชื่อดังของเมืองชิงต่าวถึง 3 ราย ซึ่งมีผู้ติดตามใน Douyin. (TikTok) รวมเกือบ 3 ล้าน followers มาจัดทำคลิปเชิญชวนผู้บริโภคมาร่วมงาน รวมทั้งร่วมกับ KOL อีก 1 รายชื่อ Kě’àiQiúqiú (เค่ออ้ายฉิวฉิว) ซึ่งมีผู้ติดตามใน Douyin (Tiktok) มากกว่า 1.49 ล้าน followers เข้ามาร่วมไลฟ์สดบรรยากาศภายในงานตั้งแต่เริ่มต้นจนจบงาน ร่วมกับทูตพาณิชย์ โดยมีการแนะนำผลไม้ที่จำหน่ายภายในงาน และเชิญชวนผู้บริโภคชาวชิงต่าวมาซื้อผลไม้ไทยราคาพิเศษตลอด 1 สัปดาห์เต็ม

ทั้งนี้ ผลการจัดงานปรากฏว่า ผลไม้ไทยที่ขายดีที่สุด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด และลำไย โดยเฉพาะทุเรียนไทยที่ยังคงได้รับความนิยมมากที่สุด แม้ว่าจะมีการอนุญาตให้มีการจำหน่ายทุเรียนของประเทศอื่น แต่ผู้นำเข้าและห้างก็ให้ข้อมูลตรงกันว่าทุเรียนไทยยังขายดีและเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมากตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาล และปีนี้ทุเรียนไทยมีคุณภาพดีกว่าปีที่ผ่านๆมารวมทั้งราคาจับต้องได้และเข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่าปีที่ผ่านมาด้วย

ส่วนยอดขายผลไม้ในช่วงที่จัดกิจกรรมตลอด 1 สัปดาห์จากห้างสรรพสินค้า Leader Group 4 สาขาคิดเป็นมูลค่าทันที 2.93 ล้านบาท ส่วนผู้นำเข้ามียอดขายแบบค้าส่งทันที 138 ล้านบาท และห้างสรรพสินค้า Leader Group คาดการณ์ว่าภายใน 1 ปี จะมีมูลค่าการสั่งซื้อผลไม้รวมทั้งสิ้น 190 ล้านบาท

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

ผู้ลงนามบันทึกรายงานประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวี พบนั่ง ‘เอ็มดี INTUCH’ ควบบอร์ด ถือหุ้น 0.0006%

วันที่ (13 มิ.ย. 66) จากกระแสข่าวใหญ่ในแวดวงการเมืองและตลาดทุนไทย โยงปมการถือหุ้นสื่อของนายทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ล่าสุดปรากฏคลิปวิดีโอเกี่ยวกับเทปบันทึกการรายงานผลการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ของบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) หรือ ‘ITV’ ที่มีเนื้อหาไม่ตรงกับเอกสารรายงานการประชุม

โดยสปอตไลต์ยิงตรงไปที่บุคคลรายนามว่า ‘นายคิมห์ สิริทวีชัย’ ซึ่งเป็นประธานการประชุมผู้ถือหุ้น ITV และเป็นผู้เซ็นลงนามรับรองในเอกสารรายงานการประชุม โดยที่คำตอบในคลิปวิดีโอค่อนข้างย้อนแย้งกับเอกสารรายงานผลการประชุมผู้ถือหุ้น เนื่องจากมีเนื้อหาคนละเรื่อง หรือคนละความหมายกันเลย

ทำให้ชื่อ ‘นายคิมห์ สิริทวีชัย’ กลายเป็นที่สนใจของคนในสังคม โดยติดอันดับรายชื่อที่ถูกค้นหาบน Google Trends มากที่สุด วันนี้ประชาชาติธุรกิจจึงจะพาไปเปิดประวัติ ‘นายคิมห์ สิริทวีชัย’ ว่าบุคคลท่านนี้เป็นใคร และมีความสัมพันธ์กับใครและบริษัทไหนกันบ้าง

โดยจากการสืบค้นข้อมูลพบว่า ‘นายคิมห์ สิริทวีชัย’ ปัจจุบันอายุ 54 ปี จบการศึกษาสูงสุดคือระดับปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) และได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2557 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการกำกับดูแลกิจการและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีสัดส่วนการถือหุ้น INTUCH อยู่ที่ 0.0006%

ทั้งนี้ ยังพบว่าเป็นกรรมการอยู่ใน บมจ.ไทยคม (THCOM) บมจ.ไอทีวี (ITV), บจก. อาร์ตแวร์ มีเดีย, Shenington Investments Pte Ltd, บจก. ลิตเติ้ล เชลเตอร์, บจก. ไอ.ที.แอพพลิเคชั่นส์ แอนด์ เซอร์วิส, บจก. อินทัช มีเดีย, บจก. ทัชทีวี, บจก. สเปซ เทค อินโนเวชั่น นอกจากนี้ เคยเป็นหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน และรองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานบริหารการลงทุนของ INTUCH อีกด้วย

และที่สำคัญผ่านการอบรมจากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) และอื่น ๆ ประกอบด้วย

1.) DCP : Directors Certification Program รุ่น 116/2552
2.) Harvard#1 Executive Learning Sustainment Program ปี 2561-2562
3.) Harvard Leadership Development Program, Harvard Business Publishing ปี 2560-2561
4.) SFLP : Strategic Financial Leadership Program ปี 2562 โดยสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย
5.) หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 21

ทั้งนี้ สำหรับ INTUCH ปัจจุบันมีผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 คือ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF จำนวน 1,320.91 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 41.19% โดย GULF ได้เทกโอเวอร์ INTUCH ผ่านการทำคำเสนอซื้อหุ้น INTUCH ที่ราคาหุ้นละ 65 บาท เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2564 ในสัดส่วน 23.32% โดยใช้เงินลงทุนจำนวน 48,611 ล้านบาท ตอนนั้นเมื่อรวมกับหุ้น INTUCH ที่ GULF ถืออยู่ก่อนแล้วสัดส่วน 18.93% ทำให้ GULF กลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 42.25% ของหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด

 

เปิดประวัติ ‘อเล็กซานเดอร์ โซรอส’ ทายาทผู้รับช่วงต่อจาก ‘จอร์จ โซรอส’ พ่อมดแห่งโลกการเงิน

จอร์จ โซรอส เจ้าของฉายาพ่อมดการเงินโลกวัย 92 ปี ได้ประกาศวางมืออย่างเป็นทางการแล้วในวันนี้ และได้เลือก อเล็กซานเดอร์ โซรอส ลูกชายคนที่ 3 ของเขาเข้ามารับช่วงต่อ มูลนิธิ Open Society Foundations  มูลค่ามากกว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ กองทุนที่ถูกใช้สนับสนุนองค์กรไม่แสวงกำไร และ สถาบันการศึกษามากกว่า 100 ล้านแห่งทั่วโลกที่มีพันธกิจในการขับเคลื่อนสังคม และการเมืองตามอุดมคติของจอร์จ โซรอส ที่หลายครั้งกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งในหลายประเทศเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ จอร์จ โซรอส ได้วางแผนถ่ายทอดกิจการมูลนิธิให้กับทายาทคนหนึ่งของเขา และได้โดนทรัพย์สินจากครอบครัวโซรอส เข้ากองทุนในมูลนิธิ Open Society Foundations ไป 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2017 ที่ทำให้กลายเป็นกองทุนการกุศลที่มีมูลค่าสูงที่สุดกองหนึ่งของโลก และได้แต่งตั้ง อเล็กซานเดอร์ โซรอส ลูกชายนั่งในตำแหน่งประธานมูลนิธิแห่งนี้ ทำให้สังคมเริ่มเห็นภาพชัดแล้วว่า จอร์จ โซรอส ได้เลือกใครเป็นทายาทสืบทอดเจตนารมย์ต่อจากเขา 

จอร์จ โซรอส มีบุตรทั้งหมด 5 คน โดยลูก 3 คนแรกที่เกิดกับ แอนนาลีส วิทส์แชค ภรรยาคนแรกของเขา คือ โรเบิร์ต, แอนเดรีย และ โจนาธาน โซรอส แต่หลังจากที่เขาได้หย่าขาดกับนาง แอนนาลิส ในปี 1983 จอร์จ โซรอส ได้แต่งงานใหม่อีกครั้งกับ ซูซาน เว็บเบอร์ และมีลูกด้วยกันอีก 2 คนคือ อเล็กซานเดอร์ และ เกรกอรี เจมส์ โซรอส

และในบรรดาลูกๆ ทั้ง 5 คนของ จอร์จ โซรอส อเล็กซานเดอร์ เป็นลูกชายที่มีความหลงใหลทางการเมืองสูงมากที่สุดคนหนึ่ง อเล็กซานเดอร์เคยให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal ว่าเขามีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนทิศทางการเมืองแรงกว่าพ่อของเขาเสียอีก และยังบอกใบ้อีกด้วยว่าจะได้เห็นบทบาทด้านการเงินขององค์กรครอบครัวโซรอสในงานเลือกตั้งผู้นำสหรัฐในสมัยหน้า (2024) อย่างแน่นอน

อเล็กซานเดอร์ โซรอส เกิดที่นิวยอร์ค ในปี 1985 ปัจจุบันอายุ 37 ปี เขาจบปริญญาตรีด้านประวัติศาสตร์ ที่ New York University  และเรียนจบระดับปริญญาเอกที่ University of California, Berkeley แล้วก็ทำงานในองค์กรด้านสังคมมาโดยตลอด และในทุนสนับสนุนกิจกรรมในการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิแรงงาน และ การเมืองสายเสรีนิยมแบบอเมริกัน 

เช่นเดียวกับจอร์จ โซรอส พ่อของเขา ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นผู้บริจาคเงินสนับสนุนพรรคเดโมแครตรายใหญ่ที่สุดของพรรค อเล็กซานเดอร์ โซรอส ก็ทุ่มเทให้กับกองทุนช่วยเหลือชุมชมชาวยิวในสหรัฐ อาทิ Jewsish Fund for Justice, Progressive Jewish Alliance และ Jewish Council for Education and Research ที่มักอยู่เบื้องหลังแคมเปญหาเสียงของพรรคเดโมแครต ตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา 

ในปี 2012 อเล็กซานเดอร์ ได้ก่อตั้งมูลนิธิภายใต้ชื่อของตัวเอง Alexander Soros Foundation ซึ่งเป็นองค์กรที่มอบรางวัลให้แก่นักเคลื่อนไหวทางสังคม และสิ่งแวดล้อมในแต่ละปี ที่ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น จนมาวันนี้ เขาได้รับช่วงต่อ Open Society Foundations หนึ่งในมูลนิธิที่มีกองทุนสนับสนุนมากที่สุดในโลก และ มีประเด็นขัดแย้งมากมายด้วยเช่นกัน 

ในปี 2018 Open Society ถูกบีบให้ย้ายสำนักงานออกจากกรุงบูดาเปสต์ ของฮังการี ไปยังกรุงเบอร์ลิน ในเยอรมันแทน หลังจากที่ข่าวความขัดแย้งกับ วิกเตอร์ ออร์บาน ผู้นำฮังการีฝ่ายขวา ซึ่งเตรียมจะออกร่างกฎหมายใหม่เพื่อควบคุมกลุ่มองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในประเทศ ที่มักถูกเรียกว่าเป็นร่างกฎหมาย "Stop Soros Bill" นอกจากนี้ Open Society ยังถูกแทรกแซงจนต้องปิดสำนักงานในปากีสถาน และ ตุรกี เมื่อมีข่าวว่าสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในประเทศ

จึงเป็นที่น่าสนใจว่า กิจกรรมของ Open Society Foundations ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่รุ่นลูก อเล็กซานเดอร์ โซรอส ที่ได้ชื่อว่ามีไฟในการผลักดันกระแสการเมืองยิ่งกว่ารุ่นพ่อ จะสร้างความเปลี่ยนแปลง จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่จอร์จ โซรอส มักถูกโจมตีมาตลอดชีวิตการทำงานของเขาหรือไม่

อนุพงษ์ แจง ปมหนี้รถไฟสายสีเขียว ชี้ ต้องรอรัฐบาลใหม่ เหตุ ครม. พิจารณาไม่ได้ เพราะติดระเบียบ กกต.

(13 มิ.ย. 66) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุถึงกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมจ่ายหนี้ 2 หมื่นล้านบาทให้กับ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘BTSC’ ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ว่า ขณะนี้เป็นเรื่องที่ทาง กทม. พยายามจะหาแนวทางที่จะดูแลเรื่องนี้อยู่หลังจากได้ทำเรื่องมาถึงคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. แต่ทาง ครม. คงไม่สามารถจะพิจารณาได้ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ซึ่งคงจะต้องรอให้รัฐบาลใหม่พิจารณา

ทั้งนี้ ปัญหาหลักคือ จะทำวิธีใดก็ได้แต่ติดปัญหาเรื่องหนี้สินที่มีอยู่ จะใช้งบประมาณจากที่ไหน ซึ่ง กทม.คงไม่มี เมื่อไม่มีก็เหลือหนทางที่จะทำได้คือ ให้เอกชนทำ แต่ต้องเสนอให้คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) พิจารณา ซึ่งต้องรออีกหลายปีกว่าจะทำได้ และกว่าจะเป็นสมบัติของ กทม. ก็ในปี 2573 ถึงจะเริ่มใช้ได้ และระหว่างนี้หนี้สินในแต่ละปีจะใช้เงินเท่าไหร่ ก็เหลือทางออกทางเดียวคือ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ที่จะพิจารณา

นอกจากนี้ ภาระหนักขณะนี้จึงตกอยู่กับบริษัทฯ เพราะยังต้องเดินรถให้บริการประชาชน ขณะเดียวกัน กทม. ก็ยังไม่มีความสามารถที่จะจ่ายเรื่องหนี้สิน แต่ก็คิดว่าทางผู้ว่าฯ กทม.ต้องมีการหาทางแก้ไขอยู่แล้ว

ทางด้าน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว. กลาโหม ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเรื่องการแก้ปัญหาภาระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยกล่าวเพียงว่า “ให้เป็นเรื่องของหน่วยงานเขาไปแก้ปัญหา”

‘ชมรมแพทย์ชนบท’ ขุดแผนปลุกผี itv โยง ‘ภูมิใจไทย’ ระบุ เป็นการดิ้นรนของขั้วอำนาจเก่า

วันที่ 13 มิ.ย. 2566 – ชมรมแพทย์ชนบท โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก ระบุว่า หรือนี่คือการดิ้นรนของขั้วอำนาจเก่า

ข้อเท็จจริงชัด ๆ คือ

1.ความเกี่ยวโยงของนิกม์กับภูมิใจไทยหลีกกันไม่พ้น
2.ความเกี่ยวโยงของชิโนไทยกับกัลฟ์ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อินทัชที่ถือหุ้นใหญ่ไอทีวีอีกต่อก็เป็นข้อเท็จจริง
3.ทั้งภูมิใจไทยและชิโนไทยมี อนุทิน ชาญวีรกูล ในสมการ
4.หากก้าวไกลสะดุดเรื่องหุ้นไอทีวี พรรคภูมิใจไทยที่ความหวังเหือดแห้งริบหรี่ ก็จะมีโอกาสขึ้นมาในทันที
สังคมคลางแคลงใจ ทฤษฎีสมคบคิดหรือเปล่า? ต้องติดตาม

6 ค่ายรถ EV ยักษ์ใหญ่ของจีน เล็งตั้งฐานการผลิตในไทย หวังดันไทยสู่ Hub ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาคเอเชีย

หากพูดถึง ‘The Big 6’ แห่งอุตสาหกรรมรถยนต์ EV ของจีน ต้องเอ่ยชื่อ BYD (Build Your Dreams), Chongqing Changan, JAC Motors, Jiangling Motors, Great Wall Motor และ Geely

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 66 ที่ผ่านมา ‘Geely’ ตามหลัง ‘Great Wall Motor’ เดินหน้ามาลงทุนธุรกิจ EV ในไทย

‘Geely’ หนึ่งในค่ายรถรายใหญ่ของจีน มีแผนเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ของไทย ประกอบด้วย การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตั้งฐานการผลิตในไทย

Geely กำลังพิจารณาแผนการเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยครั้งใหญ่ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเล็ก และรถกระบะไฟฟ้า ภายใต้ยี่ห้อ ‘Radar’ สอดคล้องกับ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) คุณนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ ที่เผยว่า ได้มีการหารือกับค่ายรถ EV จีนยักษ์ใหญ่ 6 บริษัท หรือ ‘The Big 6’

ได้แก่ ‘บีวายดี’ (BYD: Build Your Dreams), ‘ฉงชิ่ง ฉางอัน’ (Chongqing Changan), ‘เจเอซี มอเตอร์’ (JAC Motors), ‘เจียงหลิง มอเตอร์’ (Jiangling Motors), เกรต วอลล์ มอเตอร์ (Great Wall Motor) และ ‘จีลี’ (Geely)

เลขาฯ BOI เสริมว่า ‘The Big’ ให้ความสนใจในนโยบายของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘มาตรการส่งเสริมการลงทุนในการตั้งฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และวางระบบห่วงโซ่อุปทานแบบบูรณาการในภูมิภาค’

ก่อนหน้านี้ BYD (Build Your Dreams) และ Great Wall Motor ได้เดินตามแผนตั้งฐานการผลิต EV โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กำลังพิจารณาการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา รถยนต์ไฟฟ้า EV ในประเทศไทย

ตามมาด้วย Geely ซึ่งเป็นรายล่าสุด ต่อจาก Great Wall Motor ที่มีแผนลงทุน ‘ปักหมุด’ EV ในไทย มูลค่าระดับหลักพันล้านบาท สอดรับกับนโยบายการรักษาสถานะผู้ผลิตรถยนต์ใหญ่อันดับ 10 ของโลกของไทย ซึ่งมุ่งหวังสานต่อความสำเร็จของ Hub รถยนต์เอเชียในอดีต และต่อยอดสู่การเป็นศูนย์ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ EV ของภูมิภาค

ตามเป้าหมายปรับสัดส่วนการผลิตรถยนต์ 30% จากยอดการผลิตรถยนต์ 2.5 ล้านคันต่อปี ให้เป็นการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า EV ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2030 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Great Wall Motor ประกาศแผนลงทุน 30 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานประกอบแบตเตอรี่แห่งใหม่ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า EV รุ่นเล็กในไทย ในปีหน้า หรือ ปี ค.ศ. 2024

คุณณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการบริษัท Great Wall Motor Thailand ระบุว่า บริษัทเเม่จากจีน กำลังพิจารณาตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในประเทศไทย

“แผนการลงทุนที่ไทยจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ รวมถึงเรื่องการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น มาตราการเงินอุดหนุนราคารถยนต์ไฟฟ้า หรือการลดภาษีรถ EV” MD Great Wall Motor Thailand กล่าว

ในปี ค.ศ. 2022 รถยนต์ EV ยี่ห้อ ORA Good Cat ที่เป็นรถรุ่นเล็ก หรือ Compact Car ของ Great Wall Motor เป็นรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย โดยรุ่นที่ราคาต่ำสุดอยู่ที่ 828,500 บาท ซึ่งราคานี้ได้รับการอุดหนุจากรัฐ 230,500 บาท

โดย Great Wall Motor ได้เข้ามาเริ่มต้นทำธุรกิจในประเทศไทยเมื่อ 3 ปีก่อน ซึ่ง Great Wall Motor วางแผนที่จะผลิตรถยนต์ EV ยี่ห้อ ORA Good Cat ในไทย ในปีหน้า หรือ ปี ค.ศ. 2024 ส่วนแผนการลงทุนสร้างโรงงานประกอบแบตเตอรี่ของ Great Wall Motor น่าจะใช้งบประมาณราว 500 ล้านบาท ถึง 1,000 ล้านบาท

ซึ่งทั้งหมดนี้ จะประกาศรายละเอียดให้ทราบในอีก 6 เดือนจากนี้ หรือในครึ่งปีหลังของปี ค.ศ. 2023 หรือไตรมาสที่ 3 ของปี ค.ศ. 2023

อย่างไรก็ดี แม้ว่า The Big 6 ทุกค่ายไล่ตั้งแต่ บีวายดี (BYD: Build Your Dreams), ฉงชิ่ง ฉางอัน (Chongqing Changan), เจเอซี มอเตอร์ (JAC Motors), เจียงหลิง มอเตอร์ (Jiangling Motors), เกรต วอลล์ มอเตอร์ (Great Wall Motor) และ จีลี (Geely) จะลงทุนในไทยเป็นมูลค่าที่สูงมากเท่าไหร่ก็ตาม

ทว่า ค่ายรถเจ้าใหญ่ (เจ้าที่) ในไทย ยังคงเป็นบริษัทญี่ปุ่น เช่น TOYOTA, ISUZU, HONDA, NISSAN, MAZDA, MITSUBISHI

เรื่อง : ดร.จักรกฤษณ์ สิริริน
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top