Monday, 3 August 2026
TheStatesTimes

จับตา 'รวมไทยสร้างชาติ' หลังส่ง 'วิเนตร ดอนเส' เข้าบู๊ ขี่ 'บัตรลุงตู่' ขู่ 'วันนิวัติ สมบูรณ์' แชมป์เก่าจนหลุดขอบ

การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ ขอนแก่นเขต 10 ถือว่ามีความคึกคักไม่แพ้เขตอื่นๆ ในจังหวัด 

เริ่มกันที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ส่ง 'วิเนตร ดอนเส' ศิษย์เก่าพลังประชารัฐ และศิษย์เก่า สร้างอนาคตไทย เข้าลงสังเวียน ท้าชิงแชมป์เก่า ส.ส. วันนิวัติ สมบูรณ์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ของอดีต ส.ว.รัตนาพร สมบูรณ์ บ้านใหญ่แห่งอำเภอหนองสองห้อง 

อย่างไรเสีย วิเนตร ดอนเส เองก็เคยเป็นอดีตนายกเทศมนตรีตำบลชนบท และอดีตคณะทำงานรัฐมนตรีหลายกระทรวงฯ ลงพื้นที่ใกล้ชิดประชาชนมาโดยตลอด เรียกว่ารับทราบและซึมซับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อยู่เสมอ ทำให้กระแสความนิยมและเสียงตอบรับเพิ่มขึ้นตามลำดับ ในพื้นที่เขต 10 ของจังหวัดขอนแก่น ซึ่งประกอบไปด้วย อำเภอหนองสองห้อง / อำเภอเปือยน้อย / อำเภอโนนศิลา / อำเภอโคกโพธิ์ไชย และอำเภอชนบท 3 ตำบล

ความน่าสนใจอีกประการ คือ ในขณะที่ วิเนตร รุกชิดชาวบ้าน กลับกัน ส.ส.แชมป์เก่า อย่าง วันนิวัติ สมบูรณ์ แห่งพรรคเพื่อไทย ในช่วงหลังๆ ไม่ค่อยลงพื้นที่มากนัก จึงทำให้ผู้สมัครหน้าใหม่ ที่อาศัยความนิยม 'บัตรลุงตู่' เข้ามาเสริมแรงได้มากอยู่ มีโอกาสแซงเข้าป้ายได้เหมือนกัน 

ประจวบกับอีกตัวแปรอย่าง 'บัลลังก์ อรรณพพร' บ้านใหญ่ แห่งอำเภอหนองสองห้อง เลือกสวมเสื้อพลังประชารัฐ ลงแข่งขันในเขต 10 ก็น่าจะมาแบ่งคะแนนจากอำเภอหนองสองห้องได้มากพอสมควร 

โดยสรุป ภาพรวมการแข่งขันชิงเก้าอี้ผู้สมัคร ส.ส. โดยเฉพาะจาก 3 พรรคใหญ่ รวมไทยสร้างชาติ, เพื่อไทย และพลังประชารัฐ ในพื้นที่เขต 10 ขอนแก่น หนนี้ มีโอกาสแพ้ชนะใกล้เคียง ได้ประมาทกันไม่ได้

'สะพานมิตรภาพไทย - เมียนมา' ยุทธศาสตร์เชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ สร้างมูลค่าการค้ามหาศาลต่อไทย ใต้รัฐบาลที่ถูกตราหน้าว่า 'เผด็จการ'

ไม่รู้ว่าคนไทยจะทราบกันหรือไม่ว่า 'สะพานมิตรภาพไทย - เมียนมา' แห่งที่ 2 ถือเป็นโครงการที่สร้างมูลค่าการระหว่างประเทศระหว่างไทยกับเมียนมา ผ่านด่านชายแดนถาวรแม่สอดให้กับประเทศไทยในปีที่ผ่านมาสูงถึง 105,426 ล้านบาทนั้น ซึ่งถูกผลักดันมาจากรัฐบาลที่ตอนนั้นใครๆ เรียกว่า 'เผด็จการ' 

เอย่าจำได้ว่า ตอนนั้นรัฐบาลเผด็จการมีวิสัยทัศน์และมองการณ์ไกลถึงการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ โดยหวังให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมทั้งทางบก, น้ำ และอากาศ ในภูมิภาคอาเซียนและเอเชียในอนาคต ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้มีการเชื่อมโยงด้านระบบโลจิสติกส์ทั้งระบบเป็นแบบ 'ไร้รอยต่อ' หรือที่เรียกว่า Seamless Connectivity

แต่ก่อนอื่น เอย่าขอเล่าถึงปฐมบทของเรื่องราวนี้ก่อน โดยขอย้อนกลับไปในสมัยยุคที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ซึ่งในช่วงเวลานั้น 'นายอลงกรณ์ พลบุตร' ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ และมีการลงพื้นที่สำรวจและประชุมร่วมกันกับ หอการค้าจังหวัดตาก และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการผลักดันโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย - เมียนมา แห่งที่ 2 อยู่หลายรอบ เพื่อการริเริ่มโครงการสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 เป็นผลสำเร็จ อันเนื่องมาจากมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเมียนมา ณ ชายแดนแม่สอด -เมียวดี เจริญเติบโตขึ้นทุกๆ ปี อาจส่งผลทำให้เกิดความหนาแน่นจากรถบรรทุกที่ข้ามสะพานแห่งที่ 1 ได้ จนทำให้การจอดรอของรถบรรทุกต่างๆเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรในตัวเมืองแม่สอด ที่ทำให้เกิดปัญหาการจราจรในตัวเมืองแม่สอด

อย่างไรก็ตาม โครงการการก่อสร้างสะพานฯ และ ถนนเลี่ยงเมือง ก็ได้หยุดชะงักลง พร้อมกับการยุบสภาของ 'นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ' ในตอนนั้น กลับกันตลอด 3 ปีที่ได้มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจมาเป็น 'พรรคเพื่อไทย' ก็ไม่ได้มีการพัฒนาโครงการนี้ต่อ ด้วยสาเหตุทางการเมือง เพราะพื้นที่จังหวัดตากไม่ใช่พื้นที่คะแนนเสียงหรือฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย จนกระทั่งมาถึงวันเกิดรัฐประหารขึ้น โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 

ทว่า หลังจาก 2 เดือนของการรัฐประหาร รัฐบาล คสช.ในขณะนั้น ได้มีการส่งทีมเศรษฐกิจของ คสช. เข้ามาลงพื้นที่สำรวจและพูดคุย จึงได้เริ่มมีการปัดฝุ่นโครงการสะพานมิตรภาพ ไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 กลับมาอีกครั้ง และครั้งนี้จากการร่วมผลักดันของหอการค้าจังหวัดตากและจังหวัดตาก รวมถึงการใช้ ม.44 ในเวลานั้น ทำให้รัฐบาล คสช. ได้จัดสรรงบประมาณ เพื่อเริ่มโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 นี้ขึ้นมาใหมา โดยได้เริ่มก่อสร้างในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 และแล้วเสร็จเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562

‘ชวน’ ลุยหาเสียง อ้อน ปชช. สนับสนุน ‘แนน ศิริภา’ ชี้ เป็นคนมีความสามารถ ซื่อสัตย์ มีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้แทนฯ

(16 เม.ย.66) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่กทม. โดยนายชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภาและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่ ซ.สุขสวัสดิ์ 26 เขตราษฎร์บูรณะ พร้อมด้วย น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหาเสียงสนับสนุน น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. หมายเลข 11 เขตธนบุรี คลองสาน ราษฎร์บูรณะ

โดย นายชวน ได้นำ น.ส.ศิริภา เดินพบปะประชาชนที่มาจ่ายตลาด ภายในซ.สุขสวัสดิ์ 26 และฝากให้ช่วยกันเลือก น.ส.ศิริภา หมายเลข 11 รวมถึงเลือกพรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 26 บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมีประชาชนเข้ามามอบดอกไม้ และขอถ่ายรูปจำนวนมาก เนื่องจากชื่นชมบทบาทของนายชวน ในการทำหน้าที่ประธานสภาฯ นอกจากนี้นายชวน ยังได้ขึ้นรถปราศรัย ขอคะแนนเสียงให้ น.ส.ศิริภา ไปตามซอกซอยต่างๆ ยืนยันความตั้งใจสนับสนุนให้ น.ส.ศิริภา ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.กทม. เพื่อเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชนในสภาฯ ด้วยประสบการณ์การทำงานกับตนเองในฐานะเลขา

นายชวน กล่าวด้วยว่า น.ส.ศิริภา เป็นผู้สมัครหญิงของพรรคที่มีความรู้ความสามารถ มีความรับผิดชอบ และมีความตั้งใจ ซึ่งตนเชื่อมั่น น.ส.ศิริภา เพราะเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต ประกอบกับกรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวง และประเทศไทยก็เป็นดินแดนอันเป็นที่ยอมรับ มีจุดดีจุดเด่นมากมาย จึงขอประชาชนอย่าละเลย ให้ประเทศเกิดโรคระบาดของการทุจริตโกงกิน  อีกทั้ง น.ส.ศิริภา ถือเป็นคนรุ่นใหม่ ที่ตนคาดหวังอยากให้เป็น ส.ส.และมั่นใจว่าสนามการเลือกตั้ง กทม.ครั้งนี้ พรรคน่าจะประสบความสำเร็จได้ ส.ส.กลับคืนมาอย่างแน่นอน

‘ช่อ พรรณิการ์’ เล่นน้ำปิดท้าย ถ.ข้าวเหนียว ชื่นชม ปชช. เล่นกันสุภาพ ชี้ เป็นการจัดงานที่ดี ความปลอดภัยเข้มงวด-คนไม่แออัด

(16 เม.ย.66) ช่อ พรรณิการ์ วานิช กรรมการมูลนิธิคณะก้าวหน้า ร่วมเล่นสงกรานต์ที่ถนนข้าวเหนียว จังหวัดจอนแก่น ปิดท้ายเทศกาลสงกรานต์ โดยถนนข้าวเหนียวถือเป็นจุดเล่นน้ำสงกรานต์ที่ใหญ่ที่สุดของอีสาน ประเมินว่ามีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่ต่ำกว่าวันละ 100,000 คน ซึ่งตลอดทางมีผู้ร่วมขอถ่ายรูป และสาดน้ำ ปะแป้งช่อ พรรณิการ์ อย่างสนุกสนาน 

ในระหว่างการเดินเล่นน้ำสงกรานต์ พิธีกรในเวที สสส. ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมรณรงค์สงกรานต์ปลอดภัยที่ถนนข้าวเหนียว ได้เชิญพรรณิการ์มาให้สัมภาษณ์ ความเห็นเกี่ยวกับการรณรงค์เล่นน้ำอย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งพรรณิการ์กล่าวว่า ต้องชื่นชมพี่น้องชาวอีสาน ที่เล่นสงกรานต์อย่างสุภาพ ตนไปเล่นน้ำมา 3 จังหวัด ตั้งแต่หนองคาย สกลนคร และจบที่ขอนแก่น พบว่าส่วนใหญ่ประชาชนเล่นแป้งน้อยลง วัดหลายแห่งไม่ให้นำแป้งเข้ามาเล่นเด็ดขาด ส่วนการเล่นน้ำบนถนนทั่วไป หากจะมีการปะแป้งก็จะขออนุญาตก่อนอย่างสุภาพ โดยเฉพาะที่ถนนข้าวเหนียวแห่งนี้ มีการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ตรวจนับจำนวนคนเข้างานไม่ให้แออัดเกินไป และยังขอความร่วมมือประชนให้เล่นน้ำอย่างสุภาพ ทำให้พบว่าที่นี่มีครอบครัว นำเด็กเล็ก คนแก่คนเฒ่ามาร่วมงานอย่างคึกคัก ถือเป็นตัวอย่างของการจัดงานที่ดี และทำให้ผู้เข้าร่วมงานสบายใจ

'อุทัย' ปลื้ม!! ชาวบ้านเข้าใจ ภท.หนุนกัญชาเพื่อการแพทย์ เมินกัญชาเสรี แถมตอบกลับ "เลือกตั้งหนนี้ พร้อมกาให้เบอร์ 2 เขต 1 ยโสธร"

(16 เม.ย.66) นายอุทัย มิ่งขวัญ ผู้สมัครสมาชิกผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย เขต 1 จังหวัดยโสธร เบอร์ 2 ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน โดยในวันนี้ นายอุทัย เดินหน้าทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องพืชสมุนไพร​ไทย 'กัญชาไทย มีประโยชน์ต่อสุขภาพและเป็นประโยชน์​ในทางการแพทย์' 

"วันนี้ขอใช้เวลาแบบยาวๆ เพื่อมาเดินเคาะประตูบ้านแบบทั่วถึงอีกหนึ่งวัน โดยหาเสียงแจกแผ่นผับโบว์ชัวร์​รณรงค์​ให้เลือกเบอร์ 2 เด็กวัด ลูกชาวนา ค่ายภูมิใจไทยในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัด​ยโสธร​ ประกอบด้วย​ อำเภอ​เมืองยโสธร​ อำเภอ​ทรายมูล​ อำเภอป่าติ้ว​ (เฉพาะตำบาลกระจาย และตำบลศรีฐาน)​ และ อำเภอคำเขื่อน​แก้ว​ (เฉพาะตำบลทุ่งมน)​ 

"สิ่งที่น่าประทับใจอย่างมาก คือ วันนี้เราอยากมาทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในแง่ของกัญชาในมิติที่ถูกต้อง แต่กลับกันชาวบ้านฝากบอกผมไปบอก 'เสี่ยหนู' อนุทิน ว่า..."ไม่ต้องห่วง ประชาชนเข้าใจในสาระสำคัญที่ภูมิใจไทยนำเสนอ และพร้อมสนับสนุน​เต็มที่ เพราะกัญชาพืชสมุนไพร​ไทยเป็นประโยชน์​ต่อสุขภาพ​และมีการปลูกตามครัวเรือน สวนหลังบ้าน ตามที่ทางการกำหนด และพร้อมสนับสนุนผู้สมัคร ส.ส.จากภูมิใจไทยอย่างแน่นอน" 

‘กกต.’ เปิดยอดเงิน-รายชื่อผู้บริจาค หนุนพรรคการเมือง ม.ค. 66 เผย ‘รทสช.’ รับเยอะสุด!! 26 ล้านบาท รองลงมา ‘พท.-ชพท.’

(16 เม.ย.66) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้บริจาค และจำนวนเงินที่บริจาคให้แก่พรรคการเมือง ประจำเดือน ม.ค.66 โดยพบว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มียอดได้รับการบริจาคสูงสุดถึง 26 ล้านบาท รองลงมา เป็นพรรคเพื่อไทย (พท.) ยอดได้รับบริจาค 12 ล้านบาท และอันดับสาม พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ยอดได้รับบริจาค 9.8 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในรายละเอียดพบว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มียอดบริจาค 19 รายการ รวมวงเงิน 26,004,500 บาท ผู้บริจาคที่น่าสนใจ เช่น นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ และอดีตรองอธิการบดี ม.กรุงเทพธนบุรี (เคยเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น) บริจาค 5 ล้านบาท, น.ส.สุทธาพัฒน์ อมรเรืองตระกูล บริจาค 5 ล้านบาท, น.ส.เสาวณี อนุกูล บริจาค 5 ล้านบาท

'อิทธิพัทธ์’ โต้!! 'เศรษฐา' เหยียดลุงตู่ไม่รู้ภาษาอังกฤษ ชี้!! เลือกนายกฯ ไม่ใช่เลือกครูสอนภาษา แนะ!! ควรสู้กันด้วยนโยบาย

‘อิทธิพัทธ์’ โต้!! 'เศรษฐา' เหยียดลุงตู่ไม่รู้ภาษาอังกฤษ ชี้!! เลือกนายกฯ ไม่ใช่เลือกครูสอนภาษา อัดเข้าเล่นการเมืองไม่ทันไร เริ่มน้ำเน่าแล้ว

จากกรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวในการหาเสียงที่ตลาดเทศบาลบ้านโป่งว่า ประเทศไทยจีดีพีโตขึ้น 2.3 % ต่ำจนน่าอับอายเพื่อนบ้านที่เขาโตเกิน 5% นายกฯ คนปัจจุบันไม่เคยเดินหน้าหาตลาดใหม่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรือไม่สนใจ พรรคเพื่อไทยไม่ว่าใครเป็นนายกฯ การเปิดตลาดใหม่ถือว่าสำคัญที่สุด 

ล่าสุดนายอิทธิพัทธ์ เศรษฐยุกานนท์ หรือ บอย ผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขต 32 เบอร์ 5 ได้ออกมาตอบโต้นายเศรษฐาว่า การที่นายเศรษฐา ออกมาด้อยค่าพล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรี นี่สะท้อนถึง ระดับจริยธรรม ของนายเศรษฐาได้เป็นอย่างดี เพราะเพียงแค่เข้าสู่ วงการเมืองเต็มตัว ไม่กี่เดือน ก็ใช้วิธี เหยียดหยาม คู่แข่งทางการเมือง ออกมาให้เห็น ในทางกลับกันพล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยใช้วิธีสกปรก ไปใส่ร้าย หรือด้อยค่าคนอื่นเลยแม้แต่น้อย นี่ก็ทำให้เห็นแล้วว่าใครคนไหนที่มีวุฒิภาวะมากกว่ากัน

นายอิทธิพัทธ์ ยังกล่าวถึงประเด็นที่นายเศรษฐาถากถางภาษาอังกฤษของพล.อ.ประยุทธ์ ว่า เรื่องภาษาอังกฤษเก่งไม่เก่งนั้น ไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการเป็นผู้นำ คุณสมบัติของการเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้วัดกันที่ภาษาอังกฤษอย่างเดียว แต่วัดกันที่ความซื่อสัตย์   การแยกชัดเจนระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ของบ้านเมือง เพราะ ประเทศไม่ใช่ธุรกิจครอบครัว นี่เรากำลังหาผู้นำประเทศอยู่ ไม่ใช่กำลังหาล่ามภาษา หรือไกด์นำเที่ยว ตนอยากจะให้นายเศรษฐาทำความเข้าใจใหม่

ทั้งนี้การส่งออกไทย ทั้งปี 2565 (มกราคม–ธันวาคม) มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 287,067.9 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 5.5 จากข้อมูลจะเห็นว่าการส่งออกไทยสูงสุดในรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ในยุคที่นายเศรษฐากล่าวหาว่านายกพูดอังกฤษไม่เป็น 

‘บิ๊กตู่’ สั่ง ‘ขยายตลาด-ส่งเสริมแรงงานไทย’ ไปทำงานตปท. หลังส่งออกกว่า 1 แสนคน โกยเงินเข้าประเทศกว่า 2.9 แสนล้านบาท

(16 เม.ย.66) นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ยินดีกับสถานการณ์แรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ในช่วง 2 ปี (2565 – 2566) ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย และโดยนายกรัฐมนตรีขอบคุณการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งสามารถทำให้ตลาดแรงงานไทยในต่างประเทศขยายตัวต่อเนื่อง มีแรงงานไทยเดินทางไปทำงานต่างประเทศ มากถึง 113,186 คน และส่งเงินกลับเข้าประเทศผ่านระบบธนาคารแห่งประเทศไทย มูลค่ารวมกว่า 299,077 ล้านบาท ถือเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมทั้งสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าขยายตลาดและส่งเสริมแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ เพื่อให้คนไทยมีงานทำ มีอาชีพ สร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ 

นายอนุชา กล่าวว่า แรงงานไทยเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ มีทักษะฝีมือดี ขยันทำงาน อดทน และเรียนรู้ได้รวดเร็ว ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในต่างประเทศ โดยกระทรวงแรงงาน มีการอนุญาตให้แรงงานไทยเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ในปี 2565 จำนวน 88,164 คน และปี 2566 (เดือนมกราคม - มีนาคม) จำนวน 25,022 คน โดยตลาดที่เป็นที่นิยมของแรงงานไทยมากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ ไต้หวัน สาธารณรัฐเกาหลี รัฐอิสราเอล ญี่ปุ่น และมาเลเซีย นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานตั้งเป้าหมายจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ ในปีงบประมาณ 2566 จำนวน 50,000 คน โดยรักษาตลาดแรงงานเดิมที่มีศักยภาพ อาทิ ภาคการเกษตรในรัฐอิสราเอล ภาคอุตสาหกรรมในญี่ปุ่น และภาคก่อสร้าง อุตสาหกรรม และการเกษตรในสาธารณรัฐเกาหลี ควบคู่ไปกับการขยายตลาดแรงงานใหม่ที่มีแนวโน้มความต้องการแรงงานไทย 

“นายกฯ ให้ความสำคัญและมีนโยบายสนับสนุนให้แรงงานไทยเดินทางไปทำงานในต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย และปกป้องดูแลแรงงานไทยได้ตามสิทธิ รวมถึงได้รับค่าจ้างที่เหมาะสม ทั้งนี้ รัฐบาลได้สร้างความร่วมมือด้านแรงงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในหลายประเทศ เพื่อจัดหาตลาดที่มีศักยภาพรองรับแรงงานไทย รวมถึงฝึกอบรมเพิ่มทักษะแรงงานไทยให้มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการจ้างงาน สร้างรายได้ให้กับแรงงานไทย และกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งแรงงานไทยในต่างประเทศถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และมีส่วนสำคัญในการพัฒนาวิถีชีวิตคนไทย” นายอนุชา กล่าว

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ โดย 'สวนดุสิตโพล' มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กรณี นายกรัฐมนตรีโพล

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ โดย 'สวนดุสิตโพล' มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กรณี นายกรัฐมนตรีโพล : 'นายกรัฐมนตรีคนใหม่' ในสายตาประชาชน จำนวนทั้งสิ้น 1,274 คน (สำรวจทางภาคสนามและออนไลน์) ระหว่างวันที่ 11-14 เมษายน 2566
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top