Monday, 3 August 2026
TheStatesTimes

‘พิธา-วิโรจน์’ ถกเสวนา อ่านโลกแล้วหันมองไทย  ประเทศนี้อนุญาตให้เราฝันไกลได้แค่ไหน?

‘พิธา-วิโรจน์’ เสวนางานสัปดาห์หนังสือ ‘ประเทศนี้อนุญาตให้เราฝันไกลแค่ไหน’ ยกตัวอย่างหนังสือ ‘Downtown Ayutthaya-ลาร์มินูตา’ ถอดประเด็นไทยต้องคว้าโอกาสจากโลกาภิวัตน์ สร้างรัฐสวัสดิการให้คนไทยมีพื้นฐานชีวิตเท่าเทียม

(8 เม.ย.66) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่วมเสวนา ‘อนาคตใหม่ทอล์ค: อ่านโลกแล้วหันมองไทย ประเทศนี้อนุญาตให้เราฝันไกลแค่ไหน’ โดยพิธายกตัวอย่างหนังสือ ‘Downtown Ayutthaya’ ที่สะท้อนภาพประเทศไทยในปัจจุบันโดยอ่านประสบการณ์จากยุคอยุธยา พร้อมระบุว่าการบริหารราชการแผ่นดินในสมัยอยุธยาน่าสนใจมาก ใช้โอกาสจากโลกาภิวัตน์ จากการเข้ามาของต่างชาติให้เกิดประโยชน์ ขณะที่ประเทศไทยปัจจุบัน เราไม่สามารถคว้าโอกาสจากโลกาภิวัตน์ได้อย่างที่ควรเป็น

พิธา ยังกล่าวถึงโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการรายย่อยหรือสตาร์ตอัปไทยว่า การที่ประเทศไทยจะมีธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เป็นยูนิคอร์นได้ นอกจากต้องอาศัยความสามารถของผู้ประกอบการ หลายคนยังต้องต่อสู้กับเสือนอนกินและอุปสรรคในระบบราชการ ที่ทำให้เกิดช่องโหว่เรียกรับผลประโยชน์ เช่น การส่งส่วย เรื่องเหล่านี้หากนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหา จะเป็นประโยชน์ ช่วยสร้างความโปร่งใสและความเท่าเทียมระหว่างผู้ประกอบการทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ แต่การจะแก้ปัญหานี้ สิ่งสำคัญคือต้องมีคนที่กล้าพูดถึงปัญหาและกล้าเข้าไปแก้ที่ต้นตอ ดังนั้น หากพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล เราพร้อมกิโยตินหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคและล้าหลังลงถึง 50%

ช่วงหนึ่ง พิธา ได้กล่าวถึงประเด็นทางการเมืองว่า พรรคก้าวไกลตั้งใจให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นความหวังของประชาชน เราเสนอนโยบายเพื่อสร้างการเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต ไม่ว่าจะเป็น ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมดภายใน 100 วัน ผลักดันหวยใบเสร็จเพื่อเพิ่มแต้มต่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยในการแข่งขันกับทุนใหญ่ รวมถึงสร้างงานซ่อมประเทศ ให้ประเทศไทยมีเทคโนโลยีของตัวเอง สร้างอุตสาหกรรมที่สร้างงานแก่คนไทยในระยะยาว โดยยืนยันว่าพรรคก้าวไกลต้องการทำการเมืองที่ ‘เชื่อถือได้’ หมายถึงการมีอุดมการณ์ชัดเจน ไม่ใช่ข้ามขั้วไปมา และ ‘จับต้องได้’ หมายถึงมีประสิทธิภาพในการทำงาน เพราะหากพรรคก้าวไกลขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ประชาชนก็คงไม่เลือกเรา

“เลือกก้าวไกลให้ถล่มทลาย ไม่ใช่แค่เพื่อให้ พิธาเป็นนายกฯ หรือให้ วิโรจน์เป็นรัฐมนตรี แต่เพื่อให้เราเป็นรัฐบาลผลักดันกฎหมายก้าวหน้าให้สำเร็จ ทั้งสมรสเท่าเทียม สุราก้าวหน้า ยกเลิกเกณฑ์ทหาร” พิธากล่าว

พิธา ยังอธิบายถึงแนวคิดการจัดลำดับผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคก้าวไกลว่า การจัดลำดับ ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง เป็นกระจกสะท้อน 2 เรื่อง ได้แก่ (1) สะท้อนคุณค่าภายในที่พรรคยึดถือ ว่าพรรคให้ความสำคัญกับระบบอาวุโสหรือให้ความสำคัญกับนายทุน แต่สำหรับพรรคก้าวไกล คุณค่าที่ยึดถือคือความหลากหลายและความเป็นมืออาชีพ เราต้องการให้คนที่ทำงานในด้านนั้นๆ มาขับเคลื่อนประเทศในด้านที่เขาทำอยู่ และ (2) สะท้อนออกไปภายนอก ว่าพรรคมองเห็นโอกาสและความท้าทายของประเทศอย่างไร สำหรับพรรคก้าวไกล โอกาสที่เรามองเห็นคือเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจดิจิทัล ส่วนความท้าทายของประเทศนั้นเช่น สังคมสูงวัย ความปลอดภัยไซเบอร์ สิ่งแวดล้อม เป็นต้น

'ปิยบุตร' ลุยหาเสียงขอโอกาสพี่น้องชาวบึงกาฬ กา ‘ก้าวไกล’ ลั่น!! มีจุดยืนชัดเจน อภิปรายในสภาได้เต็มที่ไม่เกรงใจใคร

วันนี้ (8 เมษายน 2566) ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล เดินหน้าหาเสียงให้แก่ผู้สมัครสมาชิกผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขต 2 (สำรวย ศรีทิน) และเขต 3 (ณัฐพงษ์ ป้องปิ่น) โดยมีประชาชนให้ความสนใจจำนวนมาก

ปิยบุตร เริ่มด้วยการเสนอนโยบายของพรรคก้าวไกลที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องชาวอีสานและบึงกาฬ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ, การปลดหนี้ ธ.ก.ส. เกษตรกรสูงวัย, การเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก ให้เป็นโฉนด, การยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร และการปฏิรูปตำรวจ

"นโยบายแต่ละตัวที่พรรคก้าวไกลประกาศ เป็นนโยบายที่เล็งเห็นผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ก่อนทั้งสิ้น"

ปิยบุตรกล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลได้พิสูจน์แล้วว่า แม้ก้าวไกลจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน แต่ก็สามารถทำงานแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง แต่กระนั้นก็แก้ไขได้อย่างจำกัดเพราะยังมีอำนาจไม่มากพอ เช่นนี้หากได้เป็นรัฐบาลในการเลือกตั้งที่จะถึง พรรคก้าวไกลก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นระบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น

ทั้งนี้ ปิยบุตรชี้ว่า ทุกพรรคการเมืองต่างก็แข่งกันนำเสนอนโยบายที่ต่างฝ่ายต่างคิดว่าดี แต่ถึงอย่างนั้น หากการเมืองยังไม่ดี นโยบายที่ดีทั้งหมดนั้นก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ หรือเกิดขึ้นได้แต่ก็ไม่ยั่งยืน เพราะนโยบายจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการเมืองดี

"ที่ผ่านมาพี่น้องเลือกพรรคการเมือง แล้วทหารออกมายึดอำนาจ ยึดเสร็จแล้วก็เลือกตั้งใหม่ เลือกตั้งเสร็จก็โดนยึดใหม่ วนเวียนแบบนี้มาเรื่อยๆ นโยบายแก้ปัญหาปากท้องอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ มันต้องแก้โครงสร้างให้การเมืองดี เป็นประชาธิปไตย ให้ทหารเป็นทหารอาชีพ ไม่ใช่ตั้งตัวเป็นใหญ่อย่างที่ผ่านมา โดยพรรคก้าวไกลเป็นพรรคเดียวที่ประกาศชัดเจนว่า ถ้ามีการรัฐประหารเมื่อไหร่ จะมีการดำเนินการทางกฎหมายกับคนที่ออกมายึดอำนาจทันที เพื่อไม่ให้การรัฐประหารและการนิรโทษกรรมความผิดของตัวเองทำได้ง่ายๆ อีกต่อไป"

ต่อประเด็นคำถามว่า หากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกในอนาคต ส.ส. ก้าวไกล จะทำอย่างไร ปิยบุตรกล่าวว่า ผู้แทนจากพรรคก้าวไกลก็จะเป็นแถวหน้าต่อต้านการรัฐประหาร ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนสู้อย่างโดดเดี่ยวอย่างที่เป็นมา

ปิยบุตร ยังย้ำถึงความโดดเด่นของผู้แทนจากก้าวไกลว่า จะทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงไปอภิปรายในสภาให้ประชาชนอย่างแข็งขัน ไม่ใช่พอได้ตำแหน่งแล้ว ไม่เคยพูดในสภาเลยแม้แต่คำเดียวอย่างที่เป็นอยู่ ก่อนจะย้ำข้อแตกต่างระหว่างก้าวไกลกับพรรคการเมืองอื่นๆ

28 มหาเศรษฐี รวยสุดในไทย ปี 2023

นิตยสารฟอร์บส์ (Forbes) สื่อชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ประกาศการจัดอันดับอภิมหาเศรษฐีโลก หรือ 'The World’s Billionaires' หรือผู้มีทรัพย์สินมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประจำปี 2023

โดยอันดับที่ 1 ได้แก่ มหาเศรษฐีชาวฝรั่งเศส 'เบอร์นาร์ด อาโนลด์' เจ้าของอาณาจักร LVMH ขึ้นแท่นเป็นบุคคลที่ 'รวยที่สุดในโลก' ปี 2023 แทนที่แชมป์เก่าอย่าง 'อีลอน มัสก์' เจ้าของ Tesla และ SpaceX

ในส่วนของประเทศไทยมี 28 มหาเศรษฐีไทยที่ติดอันดับมหาเศรษฐีโลก ในปี 2023 ดังนี้

>>อันดับ 1
'เจ้าสัว ธนินท์ เจียรวนนท์' ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) หรือ ซีพี ติดอันดับที่ 116 ของโลก มีมูลค่าทรัพย์สินรวมทั้งหมด 1.49 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รวยเพิ่มขึ้นกว่าการจัดอันดับในปี 2022 (ในปี 2022 ติดอันดับที่ 137 ของโลก ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 1.35 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)

>>อันดับ 2
'เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี' ไทยเบฟเวอเรจ มีทรัพย์สิน รวมทั้งหมด 1.48 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดอันดับ 118 ของโลก รวยเพิ่มขึ้นกว่าการจัดอันดับในปี 2022 (ในปี 2022 ติดอันดับที่ 156 ของโลก ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)

>>อันดับ 3
'สารัชถ์ รัตนาวะดี' กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ มีทรัพย์สิน รวม 1.23 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดอันดับที่ 141 ของโลก รวยเพิ่มขึ้นกว่าการจัดอันดับในปี 2022 (ในปี 2022 ติดอันดับที่ 161 ของโลก ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 1.18 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)

>>อันดับ 4 
'สุเมธ เจียรวนนท์' เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ทรัพย์สิน 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดอันดับที่ 425 ของโลก

>>อันดับ 5
'จรัญ เจียรวนนท์' เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มูลค่าทรัพย์สิน 5.9 พันล้านดอลลาร์ ติดอันดับที่ 437 ของโลก

>>อันดับ 6 มี 2 คน
'วานิช ไชยวรรณ' ไทยประกันชีวิต ติดอันดับที่ 721 ของโลก มูลค่าทรัพย์สิน 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

'สมอุไร จารุพนิช' ลูกสาวคุณมนตรี เจียรวนนท์ ติดอันดับที่ 721 ของโลก มูลค่าทรัพย์สิน 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

>>อันดับ 7
'นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ' กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ติดอันดับที่ 818 ของโลก มูลค่าทรัพย์สิน 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

>>อันดับ 8
'สมโภชน์ อาหุนัย' พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ติดอันดับที่ 852 ของโลก มูลค่าทรัพย์สิน 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

>>อันดับ 9
'ประยุทธ์ มหากิจศิริ' เจ้าพ่อเนสกาแฟ กลุ่มธุรกิจแบรนด์ P 80 และการขนส่งสินค้าทางเรือ ติดอันดับที่ 1,217 ของโลก มูลค่าทรัพย์สิน 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

>>อันดับ 10 
'ฮาราลด์ ลิงค์' ผู้บริหารบี.กริม. ประเทศไทย ติดอันดับที่ 1,368 ของโลก มูลค่าทรัพย์สิน 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

>>อันดับ 11 
'ทักษิณ ชินวัตร' อดีตนายกรัฐมนตรี ติดอันดับที่ 1,434 ของโลก มูลค่าทรัพย์สิน 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวยเพิ่มขึ้นกว่าการจัดอันดับในปี 2022 (ในปี 2022 ติดอันดับที่ 1,512 มูลค่าทรัพย์สิน 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

‘ธนาธร’ ซัด ‘สุชาติ’ หลังเคลมว่างงานลดลงเป็นผลงานรัฐบาล อัดนักการเมือง ถูก ปชช.เลือกมาแท้ๆ แต่ไม่เคารพประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 66 ระหว่างการประชันวิสัยทัศน์ระหว่างตัวแทนพรรคการเมือง 8 พรรค ในรายการสด ‘DEBATE ประเทศไทย เปิดเวทีภาคตะวันออก’ โดยสำนักข่าว Nation ในช่วงหนึ่ง สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และตัวแทนจากพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวถึงผลงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยระบุว่าช่วงที่เกิดโควิด รัฐบาลได้เป็นผู้ประคับประคองอุตสาหกรรมส่งออกและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จนสถานการณ์เศรษฐกิจอยู่ในการควบคุม

ทำให้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สภายานยนต์แห่งประเทศไทยได้ตกลงโบนัสพนักงานในระดับที่น่าพอใจ เช่น อิซุสุ ให้ 8.5 เท่า บวกเงินอีก 3.5 หมื่นบาท โตโยต้า ให้ 7.5 เท่าบวกเงินอีก 3.8 หมื่นบาท ซึ่งทั้งหมดนี้ เกิดจากโครงการ Factory Sandbox ที่ตรวจโควิดฟรี เช่าโรงแรมให้กักตัว ฉีดวัคซีนให้หมด 100% และห้ามปิดโรงงาน ทำให้บริษัทต่าง ๆ ยังคงผลิตตามออเดอร์ส่งออกได้ตลอดเวลา จนบริษัทในไทยหลายบริษัท ยังคงทำกำไรและรักษาการจ้างงานเอาไว้ได้ และทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราว่างงานต่ำที่สุดในโลก อยู่ที่แค่กว่า 1% เกิดจากรัฐบาลรักษาการจ้างงานเอาไว้ได้

ซึ่งในช่วงต่อมา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และผู้ช่วยหาเสียงของพรรคก้าวไกล ได้ใช้โอกาสแจกแจงข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยระบุว่า ตนไม่อยากให้ประชาชนเข้าใจผิด เพราะบริษัท โตโยต้า และอิซุสุ จ่ายโบนัสระดับ 8 - 10 เดือนให้พนักงานมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว อีกทั้งการว่างงานก็ยืนอยู่ที่ระดับ 0.75 -1.5% เป็นสิบ ๆ ปีมาแล้วเช่นกัน ไม่ใช่ผลงานของใครคนใดคนหนึ่งแน่ ๆ

ทำให้นายสุชาติ ใช้สิทธิพาดพิงลุกขึ้นตอบโต้ โดยระบุว่า นายธนาธรไม่ได้อยู่แบบตน อาจจะฟังมาผิด เพราะถ้ารัฐบาลไม่แก้ปัญหาโควิด ไม่รักษาการจ้างงาน ไม่รักษาออเดอร์ส่งออก ก็ไม่มีวันนี้

ขณะที่นายธนาธรเอง ก็ตอบโต้อย่างทันควันเช่นกัน โดยระบุว่า ตนอยู่ในอุตสาหกรรมนี้มา 20 ปี นายสุชาติไม่รู้สู้ตนแน่ ๆ ส่วนอัตราการว่างงานของประเทศไทย ต้องย้ำอีกครั้งยืนอยู่ระดับนี้มาเป็นสิบ ๆ ปีแล้วที่ 0.75 - 1.5% แม้แต่ช่วงโควิดก็เพิ่มขึ้นไปไม่ถึง 2% แล้ววันนี้ตกมาสู่ระดับเดิมแล้ว ทั้งนี้ไม่ต้องเชื่อตนก็ได้ ทุกคนสามารถไปหาดูเองได้จากเว็บไซต์หน่วยงานรัฐทั่วไป

หลังจากนั้น ในช่วงท้ายของการดีเบต พิธีกรได้ให้ตัวแทนแต่ละพรรคการเมืองได้พูดทิ้งท้ายสั้น ๆ ซึ่งหลายพรรคการเมืองได้เน้นย้ำถึงการไม่ทะเลาะขัดแย้งกัน ทว่าในส่วนของนายธนาธร ได้กล่าวในช่วงของตนว่าอนาคตของประเทศไม่ใช่เรื่องของการที่ใครจะทะเลาะกับใครหรือไม่ แต่คือการยืนยันเรื่องพื้นฐานที่สุด นั่นคือการที่ประเทศไทยต้องเป็นประชาธิปไตย ให้ไม่มีการรัฐประหารอีกในอนาคต จะทะเลาะกันหรือไม่ต้องยืนยันหลักการพื้นฐานเหล่านี้

“แต่ที่ประเทศไทยมีประชาธิปไตยไม่ได้ มีรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็เพราะมีนักการเมืองกลุ่มหนึ่งยังฝักใฝ่รับใช้เผด็จการ ถ้าไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เป็นนั่งร้านหรือรับใช้พวกเขาตรงๆ  การมีนักการเมืองอย่างนี้ทำให้เผด็จการไม่สูญหายไปจากประเทศไทยเสียที” นายธนาธร กล่าว

‘จูรี’ อ้อนชาวชุมพร เลือก ‘ชาติพัฒนากล้า’ กาให้ ‘ทนายลิขิต’ ชู ‘กรณ์’ ทำพรรคนี้เพื่อปากท้อง ไม่ด่าทอ ไม่ทะเลาะกับใคร

‘กรณ์-จูรี’ ลุยชุมพร ช่วย ‘ทนายลิขิต’ หาเสียง อ้อนขอโอกาสลูกชาวบ้าน กาให้ชาติพัฒนากล้า พัฒนาเศรษฐกิจชุมพร

(9 เม.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในระหว่างวันที่ 5-9 เมษายน 2566 นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า พร้อมด้วยนายจูรี นุ่มแก้ว ดาวติ๊กตอกขวัญใจคนใต้ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 จังหวัดสงขลา และทีมงาน ได้ตระเวนช่วยผู้สมัคร ส.ส.ในพื้นที่ต่าง ๆ ตั้งแต่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี และพื้นที่สุดท้ายคือที่จังหวัดชุมพร โดยนายกรณ์ และนายจูรี ลงพื้นที่จังหวัดชุมพร เพื่อช่วยทนายลิขิต ศรีชาติ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 จังหวัดชุมพร หาเสียง โดยพบปะพี่น้องประชาชนบริเวณ บริเวณหลาดเล อำเภอท่าแซะ และจัดเวทีปราศรัยที่ถนนคนเดินสะพลี อำเภอปะทิว โดยมีประชาชนให้ความสนใจและให้การต้อนรับเป็นจำนวนมาก บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก และอบอุ่น

นายกรณ์ กล่าวว่า จ.ชุมพร ถึงเวลาต้องมีการเขย่าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ๆ ได้เข้ามาทำการเมืองสร้างสรรค์ พรรคชาติพัฒนาเราส่งผู้แทนคุณภาพที่เป็นลูกชาวบ้าน คือ ทนายลิขิต ศรีชาติ เป็นอดีตรองนายก อบจ.ที่ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนมากว่า 3 ปี แล้ว ไม่ได้เพิ่งมาตอนจะมีการเลือกตั้ง และนโยบายพรรคชาติพัฒนากล้าเอง ก็ได้รับการยอมรับว่า แหลมคมที่สุดในด้านเศรษฐกิจ และสามารถสรุปได้ง่าย ๆ แค่ 3 คำคือ งานดี มีเงิน ของไม่แพง เพราะเรารู้ว่านี่คือสิ่งที่ประชาชนทั้งประเทศต้องการ เราต่อสู้มาตลอดตั้งแต่ราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ยกเลิกแบล็กลิสต์ ฯลฯ ที่เอาเปรียบประชาชน เอื้อนายทุน 

หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า พวกเราเลือกที่อยู่พรรคเล็ก ๆ และยืนหยัดต่อสู้กับนายทุน เพราะเราไม่ได้พึ่งพาปัจจัยการสนับสนุนจากทุนใหญ่เลย เราจึงกล้าที่จะพูดและกล้าที่จะทำในสิ่งที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ในฐานะที่อดีต รมว.คลัง และอดีตนายธนาคาร ขอยืนยันนโยบายทุกนโยบายเป็นไปได้ โดยเฉพาะภาคการเกษตร นโยบายประกันรายได้ ตนเป็นคนคิดเอง แต่เป็นการออกแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่เอามาใช้ปีแล้วปีเล่า แต่ชาวบ้านก็ยังจนเหมือนเดิม ถ้าจะดีราคาสินค้าทางการเกษตรต้องดีอย่างยั่งยืน เกษตรกรต้องเป็นนายทุน กำหนดราคาสินค้าเอง ขอเพียงโอกาสให้ตนได้เข้าไปทำงาน ตนจะทำให้ดู 

“หากพี่น้องประชาชนต้องการสร้างโอกาสให้ลูกหลาน ผู้สูงอายุได้รับการดูแล ความเดือดร้อนทางด้านปากท้องของพี่น้องประชาชนได้รับการแก้ไข ก็ต้องกาเบอร์ 6 เลือกทนายลิขิต ไปเป็นผู้แทน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และกาเบอร์ 14 เพื่อให้ผมเข้าไปทำงาน” หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าว 

นายจูรี กล่าวระหว่างขึ้นเวทีปราศรัย ว่า ดูจากจำนวนคนที่เข้าร่วมฟังเวทีปราศรัยในครั้งนี้ รู้ทันทีว่าเงินซื้อชาวบ้านไม่ได้ เพราะเป็นพลังเสียงที่บริสุทธิ์ ทำให้เห็นความหวัง และได้กลิ่นความเจริญของชุมพรกำลังลอยมาแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการเลือกตั้ง ที่มี่การใช้เงินครั้งมโหฬารที่สุด พวกเขาเห็นประชาชนเป็นปลา จึงเอาเหยื่อมาล่อ ให้ชาวบ้านไปกินเหยื่อเขา เราต้องให้บทเรียนพวกนั้นว่า คนชุมพร กินเหยื่อ แต่ไม่กินเบ็ด ให้คนตกปลามันกลัวไปเลย ขอให้ชาวบ้านมาร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่กัน โดยการให้โอกาสลูกชาวบ้านเข้าไปเป็นผู้แทน 

‘Soompi’ เผย เพลง LALISA ของ ‘ลิซ่า’ สร้างสถิติใหม่ ทะยานสู่ 600 ล้านวิว!! เร็วที่สุดในศิลปินหญิง K-POP

(9 เม.ย. 66) เรียกว่าฮอตเกินต้านสำหรับ ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล หรือ ‘ลิซ่า BLACKPINK’ ศิลปินหญิงไอดอลเกาหลีสัญชาติไทย เมื่อล่าสุดเว็บไซต์ Soompi ซึ่งเป็นสื่อเกาหลีใต้ได้รายงานข่าว ช่วง 01.30 น. ตามเวลาประเทศเกาหลีใต้ วันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ว่า ‘LALISA’ เพลงโซโล่ของลิซ่าเป็นซิงเกิล มียอดวิวทะลุ 600 ล้านวิวได้เร็วที่สุดในศิลปินหญิง K-POP โดยมิวสิกวิดีโอเพลง ‘LALISA’ เปิดตัววันแรกเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2564 เวลา 13.00 น. (ตามเวลาประเทศเกาหลีใต้)

‘มาเตรัซซี’ เผยความลับแมตช์ ‘อิตาลี-ฝรั่งเศส’ เมื่อ 17 ปีก่อน บอก ‘ซีดาน’ ว่าอยากได้น้องสาว จนเกิดภาพประวัติศาสตร์

เมื่อวันที่ (8 เม.ย. 66) ที่ผ่านมา ‘มาร์โก มาเตรัซซี’ อดีตแนวรับทีมชาติอิตาลี ไปออกรายการของ ‘อิตาเลียน ฟุตบอล ทีวี’ โดยตอบคำถามของพิธีกรในประเด็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในฟุตบอลโลก 2006 ที่เจ้าตัวโดน ‘ซีเนดีน ซีดาน’ ใช้หัวโขกเข้าเต็มหน้าอกจากการไปยั่วยุดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศส

เจ้าตัวยอมรับว่าเหตุการณ์เมื่อ 17 ปีก่อน ตนมีการ ‘แทรช ทอล์ค’ หรือพูดจายั่วยุ ซีเนดีน ซีดาน จริง ๆ โดยหน้าที่ของเขาในเกมนั้นคือ การตามประกบเพลย์เมคเกอร์ของทัพ ‘ตราไก่’ ตลอดทั้งเกม จนสุดท้ายมีการปะทะคารมจนคู่แข่งโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม

‘สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ’ จับมือ ‘ม.หอการค้าไทย’ เตรียมจัดดีเบต เจาะลึกนโยบายเศรษฐกิจ 9 พรรคการเมือง

สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จับมือมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดซูเปอร์ดีเบต ‘โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 66 เจาะลึก…นโยบายเศรษฐกิจ 9 พรรคการเมือง’ พร้อม MOU ความร่วมมือ อันเป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพสื่อมวลชน

(9 เม.ย. 66) รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พร้อมด้วย นายกฤษณะพงศ์ พงศ์แสนยากร นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ ณ วันที่ 4 เมษายน 2566 โดยมีนางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ประธานที่ปรึกษามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, ดร.รวิดา วิริยกิจจา คณบดีคณะบริหารธุรกิจ และคณาจารย์มหาวิทยาลัยหอการค้า กรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เป็นสักขีพยาน
โดยความร่วมมือแรกที่จะเห็นทันที คือการ ร่วมกันจัดสัมมนาดีเบตใหญ่ ‘โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 66 เจาะลึก…นโยบายเศรษฐกิจ 9 พรรคการเมือง’ ขึ้นในวันพุธที่ 3 พฤษภาคม 2566 เวลา 08.30-12.00 น. ณ อาคาร 23 ชั้น 7 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถนนวิภาวดีรังสิต

ซึ่งพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ส่งผู้เข้าร่วม ในระดับหัวหน้าพรรคฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และผู้ร่วมผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของพรรค ร่วมดีเบต เช่น นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ตัวแทนพรรคเพื่อไทย, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย, นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า, หม่อมหลวงชโยทิต กฤดากร จากพรรครวมไทยสร้างชาติ, นายอุตตม สาวนายน จากพรรคพลังประชารัฐ, นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคก้าวไกล, นายชาติชาย พยุหนาวีชัย จากพรรคชาติไทยพัฒนา และนายสุพันธุ์ มงคลสุธี จากพรรคไทยสร้างไทย

โดยภายในงาน จะมีการเปิดผลสำรวจความเห็นประชาชน จากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในประเด็นนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองที่ประชาชนอยากเห็น และนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองที่แต่ละพรรคจะทำทันที หากได้เป็นรัฐบาล

รศ.ดร.ธนวรรธน์ เปิดเผยว่า ในการแถลงข่าวครั้งนี้ ทั้ง 2 ฝ่าย ได้ร่วมลงนาม MOU ครั้งแรก ระหว่าง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เพื่อร่วมกันพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ทั้งในสมาชิกสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน และประโยชน์ต่อสถาบันการศึกษา งานด้านวิชาการจากทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี ประสบการณ์จากทางสมาคมสื่อเศรษฐกิจ เพื่อให้มีความก้าวหน้าสอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ พัฒนาภาพลักษณ์และการสื่อสารองค์กร ทั้งภายในและภายนอก มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นระยะเวลา 3 ปี นับจากปี 2566

ตำรวจไซเบอร์ ระดมกวาดล้างอาชญากรรมห้วงก่อนวันหยุดยาวสงกรานต์ จับกุมผู้ต้องหา และตรวจยึดของกลางได้เป็นจำนวนมาก

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. ขอประชาสัมพันธ์ชี้แจงกรณี ตำรวจไซเบอร์ ระดมกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ในห้วงก่อนสงกรานต์ ทำการจับกุมผู้ต้องหา และตรวจยึกของกลางได้เป็นจำนวนมาก ดังนี้

ตามที่ในช่วงวันที่ 13 - 17 เม.ย.66 เป็นห้วงหยุดยาววันสงกรานต์ คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก ประกอบกับนโยบายด้านการส่งเสริมให้ชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศนั้น นอกจากจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนแล้ว มิจฉาชีพอาจฉวยโอกาสในช่วงเวลาดังกล่าวเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งที่ผ่านมาได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนเป็นวงกว้าง 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้ความสำคัญ และมีความห่วงใยต่อภัยจากการหลอกลวงผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งวางมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในทุกรูปแบบ ป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. ซึ่งรับผิดชอบงานป้องกันปราบปราม ได้กำชับสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการตามนโยบาย จัดทำแผนหรือมาตรการป้องกันแลปราบปรามอาชญากรรมเพื่อรองรับช่วงวันหยุดยาวให้สอดคล้องกับสถานกาณ์ดังกล่าว รวมถึงดำเนินการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทั่วไป และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี นำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้ขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการเร่งรัดปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง รวมไปถึงการสร้างการรับรู้ให้กับภาคประชาชนเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรไซเบอร์

โดยในช่วงระหว่างวันที่ 29 มี.ค. - 9 เม.ย 66 บช.สอท. ได้มีการกำหนดเป้าหมายระดมกวาดล้างอาชญากรรมทั่วไป ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับการพนัน ยาเสพติด การลักลอบหลบหนีเข้าเมือง อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน การสืบสวนจับกุมบุคคลตามหมายจับ เป็นต้น และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้แก่ การหลอกลวงออนไลน์ด้านการเงิน การหลอกลวงจำหน่ายสินค้าออนไลน์ การเผยแพร่ข่าวปลอม คดีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ การล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กและสตรี การค้ามนุษย์ การพนันออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งนี้สามารถทำการจับกุมผู้กระทำความผิดได้กว่า 307 คดี ผู้ต้องหากว่า 329 ราย พร้อมทั้งตรวจยึดของกลางได้เป็นจำนวนมาก มีคดีสำคัญและน่าสนใจ เช่น ปฏิบัติการเหนือเมฆ ตรวจค้น 17 จุด ทั่วประเทศ จับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายเว็บไซต์เงินหมุนเวียนกว่า 3,000 ล้านบาท, จับกุมผู้ต้องหาหลอกลวงให้เช่าบูชาพระเครื่องในกลุ่มต่างๆ กว่า 60 กลุ่ม, จับกุมผู้ต้องหาลักลอบจำหน่ายอาวุธปืนออนไลน์ รวมถึงจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับค้างเก่าอีกหลายคดี เป็นต้น นอกจากนี้แล้ว บช.สอท. ยังได้วางมาตรการป้องกัน ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบถึงกลโกง หรือแผนประทุษกรรมของมิจฉาชีพ ผ่านทางจอภาพในพื้นที่ต่างๆ หรือผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอีกด้วย 

ชื่นชม 'โพนทอง' คุณภาพระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อม ได้รับการรับรองคุณภาพระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อม (Environmental Health Accreditation : EHA) จากกรมอนามัยร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ระดับเกียรติบัตร ด้านการจัดการมูลฝอยทั่วไป

วันที่ 9 เมษายน 2566 นายสุดใจ บัวลอย นายกเทศมนตรีตำบลโพนทอง อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ ในการประชุมประจำเดือน ที่ห้องประชุมโสมพะมิตร ชั้น 4 ศาลากลาง จ.กาฬสินธุ์ ตนในนามตัวแทนเทศบาลตำบลโพนทอง ได้เข้ารับใบประกาศการรับรองคุณภาพระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อม (Environmental Health Accreditation : EHA) ประจำปี  2566 ระดับเกียรติบัตร ด้านการจัดการมูลฝอยทั่วไป EHA 4001 โดยมีนายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผวจ.กาฬสินธุ์ เป็นผู้มอบ

นายสุดใจกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ เทศบาลตำบลโพนทอง อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ ได้ผ่านเกณฑ์การประเมิน ระดับเกียรติบัตร และได้รับหนังสือรับรองจากกรมอนามัยร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Environmental Health Accreditation : EHA) และการประเมินประสิทธิภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Local Performance Assessment : LPA) โดยใบประกาศการรับรองคุณภาพระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อมดังกล่าว รับรองโดยพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top