Friday, 31 July 2026
TheStatesTimes

ป.ป.ส. เผยยึดทรัพย์เครือข่าย ‘ทุน มิน หลัด’ กว่าพันล้าน พบ เส้นทางการเงิน ‘บ.อัลลัวร์กรุ๊ป' เชื่อมโยงนักการเมือง

ป.ป.ส.แถลงความคืบหน้ายึดทรัพย์สินเครือข่ายยาเสพติดกลุ่ม ‘ทุน มิน หลัด’ ยอมรับมีเงินบริษัทอัลลัวร์กรุ๊ป บางส่วนเชื่อมโยงนักการเมือง แต่ต้องตรวจพิสูจน์ว่าเกี่ยวข้องยาเสพติดหรือไม่

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2566 นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วยนายนายมานพ แสงโสทร นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการส่วนตรวจสอบทรัพย์สิน สำนักงาน ปปส.กทม. ได้แถลงผลการยึดทรัพย์สินเครือข่ายยาเสพติดกลุ่มนาย ทุน มิน หลัด (Tun Min Latt) และผู้เกี่ยวข้อง

นายวิชัย กล่าวว่า คดีนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้จับกุมกลุ่มเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวน 6 คดี ต่อมาได้มีขยายผลและสืบทราบว่า นายทุน มิน หลัด กับพวก เป็นผู้ร่วมกระทำความผิด จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับของศาลอาญา เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2565 ให้จับกุมนายทุน มิน หลัด พร้อมพวกรวม 6 คน พร้อมนิติบุคคล ในฐานะผู้ต้องหาอีก จำนวน 3 บริษัทในเครืออัลลัวร์กรุ๊ป ในข้อหาสมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ได้ร่วมกันจับกุมนายทุน มิน หลัด พร้อมพวกรวม 4 ราย ผู้ต้องหาหลบหนีไปได้ จำนวน 2 ราย คือนายพันณรงค์ ขุนพิทักษ์  หรือ เอ็ดดี้ และ นางสาวกัลยวีร์ ธีระประภาวงศ์ ภรรยา ซึ่งภายหลังการจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าว เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้มีคำสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สิน และยึดหรืออายัดทรัพย์สินของกลุ่มผู้ต้องหา และกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องไว้เพื่อตรวจสอบรวมมูลค่าประมาณ 1,398.5 ล้านบาท โดยทรัพย์สินที่มีคำสั่งยึดหรืออายัดไว้ มีทั้งทรัพย์สินประเภทที่ดิน , สิ่งปลูกสร้าง ,  เครื่องประดับ , เงินสด , เงินฝากในบัญชีธนาคาร , ยานพาหนะ , หลักทรัพย์ , เงินประกันและทรัพย์สินอื่นอีกหลายรายการ

นอกจากนี้ เลขาธิการ ป.ป.ส. มีคำสั่งอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้อง บัญชีที่ระบุว่าเป็นบัญชีม้า รวม 111 บัญชี มูลค่าเงินที่อายัดประมาณ 163.58 ล้านบาท ซึ่งจะเรียกผู้มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีธนาคารที่อายัดไว้ทั้งหมดมาชี้แจงต่อไป ส่วนบัญชีอื่นที่เป็นบัญชีม้าอยู่ระหว่างดำเนินการอายัด

ส่วนกรณีที่โรงแรมอัลลัวร์ในคดีนี้และทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอแม่สาย สำนักงาน ป.ป.ส.ได้ดำเนินการแจ้งคำสั่งการตรวจสอบ และยึดหรืออายัดทรัพย์สิน รวมถึงการแจ้งให้ระงับการรับเงินค่าใช้ไฟฟ้าจากบริษัทอัลลัวร์กรุ๊ป (พีแอนด์อี) และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการชำระเงินในนามของบริษัทอัลลัวร์กรุ๊ปฯ และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอแม่สายได้รับทราบและดำเนินการตามที่ สำนักงาน ป.ป.ส. แจ้งแล้ว แต่เนื่องจากการซื้อ-ขายไฟฟ้า ระหว่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอแม่สายกับผู้ใช้ไฟฟ้าในฝั่งจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมานั้น จะต้องทําสัญญากับบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลเมียนมา จึงจะสามารถทำการซื้อ-ขายไฟฟ้าดังกล่าวได้ ซึ่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอแม่สายได้ประสานงานไปยังประเทศเมียนมาเพื่อเร่งดำเนินการให้สัมปทานแก่บริษัทอื่น เพื่อมาทําสัญญา ซื้อ-ขายไฟฟ้าแทนบริษัทอัลลัวร์กรุ๊ประหว่างรอการดำเนินการ

‘อภิสิทธิ์’ โพล / ‘โทนี่’ โพล VS โพลลับ ‘ประยุทธ์-เพื่อไทย’ ใครจะร่วง?

ไม่เหนือความคาดหมายที่...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะประกาศชัดเจนว่าไม่ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรค (ประชาธิปัตย์) เหตุผลก็ชัดเจนว่าเพื่อให้คณะผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบันนำพาพรรคไปตามแนวทางอย่างเป็นเอกภาพ...แต่ตนก็จะช่วยหาเสียงให้พรรคตามวิธีการของตน

ประเด็นที่น่าสนใจที่อภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ 2-3ครั้งในสองวันนี้ ก็คือ คำพยากรณ์ที่ว่า...บนพื้นฐานของผลการเลือกตั้งโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะกลับมาเป็นนายกฯ นั้น ‘ยากมาก’ เพราะ…

1) จะจัดตั้งรัฐบาลต้องมีเสียงสนับสนุน (ในสภาผู้แทนราษฎร) 250 เสียงขึ้นไป ซึ่งขณะนี้เชื่อว่าจะมีไม่ถึง 250
2) แม้จะรวบรวมได้เกิน 250 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติก็ไม่น่าจะเป็นแชมป์หรือมีเสียงมากที่สุดในปีกนี้หรือขั้วนี้...

แม้ ‘อภิสิทธิ์’ จะไม่ระบุตัวเลขแชมป์เลือกตั้งอย่างเพื่อไทยว่าจะได้เท่าไหร่..ใแต่ก็พูดชัดว่าจะทิ้งพรรคที่สองเป็นร้อยที่นั่ง และคะแนนรวมของปีกเพื่อไทยจะเกินครึ่ง (250)..แน่นอน และนั่นคือความชอบธรรมของเพื่อไทยที่จะจัดตั้งรัฐบาล..

แน่นอนว่าเมื่อ ‘อภิสิทธิ์โพล’ เป็นเช่นนี้...ก็ต้องสอดคล้องอย่างช่วยไม่ได้กับ ‘โทนี่ โพล’ ที่ประกาศผ่านรายการแคร์ คิดเคลื่อนไทยมาโดยลำดับว่า...แลนด์สไลด์เกิน 250 แน่นอน...และฝ่ายประชาธิปไตยคะแนนรวมกันจะเกิน 375 เสียงอีกต่างหาก..!!

ล่าสุดคืนวันอังคาร 21 มี.ค.ถึงขั้นขานรับแลนด์สไลด์ 310 เสียง..ประกาศความเชื่อมั่นว่า พรรคเพื่อไทยคงเป็นรัฐบาลพรรคเดียวไม่ขายพ่วงกัน เลยทีเดียว…

ถ้าถามว่ากระแสเพื่อไทยแลนด์สไลด์ (เกิน250เสียง) มีไหม...ถ้าดูตามโพล2-3สำนักก็ต้องบอกว่ามี...โดยเฉพาะ ‘นิด้าโพล’ เมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ ‘อุ๊งอิ๊ง-เพื่อไทย’ ทิ้งขาดพรรคอันดับ2-3 เกินเท่าตัว...แต่เมื่อดูรายละเอียดในข้อเท็จจริงบางอย่างมันก็ย้อนแย้งมาก เช่น กรณีภูมิใจไทย หากเอาคะแนนนิยม ส.ส.เขต2.70% จาก 400 เขต มาเทียบบัญญัติไตรยางค์พรรคภูมิใจไทยจะได้ ส.ส.เขตแค่ 11 คน เท่านั้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แค่ ‘บุรีรัมย์+โคราช’ ก็เกินแล้ว...!!

และส่งท้ายด้วยโพลที่...หน่วยงานกึ่งความมั่นคงแห่งหนึ่งทำขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่ง ‘เลียบการเมือง’ ขอนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ไม่ได้จุดประสงค์อื่นใดมากไปกว่านี้ ปรากฏดังนี้…

‘ดีอีเอส’ เตือน ปชช. ระวังตกเป็นเหยื่อ ‘แก๊งบัญชีม้า’ หลอกให้เปิดบัญชี อ้างได้เงินตอบแทนจากหน่วยงานรัฐฯ

(22 มี.ค. 66) นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า จากกรณีที่มีการหลอกลวงประชาชนให้ค่าตอบแทน 400-500 บาท อ้างว่าจะนำเป็นหลักฐานไปใช้ในการทำสวัสดิการต่าง ๆ จากหน่วยงานรัฐฯ อาทิ การร่วมเป็นสมาชิกพรรคการเมือง การรับเงินสนับสนุนต่าง ๆ ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนหลงเชื่อและอยากได้เงินค่าจ้าง โดยบางรายมาทราบทีหลังพบว่า มีการเปิดบัญชีธนาคารและมีเงินหมุนเวียนหลายแสนบาท ซึ่งมีผู้ถูกดำเนินคดีฐานความผิดเปิดบัญชีม้าแล้ว

ขณะนี้ มีประชาชนจำนวนมากที่ออกมาแสดงความบริสุทธิ์ใจ แจ้งความต่อตำรวจตามโรงพักในท้องที่ และตรวจสอบตามธนาคารต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบและดำเนินการปิดบัญชี เพราะหากมีการนำเอกสารไปเปิดบัญชีโดยไม่มีส่วนรู้เห็น เพื่อป้องกันความผิดฐานเปิดบัญชีม้า

‘สันติ’ ดัน นโยบายแก้หนี้นอกระบบ ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ช่วยกลุ่มเปราะบาง สร้างความเสมอภาคในการเลี้ยงอาชีพ

(22 มี.ค. 66) ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการผลักดันนโยบายแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ว่า จะมีมาตรการจะช่วยกลุ่มเปราะบาง ซึ่งโดยส่วนตัวตนไม่เห็นด้วยที่ธนาคารแห่งประเทศไทย จะรับรองเงินนอกระบบมาเป็นเงินในระบบและคิดดอกเบี้ย 20-30% เพราะตามข้อเท็จจริงชาวบ้านและเกษตรกร ถ้าไม่ได้รับความเสมอภาคก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะฟื้นตัว เพราะเขาต้องกู้เงินนอกระบบ แต่ต้องมาแบกดอกเบี้ยแพงขนาดนี้ แต่ปล่อยกู้ให้นายทุนคิดดอกเบี้ยเพียง 2-3% เท่านั้น ทั้งที่ต้นทุนส่วนใหญ่เป็นเงินฝากของประชาชนทั้งประเทศประมาณ 22 ล้านล้านบาท

ซึ่งธนาคารต่าง ๆ ปล่อยกู้ให้กิจการขนาดใหญ่จำนวนมาก แต่ในระดับข้างล่าง อาทิ เอสเอ็มอี (SME) หาบเร่แผงลอย ได้มาพูดคุยกับตนและพรรคว่า เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนเหล่านี้ เพราะธนาคารคิดดอกเบี้ยแพง รวมถึงดอกเบี้ยเงินฝากได้เพียง 0.75-1% หรือได้ไม่ถึง 1% แต่เวลาธนาคารต่าง ๆ นำเงินไปปล่อยกู้ เก็บดอกเบี้ย 7-8% ฉะนั้น จะนำเรื่องนี้ประชุมกับคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อหาแนวทางแก้ไข

ส่องรายได้อาชีพ ‘แฟนเช่า’ สุดฮิตในจีน ทางเลือกสำหรับคนยุคใหม่ที่รักความโสด

(22 มี.ค. 66) ต้องยอมรับว่าปัจจุบันทัศนคติของการจะมีคู่หรือจะอยู่อย่างโสดนั้นเปิดกว้าง และยอมรับได้กับทางเลือกที่หลากหลายของความสัมพันธ์มากแค่ไหน แต่ในบริบทของบางสังคม บางวัฒนธรรมของจีน ก็ยังคงมองว่าการมีคู่หรือการมีครอบครัว คือ หน้าที่อย่างหนึ่งของการเกิดมา

‘ธุรกิจแฟนเช่า’ ในจีนจึงประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะไม่เพียงแค่การเช่าแฟนจะตอบโจทย์เรื่องของการเติมเต็มความเหงาให้กับคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ แต่คนจีนส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการแฟนเช่ามีเป้าหมายคล้ายกันคือการเช่าไปแบบ ‘เฉพาะกิจ’ ยามเมื่อต้องกลับบ้านในช่วงวันหยุดเทศกาลต่าง ๆ อย่างวันปีใหม่ วันตรุษจีน วันเชงเม้ง รวมถึงวันสำคัญตามประเพณีของจีน ที่จำเป็นต้องเจอกับพี่ป้าน้าอา บรรดาญาติผู้ใหญ่มารวมตัวกันอย่างเลี่ยงไม่ได้

สำนักข่าวเซาท์ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์ รายงานว่า นักข่าวจากสื่อจีนรายหนึ่งได้ทดลองเข้าไปใช้บริการ ‘แฟนเช่า’ โดยลงทะเบียนบัญชีกับเว็บไซต์ 89yn.com แพลตฟอร์มสำหรับเช่าแฟนสาวหรือแฟนหนุ่ม และได้สัมภาษณ์หญิงสาวนามสมมติที่เป็นผู้ให้บริการว่า ‘มูมู่’ โดยติดต่อกันผ่าน Wechat

‘มูมู่’ สาว อายุ 29 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี เผยว่า เธอมีรายได้วันละ 1,000 หยวนต่อวันหรือราว 5,000 บาท ซึ่งก่อนใช้บริการจะต้องจ่ายมัดจำ 500 หยวนหรือราว 2,500 บาท และค่าเดินทางอีก 350 หยวนหรือราว 1,750 บาท หากต้องการดูรูปเธอเพิ่มเติมจะมีค่าธรรมเนียมที่ 20 หยวนหรือราว 100 บาท

โดยผู้ให้บริการอย่างพวกเธอ ส่วนใหญ่ทำงานเป็นงานพาร์ทไทม์ ช่วงหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งปกติมูมู่มีงานประจำเป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไป มีรายได้ 5,000 หยวนต่อเดือน หรือราว 25,000 บาท และช่วงวันหยุดพิเศษ คือ ช่วงเวลาที่หาเงินได้มากที่สุด

'สันติ' โว ทำโพลได้ 6 ล้านเสียง ยึดปาร์ตี้ลิสต์เกิน 20 ที่นั่ง เสริมเป้า พปชร. ครอง 150 ที่นั่ง ไม่เปลี่ยน!!

(22 มี.ค.66) ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรค พปชร. ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค ว่า ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคได้ครบทั้ง 400 เขต ส่วนบางเขตที่ผู้สมัคร ส.ส.เกิน วันนี้จะสรุปให้ชัดเจน เพื่อทำการรับรอง และจัดส่งไปทำไพรมารีโหวต ส่วนรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อได้ครบแล้ว 100 คน โดยลำดับที่ 1 คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค ส่วนลำดับที่ 2 ตามธรรมเนียมน่าจะเป็นชื่อตนในฐานะเลขาธิการพรรค ส่วนผู้สมัคร ส.ส.ที่ไม่ได้ลงสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตนั้น ในแต่ละพื้นที่แต่ละภาคจะต้องปรับมาให้ที่ส่วนกลาง จากนั้นพรรคจะดูความเหมาะสมว่าจะดันขึ้นเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้หรือไม่ ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ พปชร.ยังเป็น พล.อ.ประวิตร คนเดียว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเมินลำดับผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในโซนปลอดภัยจะต้องอยู่ถึงลำดับที่เท่าไหร่ นายสันติ กล่าวว่า ประมาณลำดับที่ 20 เพราะครั้งที่แล้ว พปชร.ได้คะแนนรวม 8 ล้านเสียง แต่ครั้งนี้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนเก่าไปอยู่พรรคอื่นแล้ว เราจึงประมาณว่าครั้งนี้จะได้สัก 6 ล้านเสียงโดยประมาณ เมื่อถามว่า ตัวเลข 6 ล้านเสียง พรรคประเมินว่าได้มาจากไหน นายสันติ กล่าวว่า มั่นใจจากเสียงสะท้อนที่ลงพื้นที่ รวมถึงการทำโพลที่เชื่อถือได้ ไม่ได้รับจ้าง ซึ่งระบุว่าจะได้ตัวเลข 6 ล้านเสียง แต่ยอมรับว่าบางครั้งโพลก็มีปัญหา อย่างไรก็ตาม หากเรียงคะแนนแต่ละพรรค การคำนวณว่า พปชร.จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 20 คนยังน้อยไป

ทั้งนี้ ยืนยันว่าเป้าหมาย ส.ส.ทั้งหมดของพรรคยังตั้งเอาไว้ที่ 150 ที่นั่งเหมือนเดิม และตัวเลขของผู้สมัคร ส.ส.ที่มั่นใจว่าจะชนะยังอยู่ในระดับนั้น ส่วนจะถึงตามเป้าหรือไม่อยู่ที่ประชาชนและคู่แข่งฯ แต่ขอย้ำว่าทุกนโยบายที่เราพูดออกไปว่าทำจริงทำทันทีจะได้รับการตอบรับ ขึ้นอยู่กับประชาชนทั้งหมด เนื่องจากอำนาจที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ เป็นของนายกฯ

รทสช. ปรับแผน ดัน ‘บิ๊กตู่’ ลงพื้นที่ถี่ขึ้น เพราะไปที่ไหน ได้คะแนนที่นั่นเสมอ

(22 มี.ค.66) ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรค รทสช. ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งของพรรคว่า พรรคได้มอบหมายให้ตนเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ดังนั้นในการประชุมของทุกภาคตนจะเข้าร่วมประชุมก็พบว่ามีผู้สมัครล้นทุกจังหวัด ก็คงจะเหมือนกับทุกพรรค จึงต้องพิจารณาว่าทำอย่างไรถึงจะรักษาน้ำใจคนที่ไม่ได้รับเลือกให้ลงสมัคร

"ผู้สมัครของพรรคมีความพร้อมมาก ซึ่งในวันที่ 25 มีนาคมนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติ จะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครทั้ง 400 เขตทั่วประเทศ ทำให้ดูว่าเรามีความพร้อมแค่ไหน เช่นเดียวกับผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค ก็มีล้นแต่จะเลือกให้เหลือ 100 คน โดยขณะนี้ยังไม่ได้จัดลำดับ ส่วนนโยบายพรรคสรุปครั้งสุดท้ายในวันพฤหัสบดีนี้ และจะประกาศให้ประชาชนได้รู้ว่า นโยบายทั้งหมดเป็นแบบไหนทีมเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ใครบ้างจะมาเป็นทีมเศรษฐกิจ เพราะแต่ละคนล้วนเป็นคนเก่ง และมีความรู้ความสามารถทั้งสิ้น"

นายไตรรงค์ กล่าวว่า ตนได้เสนอคณะกรรมการบริหารพรรคว่า ในส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่รักษาการอยู่ในขณะนี้ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯของพรรคมีความจำเป็นจะต้องลงพื้นที่ ไปปราศรัยช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียง ตนได้เสนอที่ประชุมว่า ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ มาช่วยผู้สมัครหาเสียงในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น

‘แพทย์’ ห่วง ปชช. กังวล เหตุซีเซียม-137 แนะใช้สมุนไพรไทย สร้างเกราะป้องกันสารพิษ

หลังจากมีข่าวว่าซีเซียม-137 หายจากโรงไฟฟ้าไอน้ำ ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี และมีรายงานจากภาครัฐว่า วัตถุดังกล่าวถูกหลอมจนกลายเป็นฝุ่นเล็กปนเปื้อนกัมมันตรังสีไปแล้ว สร้างความกังวลให้แก่ประชาชนในพื้นที่ และหลายคนเกรงว่าอาจมีผลกระทบต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อม

ทางทีมข่าว THE STATES TIMES ได้เข้าสัมภาษณ์ ดร.ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยระบุว่า…ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก เพราะอุบัติเหตุในลักษณะนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ โดยก่อนหน้านี้ประเทศไทย เคยเกิดเหตุเครื่องฉายรังสีโคบอลต์-60 ที่ไม่ใช้แล้วถูกแยกชิ้นส่วนออกมา ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ และการดูแลสุขภาพเมื่อมีความจำเป็น

ดังนั้นการสัมผัสสารอันตราย จำเป็นต้องรู้ว่าเราสัมผัสที่ตัวสารกัมมันตรังสี หรือสัมผัสรังสี ซึ่งผลจะต่างกัน หากสัมผัสสารกัมมันตรังสี ซีเซียม-137 อาการที่พบ อาจมีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ถ่ายเหลว  ส่วนผิวหนังบริเวณที่โดนรังสีจะเกิดแผลไหม้พุพอง กรณีได้รับในปริมาณมาก จะส่งผลกระทบต่อระบบเลือด กดไขกระดูก ระบบประสาท ชักเกร็ง และอาจเสียชีวิตได้ 

‘สกลธี’ เผย ‘สุวัฒน์ ม่วงศิริ’ ทิ้ง พลังประชารัฐ ยอมรับ!! กระทบฐานเสียง - เร่งหาผู้สมัครลงแทน

(22 มี.ค.66) นายสกลธี ภัททิยกุล หัวหน้าทีมดูแลการเลือกตั้ง ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยอมรับว่า นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ ได้ลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ แล้ว หลังจากเปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัครส.ส. กทม. ของพรรคไปก่อนหน้านี้ ซึ่งแจ้งกระชั้นชิดเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เพราะตอนที่เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.ของพลังประชารัฐทั้ง 33 คน ก็คิดว่าทุกคนลงตัวหมดแล้ว และเตรียมเข้าสู่กระบวนการไพรมารีของของพรรค และเตรียมไปสมัคร

“หลังการยุบสภาเปิดช่องให้ย้ายพรรค จึงคิดว่าได้มีการพูดจา หรือเจรจาโดยบางคนอาจได้รับเงื่อนไขที่ดีกว่า จึงตัดสินใจย้ายพรรค ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เสียดาย เพราะจะกระทบต่อฐานเสียง เนื่องจากเป็นพื้นที่เป้าหมาย และเห็นว่าควรจะบอกกันตั้งแต่เนิ่น ๆ การมาบอกกระชั้นชิดถึงแม้จะหาตัวคนใหม่มาแทนได้ แต่จะเหนื่อยหน่อย ซึ่งพรรคพลังประชารัฐกำลังพูดคุยเพื่อหาตัวว่าที่ผู้สมัครมาแทน โดยจะพิจารณาจากคนที่อยู่ในบัญชีสำรอง” นายสกลธี กล่าว

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่านายสุวัฒน์ น่าจะไปร่วมงานทางการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
 

‘จีน - รัสเซีย’ 2 มหาอำนาจกระชากหน้ากากโจร ชี้ โลกต้องได้รู้ ‘ผู้ร้ายตัวจริง’ ล้มแผนเจรจา ‘รัสเซีย - ยูเครน’

(22 มี.ค.66) Proactive PR : Strategy to win the game สองมหาอำนาจจับมือมั่นเพื่อกลยุทธ์ใช้สื่อกระชากหน้ากากโจร

หากใครได้ติดตามข่าวใหญ่สัปดาห์นี้เรื่องการเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้พบปะหารือกับประธานาธิบดีปูตินแห่งรัสเซีย เรื่องความร่วมมือระหว่างทั้งสองมหาอำนาจในหลากมิติและหลายเรื่องที่จะทำให้ทั้งสองประเทศกระชับมิตรภาพให้แน่นแฟ้นมากขึ้น แต่ไฮไลท์สำคัญของการหารือคือ การเสนอแผนเจรจาสันติภาพและการหยุดยิงระหว่างรัสเซียกับยูเครน โดยจีนจะเป็นคนกลางในการเจรจา ภาพการสนทนาของผู้นำทั้งสองคนมีนัยสำคัญในเชิงบวก ทั้งสารัตถะในการเจรจา การจัดสถานที่ในการจัดเจรจาที่ให้เกียรติเสมอกันและดูถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน 

ตัดภาพไปอีกภาพอีกคนละทวีป เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายหลายระดับของสหรัฐอเมริกาได้แถลงข่าวในทำนองเดียวกันทุกส่วนว่า ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของจีนในการเสนอแผนเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครน ทุกหน่วยออกข่าวออกมาในเชิงกร้าวร้าว ไม่เห็นด้วย และจะไม่ยอมให้เกิดการเจรจาได้อย่างแน่นอน

ในมุมมองของการประชาสัมพันธ์ ตัวแสดงในเรื่องนี้มี 2 ฝั่ง

ฝั่งระเบียบโลกเก่า ที่มีอเมริกาเป็นคนสั่งซ้ายหันขวาหันมาตลอดหลายสิบปีตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง อีกฝั่งคือผู้ท้าทายที่จะกำหนดให้มีระเบียบโลกหลายขั้ว เพื่อความเสมอภาคและเพื่อความร่วมมือทางความมั่นคงและเศรษฐกิจการค้าที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันและไม่อยู่ในความควบคุมจากระเบียบโลกขั้วเดียวแบบเดิม ๆ 

เฉพาะในกรณีของการทำข่าวในช่วงเวลาเดียวกันและประเด็นข่าวเดียวกันคือ #แผนเจรจาสันติภาพ

ทางฝ่ายรัสเซีย เป็นคู่กรณีโดยตรงกับยูเครน โดยมีจีนเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นเสนอตัวเป็นตัวกลางในการเสนอกรอบการเจรจาสันติภาพ ในขณะที่อีกฝ่ายนั้นคือ ยูเครนที่เป็นคู่กรณีโดยตรงในกรณีพิพาท โดยมีนาโต้หลายสิบชาติที่มีเขตแดนติดกันและร่วมทวีปยุโรปด้วยกันทำหน้าที่ให้การสนับสนุนทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์และเงินกู้ยืมเพื่อการสนับสนุน โดยมีสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเป็นผู้คุมเกม ที่ก่อนหน้าแสดงตัวอยู่เบื้องหลัง แต่จากกรณีนี้จำเป็นต้องมาแสดงเบื้องหน้าอย่างโจ่งแจ้งว่าเป็นหัวโจกตัวจริง ออกมาแสดงความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับการเสนอแผนเจรจาสันติภาพโดยจีนเด็ดขาด จะเจรจาหรือไม่ฝ่ายที่จะต้องเป็นผู้กำหนดกติกาต่างๆ คือ อเมริกา (ที่ไม่ใช่เจ้าของดินแดน และไม่ใช่สมาชิกของทวีปยุโรปแต่อย่างใด)

ในมุมการออกข่าวให้สาธารณชนรับรู้และให้โลกได้คำนึงถึงว่า คู่กรณีตัวจริงฝ่ายหนึ่งที่พร้อมจะเปิดทางให้มีการเจรจาสันติภาพ กับอีกฝ่ายหนึ่ง ที่ไม่ใช่เจ้าของดินแดน และไม่ใช่คู่กรณีโดยตรง แต่พยายามจะรับบทผู้นำในการเจรจา ในที่สุดก็ทำให้ทุกคนได้รับรู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการทำสงครามกันคือ ผู้ที่ต้องการกุมอำนาจในการกำหนดทิศทางโลกแต่เพียงผู้เดียว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top